Monday, 27 July 2026
NEWS

มูลนิธิยังมีเรา” ร่วม “มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์-ไทยสมายล์ กรุ๊ป” มอบทุนการศึกษา “เยาวชน" พร้อมมอบวิลแชร์ให้ผู้พิการ ณ จ.ลำพูน

24 พ.ค. 67 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับกลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป และ นายศิรวิฑย์ ชัยเกษม ผู้ประกาศข่าวท็อปนิวส์ ในฐานะตัวแทนจากมูลนิธิยังมีเรา โดยสถานีข่าวท็อปนิวส์ พร้อมด้วยสื่อมวลชน มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดโอกาส และมีฐานะครอบครัวยากจน ตามโครงการสานฝันการศึกษา ประจำปี 2567 ของมูลนิธิยังมีเรา สถานีข่าวท็อปนิวส์  ณ สำนักพัฒนาฝีมือแรงงาน จ.ลำพูน โดยมี นางสาวอาภากร ว่องเขตกร ผู้ตรวจราชการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นผู้ร่วมรับมอบ  โดยนักเรียนที่จะได้รับทุนการศึกษา ต้องเรียนอยู่ในระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า และอุดมศึกษา

โดยวันนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป และมูลนิธิยังมีเรา ได้มอบทุนการศึกษาด้วยกัน ทั้งหมด 10 ทุนการศึกษา สร้างความปลาบปลื้มให้กับเด็กที่ได้รับทุนการศึกษารวมถึงครอบครัวของเด็กเป็นอย่างมาก

โดยนักเรียนที่ได้พัฒนาความรู้และได้ทุนการศึกษา จากสำนักพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยความรู้สึกกับทีมข่าวท็อปนิวส์ว่า ดีใจมากที่ได้ทุน และจะนำไปเป็นทุนการศึกษา จะตั้งใจเรียน ไม่เกเร

ขณะที่นางเธียรรัตน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ หวังว่า เงินทุนการศึกษาเหล่านี้ สามารถเป็นทุนให้กับเด็ก และเยาวชนที่จะเป็นอนาตที่ดีต่อชาติ ที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษา ผ่านโครงการสานฝันการศึกษา 2567 ในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเด็กนักเรียนและเยาวชน ซึ่งเขาเหล่านี้จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

และในช่วงบ่าย  นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย  นางสาวอาภากร ว่องเขตกร ผู้ตรวจราชการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน จ.ลำพูน ลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์ และเครื่องอุปโภค บริโภคเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ที่ประสบภัย ในพื้นที่ ต.บ้านกลาง และ ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน

ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ 2 คัน วอร์คเกอร์ช่วยเดิน และเครื่องอุปโภค บริโภคซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับ ผู้สูงอายุและผู้พิการ ตามที่ได้รับการประสานจาก  น.ส.ศิริลักษณ์ ประศาสตร์อินทาระ แรงงานจังหวัดลำพูน  น.ส.พุทธชาติ อินทร์สวา จัดหางานจังหวัดลำพูน และ นายสมเกียรติ  เจษฎารมณ์  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดลำพูน  ให้แก่ นางบัวปัน สาวะธรรม อายุ 80 อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 59 ม.10 ต.บ้านกลาง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง มีฐานะยากจน และประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคมและเป็นผู้ประสบภัย  เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน เติมขวัญและกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป ทำให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันจัดหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวย ความสะดวกเป็นลำดับแรก

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 สุดยิ่งใหญ่แห่งปี

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 จัดอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายกับการลดพฤติกรรมความรุนแรงในสังคม เสริมพลังครอบครัวคนพิการ ด้านการส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งเสริมพลังองค์กรเครือข่ายให้เข้มแข็ง และประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ระหว่างวันที่ 22 – 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ณ ห้องประชุมสิรินภา โรงแรมหรรษา เจบี ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

โดยงานครั้งนี้ 'นางวิไลวรรณ สุวรรณรักษา' พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสงขลา​ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายกับการลดพฤติกรรมความรุนแรงในสังคม เสริมพลังครอบครัวคนพิการ ด้านการส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งเสริมพลังองค์กรเครือข่ายให้เข้มแข็ง และประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 พร้อมมอบโล่รางวัล โดยมี 'นางสาวฐิติพร พริ้งเพลิด'  อุปนายกคนที่ 2 สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ให้ทราบพอสังเขปดังนี้

