Sunday, 21 June 2026
NEWS FEED

‘พีระพันธุ์’ เยือน โรงเรียนเลิศคณิตฯ สงขลา ชื่นชมการเรียนการสอน พร้อมปลูกฝังเยาวชนรักชาติ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนโรงเรียนเลิศคณิตสมาร์ทเซ็นเตอร์ จังหวัดสงขลา ชื่นชมการจัดการเรียนการสอน เด็กเก่ง มีความสามารถ พร้อมปลูกฝังเยาวชนรักชาติ รักแผ่นดิน รักสถาบันพระมหากษัตริย์

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลา พบปะผู้บริหาร คณะครู และนักเรียน โรงเรียนเลิศคณิตสมาร์ทเซ็นเตอร์ อำเภอสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อเยี่ยมเยือนการจัดการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านการศึกษาและปลูกฝังเยาวชนรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปด้วยความอบอุ่น จากการต้อนรับด้วยการมอบดอกกุหลาบจากคณะครู และนักเรียน นำโดย นางอุไรวรรณ เอกพันธ์ (ครูแหม่ม)ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเลิศคณิตสมาร์ทเซ็นเตอร์ ก่อนที่จะมีการลงนามสมุดเยี่ยมเยือน และชมการแสดงที่จัดมาสร้างสีสัน รวม 5 ชุดการแสดง ประกอบด้วย การแสดงจากทีมสวนป๋าไลน์แดนซ์ , ทีมไลน์แดนซ์ศูนย์สร้างทางเขารูปช้าง, ทีมสมิหลา สวนป๋าไลน์แดนซ์ และชมรมแฟรน์ติดแดนซ์ ซึ่งแต่ละชุดการแสดงเป็นไปด้วยความสนุกสนาน ท่ามกลางเสียงเชียร์จากคณะครู นักเรียน และผู้ปกครองที่เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ ยังมีการแสดงชุดพิเศษ ชื่อ ชุดว่า 'ธงชาติ' นำแสดงโดยครูแหม่ม พร้อมคณะครู ที่ช่วยสร้างความตระหนัก สร้างความฮึกเหิม ให้คนไทยรักชาติ รักแผ่นดินเกิด

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานในการมอบรางวัลแม่ดีเด่นคนดีศรีสงขลา ซึ่งเป็นกิจกรรมสืบเนื่องจากวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2567 จัดขึ้นที่โรงเรียนเลิศคณิตฯ มีคุณแม่ที่ได้รับรางวัลโล่เกียรติคุณ จำนวน 4 ท่าน ประกอบด้วย คุณแม่จินดาวรรณ สท้านวงศ์ , คุณแม่เดือนเพ็ญ เทพจิตร, คุณแม่สุมล ลิ่มตระกูล และคุณแม่ลักษณา หวัดเพชร จากนั้นได้มีการมอบถ้วยรางวัล ชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันเพชรวันเด็ก 'Top of Lertkanit' เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ได้แก่ ด.ญ.รมิตา วรวิทย์สัตถญาน ก่อนที่จะมีมอบโล่เกียรติคุณ กลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมสงขลา ที่มาร่วมแสดงต้อนรับในครั้งนี้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ติดตามครูแหม่มผ่านสื่อโซเชียล และช่องทางต่างๆ มาโดยตลอด รู้สึกประทับใจในความรักชาติ รักแผ่นดิน ของทั้งครูแหม่ม และคณะครู โรงเรียนเลิศคณิตฯ ซึ่งคนที่มีลักษณะแบบนี้ ที่มีการแสดงออกถึงความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างตั้งใจแน่วแน่ ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หาได้ง่ายๆ โดยวันนี้ได้มาเห็นความตั้งใจ โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการเรียนสอน ที่ไม่ได้เน้นแค่วิชาการ ให้เด็กมีความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอนให้เด็กรู้จักรากเหง้าของตัวเอง รู้จักความเป็นชาติ ความเป็นไทย และรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และที่สำคัญทำให้เด็กๆ มีความสุข สนุกกับการเรียนเป็นอย่างมากด้วย

นางอุไรวรรณ เอกพันธ์ (ครูแหม่ม) ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเลิศคณิตสมาร์ทเซ็นเตอร์ กล่าวว่า โรงเรียนเลิศคณิต ได้ทำความดีเกี่ยวกับเรื่องของการรัก และปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งท่านพีระพันธุ์ฯ ได้มองหา เพื่อมาส่งกำลังใจต่อทั้งครูแหม่ม คณะครู และนักเรียน โดยทางโรงเรียนยังมุ่งเน้นที่เรื่องการศึกษา โดยแบ่งออกเป็น 2 Section ประกอบด้วย Section 1.มาแล้วต้องเรียนเก่ง ซึ่งทางโรงเรียนฯ จะมีการเรียนการสอนที่สามารถการันตีจากรางวัลระดับชาติได้ ส่วน Section 2. คือ เรื่องคุณธรรม ความกตัญญูรู้คุณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยาก โดยต้องปลูกฝังให้เด็กรู้จักการทำดี และกล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วความเก่งจะมาเอง จะเห็นได้จากหลายคนที่มีความรักชาติ แต่ไม่ได้กล้าแสดงออก ฉะนั้นแล้วให้เชื่อว่า การทำความดีนั้นไม่มีสิ่งที่ต้องกังวล และเชื่อได้ว่า เด็กที่มาเรียนจากโรงเรียนเลิศคณิต จะได้สิ่งดีๆ ไปแบบครบครัน ทั้งเก่งและดี มีคุณธรรม

