Wednesday, 10 June 2026
POLITICS NEWS

สรุปผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร-สงขลา ‘ประชาธิปัตย์’ ยังขลัง คว้าทั้ง 2 เก้าอี้

17 ม.ค. 65 - ผู้สื่อข่าวรายงานผลการนับคะแนน เลือกตั้งส.ส. จังหวัดชุมพร เขตเลือกตั้งที่ 1 (แทนตำแหน่งที่ว่าง) และเลือกตั้งส.ส. จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ 6 (แทนตำแหน่งที่ว่าง) ซึ่งนับแล้วเสร็จประมาณเวลา 20.00 น. ของวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา

โดยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของ ส.ส. จังหวัดชุมพร เขตเลือกตั้งที่ 1 ดังนี้

หมายเลข 1 นายอิสรพงษ์ มากอำไพ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 48,981 คะแนน
หมายเลข 2 ร.ต.ท.สมชาย แพ่งยงยุทธ พรรคไทยศิวิไลย์ ได้ 502 คะแนน
หมายเลข 3 นายวรพล อนันตศักดิ์ พรรคก้าวไกล ได้ 3,520 คะแนน
หมายเลข 4 นายชวลิต อาจหาญ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 32,229 คะแนน
หมายเลข 5 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ พรรคกล้า ได้ 7,591 คะแนน (อันดับ 3)

ขณะที่ ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของ จ.สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 6 ดังนี้

หมายเลข 1 น.ส.สุภาพร กำเนิดผล พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 45,576 คะแนน
หมายเลข 2 นายธิวัชร์ ดำแก้ว พรรคก้าวไกล ได้ 5,427 คะแนน
หมายเลข 3 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 40,531 คะแนน
หมายเลข 4 นายพงษธร สุวรรณรักษา พรรคกล้า ได้ 1,350 คะแนน
หมายเลข 5 นางภัทรวี ศรีศักดา พรรคพลังสังคม ได้ 123 คะแนน

“บิ๊กตู่” พบคณะผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าทั่วประเทศ พร้อมผลักดันพลังคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง แนะทำแผน ข้อเสนอเชิงลึกให้จังหวัดนำไปปรับใช้ “ย้” ภาคเอกชนคือหนึ่งกลไกสำคัญของประเทศ

ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.กฤษณะ วจีไกรลาศ กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางสาวปริม จิตจรุงพร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย (YEC : Young Entrepreneur Chamber of Commerce) นำคณะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) ทั่วประเทศ เข้าเยี่ยมคารวะและรับทราบนโยบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หอการค้าไทยและหอการค้าทั่วประเทศมีบทบาทสำคัญในการเป็นภาคีของรัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด และเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐให้ความสำคัญและมุ่งเน้นเสมอมา โดยเฉพาะการส่งเสริมศักยภาพชุมชน วิสาหกิจชุมชน SMEs และผู้ประกอบการทุกระดับ พร้อมกล่าวว่า คนรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ จึงขอให้คนรุ่นใหม่พร้อมปรับตัวเข้ามาร่วมสร้างสรรค์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง มุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นส่วนขับเคลื่อนสำคัญ และให้นำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน ทั้งในด้านของการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ให้เกิดความน่าสนใจกับแต่ละท้องถิ่น และนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน พร้อมขอให้ทุกคนรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทย คือการมีน้ำใจ ไม่มีความแตกแยก มีแต่ความสามัคคี 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศ โดยได้ให้ประธานผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC ทุกจังหวัด นำเสนอความคิดเห็นในมุมมองของคนรุ่นใหม่ถึงแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และได้มีการกลั่นกรองนำมาทั้งหมด 15 จังหวัด โดยได้นำเสนอตามยุทธศาสตร์เน้นการขับเคลื่อน โดยความร่วมมือของภาคเอกชนและการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือภาครัฐและเอกชนรุ่นใหม่ โครงการ YPC (Young Public and Private Collaboration) เป็นโครงการ Connect the dot ระหว่างราชการรุ่นใหม่และเอกชนรุ่นใหม่ในจังหวัดระยอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างราชการรุ่นใหม่และเอกชนรุ่นใหม่ ร่วมกันสร้างสรรค์โครงการ ที่สามารถทำได้จริงตามยุทธศาสตร์จังหวัด ด้านการค้า การลงทุน การค้าชายแดน โครงการ Kgo City Token การสร้างระบบนิเวศของเศรษฐกิจดิจิตอลในจังหวัดขอนแก่น โดยเริ่มจากกลุ่ม YEC หอการค้าจังหวัดขอนแก่น ด้านเกษตรและอาหาร โครงการศูนย์วิจัยนวัตกรรมการเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสนอแนวทางการจัดตั้งศูนย์วิจัยนวัตกรรมการเกษตรจากภาครัฐบาล เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของจังหวัด และ สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดได้อย่างยั่งยืน ด้านท่องเที่ยวและบริการ โครงการศูนย์คัดแยกขยะเพื่อความยั่งยืน ตามยุทธศาสตร์ชาติ ข้อที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ศูนย์รักษ์ตรัง จะแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ และทัศนคติของชาวตรังที่มีต่อสิ่งแวดล้อม โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมในการคัดแยกขยะของจังหวัดตรัง ส่งต่อเข้าสู่วงจร Circular Economy รวมทั้งศูนย์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเศรษฐกิจแบบยั่งยืน 

