Sunday, 8 November 2026
POLITICS NEWS

“สงคราม”ชี้ “บิ๊กตู่”ก่อหนี้แบบนี้ไม่พ้นกู้ไอเอ็มเอฟมาล้างหนี้ อัดรัฐดันกฎหมายขายชาติเปิดทางต่างชาติสร้างเขตอิทธิพลบนแผ่นดินไทย 

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเปิดโอกาสให้ ชาวต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยได้อย่างอิสระ  เป็นจุดเริ่มต้นหายนะประเทศไทย หากกฏหมายนี้ผ่านประเทศไทยจะกลายเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติในที่สุด 

ทั้งนี้การที่ภาครัฐปล่อยให้คนต่างชาติ ซื้อบ้าน ซื้อคอนโดได้อย่างอิสระ สุดท้ายไทยจะโดนทุนต่างชาติฮุบ  แล้วคนไทยจากที่เคยเป็นเจ้าของประเทศเป็นผู้เช่า แทน ถ้ากฎหมายนี้ลุล่วงได้สำเร็จ คือการขายชาติให้นักลงทุนชาวต่างชาติรายใหญ่ มาซื้อหมู่บ้านเปิดใหม่แห่งหนึ่งไว้ทั้งหมดทุกหลัง จากนั้นก็ขายต่อบ้านแต่ละหลังให้คนชาติตัวเอง ก็อาจส่งผลให้หมู่บ้านนั้นใช้ภาษาอื่น มีวัฒนธรรมอื่น ทั้งๆที่อยู่บนแผ่นดินไทย 

นางสงคราม กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  บริหารประเทศด้วยการก่อหนี้มหาศาล จนถึงวันนี้พลเอกประยุทธ์สร้างหนี้ให้กับประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 12 ล้านล้าน เป็นหนี้สูงสุดตั้งแต่มีประเทศไทย นอกจากนี้รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการให้เศรษฐกิจเดินหน้า อ้างกลัวโควิด แต่ไม่กลัวประเทศเป็นหนี้ ล่าสุด รัฐบาล มีแผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 1.2 ล้านล้านบาท สะท้อนว่าพลเอกประยุทธ์ไร้วิสัยทัศน์อย่างแท้จริง

'นายกตู่' โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความห่วงใยพี่น้องประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม พร้อมแนะนำ 4 แอปพลิเคชัน สำหรับการติดตามสถานการณ์ ให้คำแนะนำ และแจ้งเหตุ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha หลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ว่า 

เมื่อผมได้รับรายงานว่า จังหวัดชัยภูมิ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ผมจึงไม่รอช้าที่จะเดินทางลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์เมื่อวานนี้ (29 ก.ย.) เพื่อให้กำลังใจพี่น้องประชาชนชาวชัยภูมิ รวมถึงมอบนโยบายให้ทางจังหวัดเร่งรัดแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ แม้ว่าผมจะใช้เวลาไม่นานนัก แต่ส่วนตัวก็มีความรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้กลับมาที่ชัยภูมิ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณแม่ของผม ผมจึงเดินทางมาด้วยความห่วงใย และได้มาเห็นปัญหาที่ยังมีอีกมากที่ต้องจะต้องเร่งแก้ไขให้สำเร็จ ทั้งเรื่องปัญหาน้ำท่วม รวมไปถึงการพัฒนาจังหวัดหลังจากน้ำท่วมคลี่คลายลงแล้วด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้จากทุกๆ ครั้งที่ลงพื้นที่ นั่นคือการได้เห็นพี่น้องคนไทยจำนวนมากที่ประสบภัย แต่สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ ทุกคนยังมีรอยยิ้ม ซึ่งเป็นรอยยิ้มของนักสู้ ที่สร้างกำลังใจให้แก่กัน ทั้งๆ ที่เจตนาแรกเริ่มของผมคือการเดินทางไปปลอบขวัญผู้ประสบภัยถึงพื้นที่ แต่ผมเองกลับได้รับกำลังใจกลับคืนมาทุกครั้ง ผมจึงขอส่งต่อกำลังใจและสิ่งดีๆ เหล่านั้น ไปสู่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และอาสาสมัครทุกคนในพื้นที่ โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ที่ถือว่าต้องแบกรับภาระเพิ่มเป็นสองเท่า ทั้งโควิด ทั้งน้ำท่วม

ใจจริงแล้ว ผมอยากจะลงพื้นที่ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด เพราะผมทราบดีว่าทุกวินาทีคือความทุกข์ยากของพี่น้องร่วมชาติ แม้ว่าในบางพื้นที่ผมอาจจะยังไม่ได้ลงไป แต่ก็มีความห่วงใยอยู่เสมอ และได้ติดตามวิกฤตน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด ผมได้สั่งการให้รายงานสถานการณ์มายังผมอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้สั่งการผ่านกลไกในระดับรัฐบาล ลงไปยังระดับท้องถิ่น สนับสนุนการแก้ปัญหาของแต่ละพื้นที่ ให้ดูแลพี่น้องผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง จนกว่าน้ำจะลด แล้วเข้าสู่การเยียวยา และฟื้นฟูต่อไป

