Monday, 31 August 2026
POLITICS

'ธนาธร' ชิ่งทัพนักข่าว!! หลังรู้ผลศาลรัฐธรรมนูญ กรณี ‘พิธา-ก้าวไกล’ แก้ ม.112 ล้มล้างการปกครอง

(31 ม.ค. 67) ความคืบหน้าศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่าการกระทำของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกลเป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ และสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสองเลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความโดยวิธีอื่นเพื่อให้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วยวิธีการซึ่งไม่ใช่กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น 

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เดินทางเข้ารับฟังการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีใช้นโยบายแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 หาเสียงของพรรคก้าวไกล ร่วมกับ สส.ของพรรคก้าวไกล ที่ห้องวอร์รูมของพรรคก้าวไกล ชั้น 6 ห้อง 607 

โดยนายธนาธร กล่าวสั้นๆ ก่อนเข้าห้องวอร์รูมว่า “ผมยังไม่รู้ ขอไปหาเพื่อนนิดนึง ผมยังไม่ได้ฟังคำวินิจฉัย เพิ่งประชุมเสร็จ จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นใดๆ ได้”

เมื่อถามถึงแนวโน้มอาจจะไม่ดีเหมือนที่ประเมินไว้ใช่หรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ยังไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้า

ต่อมาในช่วงที่นายธนาธรกำลังเดินเข้าห้องวอร์รูมของพรรคก้าวไกล ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายธนาธรได้หลบหน้าผู้สื่อข่าว พร้อมเดินออกจากห้องประชุมผ่านไปทางทางหนีไฟ

‘ชัยธวัช’ ชี้!! ต้องหยุดนำสถาบันมายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองไทยได้แล้ว

เมื่อวานนี้ (30 ม.ค. 67) นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ เปิดปากกับภาคภูมิ ทางไทยรัฐ ในประเด็น ‘หยุดเอาเรื่องสถาบันฯ เข้ามาเกี่ยวพันการเมืองไทยได้แล้ว’ โดยระบุว่า

“ต้องหยุดเอาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองไทยได้แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นโดยพรรคก้าวไกลด้วยซ้ำ แต่เริ่มต้นโดยคณะกรรมการอิสระที่ตั้งโดยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์”

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า มีคนเอาเรื่องสถาบันมาเป็นเหตุผลในการยุบพรรคการเมือง สอยนักการเมือง สร้างความเกลียดชังให้กับกลุ่มที่มีความขัดแย้งกัน พวกเรา (พรรคก้าวไกล) ก็หวังว่าจะเหลือพื้นที่ให้กับกระบวนการนิติบัญญัติ เป็นพื้นที่ที่จะหาข้อยุติความเห็นต่างอย่างมีวุฒิภาวะโดยกระบวนการประชาธิปไตย

นายชัยธวัช กล่าวถึงกรณีหากมีการยุบพรรคก้าวไกล จากสารตั้งต้นในเรื่อง ม.112 ว่า ก็ต้องดูรายละเอียดสําคัญ สส.พรรคก้าวไกลก็เห็นตรงกันว่าการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงบทบัญญัติมันมีปัญหาที่ควรที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุง ดังนั้นก็รอดูอยู่ว่าคําวินิจฉัยจะมีรายละเอียดยังไง และก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องเอามาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาในการดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปของพรรคก้าวไกล 

นายชัยธวัช ระบุต่อว่า มาตรา 112 ยังมีความสำคัญในการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในการเมืองไทย และยังมีปัญหาทั้งในเชิงตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้ และหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ พรรคก้าวไกลก็ยังจะให้ความสำคัญต่อไป ส่วนจะดำเนินการแบบใด จะต้องพิจารณากันอีกที เพราะยังมีหลายเรื่องที่ต้องการผลักดันให้สำเร็จ

จับตา!! ‘เพื่อไทย’ ขอตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษานิรโทษกรรม หวังยืดเวลาเพื่อใคร?

เมื่อสัปดาห์ก่อน พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ยื่นร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมในชื่อ ‘ร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสันติสุข พ.ศ....’ นับเป็นร่างนิรโทษกรรมฉบับที่ 3 ต่อจากพรรคก้าวไกลและพรรคครูไทยเพื่อประชาชน หลายคนก็ลุ้นกันว่า แล้วพรรคเพื่อไทยที่ชูธงนโยบายจะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ จะเอาไง…ว่าอย่างไร

ล่าสุดก่อนปั่นต้นฉบับชิ้นนี้ตอนเที่ยงวันที่ 30 ม.ค. ‘เล็ก เลียบด่วน’ ได้รับแจ้งว่าพรรคเพื่อไทยยืนยัน นั่งยันที่จะขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาแนวทางการปรองดอง-นิรโทษ โดยจะปฏิบัติการให้จบในวันนี้ พรุ่งนี้

แบบว่า…ยื่นปุ๊บ วันนี้ อีกวันก็ขอให้สภาฯ ลัดคิวเอาญัตตินี้ขึ้นมาพิจารณา เมื่อตั้ง กมธ.วิสามัญแล้วก็ศึกษากันไป 3-4 เดือนตามสูตรสำเร็จ แล้วรายงานต่อสภาฯ จากนั้นสภาฯ ก็ส่งรายงานให้รัฐบาล รัฐบาลก็จะนำไปส่องดูว่าควรดำเนินการอย่างไร

พูดไปทำไมมี…เรื่องนี้แทบไม่ต้องวิเคราะห์กันให้เมื่อยตุ้ม ฟันธงลงไปเลยว่า เป็นเกมยืดเวลา...ขอเวลาตั้งหลักของพรรคเพื่อไทยนั่นเอง...

