Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

บางกอกแอร์เวย์ส เจอพิษโควิด ฉุดรายได้ปี 63 วูบ 64.2 % จำนวนผู้โดยสารรวมอยู่ที่ประมาณ 1,884,603 คน ลดลงจากปีก่อน 67.8% ส่งผลทำให้ขาดทุนสุทธิถึง 5,327.8 ล้านบาท

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการของบริษัทฯ ในปี 2563 ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม 10,216.3 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 64.2 ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ของธุรกิจสายการบินที่ปรับตัวลดลง 70.4% ส่วนธุรกิจสนามบิน ปรับตัวลดลง 67.6% และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง ลดลง 57.5% เนื่องจากบริษัทฯ ได้ปรับแผนการปฏิบัติการบิน ให้สอดคล้องกับมาตรการจำกัดการเดินทาง ตามนโยบายภาครัฐ และประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รวมถึงปริมาณความต้องการเดินทางของผู้โดยสารที่ลดลง จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิเท่ากับ 5,327.8 ล้านบาท โดยเป็นผลขาดทุนส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เท่ากับ 5,283.2 ล้านบาท และมีผลขาดทุนต่อหุ้นเท่ากับ 2.56 บาท

นายพุฒิพงศ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ปรับแผนการปฏิบัติการบิน ให้สอดคล้องกับมาตรการจำกัดการเดินทาง และปริมาณความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร โดยได้ทยอยหยุดทำการบินในบางเส้นทางตั้งแต่ช่วงเดือนมี.ค.2563 จนกระทั่งประกาศหยุดทำการบินในทุกเส้นทางชั่วคราว ระหว่างวันที่ 6 เม.ย. - 14 พ.ค. 2563 และเริ่มกลับมาให้บริการเส้นทางบินภายในประเทศอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2563 เป็นต้นมา ในเส้นทางกรุงเทพฯ - สมุยเป็นเส้นทางแรก

พร้อมทั้งทยอยปฏิบัติการบินเส้นทางภายในประเทศเป็น 10 เส้นทางในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 ได้แก่ กรุงเทพฯ - สมุย, กรุงเทพฯ - เชียงใหม่, กรุงเทพฯ - ลำปาง, กรุงเทพฯ - สุโขทัย, กรุงเทพฯ - ภูเก็ต, กรุงเทพฯ - ตราด, กรุงเทพฯ - กระบี่, ภูเก็ต - สมุย, ภูเก็ต - หาดใหญ่ และภูเก็ต - อู่ตะเภา ทำให้ปี 2563 สายการบินฯ มีจำนวนผู้โดยสารรวมอยู่ที่ประมาณ 1,884,603 คน ลดลงจากปีก่อน 67.8% และมีอัตราการขนส่งผู้โดยสารรวมอยู่ที่ 62.9%

‘โบว์ ณัฏฐา’ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ออกโรงเตือนม็อบ 3 นิ้ว ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องไร้ทิศทาง พร้อมใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แนะดูม็อบฮ่องกงเป็นตัวอย่าง หากไม่อยากสูญเสียแนวร่วม เปลี่ยนมวลชนจากมิตรกลายเป็นศัตรู

น.ส. ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana เกี่ยวกับประเด็นความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของม็อบ 3 นิ้ว โดยระบุว่า

ม็อบฮ่องกงเคยประสบความสำเร็จ...