1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมรวมทั้งครอบครัวคนพิการ มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการดูแล การฟื้นฟู และการให้ความช่วยเหลือคนพิการทางจิตที่มีพฤติกรรมรุนแรงอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมอาชีพ แก่คนพิการและครอบครัว และแกนนำชมรมเครือข่าย ด้วยการเปิดบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์
2. เพื่อจัดทำแผนขับเคลื่อนงานของสมาคมฯรวมทั้งเครือข่ายภาค เขต และชมรมตะวันทอแสงปี 2568
3. จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 และรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของสมาคมฯ
​​​​​สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย  ก่อตั้งเมื่อวันที่  27  มีนาคม  2546 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา  21 ปี

​​การจัดโครงการฯในวันนี้ จะดำเนินการระหว่างวันที่  22 – 25 พฤษภาคม 2567 โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ มาจากแกนนำเครือข่ายเพื่อผู้บกพร่องทางจิตระดับภาค/เขต คนพิการทางจิตและผู้ดูแลจากพื้นที่ต่างๆ ผู้แทนจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดพิษณุโลก ผู้แทนจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้แทนจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดนครราชสีมา ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต ผู้แทนจากหน่วยงานสาธารณสุข ผู้แทนจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสงขลา ผู้แทนจากตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ผู้แทนจาก สปสช.เขต 12 ผู้แทนจากศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 จังหวัดสงขลา กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอปต.) และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 871 คน  

“สำหรับงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับรู้ว่า ปัจจุบันผู้บกพร่องทางจิตสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป และมีความสุข อยากจะให้ทุกๆคนในสังคมหันกลับมาให้ความสำคัญและช่วยทำให้ความเท่าเทียมกันเกิดขึ้นในสังคมไทย”

ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น การออกบูธจำหน่ายสินค้าจากผู้บกพร่องทางจิตทั่วทุกภูมิภาค และการออกบูธขององค์กรภาครัฐด้านสุขภาพจิต เพื่อให้คำแนะนำ ปรึกษาทางออกด้านสุขภาพจิตให้กับผู้ที่มาร่วมงานโดยมีทีมจิตเวช ที่จะคอยดูแลตลอดระยะเวลาให้คำปรึกษา (กอช.) การออมแห่งชาติแนะนำการเก็บออมเงินให้กับคนพิการ บูธนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สนง.พมจ.สงขลา บูธของ รพ.จิตเวชสงขลา บูธปฐมพยาบาลจาก รพ.หาดใหญ่ บูธจาก ม.สงขลานครินทร์ บูธจาก สปสช.เขต 12 และอื่น ๆ ภายในงานมีการเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นจากนักวิชาการ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บกพร่องทางจิตที่เข้ารับการรักษาฟื้นฟูจนหายกลับมาสู่การใช้ชีวิตปกติ การแสดงมากมายจากผู้บกพร่องทางจิตทั่วทุกภูมิภาค และกิจกรรมอีกมากมายภายในการจัดงานครั้งนี้

นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารและที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงงานในครั้งนี้ว่า “เป็นโอกาสดีที่สังคมจะได้รู้และเข้าใจคนพิการทางจิตมากขึ้น และหันมาให้ความสนใจกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บกพร่องทางจิตได้กลับคืนสู่สังคม บนเส้นทางที่พร้อมจะสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้และสร้างตัวตน ยืนหยัดในสังคมด้วยความเท่าเทียม และเป็นมิตรกับทุก ๆ คน”

ผบ.ทร./รอง ผอ.ศรชล. เยี่ยมให้กำลังใจ ศรชล.ภาค 1

พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (รอง ผอ.ศรชล.) พร้อมด้วยคณะติดตาม เดินทางตรวจเยี่ยม ศรชล.ภาค 1 พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมี น.อ.ชลทัย รัตนเรือง รองผอ.ศรชล.จว.พบ. ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานในปี 2567 ที่ผ่านมา โดยพล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร/รอง.ผอ.ศรชล ได้กล่าวให้กำลังใจ จนท.กำลังพล ศรชล.จว.พบ.ในการปฏิบัติงาน 

จากนั้นเวลา 10.10 น. พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร/รอง​ ผอ.ศรชล. ได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี โดย นายณัฏฐชัย นำพูลสุขสันติ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี/ผอ.ศรชล.จว.พบ. ได้มอบหมายให้ นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีให้การต้อนรับและหารือข้อราชการที่สำคัญ ณ ห้องรับรอง​ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี​ ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