ขยายความว่า...นาทีนี้พรรคเพื่อไทยยังคิดไม่ตกว่าจะเอาอย่างไรกับกรณีความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งตามร่างของพรรครทสช. และพรรคครูไทยนั้นไม่เอาด้วย แต่พรรคเพื่อไทยหลายส่วนเห็นว่าน่าจะครอบคลุมไปด้วย นายใหญ่ที่ชื่อ ‘ทักษิณ’ ที่ติดบ่วงคดี 112 อยู่ด้วยจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย

เช่นเดียวกันกับความผิดคดีทุจริต ตามร่างของพรรครทสช. และพรรคครูไทย ยืนยันว่าจะไม่นิรโทษกรรมให้…ดังนั้นใครต่อใครที่ติดบ่วงคดีนี้ รวมทั้งคนชื่อ ‘ยิ่งลักษณ์’ ก็จะไม่ได้รับอานิสงส์...

อันที่จริงผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการปรองดองสมานฉันท์ในห้วง 10 ปีมานี้ มีการศึกษากันมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ครั้งในช่วง สปช .และ สปท. หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 และล่าสุด กมธ.กฎหมายและยุติธรรมของสภาฯ ชุดที่แล้ว ก็ศึกษารายงานรัฐบาลลุงตู่ไปเก็บไว้บนหิ้งด้วยเช่นกัน…

ว่ากันตามเนื้อหาของสถานการณ์จริง ๆ ในขณะนี้ การนิรโทษกรรมกลายเป็นของร้อนขึ้นมาก็เพราะความเห็นต่างกรณีจะนิรโทษกรรมให้ความผิดมาตรา 112 ด้วยหรือไม่นั่นเอง พรรคเพื่อไทยไม่อยากถือเรื่องนี้ไว้ในมือ จึงโยนเผือกร้อนไปที่สภา…ซื้อเวลา...เพราะในมือยังมีเผือกร้อนอีกเรื่องที่ต้องจัดการ…

ถึงบรรทัดนี้แทบจะสรุปได้ว่า…มหกรรมการปรองดองภายใต้ดีลลับหรือดีลเปิดจนถึงนาทีนี้คนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือคนชื่อ ‘ทักษิณ’ แม้จะได้ไม่เต็มร้อย...แต่ก็ถือว่า..วิน...

ส่วนใครที่วาดหวังว่าดีลลับดีลลึก...เมื่อเอาทักษิณกลับบ้านแล้วจะวิน-วิน กันทุกฝ่าย นิรโทษกรรมคดีกันไป เพื่อปลดล็อกความขัดแย้งของประเทศนั้น...ดูท่าจะมืดมัว

และดูเหมือนเมฆหมอกความขัดแย้งจะก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง…เว้นแต่คนชั้น 14 คิดยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตัว กดปุ่มให้พรรคเดินหน้า พ.ร.บ.นิรโทษในสมัยประชุมหน้า...หลัง กมธ.วิสามัญศึกษาสำเร็จ...
เพื่อวิน วิน…กันทุกพรรค วิน..วิน กันทุกฝ่าย!!

‘ชายไทย’ หนีทหาร ไม่ควรเป็น สส. ผู้ทรงเกียรติ เพราะไม่เหลือ ‘เกียรติ’ ให้ ปชช. ‘เชื่อใจ-นับถือ’

นับวันสังคมไทยยิ่งจะเห็น สส. จาก ‘พรรคล้มสถาบัน’ เริ่มลายออกกันแบบรายวัน ภายใต้บาดแผลอันเน่าเหม็นถูกปิดปากจนเผยอออกมาให้สังคมรับรู้ไม่จบไม่สิ้น ขึ้นศาลกันจนหัวบันไดศาลอาญาไม่แห้ง ยังไม่ทันจบคดี 112 ที่ทั้งพรรค ทั้งสมาชิก ต่างลุ้นคำตัดสินกันจนตัวโก่ง ยังมีลิ่วล้อเด็ก ๆ ที่ถูกหลอกใช้ให้มาติดคุกแทนอีกเพียบ ก็มาต่อด้วยกรณี ‘หนีทหาร’ ของ สส. ผู้ทรงเกียรติให้สังคมเอือมระอาต่อ จริงหรือไม่จริงอีกไม่นานก็จะปรากฏชัด

ถามว่าคนเราหากมี ‘สามัญสำนึกของความเป็นคน’ ให้เกียรติสังคม ให้ความเคารพนับถือตัวเอง หากรู้ตัวว่าเป็น ‘คนหนีทหาร’ จนเคยถูกดำเนินคดี จะหน้าด้านแอบปกปิดพฤติกรรม ‘โกงความเป็นชาย’ มาสมัครเป็นผู้แทนของประชาชนหรือ?

สำหรับผมขอตอบว่า..ไม่ 

ยกเว้นชายใจชั่ว ใจคด ใจสกปรก

ขณะที่ชายไทยทั่วประเทศเมื่อมีอายุ 20 ย่าง 21 ปี ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดก็ต้องไปจับใบดำใบแดงเหมือนการเสี่ยงโชค ถ้าไม่อยากเกณฑ์ทหารก็ต้องเป็นนักศึกษาวิชาทหาร เรียน ร.ด. ให้จบตามหลักสูตร สมควรต้องมี ‘น้ำใจลูกผู้ชาย’ ที่ต้องแสดงออกอย่างเทียมเท่ากับผู้ชายไทยทั้งประเทศ   

การที่ให้ผู้ชายไทยที่เคยหนีทหาร มาเสนอหน้ามาเป็น สส. กินเงินเดือนที่มาจากหยาดเหงื่อภาษีของประชาชนอีก เป็นคนไทยแบบไหนกัน? ไม่อับอายตัวเองสักนิดเลยหรือ? 

