Saturday, 4 July 2026
NEWS FEED

นราธิวาส-แม่ทัพภาค 4 ร่วมประชุมคณะประสานงานระดับพื้นที่ (สล.3) พร้อมยืนยันว่า กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจะเดินหน้าต่อไปอย่างแน่นอน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในอนาคต

ห้องประชุม น้ำพราว 1 โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ในฐานะหัวหน้าคณะประสานงานระดับพื้นที่ พร้อมด้วย พลโท อุทิศ  อนันตนานนท์ แม่ทัพน้อยที่ 4, พลตรี ปราโมทย์  พรหมอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พลตรี วรเดช  เดชรักษา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5 และคณะ

ร่วมประชุมกับคณะประสานงานระดับพื้นที่ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2566 เพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน ความคืบหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ รับทราบความคิดเห็นของทุกฝ่าย ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมทั้งหมด 8 กลุ่ม ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  และ 4 อำเภอของสงขลา เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

ในที่ประชุม มีหัวหน้าคณะประสานงานระดับพื้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส รายงานผลการดำเนินงานของคณะพูดคุยระดับพื้นที่ในการเปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยภาพรวมทุกพื้นที่มีการนำเสนอความต้องการภายใต้กรอบ JCPP ทั้งด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่, ด้านสิทธิมนุษยชนและกฏหมายที่เกี่ยวข้อง, ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา, ด้านการศึกษา, การแสวงหาทางออกทางการเมือง, การจัดเวทีการแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความหวาดระแวง และการสร้างความเข้าใจตรงกันถึงความคืบหน้าของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข นอกจากนี้ยังมีการแสดงความคิดเห็นจากผู้นำศาสนาในเรื่องการดูแลความปลอดภัยในการประกอบศาสนกิจของพระสงฆ์ในพื้นที่

แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะหัวหน้าคณะประสานงานระดับพื้นที่ กล่าวว่า การขับเคลื่อนในคณะสล. 3 ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ คาดว่าไม่แตกต่างจากนโยบายเดิมที่เป็นยุทธศาสตร์เดิมที่ทำอยู่ นั่นคือการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเรามีจุดยืนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน ไม่ว่ารัฐบาลไหน ช่วงการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลในขณะนี้ เราก็พร้อมที่จะให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลกับทุกฝ่าย ประชาชนเองก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนเพื่อเกิดความสันติสุขในพื้นที่ ส่วนประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และอาจจะมีผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างการปฏิบัติงาน ไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด

เพราะเราพร้อมที่จะตอบคำถามกับทุกภาคส่วนว่า ทำไมจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังต้องการการดูแลรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ และในวันนี้ก็จะได้นำคำแนะนำ ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนไปแก้ไข ปรับปรุงการทำงานดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้นำศาสนา หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันเหตุความรุนแรงในพื้นที่ และที่สำคัญคือการอยากให้ประชาชนทุกคนในพื้นที่ ได้รับทราบข้อมูล ทุกข้อสรุปของการประชุมหารือ ให้พร้อมเดินหน้า นำไปสู่การหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเป็นการขับเคลื่อนงาน การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการพูดคุยสันติสุขต่อไป

ด้าน พลตรี ปราโมทย์  พรหมอินทร์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในฐานะ หนึ่งในคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ยืนยันว่า ไม่ว่าทิศทางทางการเมือง หรือรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบใด คณะประสานงานระดับพื้นที่ (สล.3) ยังคงเดินหน้าหารือความคิดเห็นต่าง ๆ ปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในอนาคต และต้องตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งการเปิดเวทีการพูดคณะของคณะ สล. 3 มีความคืบหน้าไปมากแล้ว นับเป็นกลไกที่มีความแข็งแกร่ง พร้อมยืนยันว่ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างแน่นอน ส่วนข้อจำกัดในประเด็นที่ว่ารัฐบาลไทยไม่มีความจริงใจ ในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข พลตรี ปราโมทย์ ยืนยันว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีความพยายามที่จะสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการพูดคุยเพื่อสันติสุข

และมีการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่มเวทีการพูดคุยมาตลอด ไม่มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีได้ คือกลไกที่ฝ่ายจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในทุกกระบวนการและต้องคำนึงถึงประโยชน์ของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม

ข่าว.แวดาโอ๊ะ​/อัสมา​ หะไร​ จ.นราธิวาส

การประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 20 ในหัวข้อ “สีสันแห่งปัญญา สองทศวรรษสู่ความยุติธรรมที่ยั่งยืน”