‘ทีมกฎหมายพรรคกล้า’ ร้อง กกต. สอบ ‘เจ๊หลี’ หากปมดราม่ากระทบพรรค ฝ่ายกม. พร้อมลุย

ไม่นานมานี้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม จตุจักร-หลักสี่ เบอร์ 2 พรรคกล้า ได้ลงพื้นที่เดินพบปะพี่น้องประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าในตลาดย่านหลักสี่ เดินหน้าหาเสียงให้ความรู้กับประชาชนเรื่องเศรษฐกิจและการจัดการภาษีกับพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงรับฟังปัญหาต้นทุนสินค้าราคาแพง ทั้งหมู ไก่ ไข่ และเป็ด ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย 

ขณะเดียวกัน ก็ได้มอบหมายให้นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายพรรคกล้า เป็นผู้แทนยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ให้ตรวจสอบการกระทำของนางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม หมายเลข 7 พรรคพลังประชารัฐ ว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73(5) กรณีใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมหรือไม่

โดยนายณัฐนันท์ กล่าวว่า ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ มีการพูดพาดพิง นายอรรถวิชช์ ผู้สมัครพรรคกล้า ที่มีข้อความไม่ตรงกับความจริง กล่าวหาว่าดูถูกเพศแม่ มีพฤติกรรมที่ดูถูกผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงจำเป็นต้องมายื่นเรื่องให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครตรวจสอบ ส่วนประเด็นที่ระบุว่าผู้สมัครของเรามีการดูหมิ่นนั้น ทีมกฎหมายได้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด และไม่พบข้อความลักษณะดังกล่าว รวมถึงเนื้อหาอื่นๆ ก็ไม่พบว่ามีการกระทำความผิดใด แต่ในทางตรงข้าม การขยายความต่อเรื่องนี้ มีการนำข้อเท็จจริงขยายความไปเกินความจริง ซึ่งเมื่อไม่ตรงกับความจริง เราต้องยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ 

โฆษกรัฐบาลเผย "นายกฯ"  เรียก อธ. กรมปศุสัตว์พบด่วน ติดตามความคืบหน้าแก้โรคระบาดหมูและราคาหมูแพง แนะตั้งวอร์รูม สื่อสาร ชี้แจงประชาชนได้ทราบการทำงาน/แก้ปัญหา ในทุกวันด้วย

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์  เข้าพบ เพื่อติดตามการแก้ปัญหาโรคระบาดในสุกร หลังจากที่ไทยมีการประกาศพบเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF)  ในประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบแนวทางการแก้ปัญหาหมู โดยขอให้เร่งตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเกษตรเจ้าของฟาร์มผู้เสียหายให้ครอบคลุมทั้งรายย่อยและรายใหญ่  

