Saturday, 18 July 2026
POLITICS

'นพดล' ชี้!! คนโยง 'เพื่อไทย-ตู้ห่าว' หวังผลทางการเมือง ยัน!! 'อุ๊งอิ๊ง' ไม่เกี่ยวข้อง ขู่!! หากไม่หยุดเจอฟ้องแน่

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 65 เวลา 11.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงว่า จากกรณีที่มีการตั้งข้อกล่าวหาต่อนายหาวเจ๋อตู้ หรือตู้ห่าว นักธุรกิจชาวจีน และพวกว่ามีการกระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย และให้ข้อมูลว่ามีกลุ่มทุนต่างชาติกว้านซื้อบ้านในบางโครงการ และพยายามโยงเรื่องนี้มาบิดเบือนใส่ร้ายเพื่อไทย และแกนนำพรรคฯ ให้เสียหายนั้น พรรคฯ ขอชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำการสืบสวนสอบสวนคดีต่าง ๆ อยู่ในขณะนี้ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่มีอยู่ตามกฎหมายได้อยู่แล้ว เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับพรรค พรรคไม่ขัดขวางการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอย้ำว่าเพื่อไทยไม่มีความเกี่ยวข้องกับนายตู้ห่าว และนายตู้ห่าวก็ไม่เคยบริจาคเงินให้พรรคเพื่อไทย ข้อกล่าวหาที่มีต่อผู้ต้องหาก็เกี่ยวเนื่องกับการทำธุรกิจในช่วงเวลาหลายปี

“ที่ผ่านมาที่เพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลซึ่งเป็นเวลาเกือบ 8 ปีแล้ว ดังนั้นหากจะมีการกระทำที่ผิดกฎหมายในช่วงเวลานี้ในประเทศไทย ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะบังคับใช้กฎหมาย และรัฐบาลสามารถไปตรวจสอบว่ามีการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายทำนองเดียวกันนี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใดทั้งสิ้น ดังนั้นอย่าเบี่ยงเบนประเด็น” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่พยายามโยงว่าชาวต่างชาติกว้านซื้อบ้านในโครงการของบริษัทเอสซี แอสเสท และพาดพิง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ผู้ถือหุ้นในบริษัทนั้น ตนเห็นว่าการพาดพิงและกระจายข่าวต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ขอเรียนว่าน.ส.แพทองธาร ไม่ได้รู้จักกับนายตู้ห่าว และเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายบ้านให้บุคคลใด ๆ 

นอกจากนั้น บริษัทเอสซี แอสเสท ได้แถลงไปแล้วว่าบริษัทประกอบธุรกิจด้วยความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลโดยยึดหลักไม่กระทำผิดกฎหมาย บ้านทุกหลังขายให้คนไทยและนิติบุคคลไทยเท่านั้น และในการชำระค่าบ้าน ผู้ซื้อต้องชำระเงินผ่านธนาคาร ตนขอตั้งเป็นข้อสังเกตว่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดของบุคคลกลุ่มนี้ มีบ้าน รถยนต์ และทรัพย์สินที่ซื้อจากหลายโครงการ หลายบริษัท กระจายไป ไม่ใช่ซื้อจากบริษัทเอสซี แอสเสท อย่างเดียว 

“ช่วงเวลานี้ ประเทศกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ประชาชนคาดหวังที่จะเห็นพรรคต่าง ๆ นำเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อไทยขอเชิญชวนให้ช่วยกันนำเสนอนโยบายและหาทางออกให้ประเทศ และยุติการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอที่เป็นการบิดเบือนใส่ร้ายฝ่ายอื่นด้วยความเท็จ ซึ่งประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นขอให้พวกที่พยายามตีกินหรือพยายามโยงให้เพื่อไทยเสียหาย ขอให้ยุติการดำเนินการไม่เช่นนั้นเราขอสงวนสิทธิ์ปกป้องเกียรติภูมิและชื่อเสียงของพรรคในกรอบของกฎหมายต่อไป” นายนพดลกล่าว

เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการโจมตีทางการเมืองเพื่อหวังผลประโยชน์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่าตนคิดว่าการบิดเบือนมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองค่อนข้างชัดเจน เพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมืองที่พร้อมที่จะต่อสู้กันตามกฎกติกาและการนำเสนอนโยบายแข่งกัน ตนคิดว่าการที่มีการบิดเบือนบุคคลต่าง ๆ ก็พอจะดูออกว่ามีวัตถุประสงค์ทางการเมือง แต่เพื่อไทยสามารถชี้แจงได้ทุกประเด็นและไม่มีอะไรที่จะซ่อนไว้ 

'ครูแก้ว' จ่อฟ้อง 'ทนายตั้ม-ไฮโซสาว' หลังโยงปมลวงเงินช่วยเคลียร์คดี 25 ล้าน

วันที่ 4 ธ.ค. 65 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย จ.นครพนม นายศุภชัย โพธิ์สุ  ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 แถลงชี้แจงกรณีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม กล่าวหาว่าอดีตผู้ช่วยเลขานุการรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.จังหวัดหนึ่ง และเป็นสามีไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายก อบจ.ดังกล่าว ได้ลวงเงินจำนวน 25 ล้านบาท จากนักธุรกิจสาวไฮโซ เพื่อหลอกช่วยเคลียร์คดี โดยยอมรับว่า เคยรู้จักกับผู้ช่วยฯ คนดังกล่าวจริง หลังจากได้เข้ามาขอช่วยงานในช่วงที่ตนได้รับตำแหน่งรองประธานสภาฯ 

ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่ามีโปรไฟล์ดี ตนจึงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรองประธานสภาฯ และได้มอบหมายให้มาช่วยงานลูกสาว หลังจากได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายก อบจ.นครพนม แต่หลังจากทำงานได้ 2-3 เดือน บุคคลดังกล่าวได้ลาออกไป โดยให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสมกับงาน และไม่ได้ติดต่อหรือเกี่ยวข้องกันอีก  

‘จิรายุ’ ตัดพ้อ!! ไม่มีค่ากับพรรคเพื่อไทย ปมเปิดตัว ‘โจทก์เก่า’ เป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.

เมื่อวานนี้ (3 ธ.ค. 65) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครส.ส. ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนั้นมีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.กาญจนบุรี ว่าตนทำงานรับใช้และต่อสู้กับพวกเผด็จการ ให้กับพรรคเพื่อไทยมา 10 กว่าปี ไม่คิดว่าพรรคจะจัดได้เต็มคาราเบลกับตนเช่นนี้เหมือนกัน

“ทำให้ต้องคิดมากขึ้นในเรื่องแนวทางการเมืองนับจากนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่ที่ให้ความเคารพนับถือของพรรค เรียกให้ผมไปพูดคุยแล้วก็ยืนยัน แต่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ ตีความได้อย่างเดียวว่า ผมไม่มีคุณค่ากับพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป อย่าคิดว่าคนที่เคยด่าผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคเป็นปรปักษ์ของพรรคมาตลอดจะทำอะไรกับพรรคเพื่อไทยก็ได้ อยากจะไปก็ด่าพรรคเอาใจ 3ป. อยากจะกลับมาก็ชเลียร์”

นายจิรายุ กล่าวต่อว่าสำหรับกลไกการขับเคลื่อนด้านติดตามตรวจสอบทุจริต ยังเดินอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีคดีความของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่คณะกรรมาธิการกิจการศาลฯและตนได้ยื่นฟ้องไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เรื่องการทุจริตของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลแล้ว มีอีก 3 สำนวน ในการตรวจสอบทุจริตของกรมและการใช้เงินกองทุนพัฒนาทรัพยากรน้ำบาดาล ปีที่ผ่านมา ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีทั้งเอกชนและข้าราชการระดับสูงและรองอธิบดีจนถึงผู้อำนวยการกองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต เอฟซีจิรายุ ขอให้มั่นใจได้ว่าใครจะเข้ามาบ้านนี้ด้วยวิธีการแบบใดไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ตนเคารพนับถือต้องอธิบายให้ได้ ไม่เช่นนั้นหลักการ ที่ศรัทธามาตลอด 10 กว่าปีจะสิ้นไป

นายจิรายุกล่าวอีกว่า ปีที่แล้วต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้จนบอบช้ำ พรรคก็ไม่เคยให้ความช่วยเหลืออะไรอยู่แล้ว ถูกนายศักดิ์ดา กลั่นแกล้งไปยื่นฟ้องที่สายบุรี ปัตตานี พื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งเรื่องขี้หมามาก หวังให้ตนเสี่ยงชีวิต เดชะบุญที่มีบ้านใหญ่ปัตตานี นายซูการ์โน มะทา ดูแลความปลอดภัยให้ตลอด ต่อสู้คดีจนชนะและฟ้องกลับเรียกค่าเสียหายทั้งทางอาญาและทางแพ่งไป 25 ล้านบาท

‘ก้าวไกล’ ลุยขอนแก่น เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส. เขต 1 ตั้งเป้าปักธงส้มครบ 11 เขต - พร้อมล้างบางงูเห่า

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2565 ที่ลานสนามฟุตซอลบ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล, รังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล พร้อมทั้งอภิชาติ ศิริสุนทร กรรมการบริหารพรรคก้าวไกลสัดส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมเวทีแนะนำตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ขอนแก่น เขต 1 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก

หัวหน้าพรรคก้าวไกลเริ่มต้นด้วยการเกริ่นถึงชุดนโยบาย ‘สวัสดิการไทยก้าวหน้า’ ที่พรรคก้าวไกลเสนอเพิ่มเงินผู้สูงวัยเป็น 3,000 บาทต่อเดือน เป็นอัตราเดียวแบบถ้วนหน้า ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ แต่ยังช่วยประชากรวัยทำงานด้วย ตนเองเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเป็นคนหนึ่งในวัยทำงานที่มีทั้งลูกที่ต้องดูแล มีพ่อแม่ที่ต้องเป็นห่วง มั่นใจว่าการเพิ่มเงินผู้สูงวัยจะช่วยแบ่งเบาภาระของประชากรวัยทำงาน ให้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