วันที่ 9 มิถุนายน 2566 เวลา 09.00 น. ที่อาคารปฏิบัติการ บมจ.อสมท.
สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ได้จัด
การประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 20 ในหัวข้อ “สีสันแห่งปัญญา สองทศวรรษสู่ความยุติธรรมที่ยั่งยืน”

โดยมีผู้เข้าร่วมเวที ได้แก่ 
1. พลตำรวจเอก ดร.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
2. ดร.ปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)
3. ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

โดยมี พันตำรวจโท ดร.สืบสกุล เข็มทอง ผู้อำนวยการฝ่าย MCOT Academy บมจ. อสมท เป็นผู้ดำเนินรายการ

ขณะที่ประเด็นในการเสวนาครั้งนี้ ได้กล่าวถึง ภัยอาชญากรรมที่เปลี่ยนไปบนโลกออนไลน์ ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องมีความรู้พื้นฐานที่เข้าใจ การทำงาน โดยเฉพาะตำรวจที่มีหน้าที่ในการป้องกันปราบปราม จะต้องมีการพัฒนาหรือรับบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถ

ขณะที่ตอนหนึ่ง พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ฯ ได้กล่าวถึงการที่ตนได้เตรียมไปรับคนไทยประมาณ 2000 คน ที่ไปทำงานเป็นแก๊งค์คอลเซนเตอร์ที่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อไปถึงแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้ภารกิจในครั้งนั้น รับคนไทยกลับมาได้เพียง 28 คนเท่านั้น 

โดยการเสวนาครั้งนี้ ได้มีการเผยแพร่ออกอากาศทาง เฟซบุ๊คของ สำนักงานกิจการยุติธรรม

ตร.ไซเบอร์ รวบแอดมินกลุ่มคลิปโป๊เสื่อมหนักปล่อยขายคลิปเด็กทั้งไทยและเทศ

สืบเนื่องจาก กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต บก.ตอท. 
นำโดย พ.ต.ท. วิเชียร คำชุมภู สว.กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต บก.ตอท., พ.ต.ท. ธนพงศ์ธัช อ่อนชูเหมรัต สว.ฯ, พ.ต.ต. เขมอธิษฐ์ ทองคำ สว.ฯ ได้ทำการสืบสวนพบการกระทำความผิด

ผ่านแอพพลิเคชันไลน์ (Line) เผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นในลักษณะ
เพื่อประกอบการค้า โดยการเก็บเงินค่าสมาชิกเพื่อเข้ากลุ่มดูสื่อลามกอนาจารเด็ก ภายในกลุ่มไลน์ชื่อ 
“คลิปแบ่งปัน” จากการตรวจสอบพบการประกาศเพื่อเข้ากลุ่มสื่อลามกอนาจารเด็กกลุ่มต่าง ๆ มีช่วงราคา
ต่าง ๆ จึงให้สายลับแฝงตัวเข้ากลุ่มไลน์ซึ่งเป็นกลุ่มสื่อลามกอนาจารเด็ก เพื่อคุยถึงรายละเอียดการเข้ากลุ่มลับ 

เมื่อสายลับทักไปจะมีการส่งตัวอย่างสื่อลามกอนาจารเด็ก และข้อความปรากฎ วิธีการชำระเงิน และกฎของกลุ่ม เมื่อชำระเงินจำนวน 200 บาท เข้าบัญชีทรูมันนี่วอลเล็ท ชื่อ นครินทร์ สวงขุนทด เมื่อสายลับเข้ากลุ่มไลน์ดังกล่าว พบว่ามีการส่งสื่อลามกอนาจารเด็กในกลุ่มจำนวนมาก และโน้ตไว้ในกลุ่มไลน์อีกส่วนหนึ่ง เมื่อสายลับได้แฝงตัวอยู่ในกลุ่มดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แอดมินได้ลบบัญชีไลน์ของสายลับออกจากกลุ่ม จากนั้นก็ได้มีการเชิญเข้ากลุ่มใหม่อีกครั้ง พบว่ามีการส่งสื่อลามกอนาจารเด็กในกลุ่มไลน์จำนวนมาก โดยมีทั้งเด็กไทยและต่างประเทศ จากนั้นได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า แอดมินกลุ่มไลน์ดังกล่าว คือ นายนครินทร์ สวงขุนทด พักอาศัยอยู่บ้านห้วยยาง ในพื้นที่หมู่ 4 ต.โคกสูง อ.เมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ 

ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2566 เวลาประมาณ 06.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายค้นศาลจังหวัดชัยภูมิ เข้าตรวจค้นบ้านพักหลังดังกล่าว พบนายนครินทร์ สวงขุนทุด พักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว พร้อมของกลาง โทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 2 เครื่อง ,ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) 17 เม็ด, บัตร ATM 1 ใบ และ สมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม จึงทำการจับกุมตัวนายนครินทร์ฯ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่ากระทำความผิดฐาน “ครอบครอง และส่งต่อสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อความประสงค์แห่งการค้า, มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท. วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต. วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต. อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต. ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผบก.ตอท., พ.ต.อ.สุวัฒน์ เกิดแก้ว รอง ผบก.ตอท. และ พ.ต.อ. รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผกก.กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต บก.ตอท. สั่งการ พ.ต.ท. วิเชียร คำชุมภู สว. กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต., พ.ต.ท. ธนพงศ์ธัช  อ่อนชูเหมรัต สว.ฯ,  พ.ต.ต. เขมอธิษฐ์ ทองคำ สว.ฯ  นำทีมสืบสวนดำเนินการจับกุม

ไทย สมายล์ กรุ๊ป เปิดตัวแคมเปญ Hob Card เพื่อตอบโจทย์คนเดินทาง ในงาน Job ExpoThailand 2023 ภายใต้งาน “คนไทยมีงานทำ คนหางาน งานหาคน พร้อมเปิดรับพนักงานมากกว่า 3000 อัตรา"

วันที่ 8 มิถุนายน 2566 ที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา Hall EH 100 – 102 นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน Job Expo Thailand 2023 มหกรรมการจัดหางานครั้งยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ภายใต้งาน “คนไทยมีงานทำ คนหางาน งานหาคน” เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้สมัครงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาใหม่ 

ผู้ว่างงาน คนพิการ ผู้สูงอายุ หรือทุกคนที่ต้องการมีงานทำ ได้พบกับนายจ้าง สถานประกอบการโดยตรง รวมทั้งมีบริการแนะแนวอาชีพ และการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาความรู้ทักษะฝีมือแรงงานให้มีศักยภาพสูงขึ้น เพื่อจะได้เตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านนางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ป

เปิดเผยว่า งาน JOB EXPO Thailand  2023 ซึ่งกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานจัดขึ้น กลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ป ผู้ให้บริการรถและเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีงานทำ และเข้าถึงพบปะกับนายจ้างได้โดยตรง เป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของกลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ป นอกจากเป็นองค์กรที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว การใส่ใจและส่งเสริมบุคลากรในองค์กรให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข จะช่วยยกระดับองค์กรให้ก้าวขึ้นสู่องค์กรชั้นนำของประเทศ

ปัจจุบันกลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ป มีรถโดยสารพลังงานไฟฟ้ากว่า 3,100 คัน และเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า 45 ลำ ทำให้มีความต้องการผู้ที่จะมาเป็นครอบครัวเดียวกันจำนวนมากกว่า 3,000 อัตรา ซึ่งภายในงานได้เปิดรับสมัครในหลายตำแหน่ง ทั้งกัปตันเมล์ หรือพนักงานขับรถ, พนักงานบริการบนท่าเรือ,นายท้าย,ช่างเครื่อง, วิศวกรซ่อมบำรุง, พนักงานธุรการ เป็นต้น พร้อมรับเงินเดือนสูงถึง 30,000 บาท สำหรับภายในบูท ได้จัดให้มีกิจกรรมส่งเสริม แคมเปญ Hob Card

ที่จะมาช่วยตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ โดยแคมเปญ “Hob Card Daily Max Fare” เป็นการเดินทางไม่จำกัดเที่ยว ไม่จำกัดสายตลอด วัน จ่ายสูงสุด 40 บาท ง่าย สะดวด และประหยัด รถต่อเรือ จ่ายสูงสุดไม่เกิน 50 บาท พร้อมจัดทีมงานและบุคลากรให้กับผู้สนใจที่สมัครงานได้พบปะ พูดคุย และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันที

ผู้ที่สนใจอยากมาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวไทย สมายล์ กรุ๊ป ที่จะประสบความสำเร็จและเติบโตไปด้วยกันกับบริษัทฯ สามารถติดต่อได้บูธ B12 Hall 100 ตั้งแต่ 8-10 มิ.ย. 2566 
ณ ไบเทค บางนา

‘โฆษก ตร.’ แจง ปมเลื่อนยศ ‘ร.ต.อ.หญิง’ เป็นไปตามกฎ ก.ตร. ชี้ เพราะมีคุณวุฒิปริญญาโท ทำให้เลื่อนยศได้เร็วภายใน 2 ปี