ผบ.ทร./ รอง ผอ.ศรชล. และคณะ เดินทางตรวจเยี่ยม ศรชล.ภาค 1 พื้นที่จังหวัดชุมพร

พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร./ รอง ผอ.ศรชล. และคณะ เดินทางตรวจเยี่ยม ศรชล.ภาค 1 พื้นที่จังหวัดชุมพร โดยมี น.อ.ชำนาญ สอนแพง รอง ผอ.ศรชล.จว.ชพ. พร้อมด้วย น.อ.กุลเชษฐ์ ศิริสืบหน.ศคท.จว.ชพ. ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานในปี 2567 ทีjผ่านมา โดย ผบ.ทร/รอง.ผอ.ศรชล ได้กล่าวให้กำลังใจ แนวทางการปฏิบัติงานและรับฟังปัญหา เวลา 14.30 น. ผบ.ทร./รอง ผอ.ศรชล. เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดชุมพร โดยมีนายธนนท์ พรรพีภาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับและหารือข้อราชการที่สำคัญ ณ ห้องรับรองหาดทรายรี หลังจากนั้นได้ตรวจเยี่ยมห้องปฏิบัติงาน ศรชล.จว.ชพ. ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดชุมพร ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

ขอนแก่น - “เหล่ากาชาดขอนแก่น” ส่งมอบบ้านกาชาดให้แก่ผู้ยากไร้

มอบบ้านพักอาศัยตามโครงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมเฉลิมพระเกียรติเทิดไท้องค์ราชัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567  และโครงการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในระบบการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ตามโครงการเพื่อขับเคลื่อนการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2567 ที่ บ้านเลขที่ 57 บ้านหัวสระ หมู่ที่ 6 ตำบลดอนช้าง อำเภอเมืองขอนแก่น  จังหวัดขอนแก่น นางกรรณิกา กองฉลาด นายกเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีมอบบ้านพักอาศัยตามโครงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมเฉลิมพระเกียรติเทิดไท้องค์ราชัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และโครงการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในระบบการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai people map and Analytics Platform TPMAP) ตามโครงการเพื่อขับเคลื่อนการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) ในระดับพื้นที่ มิติด้านที่อยู่อาศัย และในระบบ ThaiQM ให้แก่ครอบครัวของนายตะวัน ตีนแท่น บ้านเลขที่ 57 บ้านหัวสระ หมู่ที่ 6 ต.ดอนช้าง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น โดยมีรองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมมอบ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างจากเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น จำนวน 40,000 บาท และยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์จากโครงการกองบุญแห่งการให้อำเภอเมืองขอนแก่น จำนวน 63,800 บาท และส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนช้าง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ตำบลดอนช้าง รวมทั้งได้รับการสนับสนุนแรงงานจากประชาชนในหมู่บ้าน.

‘มวยไทย’ เตรียมจัดแข่งสาธิตสนาม ‘โอลิมปิก 2024’ สานฝันคนไทย!! ในการผลักดันศิลปะประจำชาติ

(23 พ.ค.67) ที่โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ สหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA) จัดการแถลงข่าวใหญ่ ‘Muaythai IFMA Olympic Journey : Past, Present and Future’ นำกีฬา ‘มวยไทย’ ไปจัดแข่งขันสาธิตที่โอลิมปิก ปาร์ค กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2024 ซึ่งถือเป็นบันไดก้าวแรกสานความฝันของคนไทยในการผลักดัน ‘มวยไทย’ บรรจุแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ ฤดูร้อน

โดยการแถลงข่าวดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ ประธานสหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA), สเตฟาน ฟ็อกซ์ เลขาธิการ IFMA และผู้บริหาร IFMA เข้าร่วม พร้อมด้วย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และ ดร.สุปราณี คุปตาสา ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF), นายสมชาติ เจริญวัชรวิทย์ นายกสมาคมกีฬามวยอาชีพแห่งประเทศไทย และรองประธาน IFMA, นายนาดีร์ อัลลูอาเช ประธานสหพันธ์มวยไทยแห่งฝรั่งเศส และ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ร้อยโท สมบัติ บัญชาเมฆ นักมวยไทยชื่อดังร่วมภายในงานด้วย