เมื่อผู้ชุมนุมเริ่มต้นการประท้วงต่อต้านกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ม็อบฮ่องกงได้รับความสนใจจากนานาชาติและมีความชอบธรรมสูงในสายตาประชาคมโลก ภาพการปราบปรามเยาวชนอย่างรุนแรงโดยตำรวจถูกเผยแพร่ไปทั่ว

กราฟแห่งการต่อสู้อยู่ในขาขึ้นที่เรียกกันว่า “กระแสสูง” จนในที่สุดทางการฮ่องกงยอม “ถอย” ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกจากการพิจารณา ข้อเรียกร้องหลักได้รับการตอบสนอง แม้ข้อเรียกร้องย่อยเรื่องการปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีและสิทธิในการเลือกผู้ปกครองตนเองจะยังคงอยู่

จุดเปลี่ยนของม็อบน่าจะเริ่มจากเหตุการณ์บุกรัฐสภา ต่อด้วยการบุกห้างสรรพสินค้า สนามบิน และการจลาจลในจุดต่าง ๆ กับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่ “ยกระดับ” ขึ้นอย่างรวดเร็วสู่คำว่าการประกาศอิสรภาพแบ่งแยกดินแดนจากจีน

พร้อม ๆ กับเสียงของคนเห็นต่างในประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับทั้งข้อเรียกร้องและวิธีการเริ่มดังขึ้น ภาพของการปะทะและการใช้ความรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกันเริ่มมีให้เห็น ในขณะที่การปราบปรามโดยรัฐก็ไม่ได้ลดน้อยลง

รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนตัดสินใจฉวยจังหวะนี้ใช้ “ยาแรง” ออกกฎหมายความมั่นคง National Security Law ที่มีบทลงโทษรุนแรงต่อผู้ต่อต้านรัฐบาล แกนนำส่วนหนึ่งลี้ภัยไปอังกฤษ ไต้หวัน

คนที่อยู่ถูกตัดสินคดีเก่าลงโทษจำคุก บุคคลสำคัญในฝ่ายต่อต้านถูกคุกคามโดยกฎหมายใหม่ การเคลื่อนไหวถูกปราบอย่างราบคาบ

พร้อม ๆ กับที่เสียงสนับสนุนจากนานาชาติเงียบลง มวลมหาประชามิตรหันไปสนใจพม่าแทน


ที่มา :

https://www.facebook.com/bow.nuttaa/posts/10158218446835819

https://www.thaipost.net/main/detail/94713

หุ่นยนต์ขนาดเท่าคนจริงที่เห็นอยู่นี้ชื่อว่า Ai-Da โดยผู้สร้างให้ชื่อเธอตามชื่อของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก Ada Lovelace

Ai-Da ถือว่าเป็นศิลปินหุ่นยนต์ตัวแรกที่มีผลงานศิลปะของตัวเอง โดย ‘ตา’ จะทำหน้าที่เป็น ‘กล้อง’ ส่วนมือหุ่นยนต์ ก็จะทำหน้าที่เหมือนมือของศิลปิน

Ai-Da ทำงานได้ด้วยอัลกอริทึม AI (ปัญญาประดิษฐ์) โดยใช้สิ่งที่เห็นเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานแบบเดียวกับคน ซึ่งตัวหุ่นยนต์จะทำการคำนวณเส้นทางเสมือนจริงตามสิ่งที่เห็นตรงหน้า แล้วตีความเพื่อสร้างชิ้นงานศิลปะขึ้นมา

Ai-Da ออกแบบและพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ขณะที่ส่วนของมือหุ่นยนต์ถูกสร้างขึ้นโดยวิศวกรจากมหาวิทยาลัยลีดส์

ทั้งนี้ งานแสดงครั้งแรกของ Ai-Da มีขึ้นที่ University of Oxford ช่วงวันที่ 12 มิถุนายน - 6 กรกฎาคม 2020 เป็นงานโซโลเดี่ยวที่มีทั้ง ภาพวาดลายเส้น ภาพจิตรกรรม และ งานประติมากรรม

สำหรับงานแสดงผลงานครั้งที่สองของ Ai-Da จะมีขึ้นในช่วงซัมเมอร์นี้ (2021) ที่ Design Museum ในลอนดอน ซึ่งคราวนี้เธอจะสร้างงานศิลปะจากการมองเห็นของตัวเอง