'ธนาธร' ชี้!! กลุ่มทุนใหญ่น่ารังเกียจ เกาะอำนาจรัฐเอื้อตัวเอง  โว!! นั่นจึงเป็นเหตุที่ต้องมี 'ก้าวไกล' ไปอยู่ในสภาฯ

'ธนาธร' ร่วมวงสมาชิกสัมพันธ์ก้าวไกลขอนแก่น ชี้กลุ่มทุนไม่ได้น่ารังเกียจถ้าสร้างนวัตกรรม แต่น่ารังเกียจที่ยึดเกาะอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ตัวเอง 

(3 ธ.ค.65) ที่ Jump Space จ.ขอนแก่น ศรายุทธ ใจหลัก ผู้อำนวยการพรรคก้าวไกล และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมงานประชุมสมาชิกพรรคก้าวไกล เพื่อพบปะสมาชิกพรรคและรณรงค์การขยายฐานสมาชิกให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

ศรายุทธ กล่าวว่า พรรคก้าวไกลวันนี้มีสมาชิกพรรคทั่วประเทศ 57,544 คน เฉพาะที่ขอนแก่นมีสมาชิกพรรค 2,250 คน ในวันต่อ ๆ ไป เราจะเพิ่มจำนวนสมาชิกพรรคในขอนแก่นให้มากขึ้น เป็น 5,000 คน 10,000 คน และไปให้ถึง 1,000,000 คน เช่นเดียวกับทุก ๆ จังหวัด เพื่อทำให้พรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็งจากฐานสมาชิก เป็นหัวหอกนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่โครงสร้างสังคม การเมือง และเศรษฐกิจไทย ตนจึงขอเชิญชวนประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ให้มาร่วมสร้างฐานสมาชิก ร่วมสร้างพรรคไปด้วยกัน

ด้านธนาธร กล่าวว่า พรรคการเมืองหนึ่ง ๆ จะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจากแนวอุดมการณ์และแนวนโยบายที่แต่ละคนเห็นตรงกันว่าอยากให้ประเทศไทยไปทางไหน ปัจจุบันปัญหาสำคัญของประเทศไทย คือเรื่องความเหลื่อมล้ำ เวลาเราบอกว่าเศรษฐกิจโตเท่าไหร่ จีดีพีโตกี่เปอร์เซ็นต์ มันไม่เคยบอกว่าที่โตนั้น ไปโตที่ใคร นี่คือเหตุผลที่เราไม่พอใจว่าการเติบโตของเศรษฐกิจมันช้าเกินไป และที่ออกดอกออกผลเติบโต ก็ไปโตที่บางคนเท่านั้น ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และเรื่องนี้แยกไม่ออกกับโครงสร้างการพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ดังนั้น ถ้าใครพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำ แต่ไม่พูดเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองที่ผิดเพี้ยน คนนั้นก็กำลังหลอกตัวเองอยู่

‘ภูมิใจไทย’ จอง 3 เขตเลือกตั้งในภูเก็ต พร้อมตั้งเป้ากวาด ส.ส.ภาคใต้ทั้ง 58 เขต

(3 ธ.ค. 65) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่ายืนยันและมั่นใจว่าจะปักธง 3 ส.ส ของจังหวัดภูเก็ต ประกอบด้วย นายนิพนธ์ เอกวานิช ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 นายวิวัฒน์ จินดาพล ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 และนายวงศกร ชนะกิจ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3

นายอนุทิน กล่าวต่อว่าเพราะภูเก็ตเป็นจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทย พัฒนาไว้เยอะ ที่มีรัฐมนตรีของพรรคทั้งรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา รมว.คมนาคม และรมว.สาธารณสุขที่ทำงานเต็มที่ จนใช้เป็น ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ ประสบความสำเร็จอย่างมากมายทำให้เราเปิดประเทศได้จนถึงทุกวันนี้ และภูเก็ตจะเป็นสถานที่จัด เวิลด์เอ็กซ์โปรสเปเชียล 2028 ก็ได้เข้าสู่รอบสุดท้ายแล้ว จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอีกมากมาย พรรคภูมิใจไทยจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด หวังว่าประชาชนคงจะเห็นความทุ่มเทนี้

'วิทยุชุมชน' ร้อง 'เพื่อไทย' แก้ กม.จัดสรรคลื่นความถี่ หลัง 'กสทช.' ออกกฎประมูลคลื่นฯ เอื้อทุนใหญ่ชัดเจน

เพื่อไทยรับข้อเรียกร้องวิทยุชุมชนเกือบ 4,000 สถานี ‘ชลน่าน’ ชี้หากแก้ไข กม.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เข้าสภาไม่ทันปีนี้ เพื่อไทยพร้อมนำไปสานต่อ ‘สุทิน’ จวกเปิดประมูลวิทยุชุมชน ยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ​​​นายสุทิน คลังแสง​​​ ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายคมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์ ประธานคณะทำงานวิทยุชุมชนพรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวรับข้อเรียกร้องจากเครือข่ายวิทยุชุมชน รวม 3,967 สถานี ขอให้พรรคเพื่อไทยแก้กฎหมายยกเลิกการประมูลคลื่นความถี่วิทยุภาคประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ในการเปลี่ยนผ่านการทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง (วิทยุชุมชน) ไปสู่ระบบการอนุญาตแบบประมูล โดยให้ออกอากาศถึงวันที่ 3 เมษายน 2565 ยกเลิกสถานะจาก ‘ผู้ประกอบการวิทยุชุมชน’ มาเป็น ‘ผู้ทดลองออกอากาศ’ และขอให้ใช้คลื่นความถี่ระบบเอฟ.เอ็ม กำลังส่งต่ำ (50 วัตต์) จากเดิมที่ใช้กำลังส่ง 500 วัตต์ 