โดยให้ประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย  องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น  กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่  และให้กรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพการเลี้ยงสุกร ทั้งโรงฆ่าสัตว์ และเขียงหมูโดยเร็ว รวมทั้งให้ปศุสัตว์จังหวัดและสัตวแพทย์ ติดตามพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค เพื่อสอบสวนสาเหตุและเร่งรักษาตามสาเหตุอาการตั้งแต่แรก ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้ผู้เลี้ยงหมู ในการป้องกันเบื้องต้น ระหว่างที่ยังต้องรอผลการวิจัยและพัฒนาวัคซีน  รวมทั้ง เปิดรับช่องทางแจ้งการเกิดโรคให้ได้โดยเร็ว เพื่อแก้ไขและลดความเสียหายเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู อีกทั้งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเยียวยาด้วย

“นายกฯ” ลงนามตั้ง “รมต.อนุชา” นั่งปธ.แก้ปัญหาสลากเกินราคา

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามและต้องการแก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลราคาแพงอย่างจริงจัง ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 8/2565 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนดในสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ มีอำนาจ หน้าที่ ดังนี้  

1.ตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนดในสลากกินแบ่งรัฐบาล

2.เสนอแนะแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการเสนอขาย หรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนดในสลากกินแบ่ง

3. รายงานผลการดำเนินการ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี  

4. เชิญผู้แทนส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐและบุคคล เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ข้อมูล รวมทั้งจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหา

5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม 

“แรมโบ้” สวน "ณัฐวุฒิ" ไม่สมควรออกมาโหนกระแสเรื่องหมูแพง กลายเป็นหาเรื่องเข้าตัว อาจถูกย้อนสมัยเป็นอดีตรมช.พาณิชย์ปี 56 ตอบคำถามสื่อในโครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุน 2.6 แสนล้านบาทไม่ได้

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) กล่าวถึงสถานการณ์โรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ที่ส่งผลกระทบทำให้หมูขาดตลาดและราคาหมูแพงเข้าขั้นวิกฤต ซึ่งเรื่องเกิดตั้งแต่ปี 2561 มีการระบาดแพร่กระจายในหลายประเทศ จนเมื่อเดือนเมษายน 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีขอความเห็นชอบประกาศการเฝ้าระวังป้องกันโรคอหิวาต์หมูเป็นวาระแห่งชาติ จากวันนั้นจนถึงวันนี้มีการขอความเห็นชอบที่ประชุม ครม.อนุมัติงบประมาณดำเนินการเรื่องนี้รวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง ในวงเงินกว่า 1,500 ล้านบาท เป็นการทำกันเอง รู้กันเอง อนุมัติกันเอง ระหว่างส่วนราชการและฝ่ายบริหารเท่านั้น

ประชาชนคนไทยพึ่งทราบเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐวันที่ 11 มกราคมนี้เองว่าตรวจพบเชื้ออหิวาต์หมูในประเทศไทย โดยนายเสกสกล ระบุว่า เรื่องนี้รัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจ รับทราบดีถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนดี และในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติงบประมาณ 574 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาหมูแพงไปแล้ว และยังได้กำชับให้รัฐมนตรีและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด 

นายเสกสกล กล่าวว่า นายณัฐวุฒิ ไม่ควรจะมาโหนกระแสเอากับเรื่องนี้ ให้เรื่องมันเข้าตัวเปล่าๆ นายณัฐวุฒิเคยมีโอกาสเป็นเสนาบดี จากการเป็นแกนนำม็อบที่เชิญชวนคนออกมาทำร้ายบ้านเมืองก็ถือเป็นเรื่องตลกร้ายอยู่แล้ว แต่พอได้ดีเป็นเสนาบดีก็ยังแอบลุ้นว่าจะทำงานได้หรือไม่ ในที่สุดก็พบว่าฮากว่า และเชื่อว่านายณัฐวุฒิคงยังจำได้ดี เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ตอนปี 56 ที่ไม่สามารถตอบคำถามสื่อมวลชนได้กรณีที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการจำนำข้าว ที่ขาดทุนถึง 2.6 แสนล้าน จนท้ายที่สุดต้องยิ้มหน้าเจื่อนเพราะขำไม่ออก ที่ไม่สามารถชี้แจงข้อมูลได้ ดื่มแต่น้ำเปล่าจนหมดไปหลายแก้ว  ถือเป็นอดีตที่ฝังใจนายณัฐวุฒิ ที่อยากจะลืมแต่ก็คงลืมไม่ลง