จากการพัฒนาล่าสุด Ai-Da สามารถมองตัวเองจากกระจก แล้วจินตนาการตัวเองออกเป็นงานศิลปะที่แตกต่างกันออกไป โดยมีกล้อง (ที่ตา) เป็นตัวมองวัตถุ ส่วนมือหุ่นยนต์จะประสานงานกับตา เพื่อทำการวาด ซึ่งเหล่านี้จะไม่มีการแทรกแซงการทำงานของเธอผ่านมนุษย์แต่อย่างใด

การพัฒนาหุ่นยนต์ AI มาสร้างงานศิลปะแบบนี้ คงช่วยสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย หลังจากก่อนหน้านี้มักจะมีแต่ข่าวไม่ดีบ่อยครั้งเกี่ยวกับ AI ที่จะมา ‘ผู้ทำลายล้าง’ จนหลายคนวิตกกับพัฒนาการเหล่านี้...


ที่มา:

https://www.facebook.com/698124263678932/posts/1884878471670166/

https://www.bbc.com/news/uk-england-oxfordshire-48498853

https://www.inceptivemind.com/first-robot-artist.../17864/

ขณะที่คนไทยและคนทั่วโลกยังต้องเผชิญกับวิกฤตโรคโควิด-19 ท่ามกลางความคาดหวังเรื่องวัคซีนที่จะช่วยให้สถานการณ์การระบาดจบลงโดยเร็ว แต่รู้หรือไม่? ยังมีภัยด้านสุขภาพที่รุนแรงและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในลำดับต้น ๆ ของคนไทยซ่อนอยู่อีก

นั่นคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ เช่น การรับประทานอาหารรสจัด ไขมันสูง การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ พักผ่อนน้อย มีความเครียดสูง ฯลฯ

จากข้อมูลของหนังสือ ‘ThaiHealth WATCH 2021 จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2564’ โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รายงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค NCDs ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคอ้วน พบว่า เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการได้รับโรคอุบัติใหม่ และเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงมากกว่าผู้ป่วยทั่วไป ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงโรคโควิด-19 ที่พบว่ามีความเสี่ยงอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า

ที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงจาก 6 โรคกลุ่ม NCDs ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคอุดกั้นเรื้อรัง และโรคไตวายเรื้อรัง หากติดเชื้อโควิด-19 จะมีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เพราะเป็นโรคที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายและระบบทางเดินหายใจโดยตรง

สำหรับแนวทางป้องกันความเสี่ยง แนะนำให้คนไทยปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ด้วยการดำเนินชีวิตใหม่ ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หวานจัด มีไขมันสูง พร้อมเพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหาร พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ควบคู่กับการปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ และเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งไม่เพียงเพื่อปกป้องตนเองจากโรค แต่ยังเสริมสร้างสุขอนามัยให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งถือเป็นวัคซีนป้องกันตนเองที่ดีที่สุด

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีเชิงป้องกัน ‘ไทยประกันชีวิต’ ได้จัดโครงการ ‘ไทยประกันชีวิต ไลฟ์ฟิต’ เพื่อมอบความฟิตในทุกด้านของชีวิต ภายใต้แนวคิด “Circle of Wellness” 4 มิติ ได้แก่...

- Self การดูแลสุขภาพร่ายกายให้แข็งแรง

- Sense การเสริมสร้างจิตใจให้มีความสุข

- Stability การสร้างความมั่นคงทางการเงิน

- และ Spirit การสร้างคุณค่าชีวิตผ่านการให้และแบ่งปัน

นอกจากจะมอบความคุ้มครองและการดูแลตามเงื่อนไขกรมธรรม์ของโครงการฯ แล้ว บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมด้านสุขภาพต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถสะสมคะแนนเป็นส่วนลดเบี้ยประกันภัยตามเงื่อนไข พร้อมรับสิทธิพิเศษหลากหลาย ถือเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์การวางแผนการดูแลชีวิตและสุขภาพที่คุ้มค่าให้กับคนไทยในยุคปัจจุบัน