นายวรพจน์ ลัภโต ผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตนถือว่าเป็นสื่ออีกแขนงหนึ่ง และเป็นประชาชนในท้องถิ่น มีทุนทรัพย์น้อย  หากต้องดำเนินการตามประกาศของ กสทช.คงไม่มีโอกาสชนะการประมูลคลื่นวิทยุชุมชนอยู่แล้ว  ระบบการประมูล ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กไม่มีโอกาสที่จะชนะการประมูล เพราะตามหลักการของการผู้ประมูล ผู้ที่ให้ราคาสูงจะเป็นผู้ชนะ ดังนั้นถือเป็นระบบที่เอื้อนายทุนรายใหญ่ จึงได้ขอให้พรรคเพื่อไทยยกร่างแก้ไขกฎหมาย และร่างแก้ไของค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ผลักดันเข้าสู่การกระบวนการทางสภาแล้ว พร้อมเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย ดำเนินการตามข้อเสนอ 4 ข้อดังนี้

1. ขอให้พรรคเพื่อไทย กำหนดให้การมีอยู่ของวิทยุชุมชนโดยผู้ประกอบการรายเล็กเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรค เพื่อให้ให้ได้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนระดับท้องถิ่นต่อไป

2. ขอให้พรรคเพื่อไทยผลักดันการแก้ไขกฎหมายประมูลคลื่นความถี่วิทยุชุมชนซึ่งไม่มีความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายเล็ก

3. ขอให้พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพจัดตั้งสมาคมวิทยุกระจายเสียงเพื่อประชาชน เพื่อให้เกิดความอิสระต่อการประกอบกิจการ และยังคงไว้ซึ่งการสื่อสารมวลชนระดับท้องถิ่น

4. ขอให้พรรคเพื่อไทยแต่งตั้งคณะทำงานศึกษากฎหมายด้านอาหารและยา ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการออกอากาศของวิทยุชุมชน

ทั้งนี้ กสทช. ยังได้ประกาศมายังผู้ประกอบการวิทยุชุมชนว่าจะมีการเรียกคืนคลื่นวิทยุชุมชนก่อนกำหนดเดิม 6 เดือน จากเดิมจะหมดลงในปี 2567 ด้วย ซึ่งถือเป็นความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก 

'ครูแก้ว' โอด ปมผู้ว่าฯ นครพนมสั่งยึดที่ดินตน ยัน!! ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ถูกบางสื่อบิดเบือน

‘ครูแก้ว ศุภชัย โพธิ์สุ’ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร โต้สื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง ผู้ว่าฯ จำหน่ายที่ดินที่ผิดเงื่อนไขการครอบครอง ไม่ใช่สั่งยึดที่ดินของตน

ตามที่มีสื่อบางสื่อลงข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมสั่งยึดที่ดินที่ตนครอบครองอยู่นั้น มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงของสื่อบางสำนัก ที่ต้องการใช้ประเด็นดังกล่าวมาโจมตีตนทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงปรากฎชัดตามหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม 

‘ส.ส.ไชยา’ นำทีมสอบทุกโครงการของเทศบาลนากลาง ตามจดหมายลาตายของวิศวกรหนุ่ม ชี้!! น้องต้องไม่ตายฟรี

จากกรณีที่ นายภาณุเมศวร์ วาสโสหา อายุ 27 ปี วิศวกรโยธาสังกัดกองช่าง เทศบาลตำบลนากลาง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ฆ่าตัวตาย พร้อมทิ้งจดหมายลาตายเขียนระบายถึงพ่อแม่ว่า ถูกกดดันจากที่ทำงาน ที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน

สำหรับเรื่องนี้ นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร, นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะกมธ.ติดตามงบประมาณฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบเกี่ยวกับโครงการของเทศบาลนากลาง จ.หนองบัวลำภู พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

‘อนุทิน’ ปักใจ!! ‘เด็กพี้กัญชา’ เป็นการจัดฉาก ชี้!! แค่ 9 ขวบ ไม่มีปัญญาซื้อมาสูบเองแน่นอน

‘อนุทิน’ ยัน ‘จัดฉากเด็ก 9 ขวบ พี้กัญชา’ เพราะไม่มีปัญญาซื้อบ้องมาสูบเอง ฟาด ส.ส. ปชป.ถ้าอยากจบปัญหาให้ผ่านกฏหมาย ไม่ใช่จ้องคว่ำ ย้อนใครเหลาะแหละไม่อยู่กับร่องกับรอย