ปากก็บอกสู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สู้เพื่อความเท่าเทียม แต่สิ่งที่เผยออกมาให้เห็นแต่ละดอกจากนักการเมืองเลว ๆ พรรคนี้ มีแต่สิ่งที่เอาเปรียบสังคม เอาเปรียบหัวใจของเพื่อนมนุษย์ แสดงความเห็นแก่ตัวต่อคนร่วมชาติเดียวกัน แสดงความย้อนแย้งออกมาอย่างหน้าด้าน ๆ ราวกับว่าประชาชนที่พบเห็นนั้นต่าง ‘กินหญ้าแทนข้าว’ เหมือนเหล่าสาวกโง่ ๆ ของตัวเอง 

นี่ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งมีเลือดเนื้อเชื้อสายและใช้นามสกุลเดียวกันกับผม ถ้าผมมารู้ภายหลังว่าเคยหนีทหารแล้วไปสมัครผู้แทน ไม่ต้องถึงกับได้เป็น สส. หรอก 

ผมจะตบให้หัวคว่ำเลย โทษฐานที่ทำให้นามสกุลของผมมัวหมอง

'ไอติม' ชี้!! กรณี 'จิรัฏฐ์' ต้องแยกจากพรรค ลั่น!! ยินดีให้ทุกฝ่ายได้ตรวจสอบ

(30 ม.ค. 67) ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่กองทัพบกไม่พบต้นขั้วใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ว่า เรื่องนี้ต้องแยกส่วนของนายจิรัฏฐ์และของพรรค ซึ่งทราบว่านายจิรัฏฐ์ ยืนยันว่าได้รับใบ สด.43 มาจากเจ้าหน้าที่จริงๆ จึงต้องไปถามนายจิรัฏฐ์ ซึ่งคิดว่าทางนายจิรัฏฐ์ พร้อมจะให้ทุกฝ่ายตรวจสอบว่าเอกสารได้มาเช่นไร หรือมีที่มาที่ไปอย่างไร

นายพริษฐ์​ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคก้าวไกล ตนพูดในเชิงหลักการ กรณีที่มีการตรวจสอบสมาชิกของพรรค ก็ยินดีให้ทุกฝ่ายตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนหรือใครก็ตามเข้ามาตรวจสอบการทำงานของ สส.พรรคก้าวไกล และถ้ามีกระบวนการอะไรที่ต้องอาศัยความร่วมมือใช้กระบวนการทางกฎหมาย ทางพรรคก็ยินดีให้ความร่วมมือ ซึ่งพรรคในฐานะพรรคการเมืองที่เข้ามาทำงานเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประเทศ และได้เงินเดือนมาจากภาษีของประชาชน ก็ยินดีให้ตรวจสอบการทำงานอยู่แล้ว รวมถึงมีการดำเนินการฟ้องร้องถึงชั้นศาล และต้องการความร่วมมือผ่านกระบวนการทางกฎหมายเราก็ยินดีอยู่แล้ว

‘พีระพันธุ์’ ย้อนอดีต!! ปรับเกณฑ์ ‘กองทุนยุติธรรม’ ปลดทุกข์ 898 ครอบครัว หลังยุคหนึ่งคนทำมาหากินถูกโกงหนัก ต้อง 'ขึ้นศาล-จ้างทนาย' จนหมดตัว

(30 ม.ค.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เล่าเหตุการณ์ในอดีต หลังตนหยิบยก ‘กองทุนยุติธรรม’ ขึ้นมาปรับนโยบายและหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อเดินหน้าช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนจากการฟ้องร้องคดีความ โดยระบุว่า…

มีลูกน้องมารายงานผม เรื่องที่ไปพบชาวบ้าน จ.พิษณุโลกที่วัด แล้วเจอเหตุการณ์ชาวบ้าน 70 กว่าคน ไปขอยืมเงินพระแสนนึงเพื่อไปจ่ายค่าทนาย ซึ่งเขาได้บอกว่าชาวนากลุ่มนี้มีทั้งหมดประมาณ 71 ราย แต่วันนั้นพบ 70 ราย โดยที่หายไปหนึ่งรายเพราะเพิ่งผูกคอตาย ... จากการขายข้าวไปแล้วไม่ได้เงิน เพราะคนซื้อไม่จ่ายเงิน ซึ่งก็ต้องสู้คดีฟ้องกันไป

ฟ้องกันมา ประมาณ 10 ปีแล้ว คำถาม คือ แล้ว 10 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านก็ยังต้องทํามาหากิน แต่ทํามาหากินแล้วได้เงินมา ก็ต้องเอาไปจ่ายค่าทนาย จนหมดตัว แต่ก็ต้องหาทางจ่ายอีก เพราะยังสู้คดีไม่หมด ซึ่งทำให้เขาต้องมายืมเงินวัดกัน โดย 71 ราย มียอดเงิน 2 ล้านกว่าบาท ซึ่งในระบบราชการเงิน 2 ล้านกว่าบาททํางบประมาณแค่ขี้ผง แต่นี่ชีวิตคนตั้ง 70 กว่าคน ต้องอยู่กับเรื่องนี้มา 10 ปี คุณนึกถึงที่ว่าชาวบ้านชาวนาเขาอยู่กันมาได้ยังไง รอดมาได้ก็บุญแล้ว…

ดังนั้น ผมจึงมานั่งคิดว่าจะทํายังไงถึงช่วยเขาได้ จนนึกถึง ‘กองทุนยุติธรรม’ ที่มีอยู่ จึงเอามาปรับหลักเกณฑ์ ซึ่งตอนนั้นมีเงินอยู่ 70 ล้านบาท ไม่ได้ขยับอะไรเลย .... ผมจึงปรับนโยบาย ปรับแนวทางใหม่ และบอกให้เอาเงินก้อนนี้ลงไปช่วยชาวบ้าน ซึ่งก็ได้ใช้หลักเกณฑ์ตามกฎหมายแพ่ง โดยเอาเงินจากกองทุนยุติธรรมนี้ เอาไปให้เขาเลย 2 ล้านกว่าบาท เพื่อช่วยชีวิต 71 ครอบครัว 

แน่นอนว่า ตรงนี้ก็จะถือเป็นภาระกระทรวงของแล้ว เพราะเป็นเงินหลวง เราจึงต้องจัดทนายความไปช่วยไปสู้คดีให้พวกเขา ภายใต้ข้อตกลงเมื่อชนะคดี ก็จะนำเงินมาทยอยคืน 

และเวลานี้ก็มีรายงานว่า ชาวบ้านทยอยคืนเงินจากการชนะคดีมาบ้างแล้ว 70 ครอบครัว เรียกได้ว่าเงินหลวงไม่ได้สูญเปล่า แต่ว่าให้ไปก่อน ชาวบ้านก็ได้เงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย ... เพราะเมื่อเราสู้คดี และชนะคดี ศาลก็ต้องสั่งให้คู่กรณีจ่ายดอกเบี้ยให้เราอยู่แล้ว