‘แอมมี่’ โดนแล้ว!! ศาลอนุมัติหมายจับ 'แอมมี่ The bottom blues' เหตุร่วมเผาหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม

จากกรณีคนร้ายลอบวางเพลิงเผาทรัพย์ หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นตำรวจร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ทราบว่ามีผู้ก่อเหตุ 3 ราย ชาย 2 หญิง 1 ใช้รถยนต์ในการก่อเหตุ

ซึ่งตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อขอหมายศาลออกหมายจับ รวมถึงการสั่งการของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เน้นการขยายผล การตรวจสอบเส้นทาง จนได้ทราบว่าเกี่ยวกับกลุ่มการเมือง

ล่าสุด มีรายงานว่าศาลอาญา รัชดา ได้อนุมัติหมายจับ นายไชยอมร แก้ววิบูลพันธุ์ หรือ ‘แอมมี่ The bottom blues’ กับพวกอีก 2 คน ที่ 429/2564 ลง 2 มีนาคม 2564 ในข้อหาความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น และ ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ทั้งนี้พนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับนักร้องชายชื่อดัง และเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ชุดสืบสวนไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว พาหนะที่คนร้ายใช้ก่อเหตุจนทราบมีผู้ก่อเหตุทั้งหมด 3 คน โดยนักร้องดังเป็นผู้ลงจากรถไปก่อเหตุวางเพลิง

ส่วนอีก 2 คนอยู่ในรถดังกล่าว และชุดสืบสวนอยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบตัวบุคคลให้ชัดเจน จากการสืบสวนพบว่า นักร้องที่ลงมือก่อเหตุ ป่วยรักษาตัวอยู่ที่ รพ.พระรามเก้า และยังไม่ทราบว่าป่วยเป็นอะไร ชุดสืบสวน กก.สส.บก.น.2 และฝ่ายสืบสวนสน.ประชาชื่น นำกำลังไปที่โรงพยาบาลแล้ว หากศาลอนุมัติหมายจับก็จะนำหมายไปแจ้งข้อหา และควบคุมตัวทันที รวมทั้งประสานแพทย์ว่าสามารถย้ายไปควบคุมที่รพ.ตำรวจ ได้หรือไม่


ที่มา: https://www.thaipost.net/main/detail/94772

https://www.prachachat.net/politics/news-623090

'หมอยง' อธิบายชัด ‘Sinovac’ วัคซีนเชื้อตาย ป้องกันการติดเชื้อได้ดี โดยเฉพาะการข้ามสายพันธุ์ของไวรัส

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า

โควิด 19 วัคซีน Sinovac วัคซีนเชื้อตาย

ในระบบภูมิคุ้มกัน การผลิตวัคซีนส่วนใหญ่ จะมุ่งเน้นสร้างภูมิต้านทานต่อหนามแหลม (spike) ของไวรัสที่ยื่นออกไป เช่นวัคซีน mRNA, virus Vector

แต่ในความเป็นจริง ในระบบภูมิต้านทานของร่างกายอาจจะยับยั้งไวรัสไม่เฉพาะหนามแหลม spike protein ยังมีแกนเปลือก nucleocapsid

ในการตรวจวัดภูมิต้านทาน เราสามารถตรวจ antibody ต่อการแกนเปลือก นี้ได้ด้วย ซึ่งอาจจะมีความสำคัญช่วยเสริมในระบบภูมิต้านทาน ในการต่อต้านการติดเชื้อของไวรัสก็เป็นได้

วัคซีนเชื้อตาย จะมีส่วนประกอบของตัว กระตุ้นภูมิต้านทานหลายอย่างคล้ายกับไวรัสในธรรมชาติ มากกว่าการสร้างเฉพาะส่วนหนามแหลม จำเป็นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ในระบบภูมิต้านทานโดยเฉพาะส่วนอื่นที่ไม่ใช่หนามแหลม spike