ดร.ศักดิ์ชาย กล่าวว่า การแถลงข่าวครั้งนี้วัตถุประสงค์หลักคือ การประกาศอย่างยิ่งใหญ่ให้คนไทยรับทราบว่า กีฬามวยไทย ศิลปะประจำชาติไทยที่คนไทยภาคภูมิจะได้ไปร่วมการแข่งขันรูปแบบสาธิตในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติอย่างโอลิมปิกเกมส์ 2024 ‘ปารีส 2024’ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม-11 สิงหาคม 2567 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกของสหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA) ผลักดันประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) มาโดยตลอด ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติฝรั่งเศส ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ฤดูร้อน 2024 ‘ปารีส 2024’ อนุญาตให้สหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA) ดำเนินการจัดการแข่งขันสาธิตกีฬา ‘มวยไทย’ ที่โอลิมปิก ปาร์ค กรุงปารีส ในช่วงการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2024 โดยมีชาติสมาชิกของ IFMA ส่งนักมวยไทยไปร่วมสาธิตเสมือนจริงเต็มรูปแบบ และมีการแสดงปี่กลองมวยไทย การไหว้ครู ตามศิลปวัฒนธรรมมวยไทยที่ถูกต้องให้นักกีฬา เจ้าหน้าที่จากชาติต่างๆ ได้รับรู้ถึงศิลปะแม่ไม้มวยไทยที่มีต้นกำเนิดจากประเทศไทย โดยการไปจัดการแข่งขันสาธิตกีฬา ‘มวยไทย’ ในโอลิมปิกเกมส์ 2024 ดังกล่าวยังจะมี ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ร้อยโท สมบัติ บัญชาเมฆ นักมวยไทยชื่อดังวัย 42 ปีชาว จ.สุรินทร์ ไปร่วมโชว์ไหว้ครูกลางมหกรรมโอลิมปิกเกมส์ 2024 อีกด้วย

ดร.ศักดิ์ชาย กล่าวต่อว่า มวยไทยได้เข้าร่วมอยู่ในโปรแกรมเสริม (Side Program) โดยจะมีการจัดเวิร์กช็อปมวยไทย ณ บ้านมวยภายในโอลิมปิก ปาร์ค กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 5 วัน ไฮไลต์จะเป็นวันที่ 5 และ 6 สิงหาคม ซึ่งจะมีการจัดมวยไทย 2 วันเต็ม ในสนามกีฬามวยไทยที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษใจกลาง Club France โดยมีการแสดงมวยไทย 10 ชั่วโมงทุกวัน มีนักกีฬาจาก 24 ประเทศเข้าร่วม รวมถึงประเทศไทยที่ประเทศกำเนิดของมวยไทยด้วย

นายสมชาติ เจริญวัชรวิทย์ ในฐานะรองประธาน IFMA กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจ และคิดว่าคนไทยจะภาคภูมิใจกับการที่มวยไทยได้การยอมรับไปทั่วโลก ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างสมาคมกีฬามวยอาชีพฯ, IFMA และสมาชิกที่ทำทุกอย่างเพื่อนักกีฬาทุกคนทั่วโลกภายใต้มวยไทย โดยต้องขอบคุณคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC), คณะกรรมการโอลิมปิกฝรั่งเศส, สหพันธ์ชาติฝรั่งเศส และ IFMA ที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้เกิดความสำเร็จในครั้งนี้

ด้าน สเตฟาน ฟ็อกซ์ เลขาธิการ IFMA กล่าวว่า IFMA เป็นองค์กรเดียวที่ได้รับการรับรองภายใต้ขบวนการโอลิมปิก ไม่ว่าจากทั้งคณะกรรมการโอลิมปิกสากล, สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย และอื่นๆ สำหรับกีฬามวยไทย IFMA เป็นผู้ลงนามกับ องค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา IFMA ได้ทำงานเชิงกลยุทธ์ และปฏิบัติตามเกณฑ์สำคัญทั้งหมดอย่างเคร่งครัด เพื่อได้รับการยอมรับ และเพื่อให้แน่ใจว่ามวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ และกีฬาที่น่ายกย่องในโลกแห่งกีฬาที่ได้รับการรับรอง นี่คือเหตุผลที่ IFMA ได้อยู่ในสถานะเดียวกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA เราส่งเสริม และปกป้องในแง่มุมด้านวัฒนธรรมของมวยไทย วัฒนธรรมของกีฬามวยไทยถูกบรรจุอยู่ในธรรมนูญของ IFMA ทั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการไหว้ครู (รำมวย) มงคล และปี่มวย เป็นส่วนหนึ่งของการได้รับรองของ IFMA และระดับนานาชาติ หมายรวมถึงการแข่งขันไหว้ครู และการแข่งขันไม้มวยด้วย