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 66 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฎจากสื่อเกี่ยวกับการบรรจุและดำรงตำแหน่ง ร.ต.อ. หญิง นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเรียนว่า หลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมา เป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร (กอส.) เป็นหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่งบรรจุจากบุคคลภายนอก เช่น ทายาทตำรวจ ผู้มีวุฒิปริญญาสาขาต่างๆ ผู้มีวุฒิปริญญาในสาขาวิชาที่ขาดแคลน นายแพทย์ รพ.ตร. ตำรวจน้ำ ที่รับโอนมาจากทหารเรือ นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ เป็นหลักสูตรตามระเบียบ ตร. ซึ่งกรณีของ ร.ต.อ. หญิง เป็นผู้มีวุฒิปริญญาซึ่งผ่านการคัดเลือก และได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขเมื่อผ่านการอบรมฯ หลักสูตรตามที่ ตร. กำหนดแล้ว จึงจะได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิ

สำหรับ ร.ต.อ. หญิง ดังกล่าว ได้ผ่านการรับสมัครและคัดเลือกบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิ ใช้วิธีการคัดเลือกตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันฯ และตรวจสอบคุณวุฒิและคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ จนได้บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ ยศสิบตำรวจตรีหญิง (ส.ต.ต. หญิง) ในปี พ.ศ. 2563 ในตำแหน่ง ผบ. หมู่ฯ ต่อมาผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร กอส. ในปี พ.ศ. 2564 และแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ยศร้อยตำรวจตรีหญิง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 64 โดยมีคุณวุฒิที่ใช้บรรจุแต่งตั้งนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (ปริญญาโท) จากนั้นจะใช้ระยะเวลาครองยศ 8 เดือน ได้รับการเลื่อนยศเป็น ร.ต.ท. หญิง และครองยศ ร.ต.ท.หญิง อีก 1 ปี จะได้รับการเลื่อนยศเป็น ร.ต.อ. หญิง รวมระยะเวลา 1 ปี 8 เดือน โดยการเลื่อนยศของ ร.ต.อ. หญิง ดังกล่าว เป็นไปตามตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งยศ พ.ศ.2554 ข้อ 8.2.8 ที่กำหนดให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับยศสูงขึ้น ต้องครองยศตามจำนวนปีที่รับราชการ ยกเว้นผู้ที่บรรจุในคุณวุฒิ ปริญญาโท ให้รับราชการในชั้นยศ ร.ต.ต. 1 ปี และ ร.ต.ท. 1 ปี

โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ในปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความตั้งใจที่จะดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพลในส่วนที่เป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนที่มีความตั้งใจ มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร มีการเปิดสอบแข่งขันข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ล่าสุดเมื่อปลายเดือน พ.ค. 66 มีการเปิดรับสมัครตำรวจชั้นประทวนเป็นสัญญาบัตร จำนวน 430 อัตรา สำหรับตำแหน่งทั่วไป และ จำนวน 450 อัตรา สำหรับสายงานสอบสวน

CEO เครดิตบูโร’ เตือน!! หนี้เสียรถยนต์พุ่งสูงต่อเนื่อง หลัง ‘คนเจน​ Y’ ผ่อนไม่ไหว หวั่นทำเศรษฐกิจไทยพัง

เมื่อไม่นานนี้ นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ ‘Surapol Opasatien’ กรณีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาหนี้เสียกลุ่มประเภทรถยนต์ ที่มีความน่าเป็นห่วงมากขึ้น และอาจจะส่งผลกระทบระดับพังเศรษฐกิจไทยได้ โดยระบุว่า…

ข้อมูล​สถิติที่ทำขึ้นมาเพื่อเป็นสัญญานเตือนภัยในหลายปีมานี้​ เริ่มมีผู้คนให้ความสนใจมากขึ้น​
เรื่องหนี้ชาวบ้าน​ มีผู้ใหญ่กล่าวว่า​ มันไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจ​พังแต่มันทำให้เศรษฐกิจ​หงอย​ ซึม​ แต่ถ้ามันไปทำให้ระบบสถาบันการเงินเสียหาย​ อันนั้นแหละ​ จะเป็นเรื่องความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจ​จะพัง

กลับมาดูตัวเลขกันครับ​ หนี้รถยนต์​ในระบบเครดิต​บูโร​ยอดรวม 2.6 ล้านล้านบาท ในไตรมาสที่​ 1 มีสัญญาใหม่ที่ได้รับอนุมัติประมาณ​ 3.5 แสนบัญชี​ 53% เป็นคนเจน​ Y​ ขนาดของวงเงินที่ได้รับอนุมัติช่วง​ 5 แสนถึงสองล้าน คิดเป็น​ 67%