กองทัพเรือ และ Top Radio 93.5 ต้อนรับกลุ่มเด็กพิการซ้ำซ้อน อบอุ่น

(20 พ.ย. 67) ที่บริเวณบ้านรับรองหาดน้ำใส ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ย.ศกนี้ พล.ร.อ.ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ร.ท.ธันยกร เสนาลักษณ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือน ทหารเรือ และ พล.ร.ต.อนันท์ สุราวรรณ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ ได้ไปร่วมให้การต้อนรับ “กลุ่มเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน” จาก “โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา” รวมทั้งผู้อำนวยการและครูผู้ดูแลเด็ก ๆ จำนวน 91 คน ซึ่งเดินทางมาจากสถานที่ตั้งใน กทม.และมาพำนักที่บ้านรับรองริมหาดน้ำใส ซึ่งอยู่พื้นที่รับผิดชอบของ “หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ” กองเรือยุทธการ หรือ หน่วยซีล หรือมนุษย์กบของราชนาวีไทย (Navy Seal) ระหว่างวันที่ 19-21 พ.ย.67 รวม 3 วัน 2 คืนภายใต้โครงการ “พาน้องตาบอดพิการซ้ำซ้อนเที่ยวทะเล” ประจำปี พ.ศ.2567 ซึ่งเป็นกิจกรรมปันน้ำใจให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมที่ได้รับการสร้างสรรค์ของคณะผู้จัดรายการวิทยุ TOP RADIO จากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 93.5 ม.ฮ. ได้แก่ ดี.เจ.เทวี แย้มสรวล, ดี.เจ.นฤทธิ์ พันธุเมธา และ ดี.เจ.มธุรส โอสถานนท์ ได้ร่วมกันดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 10 ปีแล้ว

พล.ร.อ.ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีพร้อมกับแสดงความขอบคุณคณะผู้จัดรายการวิทยุฯ ที่เลือกบ้านพักรับรองหาดน้ำใสเป็นแหล่งพำนักเพื่อเรียนรู้และสร้างประสบการณ์แก่เด็ก ๆ ผู้ด้อยโอกาส โดยบรรดาครูได้ปฏิบัติหน้าที่และคลุกคลีอยู่กับเด็กอย่างใกล้ชิด ได้ผ่อนคลายจากภาระหน้าที่ควบคู่ไปพร้อมกัน อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้ทหารเรือ ได้มีส่วนร่วมในการปันน้ำใจให้แก่กลุ่มเด็ก ๆ ผู้พิการซ้ำซ้อนและครูผู้เสียสละในครั้งนี้ด้วย
โดยกองทัพเรือ ได้สำรองห้องพักที่บ้านรับรองหาดน้ำใสไว้ตลอด 3 วัน 2 คืน โดยได้จัดอาหารเย็นไว้ต้อนรับดูแลในวันแรก พร้อมกับจัดวงดนตรีไปขับกล่อมด้วย ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน พล.ร.ท.ธันยกร เสนาลักษณ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ได้ลงไปร่วมดูแลหนูน้อยที่กำลังสนุกสนานบันเทิงกับการได้สัมผัสบรรยากาศในการเล่นน้ำทะเล ซึ่งนอกจากจะมีบรรดาครูพี่เลี้ยงลงไปดูแลแล้ว ยังได้จัด “มนุษย์กบ” ลงไปประจำในทะเล เพื่อดูแลโดยมิให้คลาดสายตาตลอดเวลา ทั้งนี้ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ได้เผยกับผู้สื่อข่าวว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ประจักษ์อย่างใกล้ชิดในความน่าสงสาร-น่าเห็นใจของบรรดาเด็ก ๆ ผู้พิการซ้ำซ้อน และดีใจมากที่มีส่วนช่วยสร้างความสุขสนุกสนานให้พวกเขาตอนเล่นน้ำทะเลที่หาดน้ำใส แถมยังมีโอกาสได้ร่วมต้อนรับดูแล ถึง 3 วัน 2 คืนอีกด้วย ต้องขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณกลุ่มผู้จัดรายการวิทยุ TOP RADIO และทีมงานที่ร่วมโครงการ ขอเป็นกำลังใจให้เดินหน้าทำโครงการดี ๆ อย่างนี้ต่อไป ซึ่งผมมั่นใจอย่างยิ่งว่ากองทัพเรือพร้อมให้การส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มใจต่อไป อนึ่ง โครงการ “พาน้องตาบอดพิการซ้ำซ้อนเที่ยวทะเล” ได้จัดต่อเนื่องมากว่า 10 ปีแล้ว โดยได้ว่างเว้นไป 2 ปี ที่เกิดการแพร่ระบาดของ “โควิด 19” เท่านั้น ซึ่งก่อนถึงกำหนดจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง คณะผู้จัดรายการวิทยุ TOP RADIO 93.5 ม.ฮ.จะมีการจัดกิจกรรมหาทุนด้วยการจัด Retro Party Charity Concert และเชิญชวนบรรดาผู้ฟังที่เป็นติดตามรายการได้มาร่วมสังสรรค์ สันทนาการและสมทบเงินเป็นกองทุนสนับสนุนโครงการฯ และเป็นที่น่ายินดีว่า บรรดาผู้ฟังได้ร่วมกันตอบรับสนับสนุนด้วยความเต็มใจตลอดมา

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

เชียงใหม่-มณฑลทหารบกที่ 33 เปิดห้องเรียนประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวีรกรรมของบรรพชนไทย

มณฑลทหารบกที่ 33 เปิดห้องเรียนประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวีรกรรมของบรรพชนไทย ให้นักนักศึกษาวิชาทหาร เข้ามาศึกษาเรียนรู้ สร้างอุดมการณ์รักชาติและพระมหากษัตริย์