สเตฟาน ฟ็อกซ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยสามารถกล่าวได้อย่างภาคภูมิใจเลยว่า IFMA ได้ต่อสู้เพื่อรักษาคำว่า ‘ไทย’ ใน ‘มวย’ วันนี้ IFMA มีสหพันธ์สมาชิกแห่งชาติถึง 152 องค์กรในทั้ง 5 ทวีป ในประเทศไทย IFMA ทำงานร่วมกับ 2 สมาคมคือ สมาคมกีฬามวยอาชีพแห่งประเทศไทย หรือ PAT และสมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ หรือ AMTAT เพื่อให้แน่ใจว่านักกีฬาจะได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง IFMA เชื่อว่า "One World One Muaythai" มวยไทยเป็นจุดศูนย์รวมเราเข้าด้วยกัน นำเรามาเจอกัน ส่งเสริมอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี และประเทศไทย แผ่นดินแม่ของมวยไทย

นายนาดีร์ อัลลูอาเช ประธานสหพันธ์มวยไทยแห่งฝรั่งเศส กล่าวว่า เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการนำมวยไทยไปจัดการแข่งขันสาธิตที่ฝรั่งเศส ในช่วงระหว่างโอลิมปิก 2024 ในครั้งนี้ ที่สำคัญยังมีการนำศิลปะแม่ไม้มวยไทยไปจัดแสดงด้วย ถือเป็นบันไดก้าวแรกในการสานฝันนำมวยไทยไปสู่โอลิมปิกเกมส์ ต้องขอบคุณทาง IFMa ที่ทุ่มเทมาตลอด 30 ปีในการผลักดันมวยไทย และคิดว่าจะประสบความสำเร็จได้

ในงานแถลงข่าวดังกล่าว สมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ (AMTAT) นำโดย ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ นายกสมาคมฯ แจ้งให้ทราบอีกว่า ประเทศไทยเตรียมส่งนักกีฬามวยไทยทีมชาติไทยไปแข่งขันศึกมวยไทยชิงแชมป์โลก 2024 (อิฟม่า ซีเนียร์ เวิลด์แชมเปี้ยนชิพ 2024) ที่เมืองเพทรัส ประเทศกรีซ ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม - 9 มิถุนายน 2567 โดยทีมชาติไทย ส่งนักกีฬามวยไทยเข้าร่วมการแข่งขัน 13 รุ่น แยกเป็น ชาย 7 รุ่น และหญิง 6 รุ่น โดยมี นาวาอากาศเอก บุญส่ง นวลย่อง เป็นผู้ควบคุมทีม รายชื่อนักกีฬามีดังนี้

ประเภทชาย 7 รุ่น ประกอบด้วย รุ่น 48 กก. ‘โดมทอง ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม’ ศุภณัฐ เพชรรักษ์ / รุ่น 51 กก. ‘เพชรสุพรรณ ป.ดาวรุ่งเรือง’ ฉลองชัย มีนิลดี / รุ่น 54 กก. ‘เจเจ ศ ไก่เขี่ย’ นพรุจน์ วันเพลง / รุ่น 57 กก. ‘ดีเซลเล็ก เพชรยินดีอคาเดมี่’ ศุภวัฒน์ สงคง / รุ่น 63.5 กก. ‘ซุปเปอร์บอล ทีเด็ด99’ วีระศักดิ์ ทาระขจัด / รุ่น 71 กก. ‘ธนัญชัย ศิษย์สองพี่น้อง’ ธเนศ นิรุธธร / รุ่น 75 กก. ‘เด่นพนม พราน26’ ทศพล เสาร์พะเนา

ประเภทหญิง 6 รุ่น ประกอบด้วย รุ่น 45 กก.หญิง ‘มงกุฎเพชร เพชรพราวฟ้า’ อริศรา นุ่นเอียด / รุ่น 48 กก.หญิง ‘น้องนุ๊ก มกช.ชัยภูมิ’ กุลณัฐ อ่อนอก / รุ่น 51 กก.หญิง ‘เสน่ห์จันทร์ เครื่องดื่มคอมมานโดยิมส์’ นิราวรรณ ตังจิว / รุ่น 54 กก. ‘ขวัญใจ ขวัญใจมวยไทยยิม’ รุจิรา วงษ์ศรีวอ / รุ่น 57 กก.หญิง ‘จอมยุทธเหยิน สุราษฎ์ยิมส์ (จ่าแบงค์ดอนเมือง)’ แก้วฤดี คำถากระปุ่ม / รุ่น 60 กก.หญิง ‘เพชรตาปี สุราษฎ์ยิมส์ (จ่าแบงค์ดอนเมือง)’ อารียา สาโหด