มาดูเส้นกราฟในภาพตรงกลางครับ​ สีแดงคือ หนี้เสียค้างเกิน​ 90 วัน ตอนนี้มาอยู่แถว 7% ของยอดหนี้​ 2.6 ล้านล้านบาทแระ​ เส้นสีเหลืองที่พุ่งขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสที่​ 4 ปี​ 2564​ มาจนถึงปัจจุบันไตรมาสที่​ 1 ปี​ 2566​ คือหนี้ที่ค้าง​ 1, 2, หรือ​ 3 งวด แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย​ ไปๆ มาๆ​ เรียกกันตามภาษาสินเชื่อคือ ‘เลี้ยงงวด’ กันอยู่​ ตรงนี้แหละ ที่มีความเป็นห่วงกันว่า​ 1.9 แสนล้านที่กลับไม่ได้ไปไม่ถึงจะไหลไปเป็นหนี้เสียเท่าใด​ ค่างวดที่ต้องส่งต่อเดือนเทียบกับรายได้แต่ละเดือนยังไหวมั้ย​

ภาพด้านล่างคือการเอาข้อมูล​จำนวนบัญชีและจำนวนเงินที่เป็นหนี้มีปัญหามาแยกดูในแต่ละช่วงเวลาและยังแยกตามอาการว่า​ คนเจนไหนเป็นเจ้าของบัญชีที่เริ่มตั้งแต่ค้าง​ 1, 2, 3 และเกิน​ 3 งวดตามสีนะครับ​ เหลือง​ ส้ม​ แดง​ เราจะพบว่าแท่งกราฟมันยกตัวขึ้นเพราะกลุ่มสีเหลืองมันยกตัวขึ้น​ สีเหลือง คือค้างชำระ​ 31-60 วันครับ​ และมันยกตรงกลุ่มเจน​ Y​ ค่อนข้างชัด

มันจึงไม่แปลกที่จะมีข่าวออกมาว่า​ สินเชื่อรถยนต์​ปล่อยกู้ยาก​ คนได้รับสินเชื่อยาก​ ปฎิเส​ธสินเชื่อเยอะ​ จนกระทบกับคนที่ขายรถยนต์​ เพราะบ้านเรามันกู้เงินมาซื้อกันมากกว่าซื้อสด​

ในอนาคตเราคงจะได้เห็น​ หนี้เสียจากรถยนต์​ที่รักโลก​ รักสิ่งแวดล้อมมากขึ้นแน่ๆ​ จองๆ กันเยอะ​ ยังไงก็ช่วยวางแผนผ่อนจ่ายให้ดีด้วยนะครับ​ อย่าคิดแค่เอาส่วนที่ประหยัดค่าน้ำมันมาจ่ายค่างวดนะครับ... คิดเยอะ ๆ นะครับ

ข้อมูล​จากการบรรยายให้กับสมาชิกเครดิตบูโร​ให้ทราบ​ ให้ระวังการพิจารณา​ ให้เป็นข้อมู​ลในการบริหารและจัดการความเสี่ยง​

 

'DRT’ หวั่น นโยบายขึ้นค่าแรง กระทบต้นทุนอุตฯ วัสดุก่อสร้าง เร่งเตรียมแผนรับมือความเสี่ยง เชื่อ!! ครึ่งปีแรกเติบโตตามเป้า

‘บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT’ ประเมินนโยบายขึ้นค่าแรง กระทบอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก เพิ่มแรงกดดันปัจจัยความเสี่ยงด้านต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น พร้อมกางแผนบริหารจัดการ เพื่อรักษาอัตราการทำกำไรขั้นต้นและผลักดันการเติบโตให้ได้ตามเป้าหมาย

(8 มิ.ย.66) นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์และบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์ บอร์ดตกแต่งผนัง อิฐมวลเบา ไม้บันได SPC-FC ร้านกาแฟสำเร็จรูป (DIAMOND Cafe) และบริการติดตั้งโครงหลังคาและกระเบื้องหลังคา ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์มีความกังวลต่อนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 450 บาท เนื่องจากเป็นภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงการใช้แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ผู้ประกอบการในทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนให้สูงยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ ก็ได้เตรียมความพร้อมบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยสูงกว่า 80-90% เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ (Economy of Scale) การลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งบริหาร Product Mix รักษาอัตราการทำกำไรขั้นต้นให้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงน้อยที่สุดและสามารถสนับสนุนกับความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างที่ยังมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีต่อเนื่อง จากปัจจัยเชิงบวกของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยช่องทางห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ยังมีอัตราการขยายตัวที่ดีตามการเปิดสาขาใหม่ของคู่ค้า จึงมั่นใจว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปีนี้จะยังรักษาอัตราการเติบโตได้ตามแผน จากข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันในด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ‘ตราเพชร’ ที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าและช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย หลังจากผลงานในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มียอดขายเติบโต 12.32% สูงกว่าเป้าหมาย
 