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย.67)  เวลา 14.00 น.พลตรี ธีระ ผดุงสุทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานเปิดห้องเรียนประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวีรกรรมของบรรพชนไทย บริเวณศูนย์ประสานงานทหารกองหนุนและมวลชน มณฑลทหารบกที่ 33 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 

ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 33 ร่วมกับสมาคมผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหารจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และสถานศึกษาต่างๆ จัดทำห้องเรียนประวัติศาสตร์ขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย อันมีพระมหากษัตริย์และบรรพชนไทย ก่อร่างสร้างชาตินำพาประเทศให้พ้นภัย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นการเผยแพร่วีรกรรมของผู้เสียสละเลือดเนื้อต่อสู้กับอริราชศัตรู ให้แก่อนุชนรุ่นหลัง อันเป็นปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติและพระมหากษัตริย์ เกิดเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เกิดในผืนแผ่นดินไทย 

ที่ผ่านมาศูนย์การฝึกศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 33 ได้ประกวดการจัดนิทรรศกาลห้องเรียนประวัติศาสตร์ขึ้น ตกแต่งเป็นห้องต่าง ๆ มีสถานศึกษาเข้าร่วม 40 แห่ง พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่สถานศึกษาที่ชนะรางวัล และเปิดห้องเรียนประวัติศาสตร์ไว้ให้นักศึกษาวิชาทหารรุ่นหลังศึกษาต่อไป

ทำดีมากแล้ว เชื่อคนไทยปลื้มให้กำลังใจ หลังชวดมง คว้ารองอันดับ 3 Miss Universe 2024

วันที่ (19 พ.ย. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังการแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่น้องโอปอล หรือ น.ส.สุชาตา ช่วงศรี Miss Universe Thailand ได้รับรางวัลรองอันดับ 3 ในการประกวด Miss Universe 2024 ว่า

"ส่วนตัวได้ทราบข่าวแต่ไม่ได้ดูการประกวดในช่วงเวลานั้น เนื่องจากติดประชุมเอเปค แต่ขอชื่นชมว่าน้องโอปอลสวยมาก และอยากให้กำลังใจน้องเสมอ เมื่อเราส่งตัวแทนไทยไปแข่งขัน เราก็มักจะรู้สึกภูมิใจอยู่แล้ว เพราะน้องทำได้ดีมาก และไม่ว่าอย่างไร ก็ถือเป็นตัวแทนของประเทศและเป็นสีสันให้กับคนไทย เชื่อว่าเมื่อคนไทยเห็นก็จะส่งกำลังใจให้น้องอย่างเต็มที่" นายกฯ กล่าว

เปิดเส้นทาง 'เชน ธนา' หลังถูกกล่าวหา 'อมาโด้' ฉ้อโกง

(19 พ.ย.67) 'เชน-ธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์' หรือที่รู้จักในชื่อ เชน ธนา อดีตศิลปินบอยแบนด์ยุคมิลเลนเนียมจากวง Nice 2 Meet U ได้ผันตัวจากวงการบันเทิงมาสู่วงการธุรกิจเต็มตัว ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของ แบรนด์อมาโด้ ที่ดำเนินธุรกิจอาหารเสริมและสกินแคร์ครบวงจร ภายใต้บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดชื่อของเชนถูกโยงเข้าสู่คดีความ เมื่อบริษัท ไทยยินตัน จำกัด ผู้รับผลิตอาหารเสริมได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง โดยอ้างว่า อมาโด้กรุ๊ปไม่ยอมจ่ายค่าสินค้ามูลค่ากว่า 79 ล้านบาท พร้อมระบุว่าสินค้าไม่มีคุณภาพตามที่สั่ง  

ฝ่ายไทยยินตันระบุว่าเคยส่งสินค้าตามสัญญาให้กับอมาโด้กรุ๊ป แต่กลับไม่ได้รับชำระเงิน โดยเชนอ้างว่าสินค้าไม่เป็นไปตามข้อตกลง เบื้องต้นพนักงานสอบสวนมองว่าคดีดังกล่าวเป็นข้อพิพาททางแพ่ง ทำให้ไทยยินตันต้องนำหลักฐานยื่นฟ้องต่อศาลเอง  

เมื่ออัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้เชนและภรรยามาพบ แต่ทั้งคู่ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนถึง 3 ครั้ง โดยอ้างปัญหาสุขภาพและติดธุระสำคัญ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องออกหมายเรียกครั้งที่สอง นัดในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมาซึ่งเชนธนา ได้เข้าให้การกับตำรวจในวันดังกล่าว

เชนเริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุ 19 ปี ด้วยการเปิดร้านขายสินค้ากิ๊ฟต์ช็อปในสยามสแควร์ ก่อนจะล้มลุกคลุกคลานในธุรกิจอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้าที่ประตูน้ำ และการนำเข้าสินค้าออนไลน์  

กระทั่งปี 2557 เขาก่อตั้งบริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด  ด้วยทุนจดทะเบียน 43 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสกินแคร์เพื่อสุขภาพและความงาม ผ่านช่องทางออนไลน์  

อมาโด้เคยประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 2564 ด้วยรายได้รวมกว่า 2,426 ล้านบาท แม้ว่าจะขาดทุนในปีนั้น แต่ในปี 2566 บริษัทกลับมามีกำไรสุทธิ 37 ล้านบาท

ชีวิตส่วนตัวของเชน ธนา สมรสกับ เจมส์ กาลย์กัลยา รองอันดับหนึ่งมิสแกรนด์ไทยแลนด์เมื่อปี 2560 ปัจจุบันมีลูกชายและลูกสาวด้วยกัน 5 คน 