ดังนั้น วัคซีนเชื้อตาย ที่ทำมาจากไวรัสทั้งตัว อาจจะป้องกันการติดเชื้อได้ดีกว่า โดยเฉพาะการข้ามสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม ในส่วนหนามแหลม เพราะมีส่วนอื่นเข้ามาช่วยเสริมก็เป็นได้

ครูหยุย - วัลลภ ประกาศชัด ไม่เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหตุห่วงพระราชอำนาจของสถาบันเบื้องสูงถูกละเมิด ยืนยันเจตจำนงไร้ใบสั่งใดๆ

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันต่อจุดยืนไม่เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ‘วาระสาม’ ที่เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ช่วงกลางเดือนมีนาคมหลังจากพ้นระยะเวลา 15 วัน เนื่องจากตนกังวลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราที่ว่าด้วยพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่บัญญัติไว้ในมาตราอื่น ๆ นอกจากหมวด 2 พระมหากษัตริย์

ทั้งนี้การแสดงจุดยืนของตนดังกล่าวไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวที่มีใบสั่งจากผู้มีอำนาจไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาตนไม่ขัดข้องต่อการกำหนดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อทำรัฐธรรมนูญใหม่ หรือการแก้ไขการออกเสียงวาระรับหลักการและวาระเห็นชอบรัฐธรรมนูญ

แต่เมื่อส.ว.บางส่วนกังวลต่อการละเมิดพระราชอำนาจและขอให้บัญญัติไว้ ไม่ได้รับการตอบรับ ตนจึงให้คำยืนยันว่าจะไม่ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขวาระสาม

“ใครจะด่าก็ช่าง เพราะผมถือว่าได้ทำหน้าที่ หากจะถามถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ละด้านล้วนมีผลกระทบเกิดขึ้นทั้งหมด สำหรับรายละเอียดในความกังวลต่อสถาบัน ที่ส.ส.ไม่รับไว้พิจารณานั้น ทราบว่า ส.ว.ที่ขอแปรญัตติไม่สบายใจ แต่ผมไม่ทราบว่าพวกเขาจะลงมติอย่างไร” นายวัลลภ กล่าว

นายวัลลภ กล่าวด้วยว่าสำหรับการนัดประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติวาระสาม เชื่อว่านายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา จะนัดเมื่อครบกำหนดพ้น 15 วัน เพราะนายชวนเป็นผู้ที่มีหลักการหนักแน่น และไม่ต้องรอเวลาใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนรัฐบาลฐานะผู้ที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนขอพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัยเชื่อว่าจะไม่มีอะไรตุกติก เพราะรัฐบาลถือว่าเป็นผู้ใหญ่


ที่มา: https://siamrath.co.th/n/224233

“นภาพร” แนะ “บิ๊กตู่” ปรับรัฐมนตรีไร้ผลงานออก ล็อกเป้าเน้น “มท.1” ไม่เคยทำอะไรเพื่อพัฒนาการปกครองส่วนท้องถิ่น ย้ำ! “บิ๊กตู่” อย่าฟังแต่เสียงกลุ่มก๊วนในพรรคร่วมรัฐบาล

นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เห็นว่าการปรับ ครม.ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นโอกาสสุดท้ายของ พล.อ.ประยุทธ์แล้วว่าจะปรับเพื่อตอบสนองความต้องการของ ส.ส.ในพรรครัฐบาลหรือจะปรับเพื่อเอาคนดีมีฝีมือเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ ถ้าจะปรับเพื่อเล่นเก้าอี้ดนตรีในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล ก็เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้คงอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะแค่เห็นรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาแทนแล้ว ชาวบ้านได้แต่ส่ายหน้าเพราะไม่มีประวัติผลงานอะไรให้เชื่อถือได้เลย