บีโอไอ’ เผย อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือ ปม ‘อีซูซุ’ ย้ายฐานผลิตไปอินโดฯ ยัน!! ยังไม่ชัดเจน ต้องรอตรวจสอบข้อเท็จจริงจากบริษัทแม่ก่อน

วันที่ (8 มิ.ย. 66) กรณีค่ายรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ‘อีซูซุมอเตอร์’ มีแผนจะย้ายการผลิตรถยนต์ จากโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศไทย ไปยังประเทศอินโดนีเซีย โดยจะเริ่มการผลิตอย่างเร็วที่สุดในปี 2567 นั้น ล่าสุดได้มีการสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องนี้ไปยัง นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า 

จากกรณีข่าวการย้ายฐานการผลิตของ บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บีโอไอกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่ชัดเจนไปยังบริษัทแม่ของอีซูซุมอเตอร์ว่า กรณีนี้เป็นจริงหรือไม่อย่างไร แต่ ณ ปัจจุบันบริษัทในไทยยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว 

“ตอนนี้ต้องรอเช็กข้อมูลให้แน่ใจก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะทางอีซูซุในไทยก็ยังไม่ทราบเรื่อง และคงต้องสอบถามไปยังบริษัทแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น และหากมีความคืบหน้าจะแจ้งข้อมูลมาอีกครั้ง” นายนฤตม์ ระบุ

เลขาธิการ บีโอไอ ยอมรับว่า ปัจจุบันบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศไทย และที่ผ่านมาก็ได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลได้ไปแล้ว โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์การลงทุนเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์บรรทุกและรถยนต์กระบะในประเทศไทย

สำหรับกรณีกระแสข่าวการย้ายการลงทุนของ ‘อีซูซุมอเตอร์’ ที่ผ่านมา เนื่องจากนายอากัส กูมิวัง คาร์ตาซัสมิตา รัฐมนตรีอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย ได้แถลงข่าวภายหลังพบหารือกับคณะผู้บริหารของบริษัทอีซูซุที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 6 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย ระบุว่า บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น มีแผนจะโยกย้ายการผลิตรถยนต์บางส่วนจากโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศไทย ไปยังอินโดนีเซีย โดยจะเริ่มการผลิตอย่างเร็วที่สุดในปีหน้า ซึ่งอินโดนีเซียยินดีกับการตัดสินใจดังกล่าว และจะมอบสิทธิประโยชน์พร้อมให้การสนับสนุนการย้ายฐานการผลิต

ปัจจุบัน บริษัท อีซูซุมอเตอร์ มีโรงงานผลิตรถยนต์ 2 แห่งในประเทศไทย ที่จังหวัดสมุทรปราการและฉะเชิงเทรา โดยมีกำลังการผลิตรถยนต์รวมกัน 385,000 คันต่อปี และมีการจ้างงานพนักงานประมาณ 6,000 คน ส่วนในอินโดนีเซีย อีซูซุมีโรงงานผลิตรถยนต์ 1 แห่งที่เมืองคาราวัง

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายค่าย อาทิ ฮอนด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ และอินโดนีเซียกำลังผลักดันตนเองให้ก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีวัตถุดิบในด้านดังกล่าวจำนวนมาก

พบร่าง ‘ปราโมทย์’ รอง ปธ.แผนกคดียาเสพติดศาลอุทธรณ์ ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตคาบ้านพัก ตร.เร่งสืบสวนหาสาเหตุ

วันที่ (8 มิ.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปราโมทย์ ธรรมพนิชวัฒน์ รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ได้ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิต เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่บ้านพักย่านมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม ส่วนสาเหตุการฆ่าตัวตายรอสืบสวนสอบสวนอีกครั้ง

ขณะที่บุตรสาว โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฌาปนกิจศพ ที่จะจัดขึ้นที่ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขต ศาลา 13 สวดพระอภิธรรมทั้งหมด 7 วัน ระหว่างวันที่ 8 – 14 มิ.ย. 2566 และจะมีพิธีฌาปนกิจศพ วันที่ 15 มิ.ย. โดยมีรายละเอียด ดังนี้

- วันที่ 8 มิ.ย. 2566 รดดน้ำศพ เวลา 16.00 น. และสวดพระอภิธรรม เวลา 17.30 น.
- วันที่ 9-14 มิ.ย. 2566 สวดพระอภิธรรม เวลา 18.00 น.
- วันที่ 15 มิ.ย. 2566 ฌาปนกิจศพ เวลา 17.00 น.