ผลประกอบการของแบรนด์อมาโด้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ อมาโด้ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้า โดยเฉพาะในปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่มียอดขายสูงสุดกว่า 2,426 ล้านบาท แม้ว่าจะประสบภาวะขาดทุนในปีดังกล่าว รายได้และกำไรสุทธิย้อนหลัง 5 ปี มีรายละเอียดดังนี้:  

- ปี 2562  
- รายได้: 694,132,838 บาท
- กำไรสุทธิ: 41,413,159 บาท  

- ปี 2563  
- รายได้: 2,199,599,901 บาท  
- กำไรสุทธิ: 81,369,124 บาท

- ปี 2564
- รายได้: 2,426,861,701 บาท 
- ขาดทุนสุทธิ: -627,036,969 บาท  

- ปี 2565  
- รายได้: 0 บาท 
- กำไรสุทธิ: 0 บาท  

- ปี 2566  
- รายได้: 1,230,153,981 บาท
- กำไรสุทธิ: 36,919,268 บาท

MASTER ปักธง 'ผู้นำศัลยกรรมความงามแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้' ประกาศร่วมมือ 'Lumeo Health' พาร์ตเนอร์อินโดนีเซีย

บมจ. มาสเตอร์ สไตล์ หรือ 'MASTER' ปักธงก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางศัลยกรรมความงามแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศร่วมมือ 'Lumeo Health' พาร์ตเนอร์อินโดนีเซีย ตอกย้ำการขยายตลาดภูมิภาค – เสริมศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย - ขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจต่อเนื่อง เพิ่มการแข่งขันในระดับภูมิภาค ผลักดันอุตสาหกรรมศัลยกรรมความงาม และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

นายแพทย์ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER ผู้ประกอบกิจการโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช Specialty Hospital ผู้นำอุตสาหกรรมด้านความงามของประเทศไทยและเอเชีย กล่าวว่า MASTER GROUP มุ่งมั่นที่จะขยายการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในด้านศัลยกรรมความงามและการแพทย์เฉพาะทาง รวมถึงมีการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อ และความนิยมในหัตถการความงามในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ความต้องการบริการขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ ยังมีการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ เช่น อินโดนีเซีย ลาว และกัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเป็นผู้นำระดับภูมิภาค ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมอบบริการที่มีคุณภาพระดับสากล โดย MASTER ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางศัลยกรรมความงามแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"มองว่าตลาดภูมิภาคมีการเติบโตสูง และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของทั้งนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และคนในท้องถิ่นที่หันมาสนใจศัลยกรรมและความงามมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศอย่างอินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา และไทย ซึ่งประชากรที่มีกำลังซื้อสูง มีความสนใจการทำศัลยกรรมความงามเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเราได้เห็นถึงความสำเร็จจากการขยายฐานลูกค้าและการเติบโตที่โดดเด่นของกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่าย Influencer และช่องทางการตลาดออนไลน์ที่ช่วยสร้างความรู้จัก และเพิ่มความไว้วางใจให้กับ MASTER ในฐานะศูนย์กลางศัลยกรรมความงามระดับภูมิภาค โดยเรามุ่งเน้นการนำเทคนิคทางการแพทย์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการให้บริการ และขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในระดับภูมิภาค" นายแพทย์ระวีวัฒน์ กล่าว

นางสาวลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER กล่าวว่า ต่อจากนี้จะเริ่มเห็น MASTER ก้าวเข้าสู่การเป็น 'Regional  Company' โดยจะมีความร่วมมือกับ MASTER PARTNER ในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของบริษัทไปยังตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย MASTER ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ หรือ MOU กับ Lumeo Health ซึ่งบริษัทจัดตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย โดยมีสำนักงานในจาการ์ตา ซึ่ง Lumeo Health โดดเด่นในฐานะที่ปรึกษาศัลยกรรมความงามและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ที่ครบวงจรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับการเติบโตภายในประเทศของบริษัทฯ ถือว่าแข็งแกร่ง โดย MASTER GROUP มีจุดให้บริการมากกว่า 90 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ในทุกภูมิภาค โดยให้บริการที่ครอบคลุมความต้องการในทุกกลุ่มลูกค้า ทั้งด้านศัลยกรรมความงามและการแพทย์เฉพาะทาง ถือเป็นจุดแข็งของเราในการตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลาย และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

Dr. Queencha Chaidy, Chief Executive Officer Lumeo Health กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมงานกับโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช Specialty Hospital ผู้นำอุตสาหกรรมด้านความงามของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้จะเป็นการผนึกกำลังอีกขั้นของการพัฒนาด้านศัลยกรรมความงาม ให้เติบโตในระดับภูมิภาค

โอปอล สุชาตา มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2024 โพสต์เฟซบุ๊ก 18 พ.ย. 67

เมื่อวันที่ (18 พ.ย. 67) โอปอล - สุชาตา ช่วงศรี มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2024 ตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดนางงามจักรวาล 2024 ครั้งที่ 73 ณ ประเทศเม็กซิโก และได้ตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังจบการประกวด ว่า  ไม่เสียดายและไม่เสียใจ มีแต่ความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนอย่างดีที่สุด 

ขอบคุณคนไทยทุกคนที่คอยสนับสนุนกันมาเสมอ โอปอลและทีมไทยทุกคนรู้สึกซาบซึ้งในพลังของพวกเราคนไทยมากๆ ค่ะ 

ในวันนี้ไม่มีอะไรที่ต้องเสียดาย ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจ เราได้ทำให้ทุกคนเห็นแล้วถึงความน่าภาคภูมิใจของบ้านเรา ไม่ใช่เพียงแค่โอปอล แต่มันคือพลังของพวกเราคนไทยทุกคน 