วันที่ 3 ธ.ค. 65 เมื่อเวลา 10.45 น. มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่มีภาพเด็กอายุ 9 และ 10 ขวบ นั่งพี้กัญชาริมชายหาดพัทยา ว่า เรื่องเด็กเร่ร่อนก็ต้องให้ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดูแล เพราะไม่ใช่แค่สูบกัญชาอย่างเดียวยังมีเด็กเร่ร่อนหลายคนดมกาวกินเหล้าและเสพยาเสพติด ซึ่งต้องดูประเภทของปัญหา ส่วนใหญ่เป็นเด็กเร่ร่อน ก็ต้องไปจัดการกับเด็กกลุ่มนี้

เมื่อถามว่า มองว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำหน้าที่หรือไม่ เพราะมีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงรับผิดชอบดูแลงานนี้โดยตรงนั้น นายอนุทิน ระบุว่า ไม่เกี่ยวกัน ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ใน จ.ระยอง คุณหมออะไรนั่น (นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์) เขาก็คงมีประเด็น เหมือนกับว่าไม่รู้จะทำอะไรก็เลยสร้างเรื่องขึ้นมามั้ง

“เด็ก 9 ขวบที่ไหนจะมีปัญญาไปซื้อบ้องกัญชา ซื้อใบยาสูบกัญชาแล้วก็มาแอ็กท่าให้คนถ่ายรูป ก็จัดฉากกันมาทั้งนั้นแหละ รู้กันอยู่ แต่ไม่เป็นไร เพราะกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกที่กำกับดูแลการควบคุมการใช้กัญชา ตนได้มอบให้นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ให้ไปกำกับดูแล ซึ่งการควบคุม และการใช้กฎหมาย เป็นหน้าที่ของเขาโดยตรง ตนเองก็จะกำชับไปที่รัฐมนตรีที่กำกับ แต่ก็ดีที่ ส.ส. คนที่เป็นหมอมาจากจังหวัดระยอง ก็อยู่จังหวัดเดียวกันกับนายสาธิตก็ให้ไปประสานงานกันเอง” นายอนุทิน กล่าว

‘อนุสรณ์’ ซัด!! ‘ประยุทธ์’ พูดอย่างทำอย่างตลอด 8 ปี แนะ!! ควรสำรวจตัวเองให้ดี ก่อนจะพ่นคำพูดสวยหรู

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 65 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุต้องทำงานการเมืองให้ถูกต้อง สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม ไม่ใช่มาทำเล่น ๆ ว่า…หลายครั้งที่การกระทำของพล.อ.ประยุทธ์ มักจะสวนทางกับคำพูด ก่อนขึ้นธรรมาสน์ต้องหัดล้างเท้า ก่อนจะพูดจาให้ดูเท่ ดูดี ต้องสำรวจการกระทำของตัวเองด้วย 

พล.อ.ประยุทธ์ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์จากภาษีอากรของประชาชน มายึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน เขียนนิรโทษกรรมไม่ให้เอาผิดในข้อหากบฏกับคณะรัฐประหาร ถือเป็นการเข้าสู่การเมืองที่ถูกต้องหรือไม่ 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ ผลคะแนน CPI ดัชนีรับรู้การทุจริตตกต่ำลงเรื่อย ๆ ปี 2564 ประเทศไทยได้ 35 คะแนน อยู่อันดับ 110 โลก ตกจากปี 2548 ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่อยู่ในอันดับที่ 59 แบบนี้ถือว่าสุจริตโปร่งใสอยู่หรือไม่ 

‘บิ๊กตู่’ ให้คติปฏิบัติ ‘ทำวันนี้ดีที่สุด…อนาคตดีแน่นอน’ ในงาน อุตสาหกรรมแฟร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีเปิดงานอุตสาหกรรมแฟร์ ‘ซื้อของไทย ใช้ของดี สร้างอาชีพ เสริมธุรกิจที่ดีพร้อม’ ภายใต้โครงการพัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม

โดยพล.อ.ประยุทธ์​ ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า วันนี้เราพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอื่น ๆ ไม่ใช่เวทีนี้ ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์อะไรอื่น ๆ ก็คนละเวที แต่วันนี้เรากำลังพูดคุยกันว่าทำอย่างไรให้ทุกประเทศแข็งแรงใกล้เคียงกัน ไม่เป็นภาระกันและกัน เป็นสิ่งที่ตนวาดหวังมานานแล้ว ประเทศไทยอยู่ในประเทศรายได้ค่อนข้างปานกลางมาหลายปี เราต้องไปสู่ระดับบนให้ได้ และสิ่งสำคัญที่สุดที่ตนห่วงในขณะนี้ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นฟูเติบโตขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลร่วมกับประชาชนจับมือกันเดินไปพร้อมกัน ไม่มีใครทำสำเร็จได้โดยคนเดียวหรือหน่วยงานเดียว ดังนั้นรัฐบาลประชาชนต้องร่วมมือกันในการเดินหน้าประเทศให้ดีขึ้น ขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมมือในช่วงเวลาวิกฤตที่ผ่านมาเป็นอย่างดียิ่ง ในการให้ความร่วมมือรัฐบาลและส่วนราชการในการแก้ปัญหาโดยเฉพาะโควิด


 