หลังปรากฏว่าพอข่าวนี้แพร่ออกไป ตอนนั้นจึงมีสถานีรายการอื่นเอาไปโปรโมต พอไปโปรโมตที่นี้มาใหญ่เลย จากเริ่มต้นที่พิษณุโลก กลายเป็นสิงห์บุรี, ชัยนาท, อ่างทอง ก็มากันหมด สรุปแล้วในช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรียุติธรรมอยู่ ผมใช้กองทุนยุติธรรมกับนโยบายโครงการนี้ ไปช่วยเคสในลักษณะเดียวกันได้ 898 ครอบครัว ใช้เงินไปทั้งหมด 38 ล้านเอง แต่สามารถช่วยชีวิตคนได้ 898 ครอบครัว…

สิ่งนี้คือ การใช้อํานาจทางการบริหารเพื่อช่วยประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น หรือไม่ได้มีอํานาจนี้ เราก็ทําไม่ได้ แต่อีกสิ่งที่สำคัญกว่า คือ เรามีความตั้งใจบริหาร ตั้งใจที่จะช่วยเหลือ และใช้อํานาจนั้นเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ ถ้าใช่ มันทําได้ 

‘ติ๊กต็อกดัง’ มั่นใจ!! ‘พีระพันธุ์’ แม่นกฎหมาย-ข้อมูลเป๊ะ เชื่อ!! ไม่เข้าข้าง-ช่วยเหลือ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ให้พ้นผิด

เมื่อวานนี้ (29 ม.ค. 67) ผู้ใช้งานบัญชีติ๊กต็อก ‘sparkupdate’ ได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับกรณีตำรวจควบคุมตัวนายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ภายในทำเนียบรัฐบาล หลังมีการกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการข่มขู่เรียกเงินอธิบดีกรมการข้าว จำนวน 3 ล้านบาท ว่า…

“มีประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ โดยที่ปรึกษากฎหมายของทางอธิบดีกรมการข้าว ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า…พรรครวมไทยสร้างชาติ ‘อาจจะ’ ช่วยเหลือเจ๋ง ดอกจิก เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ (ข่มขู่ รีดเงิน) หากยังมีตำแหน่งทางราชการ หรือมีการแต่งตั้งทางราชการ ก็จะต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งถือเป็นโทษที่หนักมาก แต่หากได้มีการปลดหรือลงจากตำแหน่งมาก่อนแล้ว กลายเป็นบุคคลธรรมดา จะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี”

ผู้ใช้ติ๊กต็อกรายนี้ ยังระบุต่อว่า “มีหลายคนตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะเข้ามาช่วยเหลือกันเองหรือเปล่า ซึ่งทางเรามั่นใจนะว่า ‘ไม่’ เพราะคนที่ออกมาให้ข่าวว่าตำแหน่งของ เจ๋ง ดอกจิก หลุดไปตั้งแต่เดือนธันวาคมแล้วคือนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเรามั่นใจมากว่าทางคุณพีระพันธุ์แม่นยำเรื่องกฎหมาย เรื่องเอกสาร เรื่องความชัดเจน เราเชื่อว่าจะไม่มีการปกป้องคนผิด เพราะก็เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อนด้วย”

“ส่วนอีกประเด็นก็คือคุณขิง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้ออกมาเปิดโอกาสให้ร้องเรียนได้ หากใครโดนคนของพรรคแอบอ้างหรือทุจริต ก็สามารถส่งข้อความร้องทุกข์ได้ เป็นการถือโอกาสนี้เพื่อสะสาง กวาดล้างให้สะอาด ส่วนใครที่แต่งตั้งตำแหน่งอะไรไว้ ก็จะให้ทำรายงานและส่งกลับมาให้พรรคดูอีกทีหนึ่ง ซึ่งนี่ก็เป็นท่าทีของพรรครวมไทยสร้างชาติหลังเกิดกรณีของเจ๋งดอกจิก”

‘เอกนัฏ’ ยัน!! ไม่ปกป้อง ‘เจ๋งดอกจิก-พิมณัฏฐา’ เตรียมเสนอ ‘ขับพ้นพรรค-ถอดชื่อ’ จากทีมทำงาน

(29 ม.ค.67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่าน X (ทวิตเตอร์) ดังนี้...

กรณีนายเจ๋งและนางสาวพิมณัฏฐา

พรรคและผู้บริหารพรรคยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ผมได้ให้นายทะเบียนตรวจสอบสถานะความเป็นสมาชิก 1) นายยศวริศ (เจ๋ง ดอกจิก) ไม่ปรากฏว่าเป็นสมาชิกพรรค 2) นางสาวพิมณัฏฐา ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ. 2566 และชำระค่าสมาชิกในวันเดียวกัน

การประชุมกรรมการบริหารพรรคและประชุม สส. พรรคในวันพรุ่งนี้ผมจะเสนอให้…

(1) ตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อเสนอกรรมการบริหารพรรคให้มีมติขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคของ นางสาวพิมณัฏฐา และทุกคนที่เกี่ยวข้อง กรณีกระทำผิดวินัยหรือจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับพรรค

(2) ให้รัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการ สส. ตรวจสอบและรายงานการตั้งคณะทำงาน ที่ปรึกษา ผู้ช่วย หากยังมีนายยศวริศ (เจ๋ง ดอกจิก) หรือ นางสาวพิมณัฏฐา อยู่ ก็จะประสานขอให้ถอนชื่อออกโดยทันทีเพื่อไม่ให้นำไปแอบอ้าง

ทั้งนี้พรรคฯ จะไม่ปกป้องการกระทำความผิดของสมาชิก และยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูล ผลสอบ หลักฐานต่างๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และนำผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป

'นายกฯ' เผยข่าวดี หลัง 'หวัง อี้' พร้อมหนุน ส่ง ‘หมีแพนด้า’ มาอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่