ดร.ศักดิ์ชาย กล่าวว่า มวยไทยชิงแชมป์โลก 2024 ครั้งนี้จัดขึ้น ที่สถานที่กำเนิดของโอลิมปิก ที่ Ancient Olympia ชาติสมาชิก IFMA กว่า 100 ประเทศจะเข้าร่วมเพื่อคัดเลือกครั้งแรกสำหรับกีฬา ‘เวิลด์เกมส์ 2025’ ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในขบวนการไปโอลิมปิกเกมส์ มวยไทยชิงแชมป์โลก 2024 มีนักกีฬามวยไทยกว่า 1,000 คน จากทั้ง 5 ทวีปทั่วโลกเข้าร่วม ระหว่างการแข่งขันยังจะมีการประชุม World Olympic Academy โดยผู้นำด้านมวยไทยจากทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อหารือ และตัดสินใจครั้งสำคัญร่วมกัน เพื่ออนาคตของมวยไทย และนักชกรุ่นต่อไป

‘พระพยอม’ แจงปม ‘วัดสวนแก้ว’ เกิดเพลิงไหม้ ทำเด็กวัดดับ 3 ศพ ยัน!! ประตูกุฏิ ไม่ได้ล็อกตามสื่อบอก วอนรอผลพิสูจน์หลักฐาน

(23 พ.ค.67) จากกรณีเมื่อคืนที่ผ่านมา เวลา 23.00 น. วันที่ 22 พ.ค. 67 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางใหญ่ ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้กุฏิภายในวัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ทราบชื่อคือ ด.ช.ปัณณวิชญ์ ชูติมัลตานนท์ (น้องเอ็ม) อายุ 11 ปี ด.ช.ปัณณวัฒน์ ชูติมัลตานนท์ (น้องเอส) อายุ 11 ปี (ซึ่งทั้ง 2 เป็นฝาแฝดกัน) และ ด.ช.ธีรพงษ์ รบศรี อายุ 9 ปี จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู และแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์รีบรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ล่าสุดวันนี้ที่วัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พ.ต.อ.สมพล วงศ์ศรีสุนทร รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.หญิง วิมลธรา พาลี ผกก.พฐ.จว.นนทบุรี นวท.(สบ 4) พ.ต.อ.ปิยวุฒิ แก้วมณี รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี รักษาการ ผกก.สภ.บางใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้บริเวณกุฏิเก่าภายในวัด หลังเกิดเหตุสลด เด็กวัดถูกไฟคลอกเสียชีวิต 3 ราย เมื่อคืนที่ผ่านมา เบื้องต้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัด ไม่พบประตูของกุฏิถูกล็อกแต่อย่างใด ซึ่งยังพบร่องรอยของเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่ใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง มาตัดบริเวณโครงเหล็กข้างกุฏิ เพื่อนำร่างเด็กทั้ง 3 ราย ออกมาจากด้านใน

พระพยอม กล่าวว่า เราเลี้ยงเด็กในวัดสวนแก้วมา 20 ถึง 30 ปี รุ่นแรก ๆ มีครอบครัว เรียนจบการศึกษาปริญญาตรี ทำงานได้ดี ซึ่งไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในวัด ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งเมื่อคืนเป็นวันวิสาขบูชา พออาตมาเทศน์เสร็จต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป เด็กคงเห็นโอกาสว่าไม่มีผู้ใหญ่ดูแลจึงลงจากตึกมาเล่นกันที่กุฏินี้ จึงทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน ไม่เคยนึกว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เด็กรุ่นแรก ๆ อยู่กันเป็นร้อยมาก แต่ตอนนี้เหลือน้อยลงมาก ซึ่งได้มีการสอบถามเด็กที่ลงไปเล่นด้วยเมื่อคืนก่อนจะขึ้นมาด้านบน ยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโชคดีที่ขึ้นมาไม่งั้นคงเกิดเหตุสลดมากกว่านี้