รองโฆษกรัฐบาล เผย ผลพูดคุยสันติภาพจชต. ไทย-BRN ชี้ นายกฯ พอใจ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พอใจผลการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 11 และ 12 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา โดยมีพล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เป็นหัวหน้าคณะ ทำการพูดคุยกับคณะผู้แทน BRN นำโดยอุสตาส อานัส อับดุลเราะห์มาน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และมี ตันซรี อับดุล ราฮิม บิน โมฮัมหมัด นอร์ เป็นผู้อำนวยความสะดวก และผู้เชี่ยวชาญอีก 2 คน ร่วมสังเกตการณ์ด้วย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยึดถือ 3 ประเด็น เป็นแนวทางในการพูดคุยระยะต่อไป คือ 1.การลดความรุนแรง 2.การปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ และ 3.การแสวงหาทางออกทางการเมือง โดยจะมีกลไกการทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย การมีบุคคลผู้ประสานงาน และคณะทำงานร่วมของทั้งสองฝ่ายในแต่ละเรื่อง ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้การพูดคุยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง คล่องตัว และเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม 

โฆษกรัฐบาลเผย ”นายก” ชื่นชมทุกหน่วยงานที่มีส่วนผลักดันความตกลง FTA ส่งผลให้ตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA 10 เดือนแรก ปี 2564 ขยายตัว 31.67% มูลค่าส่งออกกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 

นายธนกร วังบุญคงชนะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง FTA เดือนมกราคม – ตุลาคม 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 31.67% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยทำให้มีมูลค่าการส่งออกถึง 63,104.43 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ สูงถึง 78.51% นายกรัฐมนตรีชื่นชมการทำงาน และขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมมีส่วนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจนสามารถทำให้ตัวเลขการส่งออกสูงถึงกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของรัฐบาลจะส่งผลสำคัญต่อสำเร็จในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน 

นายธนกร กล่าวว่า สำหรับการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA นั้น มีการใช้สิทธิเพิ่มขึ้นทุกตลาด และตลาดที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 อาเซียน (มูลค่า 21,539.08 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยตลาดส่งออกสำคัญของอาเซียนคือ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ อันดับ 2 จีน (มูลค่า 21,372.57 ล้านเหรียญสหรัฐ) อันดับ 3 ออสเตรเลีย (มูลค่า 6,891.79 ล้านเหรียญสหรัฐ) อันดับ 4 ญี่ปุ่น (มูลค่า 5,784.20 ล้านเหรียญสหรัฐ) และอันดับ 5 อินเดีย (มูลค่า 3,990.80 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงความตกลง Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP ซึ่งเป็นความตกลงใหม่ที่รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรีผลักดันการเจรจาในวาระที่ไทยเป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียน เมื่อปี 2562 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งรวมทั้งสิ้นแล้ว ประเทศไทยมี FTA ที่มีผลบังคบใช้แล้วรวมทั้งสิ้น 14 ฉบับ 

'มาดามแป้ง' ยันยังไม่พร้อมลงสนามการเมือง หลังมีข่าว ‘บิ๊กป้อม’ ทาบลงชิงผู้ว่าฯ กทม.