“คนที่ควรจะถูกปรับออกไปก็อย่างเช่น พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ซึ่งมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขประชาชน แต่เราแทบไม่เคยเห็น มท.1 ลงพื้นที่เลย โดยเฉพาะในจังหวัดที่ชาวบ้านเดือดร้อนจากโควิด เห็นแต่ผู้ว่าลงไปช่วยจนติดเชื้อ นอกจากเรื่ององค์การทหารผ่านศึกรับงานขุดลอกคูคลองหรือการซอยงานขุดลอกคูคลองให้เหลือโครงการละไม่เกิน 5 แสนบาทเพื่อหลบเลี่ยงการประมูล เราเคยเห็นผลงานอะไรของเขาอีกบ้าง แค่เป็นพี่น้อง 3 ป.ก็นั่งหล่อในคลองหลอดได้ถึง 7 ปี แต่ไม่เคยทำอะไรให้กับการปกครองท้องถิ่นเลย นอกจากจับพวกเขาแช่แข็งตอนยึดอำนาจ” น.ส.นภาพร กล่าว

น.ส.นภาพร กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีหลายคนใน ครม.ชุดนี้โลกลืม ไม่เคยปรากฎเป็นข่าว ไม่มีผลงานใดใดให้จับต้องได้ นอกจากมีข่าวว่าชอบมุดไปบ้านพักบ้านป่ารอยต่อเป็นประจำ อย่างอื่นก็ไม่เห็นมีผลงานอะไรให้ชาวบ้านพูดถึง หรือหลายคนมีบาดแผลจากการถูกอภิปรายแต่ชี้แจงอะไรไม่ได้ และกำลังจะถูกฝ่ายค้านร้องไปยัง ปปช. ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ควรถือโอกาสปรับคนเหล่านี้ออกไป ไม่ใช่ไปฟังแต่เสียงกลุ่มก๊วนในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งจะทำให้อายุของรัฐบาลสั้นลงไปทุกที

‘ทัพไทย’ ยันลงโทษแพทย์ทหาร หลอกฉีดวัคซีนกำลังพลในเซาท์ซูดาน - พร้อมดำเนินคดี อยู่ระหว่างการจับกุมตามหมายจับ ระบุเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ยอมรับไม่ผ่านการคัดเลือกก่อนส่งไปปฏิบัติหน้าที่ เผยเรื่องนี้ยูเอ็นไม่ติดใจ

กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.ท.เชาวลิตร สังฆฤทธิ์ โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมด้วย พล.ต.ณัฐพล แสงจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์สันติภาพ กรมยุทธการทหาร แถลงข่าว กรณีกำลังพลร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดาน (UNMISS) ประพฤติผิดวินัยร้ายแรงในการหลอกลวงฉ้อโกงเงินกำลังพลเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธ์แอฟริกาช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

พล.ท.เชาวลิตร กล่าวว่า ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าว เกี่ยวกับนายทหารที่ไปปฏิบัติภารกิจที่เซาท์ซูดานถูกสอบสวนกรณีหลอกลวงฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในประเทศแอฟริกานั้น กองบัญชาการกองทัพไทย ขอเรียนว่าเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องจริงเมื่อปี 2563 โดยนายทหารสัญญาบัตรยศร้อยโท ตำแหน่งนายแพทย์โรงพยาบาลสนามระดับ 1กองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจ ไทย/เซาท์ซูดาน

อย่างไรก็ตาม ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและรายงานให้ผู้บังคับบัญชากองกำลังภารกิจสหประชาชาติในเซาท์ซูดาน และกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยต้นสังกัดทราบแล้ว พร้อมทั้งให้กำลังพลดังกล่าวจบภารกิจและส่งตัวกลับประเทศไทย เมื่อ มี.ค 2563