โอกาสครั้งเดียวในชีวิต โอปอลดีใจที่ได้ใช้มันร่วมกับทุกคนนะคะ และดีใจที่ได้เป็นคนสร้างความสุข ความสนุกสนานให้กับคนไทย

เราจะเก็บความทรงจำที่ดีเอาไว้ร่วมกัน ว่าครั้งหนึ่ง เรามีความหวัง มีความศรัทธาร่วมกันมา

ต่อจากนี้ไป โอปอลเชื่อว่ายังมีผู้หญิงไทยอีกมากมายที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับพวกเรา ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นต่อไป อย่าหมดหวัง เพราะโอปอลไม่เคยหมดหวังกับคำว่า Thailand เลย

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ สั่งเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘DE fence’ เร่งสกัด ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์-โจรออนไลน์’ ป้องกัน ‘โทร-SMS’ หลอกลวงประชาชน

 

เมื่อวานนี้ (18 พ.ย.67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญาการรมทางเทคโนโลยี ผ่านการร่วมดำเนินโครงการ ‘DE-fence platform’ (หรือ แพลตฟอร์มกันลวง) เพื่อป้องกัน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โทรหลอกลวงประชาชน 

นายประเสริฐ กล่าวว่า จากสถิติของศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 - 30 ก.ย. 2567 (12 เดือน) พบว่า มีการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จำนวนทั้งสิ้น 3.3 แสนคดี หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชน และปัจจุบันยังคงเกิดการหลอกลวงโดย 'แก๊งคอลเซ็นเตอร์' อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการที่มิจฉาชีพได้พัฒนาการก่อเหตุโดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านการโทรศัพท์และส่ง SMS ถึงผู้เสียหาย 

ทั้งนี้จากการหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระหว่างกระทรวงดีอี กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ  สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นชอบในการจัดตั้งโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง 'DE-fence platform' เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง รวมทั้ง ส่ง SMS หลอกลวง เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน ช่วยในการคัดกรองสายเรียกเข้า และข้อความสั้น ของคนร้าย รวมถึงช่วยยืนยันเบอร์จากหน่วยงานสำคัญ เช่น ตำรวจ หรือ สถาบันการเงิน เป็นต้น ภายใต้ชื่อ 'DE-fence platform' (หรือ แพลตฟอร์มกันลวง) ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการใช้งานป้องกันปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับ DE-fence platform เป็นการบูรณาการการทำงานผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม กสทช ผู้บังคับใช้กฎหมาย อาทิ ตำรวจ และ กระทรวงดีอี เพื่อสอดรับกับนโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาแก๊งคอลเตอร์ และข้อความสั้น (SMS) หลอกลวง 

“มาตรการนี้เป็นการป้องกัน ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ ที่ใช้การโทรและ ส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS ใหม่ทั้งระบบ ภายในปี 2567 นี้ และต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่า ผู้ให้บริการ และ ผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความ และลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่าย ตรวจสอบลิงก์ ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ (End user)” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าว 

ด้านนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) ได้กล่าวว่า เมื่อสิ้นเดือน ตุลาคม 2567 รองนายกฯ ประเสริฐ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) เร่งพัฒนา DE-fence platform ให้พร้อมใช้ในต้นปี 2568 

สำหรับจุดเด่น ของ DE-fence platform คือ การเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพื่อให้ได้ข้อมูลเลขหมายที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด รวมถึงการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ ตร. สำนักงาน ปปง. ศูนย์ AOC 1441 และ กระทรวงดีอี เพื่อใช้ในการเตือนประชาชน ทำให้ประชาชนทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่า เป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ความเสี่ยงของเบอร์โทรอยู่ระดับใด ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS รวมถึงสามารถตรวจหาความผิดปกติของ Link ที่แนบมากับ SMS ได้ เมื่อผู้รับต้องการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังมีระบบการแจ้งความออนไลน์ และการแจ้งอายัดบัญชีคนร้าย ผ่านโทรสายด่วน AOC 1441 พร้อมระบบการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เพื่อส่งข้อมูลให้กับ ตร. ดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดของมิจฉาชีพได้ทันที 

DE-fence platform จะใช้หลักการในการแบ่งสายโทรเข้า รวมถึง SMS ที่ได้รับ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มสี คือ 1) Blacklist หรือ สีดำ ซึ่งเป็นหมายเลขการติดต่อจากคนร้ายที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้บริการเลือก Block หรือ ปิดกั้นแบบอัตโนมัติ , 2) Greylist หรือ สีเทา เป็นการติดต่อจากหมายเลขที่ต้องสงสัย ซึ่งติดต่อจากต่างประเทศ หรือ ติดต่อจากอินเตอร์เน็ต โดยระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้บริการได้รู้ถึงระดับความเสี่ยงของสายโทรเข้า หรือ SMS ดังกล่าว , 3) Whitelist หรือ สีขาว เป็นหมายเลขที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐ หรือ หมายเลขหน่วยงานที่ลงทะเบียนถูกต้อง รวมถึงเป็นหมายเลขที่ผู้ใช้บริการ platform ยืนยันว่าเป็นหมายเลขที่ต้องการรับสาย หรือ ยินยอมรับข้อความ
ทั้งนี้ ระบบ จะมีการทำงานแบบ Real time เพื่อเป็นข้อมูลให้กับ ตร. และ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ในการวิเคราะห์ และวางแผนในการปราบปรามและป้องกันการหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามการพัฒนา DE-fence platform ในระยะแรกจะเน้นที่เบอร์โทร และ SMS ก่อน โดยเฉพาะ whitelist ที่เป็นของหน่วยงานรัฐ ที่คนร้ายชอบใช้ก่อน และในระยะต่อไปจะขยาย whitelist ให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมทั้งขยายการป้องกันและแจ้งเตือนสำหรับการติดต่อทางโซเชียลมีเดีย