สำหรับ นายปราโมทย์ ธรรมพนิชวัฒน์ เคยเป็นผู้พิพากษา ศาลจังหวัดเชียงราย-ศรีสะเกษ, นครนายก, ผู้พิพากษา ศาลอาญากรุงเทพใต้, ผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ ภาค 8, ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

‘กราน-มอนเต้’ ชี้แจง!! หลังโดนอันธพาลโซเชียลโจมตี ปมเสิร์ฟไวน์ในงานประชุมผู้นำเอเปคก่อนฝันของ ‘พิธา’

ผู้ผลิต ‘กราน-มอนเต้’ ไวน์ไทยชื่อดังโพสต์ชี้แจง เป็นผู้ผลิตสุราไทยที่ไม่มีเจ้าสัวหนุนหลังธุรกิจ และได้ร่วมต่อสู้เรื่องสุราพื้นบ้านจนกฎเหล็กคลี่คลาย และไม่ได้บุกรุกป่าหลังโดนอันธพาลโซเชียลระราน ให้ข้อมูลบิดเบือน เนื่องจากไวน์ของที่นี่ได้รับเลือกให้เสิร์ฟผู้นำเอเปค 2022 ก่อนไอเดียความฝันของพิธา

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘เรื่องเล่าเช้านี้’ ของช่อง 3 ว่า มีความฝันอยากเห็นเหล้าไทยเสิร์ฟผู้นำเอเปคในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งก็มีชาวเน็ตเข้ามาชื่นชมแนวคิดนี้กันเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี ในโลกโซเชียลก็มีชาวเน็ตจำนวนมากเช่นกันได้ออกมาให้ข้อเท็จจริงโต้แย้งแนวคิดดังกล่าว ว่า ในการประชุมเอเปค 2022 ที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้มีการเสิร์ฟไวน์ ‘กราน-มอนเต้’ ไวน์ชื่อดังสัญชาติไทยในงานเลี้ยงอาหารค่ำสุดยอดผู้นำที่เข้าร่วมประชุมมาแล้ว

เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับด้อมส้มจำนวนหนึ่งที่รับไม่ได้ว่า นายพิธาโดนแหกข้อเท็จจริง จึงทำตัวเป็นอันธพาลโซเชียลไประรานตามเพจที่ให้ข่อเท็จจริงที่ต่างจากที่พวกตัวเองมโo

นอกจากนี้ ยังมีการปล่อยข้อมูลผ่านสื่อดังบางสำนัก ว่า นโยบายสุราก้าวหน้าของพรรคก้าวไกล จะส่งกระทบถึงเจ้าสัวผู้ผลิตน้ำเมารายใหญ่ ซึ่งได้รวมผู้ผลิตไวน์กราน-มอนเต้เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

ทำให้ล่าสุดผู้ผลิตไวน์กราน-มอนเต้ ได้ออกมาชี้แจงต่อสารพัดข้อมูลบิดเบือน ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ GranMonte Vineyard and Winery ว่า…

วันนี้ ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ ขอเล่าเกี่ยวกับตัวเรา และแก้ความเข้าใจผิดนิดหน่อย เป็นข้อๆ แล้วกันค่ะ

1.) เราไม่ใช่ตระกูลเจ้าสัวหรือมีบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นแบค สมาชิกครอบครัวโลหิตนาวีที่ทำไวน์กราน-มอนเต้ มีกันแค่ 4 คน (พ่อแม่ลูก 2) เริ่มไร่กันเองเมื่อเกือบ 25 ปีที่แล้วค่ะ ลูกสาวคนโต นิกกี้ วิสุตา โลหิตนาวี ไปเรียนปริญญาตรีการปลูกองุ่นและทำไวน์จากประเทศออสเตรเลีย กลับมาทำไวน์ที่ไร่ของครอบครัว ได้พัฒนาความรู้จากการทำงานในไทยและประเทศอื่นๆอีก จนเป็นผู้เชี่ยวชาญการปลูกองุ่นและทำไวน์ในเขตร้อนของโลก (เรียกว่า Tropical Viticulture และ Tropical Winemaking)