พล.ท.เชาวลิตร กล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของกองทัพไทยและประเทศไทยในภารกิจร่วมสหประชาชาติ ซึ่งต่อกรณีดังกล่าว ทางกองทัพไทยได้ดำเนินการอย่างทันท่วงที โดยไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิดแต่อย่างใด และกองทัพบกในฐานะเป็นต้นสังกัดกำลังพลดังกล่าว ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง รวมถึงพิจารณาในประเด็นมาตรฐานทางจริยธรรมควบคู่กันไป

สำหรับผลการสอบสวนสรุปว่า นายทหารท่านดังกล่าวได้กระทำผิดจริง มีพฤติกรรมหลอกลวงผู้บังคับบัญชาและกำลังพล ให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยแอบอ้างว่าเป็นคำสั่งของนายแพทย์ประจำภารกิจ แต่กลับนำสารอื่นเข้าสู่ร่างกายกำลังพลแทน พร้อมทั้งได้เรียกเก็บเงินกำลังพลเป็นค่าวัคซีนด้วย แสดงถึงเจตนาทุจริตหลอกลวง พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายฉ้อโกงและประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ในระหว่างการสอบสวนนายทหารคนดังกล่าวไม่มาปฏิบัติหน้าที่ราชการ และไม่สามารถติดต่อได้ หน่วยต้นสังกัดจึงได้ดำเนินการในฐานความผิดหนีราชการในเวลาประจำการ และเสนอปลดออกจากราชการ พร้อมกันนี้ศาลทหารกรุงเทพ ได้ออกหมายจับในข้อหาหนีราชการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนั้นได้มีหนังสือถึงแพทยสภาให้พิจารณา เพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณา ในระหว่างนี้แพทยสภาจะให้โอกาสนายแพทย์คนดังกล่าวมาชี้แจงอีกครั้ง หลังจากเรียกมาให้ข้อมูลครั้งนึงแล้ว หากไม่มาก็จะถอนใบประกอบวิชาชีพต่อไป

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอเรียนว่าเป็นการกระทำผิดส่วนบุคคล เป็นเรื่องที่ผิดวินัยทหารและกฎหมาย รวมทั้งสร้างความเสื่อมเสียร้ายแรงต่อชื่อเสียงของกองทัพและประเทศชาติ กองทัพไทยได้ดำเนินการตามกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยทันที เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้ดำเนินการเรื่องจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเวชกรรมทั้งนี้เพื่อป้องกันผลกระทบและสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนทั่วไป”โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางกองกำลังสหประชาชาติก็มีความเข้าใจในกระบวนการที่กองทัพไทยได้ดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าว โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่กระทบต่อภารกิจโดยรวมของกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดาน ซึ่งกำลังพลทุกนายยังทุ่มเทปฏิบัติงานด้านการช่างและการรักษาสันติภาพที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง

พล.ท.เชาวลิตร กล่าวว่า ตั้งแต่มีการจัดกองกำลังไปปฏิบัติงานในนามของสหประชาชาติไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกเนื่องจากที่ผ่านมาเรามีกระบวนการคัดเลือกบุคลากร ศึกษาถึงภูมิหลัง สอบถามผู้บังคับบัญชา แต่กรณีของนายแพทย์คนดังกล่าว ไม่ได้ผ่านขั้นตอนการคัดเลือก เนื่องจากไปแทนนายแพทย์คนเดิมที่ต้องกลับมาประเทศไทยในช่วงนั้น จึงเป็นเรื่องกะทันหันไม่ได้มีการพิจารณาตามขั้นตอนต่างๆ

โฆษกกองทัพไทย กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ นายแพทย์คนดังกล่าว ยอมรับกับ ผบ.ร้อยทหารช่างฯ เองว่าทำคนเดียวไม่มีใครเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยได้จัดซื้อวัคซีนจากประเทศอินเดีย ซึ่งทางยูเอ็นนำไปตรวจสอบ พบว่า เป็นวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักไม่ใช่ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์แอฟริกา ส่วนกำลังพลที่เสียหายไม่ได้ติดใจอะไร เนื่องจากจำนวนเงินที่เสียหายต่อคนประมาณแค่ 500 บาท รวมกำลังพลกว่า 200 นายรวมจำนวนแล้วประมาณ 1.7 แสนกว่าบาท ซึ่งไม่ได้เป็นจำนวนเงินมากมาย แต่สิ่งที่ตระหนัก คือ เรื่องของคุณธรรมจริยธรรม