สำนักนายกฯ ทุ่ม 2 ล้าน จ้างที่ปรึกษาฯ ทำโพล ‘คนไทยรับรู้-เชื่อมั่น’ ต่อผลงาน/นโยบายรัฐบาล ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา’? กำหนดระยะเวลา 3 เดือน ต.ค.- ธ.ค. 2564 

มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เผยแพร่ประกาศโครงการว่าจ้างที่ปรึกษาสำรวจการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาลและความเชื่อมั่นที่มีต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี

โครงการนี้ ดำเนินการโดย ‘สำนักโฆษก’ ตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและตามราคากลาง สำหรับว่าจ้างที่ปรึกษา วงเงิน 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคามาตรฐานตามที่สำนักงบประมาณ หรือหน่วยงานกลางจากสถาบันการศึกษาอื่นกำหนด

โครงการดังกล่าว กำหนดวงเงินเพื่อเป็น ‘ค่าตอบแทนบุคลากร’ จำนวน 1,203,880 บาท

‘ไพศาล’ เตือนรัฐบาลอย่าเก่งแต่กู้เงินมาแจก หวั่นซ้ำรอยปี 2474 ต้องตัดเงินข้าราชการ พยุงเศรษฐกิจ

29 ก.ย.2564 - นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า เมื่อรายได้แผ่นดินไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทุกส่วนราชการก็ต้องถูกตัดวงเงินค่าใช้จ่ายลง ทุกส่วนคงทราบกันแล้วใช่ไหมว่าเหลือเงินใช้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ 

รองนายกฯ บุก ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ติดตามสถานการณ์น้ำ ผลจากพายุ"เตี้ยนหมู่" สั่ง เร่งระบายน้ำ ลดกระทบ ปชช.โดยเร็ว-ให้เตรียมแผนเผชิญเหตุ รับพายุ ระลอกใหม่ 

ที่กรมชลประทาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ไปยัง"ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ" กรมชลประทาน(สามเสน) เพื่อตรวจ ติดตาม สถานการณ์น้ำ และประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั่วทุกภาค ผ่านระบบ vdo conference ในการแก้ปัญหาน้ำ อันเนื่องมาจาก อิทธิพล พายุดีเปรสชั่น "เตี้ยนหมู่" ทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ในหลายพื้นที่ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ในพื้นที่หลายจังหวัด

โดยพล.อ.ประวิตร ได้รับฟังการบรรยายสรุปภาพรวม จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับ สถานการณ์ด้านอุตุนิยมวิทยา และติดตามพายุ "เตี้ยนหมู่" ที่มีผลกระทบในปัจจุบัน และแนวโน้มที่อาจเกิดพายุระลอกใหม่ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และรับทราบสถานการณ์น้ำและแผนการบริหารจัดการน้ำในสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แบบเวลาจริง (Real Time) ในพื้นที่ จ.สุโขทัย และ จ.นครราชสีมา รวมถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้มีความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งได้กำชับ กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งระบายน้ำ เพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชนโดยเร็ว นอกจากนั้น กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ ยังได้รายงานสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในแม่น้ำเจ้าพระยา และอาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ รวมทั้งได้รับทราบการเตรียมความพร้อมของ กทม.ในการรับมือ และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่กทม. และปริมณฑล กรณี มีน้ำทะเลหนุนสูงด้วย

‘ทิพานัน’ ยก รธน.แจง ‘ประยุทธ์’เป็นนายกฯ ตามรธน.60 สวน ฝ่ายค้านอย่าทำสังคมสับสน เหน็บ กลัวปชช.เลือกพรรค ชง ‘บิ๊กตู่’ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ในเลือกตั้งสมัยหน้า 

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่พรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้านอ้างมาตรา 158 วรรค 4 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ ห้ามนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี มาปลุกปั่นกระแสสังคมเพื่อลดทอนความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ฝ่ายค้านถนัดและดิ้นรนจะทำ เพราะไม่สามารถหาจุดบกพร่องในการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ได้ จึงต้องไปเอากฎหมายมาตีความกระท่อนกระแท่น เอามาบางส่วนในแต่ละมาตรามาโจมตีนายกฯ เพราะถ้าอ่านมาตรา 158 และมาตรา 264 ทั้งมาตราจะเข้าใจได้ว่า การนับอายุดำรงตำแหน่งนายกฯ เริ่มขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้ เมื่อพล.อ. ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามมาตรา 158 วรรค 2 ที่บุคคลที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า บทบัญญัติของมาตรา 158 ทั้งมาตรา มี 4 วรรค คือ วรรคหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบกันเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน

วรรคสอง นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคสาม ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และวรรคสี่ นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาคือมาตรา 158 วรรค 2 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 และเมื่อประกอบมาตรา 272 แล้วต้องให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ดังนั้นความมุ่งหมายของมาตรา 158 ทั้งมาตราเป็นการบัญญัติพระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในการนับเวลา 8 ปีตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ใช่ว่าจะนับตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแต่ต้องเป็นตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเป็นนายกฯ ที่มาตามมาตรา 158 วรรค 2 ที่ต้องผ่านขั้นตอนการเสนอชื่อโดยกระบวนการตั้งแต่ประชาชนตามมาตรา 159 ซึ่งรัฐธรรมนูญปีไหนก็ยังไม่มี เมื่อจะใช้กฎหมายมาตรานี้ก็ต้องอ่านทั้งมาตรา จะเอาวรรค 4 วรรคเดียวมาอ้างแบบกระท่อนกระแท่นบางส่วนไม่ได้ การนับเวลา 8 ปีตามมาตรา 158 วรรค 4 ต้องนับจากนายกรัฐมนตรีที่มาตามมาตรา 158 วรรค 2 ด้วย

รัฐบาล เปิดยอดจ่ายเงินเยียวยานักเรียนใกล้ครบตามเป้า 11 ล้านคน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานความคืบหน้า การเยียวยานักเรียนทุกคน ทุกสังกัด คนละ 2,000 บาท โดยให้ผู้ปกครองรับเงินเต็มจำนวนโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ล่าสุดได้จ่ายเงินเยียวยาครอบคลุมเด็กนักเรียนทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการไปแล้วทั้งสิ้น 10,952,000 ล้านคน จากเป้าหมาย 11 ล้านคน คิดเป็น 87.80% โดยโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการได้รับทั้งหมด 97.75% ที่เหลือได้ทยอยดำเนินการส่งมอบต่อเนื่อง 

ส่วนของการฉีดวัคซีนก็คืบหน้าไปอย่างมากเช่นกัน โดย ศธ.ได้วางแผนการดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน นักศึกษาในสังกัดทั้งของรัฐและเอกชน ที่มีอายุ 12-18 ปี โดยล่าสุด (27 ก.ย.) พบว่ามีผู้สมัครใจฉีดวัคซีนจำนวน 3.61 ล้านคน จากทั้งสิ้น 5,048,081 คนคิดเป็น 71.67% ทั้งนี้ ยังจะได้รวบรวมจำนวนเด็กนักเรียนที่ผู้ปกครองให้ความยินยอมแล้วเพิ่มเติม และจะจัดส่งให้กระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอรับการจัดสรรวัคซีน เพิ่มเติมต่อไป 

บิ๊กป้อม นั่งหัวโต๊ะ ถก กกท. ไฟเขียว 9 แผนงาน ปี65 เน้น สมาคมกีฬา ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาพัฒนาศักยภาพ นักกีฬาไทย

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยที่ประชุมเห็นชอบ แผนงานของผู้ว่ากกท. 9 แผนงานประจำปี65 สอดคล้องยุทธ์ศาสตร์ชาติ 20ปีได้แก่ 1.แผนยกระดับการให้บริการ 2.แผนยกระดับการบริหารจัดการองค์กรทั้งระบบ ตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ 3.แผนการพัฒนาข้อมูลดิจิทัลด้านการกีฬา 4.แผนยกระดับกิจกรรม และการแข่งขันกีฬาเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ 5.แผนการจัดตั้งเมืองกีฬา (Sport City)  6.แผนการพัฒนานักกีฬาคนพิการ อย่างครบวงจร  7.จัดทำแผนธุรกิจ (Business plan) ของศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ แต่ละพื้นที่ 8.แผนงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านเวชศาสตร์การกีฬา และ9.แผนส่งเสริมกิจกรรมกีฬา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่ประชุมรับทราบรายงานแผนปฏิบัติงานโครงการยกระดับการให้บริการของ กกท. Smart National Sports Park  ตามแผนงานนโยบายผู้ว่ากกท.ประจําปี64 และรายงานผลการแข่งขันกีฬา พาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่16 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทัพนักกีฬาไทย ทำผลงานได้ 5 เหรียญทอง 5เหรียญเงิน และ 8 เหรียญทองแดง เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และให้ใช้เงินสะสมของ กกท. "กองทุนสงเคราะห์ฯเพื่อสวัสดิการพนักงาน ลูกจ้าง และครอบครัว" เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ 