(29 ม.ค.67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรมว.ต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า…

“เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ได้หารือกับนายหวัง อี้ ที่ผ่านมาสวนสัตว์เชียงใหม่เคยมีหมีแพนด้า แต่ปัจจุบันไม่มี และบังเอิญจริงๆ 2-3 วันที่ผ่านมาตนได้ดูใน x ว่าประเทศใดบ้างที่ยังมีหมีแพนด้าอยู่ ซึ่งไล่ลงมาแล้วประเทศไทยเป็นศูนย์ ซึ่งไม่ได้เป็นกระจกสะท้อนที่ดีสำหรับด้านความสัมพันธ์ทางด้านการทูตที่ดี ที่เรามีมากับประเทศจีนตลอด 50 ปีที่ผ่านมา จึงได้เรียนขอกับนายหวัง อี้ ซึ่งท่านยินดีให้การสนับสนุน 

“เราก็จะมีหมีแพนด้ากลับมาอีกครั้งนึง มาอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ส่วนเมื่อไหร่นั้นก็คาดว่าจะดำเนินการให้เร็วที่สุด”

'อ.อุ๋ย ปชป.' แนะ!! นายกฯ ควรดึงเงินลงทุนต่างชาติ เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่  วอน!! อย่าปล่อยไทยเป็นแค่แหล่งสูบผลประโยชน์จากต่างชาติจนแห้งเหี่ยว

(29 ม.ค.67) จากกรณีที่ช่วงนี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐบาลเดินสายต่างประเทศ เพื่อชักชวนนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย นั้น 'นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย' หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านแพลทฟอร์ม X หรือทวิตเตอร์ ระบุว่า...

ช่วงนี้เห็นท่านนายกเดินสายชวนประเทศนู้นประเทศนี้มาลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทําให้มีเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในประเทศ กระจายความมั่งคั่งให้คนไทย 

อย่างไรก็ตาม หนทางเดียวที่จะทําให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและทําให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางคือการ 'พึ่งตนเอง' ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นเพียงแรงดีดสปริงบอร์ดตอนแรกเท่านั้น 

ที่สําคัญคือ ทุกความตกลงในการลงทุนจากต่างประเทศต้องมีข้อกําหนดที่ให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ผลิตชาวไทย กําหนดมาตรการเพื่อสิ่งแวดล้อม และนําความมั่งคั่งจากการลงทุนจากต่างประเทศมากระจายให้กับชุมชนรอบๆ ให้ได้ เพื่อนําไปสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้กับประเทศ เพื่อก้าวไปเป็นประเทศที่ส่งออกนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางในที่สุด

หาไม่แล้ว!! ประเทศไทยก็จะเป็นเพียงแค่ทรัพย์สมบัติชิ้นหนึ่งที่ให้ต่างชาติเข้ามาสูบผลประโยชน์จนแห้งเหี่ยว โดยที่ประชาชนคนไทยก็ก้มหน้ารับกรรมกับค่าแรงตํ่าๆ ไปตลอดชีวิต รอคอยแต่เศษเงินที่นักการเมืองจะโปรยมาให้ 

ด้วยความปรารถนาดี 

‘เศรษฐา’ รอลุ้น!! เผยเชิญ ‘สี จิ้นผิง’ เยือนไทย ด้านจีนระบุสนใจ ‘แลนด์บริดจ์’ ทั้งรัฐ-เอกชน

(29 ม.ค. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลัง นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ ว่า ได้มีการประชุมชั่วโมงกว่ากับ นายหวัง อี้ ซึ่งท่านได้มาตั้งแต่ช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา และมีการพูดคุยกันในหลายมิติ โดยมีการเซ็นสัญญาระหว่าง นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ เกี่ยวกับเรื่องวีซ่าฟรีของทั้งสองประเทศในการเดินทางไปมา เริ่มต้นวันที่ 1 มี.ค. เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เป็นความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ที่ทั้งสองประเทศมีให้กันและมิตรภาพที่มีต่อกันมา ซึ่งจะครบ 50 ปีในปีหน้านี้ ถือเป็นมิติที่ดีในการที่เราจะสนับสนุนการไปมาหาสู่กันระหว่างสองประเทศ 

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เรื่องการท่องเที่ยวถือเป็นเรื่องความสำคัญกับเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างสูง ได้มีการพูดคุยกัน นายหวัง อี้ บอกว่าประเทศจีนมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย อยากให้นักท่องเที่ยวไทยไปด้วย ซึ่งตรงนี้ตนยืนยันว่าเราสนับสนุนการเดินทางไปมาของประชาชนทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังบอกไปด้วยในเรื่องของจำนวนเที่ยวบินที่ยังไม่กลับเข้ามาสู่จำนวนปกติ ซึ่งก่อนโควิด-19 ไม่แน่ใจจำนวนอาจจะประมาณ 2,000 ไฟล์ท ปัจจุบันเหลือแค่ 1,200 ไฟล์ท ก็จะมีการยกระดับการเดินทางสองประเทศเพื่อให้การไปมาหาสู่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และเริ่มมั่นใจว่าอนาคตอันใกล้จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาสูงขึ้น ขณะที่ประเทศไทยจะไปท่องเที่ยวประเทศจีนที่มีวัฒนธรรมอันดีงามด้วย จะเป็นผลดีของทั้งสองประเทศ 

นายเศรษฐา กล่าวว่า ประเทศไทยยืนยันเจตนารมณ์ว่าเราให้การสนับสนุนการเป็นประเทศกลาง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนได้มีการพูดคุยกันในหลาย ๆ มิติ และต่อไปในอนาคตก็ยินดีสนับสนุนให้มีการเจรจาในลักษณะนี้เกิดขึ้น โดยตอนที่ดำริว่าจะมีการพูดคุยกันก็บอกให้เป็นประเทศในเอเชีย ซึ่งจีนเลยบอกว่าเป็นประเทศไทย นั่นบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่เรามีมิตรไมตรีที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ทำให้เขาเลือกประเทศไทย ถือเป็นการประชุมประวัติศาสตร์ครั้งแรกก็ว่าได้ เป็นที่น่ายินดีสำหรับประเทศไทย