‘ตรีชฎา’ จี้!! ‘ประยุทธ์’ รับผิดชอบสังคม หลังมีข่าวเด็กประถม ‘พี้กัญชา’ ริมหาดพัทยา

(2 ธ.ค. 65) น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) และผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า รู้สึกตกใจที่เห็นข่าวในสื่อออนไลน์ปรากฏภาพเด็กชายวัย 9-10 ขวบ 2 คนนั่งเสพกัญชาจากบ้องไม้ไผ่ บริเวณสะพานปลาท่าเก่า พัทยาใต้ จ.ชลบุรี ทำให้สังคมตั้งคำถามไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุขว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คือกัญชาเสรีทางการแพทย์ที่มีประกาศก่อนหน้านี้หรือ หากย้อนไปเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ก็ปรากฎภาพวัยรุ่นหญิงมั่วสุมกันคล้ายเสพยาเสพติดบริเวณท่ารถที่จังหวัดแห่งหนึ่งอีก ทั้ง 2 กรณีนี้สะท้อนให้เห็นความฟอนเฟะของสังคมอันเนื่องมาจากนโยบายกัญชาเสรีได้เริ่มต้นขึ้นแล้วใช่หรือไม่ และมีทีท่าจะขยายวงออกไปหากยังไม่มีการป้องกันหรือแก้ไขอย่างทันท่วงที

‘เพื่อไทย’ เผยโฉม 57 ว่าที่ผู้สมัครส.ส. มั่นใจครบ 400 เขตภายในสิ้นปีนี้แน่นอน

(2 ธ.ค. 65) เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) แกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายวิสุทธิ์ ไชณรุณ ประธาน ส.ส.พรรค และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์​ โฆษกพรรค ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวผู้ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างรวม 57 เขต

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า วันนี้เราเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย จากพื้นที่ภาคกลาง 32 คน และภาคเหนือตอนล่าง 25 คน ซึ่งไม่ครบทุกเขต ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นเพื่อไปสู่เป้าหมายเพื่อไทยแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน ด้วยสามกลไกลหลัก คือตัวผู้สมัครที่สามารถนำนโยบายตอบสนองความต้องการประชาชนได้ รวมทั้งตัวนโยบายซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจะทยอยเปิดตัวผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคอย่างต่อเนื่องจนครบเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ว่าจะเปิดให้ครบ 400 เขตภายในเดือนธันวาคม 2565

สำหรับรายชื่อผู้ประสงค์จะลงสมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง จำนวน 57 คน ประกอบด้วย 

ภาคเหนือตอนล่าง 25 คน ได้แก่ 

นครสวรรค์ 
1.นายณรงค์ พนมวัน 
2.นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย 
3.นายสัญชัย วงษ์สุนทร 
4.พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ 
5.นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ 
6.นายวรภัทร ตั้งภากรณ์ 
7.น.ส.ชุติมา เสรีรัฐ 

เพชรบูรณ์ 
1.นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี 
2.นายชัยณรงค์ สืบสุรีย์กุล 
3.นายจำเนียร โฉมงาม 
4.น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา 
5.นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ 
6.น.ส.รณิตา นาคะบุตร 
7.นายเกรียงไกร ปานสีทอง 

พิษณุโลก 
1.น.ส.ณัฐทรัชต์ ชามพูนท 
2.นายนพพล เหลืองทองนารา 
3.นายจเด็ศ จันทรา 
4.น.ส.พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ 
5.นายธนวิน โรจน์สุนทรกิตติ 

พิจิตร 
1.นายปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร 
2.นางณริยา บุญเสรฐ 
3.นายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ 

ตาก 
1.นายสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ 
2.นายดิฐชัย ฉันติกุล 
3.นายสราวุธ หาญเมืองใจ

ภาคกลาง 32 คน ได้แก่ 
สุพรรณบุรี 
1.นายไพโรจน์ ลีรัตนนุรัตน์ 
2.นายสหรัฐ กุลศรี

ปราจีนบุรี 
1.นายสมเกียรติ คำดำ 

สระแก้ว 
1.นายสุทธิรักษ์ วันเพ็ญ 

กาญจนบุรี 
1.นายศักดา วิเชียรศิลป์ 
2.นายพนม โพธิ์แก้ว 

ราชบุรี 
1.นายนพพล ภู่แย้ม 
2.นายไก่ ห้องริ้ว 
3.น.ส.ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร 

ประจวบคีรีขันธ์ 
1.นายวัชรพล ปลั่งศรีสกุล 

สมุทรสาคร 
1.นายนัธทวัฒน์  ม่วงเผือก 
2.นายอุดม กันม่วง 
3.นายบุญมี นิลถนอม 
4.นายประยงค์ นอบน้อม 

ชาวเน็ตเชียร์ 'ณัฐวุฒิ' อย่าหยุดคุ้ยปม 'ตู้ห่าว' หลังโบ้ยโยง พปชร. แต่กลับสะเทือนถึงเพื่อไทย

(2 ธ.ค. 65) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ ‘ปรับครม.ของพี่คนน้องคน ประชาชนไม่ได้อะไร?’ โดยมีเนื้อหาระบุว่า...