‘เชน ธนา’ น้ำตานอง ยันใช้หนี้มาตลอด พร้อมยันเป็นลูกหนี้ที่ดี ลั่น! ใช้หนี้ไปแล้วกว่า 100 ล้าน

(18 พ.ย. 67) เมื่อเวลา 15.20 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ หรือเชน ธนา กับ นางกณิการ์ ภูศรี ภรรยา เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกครั้งที่ 2 เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในฐานความผิดฉ้อโกง กรณีถูกบริษัทอาหารเสริมแห่งหนึ่ง แจ้งเอาผิดฉ้อโกงเงินค่าผลิตสินค้าจำนวน 79 ล้านบาท โดยตำรวจไม่มีการควบคุมตัว เนื่องจากมาตามหมายเรียกและมีการนัดหมายอีกครั้งในวันที่ 26 พ.ย.

นายธนาตรัยฉัตร เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางเข้ามาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกครั้งที่ 2 กรณีที่ก่อนหน้านี้มีบริษัทอาหารเสริมเเห่งหนึ่งแจ้งความดำเนินคดีกับตนและภรรยาในเรื่องการฉ้อโกงเงินค่าผลิตสินค้าจำนวน 79 ล้านบาท เบื้องต้นให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากสินค้าทั้งหมดยังอยู่ และตนไม่ได้นำไปขาย เดิมทีคดีนี้พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากมองว่าเป็นคดีแพ่งตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.65 ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นมองว่าเป็นเรื่องทางธุรกิจ หากศาลแพ่งมองว่าตนเป็นหนี้ตนยินดีที่จะจ่าย

แต่ต่อมาทางอัยการกลับมีความเห็นสั่งให้ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งเป็นคดีอาญา ทางพนักงานสอบสวนจึงเรียกให้ตนมาเข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ยอมรับว่าตนก็ตกใจที่กลายเป็นคดีอาญา โดยหลังจากนี้ตนจะทำตามขั้นตอน และจะนำพยานมาให้การยืนยันสนับสนุนว่าตนไม่ได้มีเจตนาที่จะฉ้อโกง

ซึ่งจุดเริ่มต้นเรื่องนี้ คือตนสั่งสินค้าจากบริษัทผู้เสียหาย ซึ่งสินค้ามีทั้งหมด 2 ล็อต ล็อตแรกขายดีเพียง 7 วันแรก หลังจากนั้นได้รับแจ้งจากทาง อย.ว่ามีปัญหาในเรื่องการขออนุญาตโฆษณา กล่องผลิตภัณฑ์ไม่สามารถนำไปโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ที่ซื้อไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์หรือ Billboard ทำให้ต้องเรียกกล่องสินค้าคืนทั้งประเทศ นอกจากนี้สินค้าไม่ได้ตามที่ตกลง ตอนแรกที่สั่งผลิตภัณฑ์ไปเนื้อเป็นตัวสีเหลือง แต่ของที่ได้รับกลับเป็นสีส้ม ซึ่งตนไม่ได้มองว่ามันไม่ได้มีคุณภาพ แต่ไม่ได้เป็นไปตามที่ตกลงกัน สินค้าทั้งหมดจึงไม่ได้ถูกนำไปขายและไม่ได้นำเงินมาหมุนแต่อย่างใด ทุกชิ้นยังคงอยู่ที่โกดังสำนักงาน มูลค่าความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท

โดยในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวนายธนาตรัยฉัตรได้กล่าวทั้งน้ำตาว่า ส่วนหนึ่งที่การขออนุญาตโฆษณามีปัญหา เพราะมีบุคคลหนึ่งได้แนะนำกับตนว่าให้โฆษณาเกินจริงไปเลย แล้วเดี๋ยวจะจ่ายค่าปรับให้ แต่มันทำไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ อย.ได้มีการตรวจสอบ ซึ่งข้อมูลตรงนี้ตนได้ส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหมดแล้ว พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมาตนเป็นหนี้มาตั้งแต่ปี’64 ก็ทำงานหาเงินใช้หนี้มาโดยตลอด ซึ่งบริษัทอมาโด้ ตนเองเอาทั้งชีวิตใส่ไปแล้ว หากอมาโด้ตาย ตนก็ตายไปด้วย และจะไม่อนุญาตให้ตนเองมีความสุข ถ้ายังใช้หนี้ไม่หมด ยอมรับว่าเครียด และมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธุรกิจ เป็นคดีแพ่ง ไม่ควรเอาเรื่องส่วนตัวมากดดันกัน และตนเองเป็นลูกหนี้ที่ดี ก็ควรได้รับความยุติธรรม

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้เตรียมใจแล้วหรือไม่ว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาฐานฉ้อโกง นายธนาตรัยฉัตรกล่าวว่า เชื่อว่าตนมีพยานหลักฐานแน่นพอ มีสัญญาซื้อขาย ส่วนที่เลื่อนหมายเรียกมาหลายครั้งเพราะตนเองได้รับหมายกะทันหัน รวมทั้งต้องไปขอคัดเอกสารจากทางบริษัท เพราะเป็นคดีนิติบุคคล

ส่วนกรณีที่ตนเองถูกแฉว่าเคยโดนดำเนินคดีฉ้อโกงและ พ.ร.บ.เช็ค ก็อยากชี้แจงว่า ในส่วนคดีฉ้อโกงศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแล้ว แต่ว่ายังอยู่ในระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ของโจทก์ แต่สื่อนำมาเล่นโจมตีเพียงด้านเดียว ส่วน พ.ร.บ.เช็คยอมรับว่าถูกศาลสั่งจำคุกจริง ขณะนี้เป็นการประกันตัวระหว่างสู้คดี