นายเศรษฐา กล่าวว่า ส่วนเรื่องการค้าระหว่างประเทศได้มีการพูดคุยกันในหลายมิติ ทั้งเรื่องการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆไม่ใช่แค่รถอีวีอย่างเดียว เรื่องการไปมาหาสู่รถไฟความเร็วสูง ที่จะมีขึ้นจากประเทศไทยผ่านหนองคาย ผ่านลาว และเข้าประเทศจีน ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ว่าเรื่องการเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าได้มีการพูดคุยกัน โดยให้คณะทำงานของสองประเทศมาทำงานร่วมกันต่อ รวมถึงการค้าขายด้านการเกษตรกรรม ทั้งเรื่องการค้าโค ซึ่งจีนมีความต้องการอย่างมาก แต่ด่านกักกันตรวจเชื้อโรคอยู่ที่ลาว ทำให้การค้าระหว่างสองประเทศไม่สะดวกจึงได้ขอร้องอย่าให้มีด่านกักกัน และตรวจโรคนี้เกิดขึ้นในไทย ซึ่งประเทศจีนก็รับปากที่จะดำเนินการในเรื่องนี้

นายกฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีการเซ็นสัญญาด้านเกษตรกรรมระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ และทูตจีนด้วย 

เมื่อถามว่า คาดว่ามูลค่าทางการค้าจะเพิ่มกี่เปอร์เซ็น นายเศรษฐา กล่าวว่า คาดเดาไม่ได้จะเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะนี่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้นจากการที่เรามีความสัมพันธ์กันดีมาอย่างยาวนาน และปีหน้าจะครบ 50 ปี ตนได้เรียนเชิญ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน มาเยือนประเทศไทยด้วย

เมื่อถามถึงความคืบหน้ารถไฟไทย-จีน นายเศรษฐา กล่าวว่า มีแผนงานอยู่แล้ว ขอให้แผนงานทั้งหมดออกมาเป็นรายละเอียดแล้วจะแถลงให้ทราบอีกที

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า นายหวัง อี้ได้พูดขึ้นมาเองว่า ทางการจีนสนใจโครงการแลนด์บริดจ์และต้องการข้อมูลเพิ่ม และไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลจีนเพียงอย่างเดียว แต่เอกชนจีนก็สนใจที่จะส่วนร่วม เพราะเขาทราบดีว่าหนึ่งในเหตุผลหลักที่เราดำริขึ้นมาว่าควรจะมีแลนด์บริดจ์ เพราะการลงทุนที่จะข้ามมาจากประเทศจีนในช่วงหลายปีหลังบริษัทใหญ่ ๆ ในประเทศจีนมาลงทุนสร้างโรงงานผลิตและโรงงานอุตสาหกรรมที่ใหญ่มากในเมืองไทย และไม่ใช่แค่มาสนองตอบแค่ความต้องการของคนในประเทศไทยอย่างเดียว แต่จะเป็นศูนย์กลางการส่งออกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องมีท่าเรือน้ำลึก มีโครงการเมกกะโปรเจกใหญ่ ๆ อย่างแลนด์บริดจ์ ที่จะมาซับพอร์ตตรงนี้ ซึ่งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ก็จะเดินทางไปประเทศจีนในเร็ว ๆ นี้ เพื่อจัดทำโรดโชว์

‘สว.สมชาย’ ฟัน!! ‘พิธา-ก้าวไกล’ ไม่รอดคดี ม.112 ชี้!! ‘ร่างแก้ไข ม.112’ มัดตัว!! เจตนาล้มล้างไม่ใช่ปฏิรูป

(29 ม.ค. 67) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า (ep.2) เหตุใดคดีที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่ถูกนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ยื่นคำร้อง ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในพุธที่ 31 ม.ค. 2567 นี้ จึงมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกวินิจฉัยให้มีความผิด หรือให้ยุติการกระทำตามคำร้อง และอาจนำไปสู่การร้องดำเนินคดีที่หนักขึ้น

ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่พรรคก้าวไกลเข้าชื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ถึง 2 ครั้ง แต่ถูกประธานสภาฯ สั่งไม่ให้บรรจุวาระด้วยขัดรัฐธรรมนูญ ยังถูกขับเคลื่อนต่อในนโยบายพรรคและการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

โดยหากพิจารณาในเนื้อหาที่ยกร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภาฯ ยิ่งชัดเจนในการลดมาตรการในกฎหมายคุ้มครองพระประมุข ในเกือบทุกมาตราลงจนอาจต่ำกว่ากฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปด้วยซ้ำ

สอดรับควบคู่กับการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ขององค์กรเครือข่ายต่าง ๆ ที่เสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว รวมถึงการอภิปรายในเวทีต่าง ๆ การใช้สิทธิ สส. ประกันตัวผู้ต้องหามาตรา 112 ฯลฯ

ทำให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ที่สั่งการให้ผู้ถูกร้องและองค์กรเครือข่ายหยุดการกระทำดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เพราะการกระทําของผู้ถูกร้องแสดงให้เห็นมูลเหตุจูงใจว่าการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ มีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่เป็นการปฏิรูป

การใช้สิทธิหรือเสรีภาพของผู้ถูกร้องเป็นการแสดงความคิดเห็น โดยไม่สุจริต เป็นการละเมิดกฎหมาย มีมูลเหตุจูงใจเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง

ส่วนตัวจึงมีความเห็นว่าร่างแก้ไขมาตรา 112 นี้ อาจเป็นพยานหลักฐานอีกชิ้นสำคัญที่ถูกยื่นไต่สวนในศาลรัฐธรรมนูญ และมีน้ำหนักที่อาจทำให้นายพิธาและพรรคก้าวไกล มีความสุ่มเสี่ยงในคดีเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา นายสมชาย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ep.1 เหตุใดคดีที่พิธาและพรรคก้าวไกลที่ถูกนายธีรยุทธร้อง ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยในพุธที่ 31 ม.ค. 2567 จึงมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกวินิจฉัยให้มีความผิด หรือให้ยุติการกระทำตามคำร้อง และอาจนำไปสู่การร้องดำเนินคดีที่หนักขึ้นในก้าวต่อไป ดังนี้