ส่วนกรณีที่แพทย์คนนั้นได้อ้างว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นโรคที่ห้ามเป็นทหารนั้น ไม่ขอตอบประเด็นนี้ แต่การเป็นทหารและเรียนการแพทย์ทหารบก ทั้งสมองและร่างกายจะต้องมีความแข็งแรงสมบูรณ์ จะไม่รู้เจตนาว่าทำไปทำไม อีกทั้งตัวเขาเองนั้นก็ยศร้อยโท อายุไม่มากนัก ส่วนร่างกายที่อ้างว่าถูกกำลังพลของกองร้อยทหารช่างฯคุกคามข่มขู่นั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะจากการสอบถามกำลังพลทั้งหมดให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันในขณะที่ทบ. และแพทยสภาเปิดโอกาสให้ชี้แจง ตัวเขาก็ไม่มาชี้แจง

พล.ต.ณัฐพล กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับกำลังพลที่เดินทางไปในพื้นที่ดังกล่าวจะมีมาตรฐานจากยูเอ็นกำหนดไว้ โดยก่อนออกเดินทางทุกคนจะได้รับวัคซีน 3ชนิดคือ ไข้เหลือง, กาฬหลังแอ่น, อหิวาตกโรค หากมีความต้องการฉีดเพิ่มต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งช่วงดังกล่าวมีการแพร่ระบาดโควิด และมีการแนะนำว่าหากฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะช่วยไม่ให้ติดเชื้อ โควิด-19 ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการส่งแพทย์คนดังกล่าวไปแทนคนเก่านั้น ก็เป็นเหตุสุดวิสัย

การบินไทยยื่นแผนฟื้นฟู ตั้ง ‘ปิยสวัสดิ์ - จักรกฤศฎิ์’ บริหาร เตรียมปรับโครงสร้างองค์กรกระชับขึ้น ลดจำนวนผู้บริหาร ลดขั้นตอนการบังคับบัญชา เพื่อดำเนินงานได้คล่องตัว

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้การบินไทยได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการจนแล้วเสร็จและได้ยื่นแผนฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วตามกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย โดยขั้นตอนจากนี้เจ้าหนี้จะได้รับสำเนาแผนฟื้นฟูกิจการจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อไป ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้เป็นตามที่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2563

“การบินไทยได้พยายามอย่างเต็มที่ในการจัดเตรียมแผนฟื้นฟูกิจการที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมกับเจ้าหนี้ทั้งหลายมากที่สุด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนฟื้นฟูกิจการฉบับนี้จะได้รับการยอมรับจากเจ้าหนี้และได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยในเบื้องต้น คณะผู้ทำแผนเสนอให้ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และนายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล เป็นผู้บริหารแผนที่จะบริหารและจัดการธุรกิจภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการต่อไป”

สำหรับผู้ทำแผนได้เตรียมความพร้อมที่จะดำเนินการตามแผนเอาไว้เป็นอย่างดีและได้ดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงไปแล้วดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เช่น ได้เตรียมแผนการประกอบธุรกิจ ได้เริ่มเตรียมความพร้อมที่จะดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรให้กระชับขึ้น ในส่วนของพนักงาน มีการลดจำนวนผู้บริหาร อีกทั้งยังมีการลดขั้นตอนการบังคับบัญชา เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ คล่องตัวขึ้น คณะผู้ทำแผนจึงมั่นใจได้ว่าผู้บริหารแผนจะสามารถดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้การบินไทยกลับมาประกอบธุรกิจได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top