สังคมไทยวันนี้กำลังติดตามจับตาความเป็นไปของ 2 เครือข่าย 1) เครือข่าย “ตู้ห่าว” 2) เครือข่าย “ตู้ห่าว”
เอาที่ “ตู้ห่าว” ก่อน ชายคนนี้เป็นคนสัญชาติจีน เข้ามาทำมาหากินมีครอบครัวในประเทศไทย ถ้าโปร่งใสตรงไปตรงมาไม่ว่ากันนะครับ แต่นี่เข้ามาทำธุรกิจใต้ดินกลิ่นไม่ดี มีพิรุธ และกำลังถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอยู่ในเวลานี้ เรื่องมันแดงขึ้นมาสาวไส้ออกมาก็ยิ่งเห็นภาพชัดว่ามันมีเครือข่ายอิทธิพลนอกระบบใหญ่โต ซึ่งขบวนการทุนข้ามชาตินอกระบบพวกนี้เข้ามาเดินยืดอยู่ในประเทศไทยได้มันมีเหตุผลเดียวเท่านั้นแหละครับ เขาต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้มีอำนาจทางการเมืองและเครือข่ายกลไกรัฐ ซึ่งเครื่องมือเดียวที่จะทำให้สัมพันธภาพนี้ดีขึ้นมาได้ก็คือผลประโยชน์เป็นเม็ดเงิน

เฉพาะ “ตู้ห่าว” เครือข่ายเดียว มีการตรวจค้นมีการเจาะลึกทำให้คนไทยทั้งประเทศตกตะลึงว่า 8 ปีที่ผ่านมาของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งบอกว่าเป็นรัฐบาลคนดี เข้ามาปฏิรูปประเทศ จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด แล้วบ้านเมืองมาถึงวันนี้ได้ยังไง?

นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ล่ะครับ เพราะตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา เรายังนับไม่ถูกเลยว่าเครือข่ายใต้ดินพวกนี้เข้ามาแล้วสร้างความเสียหายให้กับประเทศไปแล้วขนาดไหน? ยาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมืองทุกตรอกซอกซอย แต่คนพวกนี้กำลังยืนอยู่ในจุดบนสุดของสังคม มีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอยได้ตามอำเภอใจ

พูดถึงเรื่องนี้ก็นึกถึงภาพย้อนหลังไปเราจะเห็นว่า “ตู้ห่าว” คนนี้ นอกจากทำมาหากินสีเทาใต้ดินแล้ว ยังเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้บริจาคเงินเข้าบัญชี มีหลักฐานในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เฉพาะที่มีหลักฐานก็สามล้านนะครับ แล้วใครจะกล้าฟันธงมั้ยว่าไม่มีการให้กันนอกระบบ ไม่มีการเติมเงินให้พรรคการเมืองนี้เอาไปใช้จ่ายในสนามเลือกตั้ง

นี่ไงครับ! คนพวกนี้ถึงเข้ามาก่อการอยู่ในประเทศไทยได้ แล้วพอพลังประชารัฐเป็นรัฐบาลมาสามปีกว่าๆ ที่เพิ่งด่ากันจบไปหยก ๆ ไงครับ กรณีรัฐบาลจะแก้ประกาศกระทรวงมหาดไทยให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ 1 ล้านดอลลาร์ แล้วซื้อที่ดินได้ 1 ไร่ ถ้าผ่านไปบังคับใช้ ใครครับจะมาก่อน? ก็คนพวกนี้ไงครับ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม หมู่บ้านหรูๆ หลายแห่งในกรุงเทพมหานคร ราคา 30 ล้าน 60 ล้าน 100 ล้าน คนพวกนี้ยกโขยงกันมาซื้อยกโครงการ ที่ซอยลาซาล หมู่บ้านมี 66 หลัง เครือข่าย “ตู้ห่าว” และพวก ซื้อไปแล้ว 50 หลัง โดยนอมินีเป็นคนไทย คอนโดบางแห่งซื้อยกชั้น ยกสองชั้น ยกสามชั้น บ้านเดียวบางหลังราคา 100 ล้าน ใช้นอมินีคนไทยไปเป็นผู้ซื้อ

นี่ถ้าชาวบ้านไม่ช่วยกันด่า เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเครือข่ายทุนสีเทานอกระบบเหล่านี้จะครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ในประเทศไทยไว้มากมาย ก็ให้นอมินีคนไทยซื้อต่อๆ กัน คนละไร่ๆ 50 ไร่ 100 ไร่ เขาทำได้!

คนในรัฐบาลชุดนี้นอกจากจะกินเงินสกปรกจากขบวนการสกปรกแล้ว ส่อว่าคิดถึงขั้นจะขายแผ่นดินให้กับพวกใต้ดินด้วย!!!

ไหนล่ะครับการปฏิรูป? ไหนล่ะครับการบังคับใช้กฎหมาย?

พล.อ.ประยุทธ์ จะอ้างว่าก็กำลังปราบอยู่นี่ไม่ได้นะครับ ท่านมีอำนาจมา 8 ปี เฉพาะรัฐบาลนี้ก็อยู่มา3 ปีกว่า ๆ เรื่องเพิ่งเข้าหูเข้าตาเอาวันนี้เหรอครับ? เพิ่งคิดจะตาม คิดจะจับเอาวันนี้เหรอครับ?