อาตมาคงให้ข้อมูลได้แค่ในส่วนของทางเรา นอกนั้นต้องให้ทางพิสูจน์หลักฐานเป็นคนให้ข้อมูล ซึ่งเมื่อคืนอาจจะมีเรื่องคลาดเคลื่อนที่อาจทำให้ทั้งวัดเสียหาย ทางวัดมีรปภ.เป็น 10 คน เมื่อคืนพอเห็นไฟไหม้เจ้าหน้าที่ก็รีบวิ่งไปเอาถังดับเพลิงมาฉีด 7 ถัง ข่าวที่ออกไปว่าไปถึงแล้วเข้าไม่ได้เพราะล็อกกุญแจหน้าห้องไว้ ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้ล็อก เพราะหากพูดแบบนั้นพระต้องเข้าคุกแน่ เพราะฆาตกรรมเด็ก เราเลี้ยงเด็กมาหลายรุ่นผ่านมา 400-500 คนประสบความสำเร็จบ้าง ติดคุกบ้าง ตายไปบ้าง แต่ไม่เคยมีใครเกิดเหตุไฟไหม้ตาย ทางมูลนิธิวัดสวนแก้วมีทุนการศึกษารับอุปการะเด็กที่ไม่มีกำลัง อาตมาเสียดายเด็กที่เสียชีวิตไป เนื่องจากเพิ่งจะตัดชุดใหม่ได้แค่ 2 วัน พอถึงวันวิสาขบูชาก็หยุด และมาเกิดเหตุสลดดังกล่าว เหตุการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ เพราะว่าเราดูแลเด็กอย่างเต็มที่ ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าทุกอย่างใช้จ่ายโดยเงินมูลนิธิฯทั้งหมด เท่าที่ทราบเด็กกลุ่มนี้ชอบเล่นพวกแท็บเล็ต อาตมาก็จะคอยเตือนคอยห้ามว่าไม่ให้ชาร์จแบตทิ้งไว้

แต่เด็กเคยบอกกับอาตมาว่าถ้าไม่อยากให้แบตหมดก็ต้องเสียบปลั๊กคาไว้ตลอด เคยเห็นเด็กพูดคุยกัน ที่นี่เมื่อก่อนเป็นกุฏิพระและพระเหลือน้อยก็เลยไม่มี เด็กก็อาจจะไปเล่นกัน มีเด็กขึ้นไปบนกุฏิ 2 คน ไม่งั้นคงเกิดเหตุสลดทั้งหมด 5 ศพ เด็กพวกนี้เป็นเด็กที่มาอยู่ที่วัดได้ 2-3 เดือนแล้ว เพราะญาติพ่อกับแม่เด็กเลิกกัน และญาติพี่น้องก็นำมาบวชเรียนที่วัด มีเป็นฝาแฝด 2 คู่ ที่อยู่ในวัดแห่งนี้ตาย 1 คู่ และอีกคนหนึ่งเป็นคนน้องตายคนเดียว เมื่อคืนอาตมายังไม่ได้เข้าไปดูเพราะเข้านอนแล้ว มีนักข่าวบางส่วนมาที่วัดเมื่อคืนนี้ เป็นพยานได้ว่าประตูในกุฏิไม่ได้ล็อก และทางวัดก็มีคลิปที่เปิดประตูเข้าไปดับไฟ

ด้าน น.ส.เกษร อินตะ อายุ 42 ปี อาชีพพนักงานปั๊มบางจาก แม่ของ ด.ช.ปัณณวิชญ์ ชูติมัลตานนท์ (น้องเอ็ม) อายุ 11 ปี ด.ช.ปัณณวัฒน์ ชูติมัลตานนท์ (น้องเอส) อายุ 11 ปี เด็กฝาแฝด  กล่าวว่า ตนรู้ข่าวแล้วเสียใจมา อยากบอกกับลูกว่าตอนนี้ตนมาอยู่ตรงนี้แล้วมารับลูกทั้งสองคน อยากให้มาหาเสียใจที่สุดในชีวิต ใจจะมาหาลูกวันที่ 8 มิ.ย.67 แต่มาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เสียใจมาก ๆ ถ้าตายตามลูกไปได้จนจะตายตาม ตอนนี้ตนไปไม่เป็นไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ได้มั้ย เมื่อ 2-3 วันก่อนยังคุยกันว่าจะมาหาลูก แต่ตนต้องทำงานอยู่ ตนรู้ข่าวเมื่อเช้าตอนเวลาประมาณ 06.00 น.ที่บ้านโทรมาบอก