2.) เราไม่ใช่ไร่ที่โดนกล่าวหาหรือดำเนินคดีเรื่องบุกรุกป่านะคะ นั่นคือ รีสอร์ต ‘88 การ์มองเต้’ ที่ตั้งชื่อคล้ายเคียงเรา อยู่แถบวังน้ำเขียว สร้างความสับสนมาเป็นเวลานาน แต่เราหยุดเขาไม่ได้

3.) เราปลูกองุ่น ทำการเกษตรในพื้นที่ 100 ไร่ของเราที่เขาใหญ่ และเราผลิตไวน์จากองุ่นที่เราปลูกเองเท่านั้นในโรงผลิตไวน์ที่อยู่ในไร่ เติบโตมาเรื่อยๆจนเวลานี้ได้ประมาณ 1 แสนขวดต่อปี เราเชื่อว่าไวน์ของเราก็คือสินค้าไทย จากท้องถิ่นเขาใหญ่ และเรายังได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (Geographical Indication) ด้วย ได้รับรางวัลจากการแข่งขันไวน์นานาชาติที่จัดขึ้นในเอเชียและยุโรปมาตลอด ในฐานะไวน์ที่ปลูกและทำในประเทศไทย เราไม่ใช่ “เหล้านอก” ที่มาตัดโอกาสของสุราที่ผลิตในไทยแต่อย่างใด มาเยี่ยมชมไร่และดูไวน์เนอรี่ของเราได้เลยค่ะ ท้าพิสูจน์

4.) ไวน์ไทย 100% ของกราน-มอนเต้ ได้เสิร์ฟในงานในงานเลี้ยงต่างๆ ของการประชุม APEC ปี 2022 รวมถึงงานเลี้ยงสุดท้ายที่เป็น gala dinner เลี้ยงผู้นำระดับโลก หน่วยงานรัฐและผู้จัดงานทั้งหลาย ต่างซื้อไวน์ของเราเพื่อใช้เสิร์ฟ ไม่ได้ขอสปอนเซอร์จากเราเลย

เราเห็นด้วยว่ารัฐต้องใช้โอกาสอย่างนี้ นำเสนอเบียร์และสุรากลั่นจากผู้ผลิตไทยรายย่อยอื่นๆด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตรายย่อยได้ขึ้นเวทีโลกไปด้วยกัน และเป็นผู้ผลิตที่ประเทศไทยจะภาคภูมิใจได้

เราเชื่อว่า ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ของเรา เป็นตัวอย่าง หรือ case study ที่ดี ให้เห็นว่าเกิดขึ้นได้ที่จะมีผู้ผลิตสุราแช่ (ไวน์) ที่เริ่มจากขนาดเล็ก ค่อยๆคืบคลานโตขึ้นมาจนถึงจุดกลางๆได้ แม้ในตลาดที่ยังเป็นสภาพผูกขาด และเราได้รับโอกาสที่รัฐนึกใช้สินค้าของเราในงานอย่างงานประชุม APEC ทำให้ได้เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้น

จนถึงไม่นานมานี้ กฎกระทรวงสรรพสามิตทางด้านการอนุญาตผลิต เคยเป็นโครงสร้างที่ไม่เปิดโอกาสให้ทั้งเบียร์และสุรากลั่นมีเส้นทางโตจากเล็กมาเป็นกลางอย่างที่สุราแช่อย่างเราทำได้ การเปลี่ยนแปลงกำลังค่อยๆเกิดขึ้นแล้ว

เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการรวมตัวผู้ผลิตสุรารายย่อย ผลักดันกันทุกด้าน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นงานที่เราตั้งใจทำมาหลายปีมาก ทั้งด้านกฎหมายอนุญาตผลิต กฎภาษีสรรพสามิต และพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อผู้ผลิตรายย่อยทุกคน

เพราะเราเป็นเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมด้วยกัน อยากเห็นตลาดที่มีพื้นที่ให้กับความหลากหลายและมีสุรากลั่น, เบียร์, ไวน์น่าสนใจจากแหล่งผลิตย่อยต่างๆในไทย เน้นความครีเอทีฟและนำเสนอสนุกๆ และอยากได้มีโอกาสออกงานและการประชุมระดับโลกต่างๆด้วยกัน เพราะเรารักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นวิชาชีพของเรา และมีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อนๆผู้ผลิตรายย่อยที่มี passion ให้กับสิ่งเดียวกัน

ยังไงกราน-มอนเต้ก็ขอเชิญมาเยี่ยมชม ทำความรู้จักงานของเรา ที่ไร่องุ่นไวน์ของเรานะคะ ไร่ของเราไม่มีค่าเข้า ส่วนการร่วมทัวร์ไร่และไวน์เนอรี่โดยมีไกด์ผู้เชี่ยวชาญ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top