“ทุกบริษัทมีหนี้หลายสิบล้าน เราใช้หนี้หมดแล้ว 100 กว่าล้าน เวลาไกล่เกลี้ยหนี้ เราจะออกเอกสารกำลังทรัพย์ให้คู่ค้า ในวันนี้อยากบอกว่ายังสู้ และอยากให้อุดหนุนสินค้า กำลังใจที่ยังสู้ เพราะมีหนี้ จากนี้จะมารับข้อมูลฟ้อง ในวันที่ 26 พ.ย. เวลา 10.00 น.” เชนกล่าว

‘อ.ปานเทพ’ เดินหน้าแฉซ้ำ ‘ทนายตั้ม’ อีกระลอก หลังพบ สอดไส้ตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการมรดก ‘เจ๊อ้อย’

‘อ.ปานเทพ’ เข้าให้ปากคำตำรวจกองปราบ คดี ‘ทนายตั้ม’ โกง’พี่อ้อย’ แฉพยายามนำลูกมาเป็นบุตรบุญธรรมก่อนสอดไส้ตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการมรดก เตรียมจ่อเปิดคลิปสาวไส้ในรายการสนธิทอล์ค พบปม 39 ล้าน โอนให้แก๊งสแกมเมอร์แค่ 1 แสน ที่เหลือนำมาแบ่งกัน เชื่อคดีคลี่คลายในเร็ววัน

(18 พ.ย. 67) ที่ กองปราบปราม เมื่อเวลา 13.00 น. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าให้ปากคำในฐานะพยานคดี นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ‘ทนายตั้ม’ ฉ้อโกง น.ส. จตุพร อุบลเลิศ หรือพี่อ้อย โดยนายปานเทพ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญมาเป็นพยาน ในฐานะที่เป็นผู้ได้รับเรื่องจาก นางจตุพร โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้นางจตุพรได้เดินทางมาที่บ้านพระอาทิตย์ เป็นครั้งที่ 3 เพื่อมาขอบคุณนายสนธิ ลิ้มทองกุล เว็บไซต์ผู้จัดการ และฝากขอบคุณสื่อมวลชนทุกค่ายที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้

นายปานเทพ กล่าวว่านอกจากนี้ ยังมีการสัมภาษณ์เพิ่มเติมพิเศษในประเด็นอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทำให้เราติดตามประเด็นนี้ต่อไป โดยเฉพาะคลิปที่สื่อมวลชนยังไม่ทราบ โดยเราจะเผยแพร่เป็นระยะ และจะสัมภาษณ์ น.ส.จตุพร เป็นกรณีพิเศษเพิ่มเติม รวมถึงหลังจากนี้รายการ สนธิทอล์ค จะเปิดคลิปที่เกี่ยวข้องกับคดี ในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งในขณะนี้มั่นใจแล้วว่ากรณีเงิน 39 ล้านบาท จะมีความคืบหน้าในคดีอย่างแน่นอน และจะมีความชัดเจนว่า มีการแบ่งเงินกันเท่าไหร่ และแบ่งไปให้ใครบ้าง ซึ่งทั้งหมดในขณะนี้ พี่อ้อย ได้ทราบข้อเท็จจริงแล้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทราบแล้วเช่นเดียวกัน จึงเชื่อว่าคดีนี้จะคลี่คลายในเร็ววันอย่างแน่นอน

นายปานเทพ กล่าวต่อว่าอย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเด็นที่สังคมอาจจะยังไม่เข้าใจ กรณีที่ นายษิทรา มีความพยายามจะนำลูกมาเป็นบุตรบุญธรรมของพี่อ้อย ซึ่งพบว่า แท้ที่จริงแล้วมีขบวนการก่อนหน้านั้น คือการทำพินัยกรรม และให้นายษิทราเป็นผู้จัดการมรดก โดยเฉพาะครั้งแรกยังไม่มีผู้จัดการมรดก โดยครั้งที่ 2 สำนักงานทนายความษิทรา มีการแปลงเป็นผู้จัดการมรดก แล้วยังพบว่า มีพฤติการณ์ที่ตามมาหลังจากนั้น ทั้งเรื่องของการติด GPS ในรถของน.ส.จตุพร จนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย และยังชวนไปในสถานที่ต่าง ๆ ที่อาจจะไม่มีสัญญาณ GPS ซึ่งนางจตุพรได้ปฏิเสธทั้งหมด

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า แม้ขณะนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว แต่นายษิทรายังไม่คืนพินัยกรรมฉบับก่อนไว้เลย แม้จะทวงถามไปแล้ว ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่าได้ทำลายไปแล้ว แต่ก็ไม่เคยทำลายให้เห็นต่อหน้า น.ส.จตุพร ฉะนั้นข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาประกอบคดี ให้มีความแน่นหนามากขึ้นในข้อหาฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ส่วนลักษณะฉ้อโกงเป็นอย่างไรจะเปิดให้ฟังในรายการสนธิทอล์คอีกครั้งหนึ่ง