1) คำร้องประกอบหลักฐานนั้นค่อนข้างแน่นหนา ในการชี้ให้เห็นถึงการกระทำต่าง ๆ ต่อเนื่องหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 สั่งห้ามการกระทำดังกล่าวแล้ว แต่ยังปรากฏการเคลื่อนไหวขององค์กรเครือข่ายต่อเนื่อง อาทิ การกำหนดเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายพรรค การเดินสายในเวทีหาเสียงต่างกรรมต่างวาระ การพูดอภิปรายในรัฐสภา การให้สัมภาษณ์สื่อไทยและต่างประเทศ มีการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่อาจถูกชี้ให้เห็นว่ามีส่วนร่วมอย่างไม่เป็นทางการในหลายกรณี ที่ชัดเจนต่อสถาบัน ทั้งการเสนอร่างแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เป็นกฎหมายความมั่นคงคุ้มครองพระประมุข

2) คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่19/2564 ระบุถึงพฤติการณ์และเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการกระทําของผู้ถูกร้องแสดงให้เห็นมูลเหตุจูงใจว่าการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ มีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่เป็นการปฏิรูป การใช้สิทธิหรือเสรีภาพของผู้ถูกร้องเป็นการแสดงความคิดเห็น โดยไม่สุจริต เป็นการละเมิดกฎหมาย มีมูลเหตุจูงใจเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง และสั่งการให้ผู้ถูกร้องกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทําการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ด้วย แต่ยังปรากฎการกระทำดังกล่าวโดยกลุ่มบุคคลและพรรคการเมืองต่อเนื่องเรื่อยมา

ศาลยกฟ้อง 'ไอซ์' เคส 2 พิธีกร 'ปอง-กนก' ฟ้องหมิ่นประมาท หลังขึ้นปราศรัย วิจารณ์การทำงานสื่อมวลชน

(29 ม.ค. 67) ศาลแขวงพระนครเหนือ นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท ‘เจ๊ปอง’ อัญชะลี ไพรีรัก และ กนก รัตน์วงศ์สกุล 2 พิธีกรจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์ช่องท็อปนิวส์

กรณีปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชนในการชุมนุม #ม็อบ6มีนา ของกลุ่มรีเด็ม (REDEM) บริเวณหน้าศาลอาญา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2564 นั้น

ความคืบหน้าล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก รักชนก ศรีนอก - Rukchanok Srinork แจ้งผลคำพิพากษา ความว่า “ศาลยกฟ้อง คดีหมิ่นประมาท กนก-เจ๊ปอง พิธีกรช่องท็อปนิวส์ ด้วยโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะและเป็นการติชมโดยสุจริต”

วิชามาร!! ใช้คดี ‘ศรีสุวรรณ’ ทำลาย ‘พีระพันธุ์’ ขัดขวาง ‘รื้อโครงสร้างพลังงาน-แคนดิเดตนายกฯ’

จากกรณี ตำรวจ บก.ปปป. นำกำลังร่วมเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. บุกจับกุมนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน นักเคลื่อนไหวชื่อดังที่บ้านในจังหวัดปทุมธานี พร้อมของกลางเงินสด 5 แสนบาท และจับกุมนายยศวริศ ชูกล่อม หรือ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ประธานกลุ่มรวมใจรักชาติ กับ น.ส.พิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ อดีตผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อบ่ายวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังทั้งหมดมีพฤติกรรมร่วมกัน ข่มขู่เรียกเงิน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว 1.5 ล้านบาท แลกกับการยุติเรื่องร้องเรียนโครงการสนับสนุนลดต้นทุนผลิตด้านการปลูกข้าว และปรับปรุงการผลิตสำหรับผู้ปลูกข้าว หลังอ้างว่าพบพิรุธในทางทุจริต ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ล่าสุด วันนี้ (28 ม.ค. 67) ผู้ใช้ติ๊กต็อกช่องหนึ่ง ชื่อ ‘@dr.brahm_isara_inya’ หรือ ‘ดร.พราหมณ์อิศรา อินทร์ยา’ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า…

“ผมไม่เคยนึกชื่นชม ชื่นชอบ คุณศรีสุวรรณ จรรยา เป็นการส่วนตัวเลยนะครับ แอบยิ้ม แอบสะใจด้วยซ้ำ พอแกโดนจับคดีรีดไถเองเสียบ้าง แต่ว่าคดีนี้ มีบางประเด็นที่อยากจะชี้ชวนให้พี่น้องประชาชนมาช่วยกันคิดครับ

เพราะว่าคดีนี้ มีผู้ต้องหาร่วมอีก 2 คนคือ คุณเจ๋ง ดอกจิก กับ อดีตผู้สมัคร สส.หญิงของพรรคร่วมไทยสร้างชาติ ทั้ง 3 คนนี้ จะผิด จะถูกอย่างไร ก็ให้ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรมนะครับ แต่ถ้าพี่น้องทุกท่าน สังเกตดีๆ จะเห็นว่าคดีนี้มีความพยายามที่จะขยายผลความเสียหายให้ลามไปจนถึงพรรครวมไทยสร้างชาติ และให้ลุกลามไปถึง ท่านรัฐมนตรี พีระพันธุ์ เลยด้วยซ้ำ

ตัวผมนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ไม่ได้มีส่วนได้ ส่วนเสียอะไรกับพรรคเค้าหรอกนะครับ แต่มองด้วยใจที่เป็นธรรม ผมเห็นว่าท่านรัฐมนตรีพีระพันธุ์ เป็นคนเก่ง เป็นคนดีคนหนึ่งเลย เรื่องคดีโฮปเวลล์ เรื่องเหมืองทองอัครา ท่านก็ช่วยสู้คดีให้พวกเราทุกคนจนชนะนะครับ