นี่คนยังมองกันอยู่เลยว่าส่วนหนึ่งน่ะ เป็นเกมการเมือง ท่านต้องการจะเด็ดปีกเด็ดหางผู้ช่วยสำคัญคนหนึ่งของพล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่? และนั่นหมายความว่า ถ้าไม่มีความขัดแย้งกันทางการเมือง คนพวกนี้ก็ยังคงจะขยายอิทธิพลต่อไปเรื่อย ๆ หรือยังไง?

8 ปีแล้วนะครับที่ลูกๆ หลานๆ หลายคนที่คิดต่างเห็นไม่ตรงกับฝ่ายผู้มีอำนาจต้องพาตัวหลบภัยไปใช้ชีวิตต่างแดน ในทางกลับกัน ขบวนการทุนข้ามชาติพวกนี้ทำอีลุ่ยฉุยแฉกไว้ที่ไหนก็ตาม กลับเข้ามาเดินอย่างสง่างามในประเทศไทย มันหมายความว่ายังไงครับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ท่านกำลังทำงานกันอย่างเข้มข้น ถ้าโปร่งใสตรงไปตรงมา ท่านเดินหน้าไปเลยนะครับ ประชาชนเขาเอาใจช่วย เขาให้กำลังใจ

อีกเครือข่ายหนึ่งก็ “ตู่หาว” หมายถึงคนชื่อ “ตู่” ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่เวลานี้คงกำลังนั่งหาวล่ะครับ เพราะทำยังไงคะแนนนิยมก็ไม่กระเตื้องขึ้นซะที จัดเอเปคก็แล้ว กระแสก็ยังตกต่ำอยู่อย่างเก่า ยิ่งต้องแยกตัวออกจากพล.อ.ประวิตร มาเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ แทนที่ผู้เห็นเหตุการณ์จะวิจารณ์ว่านี่คือการแตกมาเพื่อโต กลับกลายเป็นว่าใครก็ตามที่พูดเรื่องนี้ฟันธงตรงกัน 100% ว่ายิ่งแยกตัวจะยิ่งเล็กลง แบบนี้ “ตู่” จะไม่หาวได้ยังไงกันล่ะครับ

ส่วนคำถามที่ว่าเมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ จะสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ในทัศนะผม ถ้าพอมีสำนึกยางอายอยู่บ้าง จะไม่เห็นการสมัครเป็นสมาชิกจนกว่าจะยุบสภา แต่ก็ไม่แน่นะครับ เห็นเนติบริกร ดร.วิษณุ แกตีไพ่ให้รายวันอยู่เหมือนกัน บอกว่าแม้ว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพลังประชารัฐ ก็สามารถสมัครสมาชิกรวมไทยสร้างชาติได้ ไม่ผิดกฎหมาย นี่พูดอีกก็ถูกอีกล่ะครับ กฎหมายมันไม่ได้เขียนห้าม แต่ถามว่ามนุษย์มนาธรรมดาเขาจะคิดทำกันแบบนี้มั้ย? ก็ตัวคุณเป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ หมายความว่าได้ตำแหน่งนี้มาจากประชาชนที่เลือกพลังประชารัฐ แล้วส.ส.พลังประชารัฐยกมือให้ อยู่ 3 ปีกว่า ไม่คิดจะสมัครเป็นสมาชิก วันดีคืนดีไปสมัครสมาชิกพรรคอื่นซะอย่างนั้น แบบนี้จะเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ยังไง? ไอ้กฎหมายน่ะไม่ผิด จะไปเทียบกับคุณหญิงสุดารัตน์กับผู้ว่าฯ ชัชชาติ ไม่ได้ล่ะครับ เพราะว่าสองคนนั้นแม้ว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย แต่วันนี้เดินออกจากพรรคไปไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองใดๆ จากคะแนนเสียงหรือส.ส.ของพรรค ต่างกับพล.อ.ประยุทธ์

ใครที่คิดว่าจะทำได้แบบที่ ดร.วิษณุ อธิบาย ไม่ใช่แค่แม่นกฎหมายนะครับ ต้องหน้าด้านด้วยถึงจะทำ!!!

ส่วนสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ก็คงเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งแล้วล่ะครับ เพราะล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกฎหมายลูก 2 ฉบับ ผ่านฉลุย! เชื่อว่าไม่น่าจะมีเกมพิสดารใดๆ จะขัดขวางหรือล้มการเลือกตั้งได้ ทุกพรรคเขาก็ขยับตัวไปสู่สนามเลือกตั้งแบบเดียวกันนะครับ รัฐบาลเพิ่งปรับคณะรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีใหม่ขึ้นมา 3 คน เห็น 3 รายชื่อนี้ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า นี่คือสัญญาณที่แม้ 2ป จะแยกทางกันไปกันคนละพรรค แต่สุดทางหลังการเลือกตั้งสามารถจะกลับมาจับมือกันได้ตลอดเวลา เพราะ 3 รายชื่อรัฐมนตรีหน้าใหม่คือการประนีประนอมกันของอำนาจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top