นายปานเทพ กล่าวอีกว่า ส่วนมูลค่าความเสียหายก็เป็นพินัยกรรมทั้งหมดที่เป็นสกุลเงินในต่างประเทศ และจะได้เห็นวิธีการ และวิธีคิดของนายษิทรา ตั้งแต่แรกโดยเฉพาะประเด็น 39 ล้านบาท โดยล่าสุดจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นว่า ทั้งหมดแต่ต้นเป็นกระบวนการหลอกลวงหรือไม่ ซึ่งขณะนี้รู้แม้กระทั่งว่าเงิน 2 ล้านบาทแรก ที่อ้างว่าโอนไปที่ดาราจีน แท้จริงแล้ว มีการโอนเงินเพียงแค่ 1 ครั้งในมูลค่า 100,000 บาทเท่านั้น ส่วนเงินที่เหลือเป็นเรื่องเท็จ ซึ่งเป็นการโกหก และนำเงินไปเฉยๆ รวมถึงมีการแจ้งความเท็จในเวลาต่อมา ซึ่งที่สำคัญเงิน 39 ล้านบาท มีการแบ่งเงินแล้วชัดเจน และมีก้อนหนึ่งที่เป็นเงิน 20 ล้านบาทที่แบ่งสันปันส่วน ซึ่งมีขบวนการขนเงินกันอย่างชัดเจน ฉะนั้นนายษิทรา จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะอย่างน้อยตัวเองก็มีการพูดคุยโทรศัพท์ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ จึงเชื่อว่าคดีนี้จะคืบหน้า และจะเป็นพฤติกรรมที่ร้อยเรียงเรื่องราวสอดรับกับคดี 71 ล้านบาทอย่างแน่นอน

นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า คดีนี้เริ่มปี 2565 และยกเลิกใน 2567 ซึ่งกว่า น.ส.จตุพร จะรู้เรื่องทั้งหมดได้ก็มีปัญหา จึงเป็นที่มาของการยกเลิกในภายหลัง และเรื่อง น.ส.จตุพรพบพฤติกรรมผิดปกติ จึงได้ไปทำพินัยกรรมฉบับที่ 3 กับหน่วยงานภาครัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นพินัยกรรมฉบับเก่าจึงไม่ผูกพัน และทางพี่อ้อยมีเจตนาที่ต้องการจะยกเลิกอย่างชัดเจนเพราะพบว่า มีความผิดปกติในหลายกรณี ทั้งในเรื่องของการใช้เงิน, การใช้รถหรู และรวมถึงกรณีเงิน 71 ล้านบาท จึงคิดว่าต้องมีการยุติอะไรบางอย่างเกิดขึ้น

เมื่อถามว่า นอกจากนายษิทราแล้ว ยังมีใครเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า พยานปากหนึ่งที่สำคัญคือพี่สาวของภรรยานายษิทรา ซึ่งทราบว่ามาให้การกับตำรวจแล้ว โดยจากการดำเนินการทั้งหมด ตนเชื่อว่า พี่สาวของภรรยานายษิทรา ไม่น่าจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด แต่น่าจะเป็นที่พักเงินหรือให้ทำธุรกรรมบางอย่างที่เจ้าตัวไม่รู้ก็เป็นไปได้ ดังนั้น พยานปากนี้ถือเป็นพยานที่จะให้ข้อเท็จจริง และให้การเป็นประโยชน์ ซึ่งหากให้การที่ประโยชน์ก็จะส่งผลดีต่อตัวพยานเอง รวมถึงมีเส้นบาง ๆ ระหว่างพยานกับผู้สมรู้ร่วมคิด หากอยู่ในฐานะพยานต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ และหากดูศักยภาพของบุคคลนี้ ก็เชื่อว่า เจ้าตัวไม่มีศักยภาพที่จะเล่นกลอุบายหรือบิดคดีช่วยใคร และน่าจะเป็นผู้ที่ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

นายปานเทพ กล่าวอีกว่าส่วนพยานอื่น ๆ ก็มีการสอบไปเยอะเช่นกัน และเชื่อว่าน่าจะมีความคืบหน้าในรูปของคดี โดยเราต้องเชื่อมั่นว่า ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และผู้บังคับการกองปราบปราม รวมถึงคณะทำงานที่ตั้งขึ้นเป็นคณะทำงานที่มีความเข้มแข็งในเรื่องของการค้นหาข้อมูล และการสืบสวนสอบสวน ส่วนที่มาถึงจุดนี้ได้ ต้องพูดตามตรงว่า น.ส.จตุพร คิดจะดำเนินการเพียงเรื่อง 71 ล้านบาทเท่านั้น แต่ความคืบหน้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคดี 71 ล้านบาท หรือ 39 ล้านบาท จนถึงล่าสุดคือเรื่องของการแบ่งเงิน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากสื่อมวลชน ที่คอยผลักดันให้เกิดความจริง แต่อีกส่วนหนึ่งคือตำรวจ ไปแสวงหาข้อเท็จจริงจนกระทั่งรู้ความจริงทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้ น.ส.จตุพร สามารถแจ้งความเพิ่มเติม และเพิ่มข้อหาและกรรมเข้าไปได้ รวมถึงตำรวจก็ต้องรวบรวมหลักฐานมา จนนำไปสู่คดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระได้ ฉะนั้นหากเราเชื่อมั่นในตำรวจชุดนี้ เราก็ต้องเชื่อว่า ตำรวจชุดนี้จะทำงานอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด

นายปานเทพ กล่าวอีกว่า น.ส.จตุพร เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงพยานหลักฐาน แต่เริ่มรู้สึกว่า ตนเองควรได้รับความคุ้มครอง และความปลอดภัย ซึ่งจะเดินทางไปไหนก็มีความรอบคอบและรัดกุมมากขึ้น

ส่วนกรณีนายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของนายษิทรา ที่บอกว่ามั่นใจในตัวลูกความของตนเองนั้น ตนมองว่าก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีทนายคนไหนไม่มั่นใจลูกความของตนเอง และเป็นธรรมชาติของการต่อสู้คดีความในกระบวนการยุติธรรม แต่ตนเห็นหลักฐานรวมกับที่ นายสายหยุด ได้พูดออกอากาศอยู่หลายครั้ง จึงมั่นใจว่า คดีนี้ฝ่ายโจทก์น่าจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบมากกว่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top