13 ม.ค. 65 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ตอบคำถามสื่อมวลชน ก่อนนำนักฟุตบอลทีมชาติไทยครับพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกรณีที่หลายฝ่ายเชียร์ให้ลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ชื่อของตนเป็นแคนดิเดตมาทุกยุคทุกสมัย ยืนยันว่าถึงวันนี้ยังไม่มีอะไรทั้งสิ้น ซึ่งความจริง ตนไม่ได้มีความสนใจที่จะลงเล่นการเมือง แต่จะให้ตอบปฏิเสธไปเลยในวันนี้ก็คงไม่ใช่ เพราะบางทีการพูดไปแล้วอนาคตอาจเกิดเป็นโชคชะตา คำพูดก็จะถูกจารึกเป็นประวัติศาสตร์

“จึงขอพูดว่า ณ วันนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรไป และขอขอบคุณทุกคนที่ส่งข้อความผ่านมาทางเพจที่อยากให้แป้ง ลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. วันนี้ขอพาบอลไทยไปบอลโลกก่อน” นางนวลพรรณ ในฐานะผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้ที่ได้พบกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้มีการทาบทาม ให้ลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ มาดามแป้ง นวลพรรณ บอกว่า พล.อ.ประวิตร เพียงแต่แสดงความยินดีกับชัยชนะของฟุตบอลไทยในทุกครั้งที่ลงแข่งขันทุกครั้ง อีกทั้งพล.อ.ประวิตรก็ไม่เคยพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองหรือการพัฒนาพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.)

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตรยังไม่ได้มีการทาบทามใช่ หรือไม่ เธอกล่าวว่า ยังไม่มีอะไร ถามย้ำว่าสรุปยังไม่มีความสนใจในเรื่องการเมืองใช่หรือไม่ นางนวลพรรณ กล่าวว่า “แต่แป้งก็อ่านหนังสือพิมพ์การเมืองทุกวัน”

‘หมอเก่ง’ ชี้!! ข้อมูลวัคซีนเป็นความลับ ทั้งที่รัฐควรมีหน้าที่ป้องกันอย่างเข้มงวด 

‘วาโย - ก้าวไกล’ โต้!! ‘อนุทิน’ ข้อมูลวัคซีนและเลขบัตรประจำตัวประชาชนเป็นความลับ ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย รัฐไม่ควรปล่อยให้ใครก็ได้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชน

จากกรณีที่อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่า ข้อมูลของประชาชนที่ฉีดวัคซีนไม่ได้รั่ว และข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ถือว่าเป็นความลับ เมื่อกรอกหมายเลข 13 หลักในหมอพร้อมก็จะพบข้อมูลนี้นั้น ทาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า ตนรู้สึกตกใจมากที่เจ้ากระทรวงที่ดูแลข้อมูลส่วนตัวของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ให้ความสำคัญกับปกป้องข้อมูลของประชาชน

“ปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามาก เพราะสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์และคาดการณ์อะไรได้อีกมาก หลายประเทศที่เขาตระหนักเรื่องนี้ ตนถือว่ามันเป็นความมั่นคงของประชาชนเลยด้วยซ้ำ ทีนี้ของประเทศไทย ควรจะต้องมี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หรือ PDPA ออกมาใช้ตั้งนานแล้ว แต่มันก็ยังไม่มีผลบังคับใช้สักที แล้วพอผู้มีอำนาจออกมาบอกว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เป็นความลับอะไร มันก็แสดงให้เห็นว่ารัฐไทยไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แบบสุดๆ ไปเลย”

นพ.วาโย กล่าวต่อว่า แม้ PDPA จะยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่ปัจจุบันก็มีกฎหมายเฉพาะคุ้มครองข้อมูลสุขภาพของประชาชนบังคับใช้อยู่แล้ว เขาชวนให้ทุกคนคิดตามโจทย์ทางกฎหมายว่า มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ระบุว่า ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ใครจะนำไปเปิดเผยในลักษณะที่จะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่คนนั้นจะยินดีเปิดเผยเอง

“แล้วข้อมูลวัคซีนถือเป็นข้อมูลสุขภาพหรือไม่? ก็ต้องย้อนไปดู พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4 ระบุว่า การประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีการรักษา บำบัด หรือป้องกันโรค ดังนั้น การฉีดวัคซีนเพื่อการป้องกันโรค ก็ถือว่าเป็นข้อมูลการรักษา เป็นข้อมูลสุขภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้ใดจะเปิดเผยไม่ได้”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top