นอกจากนี้พล.อ.ประวิตร เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยได้รับทราบรายงานผลการสนับสนุนเงินรางวัล มหกรรมกีฬา ให้กับนักกีฬาที่ได้รับเหรียญรางวัล ตามหลักเกณฑ์ทั้งจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ครั้งที่ 32 และพาราลิมปิกเกมส์ครั้งที่ 16 รวมทั้ง ได้เห็นชอบ หลักเกณฑ์ทุนการศึกษาของนักกีฬาและบุคลากรกีฬา ประจำปี64 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการศึกษา และแบ่งเบาภาระของครอบครัว 

 

"ราเมศ" เผย ปชป. เตรียม “จุรินทร์ออนทัวร์” ภาคเหนือ พร้อมช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ระหว่างวันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน ถึง วันที่ 1 ตุลาคม 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ได้มีกำหนดการลงพื้นที่ “จุรินทร์ออนทัวร์” ในพื้นที่ภาคเหนือ ประกอบด้วยจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย และเพชรบูรณ์ เพื่อพบปะและให้กำลังใจประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม มอบถุงน้ำใจบรรเทาทุกข์ พร้อมติดตามโครงการประกันรายได้จะมีการพบปะพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าว ทั้งที่จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดสุโขทัย นอกจากนี้จะมีการมอบโฉนดที่ดินของกองทุนฟื้นฟูเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้แก่เกษตรกรจังหวัดสุโขทัยด้วย 

นายราเมศ กล่าวต่อว่า ในช่วงที่มีสถานการณ์น้ำท่วมทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง นายจุรินทร์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน นับตั้งแต่เริ่มมีสถานการณ์น้ำท่วม ก็ได้สั่งการอย่างเร่งด่วนให้บุคลากรของพรรค ไม่ว่าจะเป็น กรรมการบริหารพรรค รัฐมนตรี ส.ส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อดีต ส.ส.ตัวแทนพรรค สาขาพรรค เฝ้าติดตามและให้ความช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมและให้มีการตั้งศูนย์ติดตามและประสานงานเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในทุกเขตพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมกับมีการประสานการทำงานกับส่วนกลางอย่างเป็นระบบ คือการจัดถุงยังชีพเพื่อให้ ส.ส. อดีต ส.ส.และตัวแทนพรรคประจำจังหวัดประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อลงพื้นที่มอบให้กับประชาชนที่ประสบภัย นายจุรินทร์ย้ำว่า ขณะนี้ให้ทุกคนในพื้นที่ระดมสรรพกำลังอย่างเต็มที่และให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ในยามที่ประชาชนลำบากในฐานะพรรคการเมืองต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี 

'รมว.ดีอีเอส' เสนอทบทวนแบนบุหรี่ไฟฟ้า อ้างนักสูบนิยมมาก เมินแบบมวน เก็บภาษีต่ำกว่าเป้า เกษตรกรปลูกใบยาสูบกระทบหนัก ฟุ้งอนาคตตั้งโรงงานส่งออกได้ ยกต่างประเทศไม่ฝืนเปลี่ยนให้ถูก กม. นายกฯ เบรกหัวทิ่ม ยันหมอชี้อันตรายต่อสุขภาพ

มีรายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. แจ้งว่า ระหว่างการพิจารณาโครงสร้างภาษีบุหรี่ช่วงหนึ่ง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้แสดงความเห็นต่อที่ประชุมว่าควรพิจารณาให้บุหรี่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไอคอสถูกกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคบุหรี่มวนลดลง หันไปบริโภคบุหรี่รูปแบบใหม่ๆ ส่งผลให้จัดเก็บภาษีของรัฐน้อยลงตามไปด้วย และเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบในประเทศก็ได้รับผลกระทบจากราคาใบยาสูบตกต่ำ ทำให้รัฐต้องจ่ายชดเชยช่วยเหลือ

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้โครงสร้างภาษีของประเทศไทย ทำให้บุหรี่ไทยหลายยี่ห้อที่โรงงานยาสูบผลิตและจำหน่ายในประเทศราคาสูงกว่ายี่ห้อต่างประเทศที่นำเข้ามาค่อนข้างมาก ผู้บริโภคส่วนหนึ่งจึงหันไปสูบบุหรี่ต่างประเทศ ตรงนี้ทำให้โรงงานยาสูบขาดทุนและบุหรี่ไทยจะตาย

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า นายชัยวุฒิได้นำเสนอที่ประชุมด้วยว่า หากทำให้บุหรี่ไอคอสถูกกฎหมายจะช่วยลดการขาดทุนของโรงงานยาสูบ เป็นการช่วยเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ รัฐไม่ต้องจ่ายชดเชยอีกต่อไป และจะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันคนไทยนิยมบริโภคบุหรี่ประเภทนี้เป็นจำนวนมาก และในอนาคตอาจมีการตั้งโรงงานเพื่อส่งออก เป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรใบยาสูบด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top