ช่วยทำให้ประเทศไทยประหยัดเงิน ไม่ต้องเสียค่าโง่ได้หลายหมื่นล้านบาท คุ้มค่าตัวจริงๆ จ้างเงินเดือน เดือนละแสนกว่าบาท แต่หาเงินให้ประเทศชาติได้แสนล้านบาท

แถมพอมาอยู่กระทรวงพลังงาน หากพี่น้องประชาชนที่ติดตามข่าวก็จะรู้ว่าราคาพลังงานของบ้านเรานั้น ค่าวัตถุดิบ ค่าดําเนินการ ค่าภาษี ค่านั่น ค่านี่บวกเข้ามาไม่รู้กี่สเต็ปครับ สุดท้ายหักภาระให้พวกเราเป็นคนจ่าย ให้ประชาชนเป็นฝ่ายแบกรับอยู่ข้างเดียว แบบนี้มันไม่แฟร์ครับ

แต่พอท่านรัฐมนตรี พีระพันธุ์ เข้ามาบริหาร ท่านก็บอกว่าโครงสร้างแบบนี้มันแก้ไม่ได้แล้ว ต้อง ‘รื้อทําลาย สร้างใหม่’ อย่างเดียว

สิ่งนี้ส่งผลสั่นสะเทือนมหาศาลนะครับ หากท่านรัฐมนตรี พีระพันธุ์ ทําสําเร็จ พวกเราประชาชนได้ประโยชน์แน่นอน เพราะค่าพลังงานจะถูกลง แต่คนที่เขากุมอํานาจในโครงสร้างนี้อยู่ ผู้ที่มีอํานาจเหนือกว่าอํานาจรัฐไทย เขาจะเป็นฝ่ายเสียหาย เขาจะเป็นฝ่ายที่เสียผลประโยชน์

แล้วแบบนี้… จะเป็นไปได้ไหมที่เขาจะเริ่มกระบวนการในการทําลายท่านรัฐมนตรี พีระพันธุ์ก่อน โดยขยายผลจากคดีของคุณศรีสุวรรณนี่แหละ”

ดร.พราหมณ์อิศรา ยังกล่าวต่ออีกว่า อีกประเด็นหนึ่งผู้ที่ติดตามข่าวก็จะรู้ว่านักวิเคราะห์มากมาย ฟันธงเลยว่า ถ้ารัฐบาลคุณเศรษฐาไปไม่รอด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง มีการพลิกผันท่านรัฐมนตรี พีระพันธุ์นี่แหละ จะเป็นคนหนึ่งที่อาจมีสิทธิ์ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

“นี่ไม่ได้กล่าวหาใคร ไม่ได้ว่าคุณเศรษฐาหรือใครนะ แต่ธรรมชาติของนักการเมือง มันต้องอิจฉาริษยา ชิ่งเด่นกันอยู่แล้ว

มีความเป็นไปได้ไหม ที่จะดิสเครดิตทําลายภาพลักษณ์ของท่านรัฐมนตรี พีระพันธุ์ โดยการใช้คดีของคุณศรีสุวรรณเป็นเครื่องมือ

และก็อย่างที่บอกว่าผมนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคเขาหรอก แต่มองด้วยใจเป็นธรรมครับ” ดร.พราหมณ์อิศรา กล่าว

นอกจากนี้ ดร.พราหมณ์อิศรา ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ท่านรัฐมนตรี พีระพันธุ์ กําลังทํางานหนัก ท่านกําลังสู้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา และผลงานของท่านก็พิสูจน์ว่า ท่านลุยงานไหน งานนั้นก็สําเร็จ…

เพราะฉะนั้น มีความเป็นไปได้นะครับ ที่คนไม่หวังดีจะชิงลงมือทําลายท่านเสียก่อน ก่อนที่ท่านจะทําอะไรสําเร็จขึ้นมาได้

ผมอยากเรียกร้องแก่พี่น้องประชาชนครับ อย่าเพิ่งไปเชื่อกระแสข่าวลือ อย่าเพิ่งไปเชื่อสิ่งที่เขาปั่น เพื่อทําลายภาพลักษณ์ เพื่อทําลายภาพพจน์ของคนดีๆ เลยครับ เสียดายของครับ คนดีมีฝีมือควรถูกเก็บไว้ใช้งาน เก็บไว้ทําประโยชน์ให้บ้านเมืองดีกว่าครับ”

‘นิด้าโพล’ เผย!! คนไทยส่วนใหญ่ไม่โกรธนายกฯ หากต้องยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต

(28 ม.ค. 67) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง ‘วิกฤติเศรษฐกิจ กับการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 22-24 มกราคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจกับการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 63.51 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน, รองลงมา ร้อยละ 20.15 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ ต้องหาทางแก้ไขแต่ไม่เร่งด่วน, ร้อยละ 10.08 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ไม่น่าวิตกกังวลใดๆ, ร้อยละ 5.65 ระบุว่า ไม่ได้เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับการเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจของประชาชนในขณะนี้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 36.72 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเร่งด่วน, รองลงมา ร้อยละ 31.91 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่สามารถรับมือได้ด้วยตนเอง, ร้อยละ 20.45 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ไม่เร่งด่วน และร้อยละ 10.92 ระบุว่า ไม่ได้เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจใดๆ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท พบว่า

- ร้อยละ 34.66 ระบุว่า ควรหยุดการดำเนินการในนโยบายนี้ได้แล้ว
- ร้อยละ 18.55 ระบุว่า ดำเนินนโยบายต่อไปในปีนี้ แต่แจกเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางทางเศรษฐกิจ
- ร้อยละ 5.88 ระบุว่า เลื่อนการดำเนินนโยบายไปในปี 2568
- ร้อยละ 4.58 ระบุว่า เลื่อนการดำเนินนโยบายไปในปี 2568 แต่แจกเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางทางเศรษฐกิจ
- ร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนหากนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ตัดสินใจยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท พบว่า

- ร้อยละ 68.85 ระบุว่า ไม่โกรธเลย
- ร้อยละ 12.37 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ
- ร้อยละ 9.39 ระบุว่า โกรธมาก
- ร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ
- ร้อยละ 0.54 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top