'ผู้โดยสาร' ลืมไอแพดไว้บนเครื่องบินการบินไทย แต่ได้คืน ประทับใจ!! แม้ผ่านไป 20 วัน แต่สายการบินยังเก็บไว้ให้

(23 พ.ค. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Poonni Poonni’ ได้โพสต์ข้อความกรณีหลานลืม iPad บนเครื่องบิน แต่โชคดีที่สายการบินไทย เก็บไว้ให้ โดยระบุว่า…

“#thaiairwaysuk ดีมาก หลานลืม #iPad ตอนบินมาอังกฤษ จนกลับไทย แบบปล่อยไว้ 20 วัน โดยไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกที แบบกลับไทยไปแล้วข้ามวัน โทรเช็กก็เจอด้วย ตอนนี้ได้คืนเรียบร้อย” 

พร้อมแนบข้อความของเจ้าของเรื่องดังกล่าวที่โพสต์เฟซบุ๊กระบุเอาไว้ว่า…

“น้องเจ็มลืมไอแพดไว้บนเครื่องขาไปอังกฤษ มานึกออกตอนถึงไทย *ผ่านไปเกือบ 20 วัน ทำใจไปแล้วว่าไม่ได้คืน ลูกก็ดีใจจะได้ไอแพดใหม่ หลังจากถามไป 10 ชั่วโมง การบินไทยตอบกลับมาเร็วม๊ากก มันเป็นข่าวดีของแม่ แต่คงเป็นข่าวร้ายของลูก ใช้อันเก่าต่อไปนะครับ ตอนนี้รอน้องขึ้นเครื่องบินกลับมาหาเจ้าของ”

ทั้งนี้ เจ้าของเรื่องยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า “คนไปรับ มีความโทรมาถามรหัสปลดล็อคไอแพดด้วยค่ะ ถ้าเราไม่รู้รหัส การบินไทยไม่คืนให้นะคะ security จัดเต็มถูกใจหนูมาก”

โรงพยาบาลตำรวจ นำทีมแพทย์ พยาบาล ตรวจสุขภาพฟรี ตามโครงการจิตอาสา "ตำรวจรักษ์ประชาชน" เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2567

วันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค.2567 ณ ศูนย์กีฬาชุมชนห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร  พล.ต.ท. ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่(สบ 8) โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบขวัญกำลังใจแก่คณะเเพทย์  พยาบาลผู้ปฏิบัติหน้าที่ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่บริการตรวจสุขภาพให้แก่ข้าราชการตำรวจ และครอบครัว รวมถึงประชาชนทั่วไปที่เข้ารับบริการตรวจสุขภาพฟรี ตามโครงการจิตอาสา "ตำรวจรักษ์ประชาชน" เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2567  ในการนี้ พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ นายแพทย์(สบ 7) โรงพยาบาลตำรวจให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ พล.ต.ท. ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า โครงการ "ตำรวจรักษ์ประชาชน" เป็นโครงการที่โรงพยาบาลตำรวจ ขานรับนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ขับเคลื่อนการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความเชื่อมั่น ความศรัทธา ความรักความเข้าใจระหว่างตำรวจกับประชาชน

โดยในส่วนของ พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล  ศรีสง่า โฆษกโรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า โครงการจิตอาสา "ตำรวจรักษ์ประชาชน" เป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสานต่อในเรื่องของการดูเเลด้านสุขภาพทั้งร่างกาย และจิตใจของข้าราชการตำรวจ ครอบครัวและประชาชน  โดยมีกลุ่มงานเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลตำรวจ เป็นกลุ่มงานหลักในการดำเนินงาน พร้อมทีมแพทย์ พยาบาล ทั้ง 28 กลุ่มงาน ลงพื้นที่นำอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยตรวจสุขภาพร่างกายฟรี อาทิ บริการฝังเข็มระงับปวด คัดกรองโรคไทรอยด์ ตรวจโรคไขมันพอกตับ ตรวจหมู่โลหิต คัดกรองสุขภาพเพศสตรี คัดกรองโรคเบาหวานด้วย การเจาะเลือดปลายนิ้ว ตรวจสุขภาพฟัน ตรวจดวงตา หูดีมีสุข คัดกรองความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน ให้การอบรมกู้ชีพพื้นฐานสำหรับประชาชน เป็นต้น หากพบภาวะเจ็บป่วย ทีมแพทย์จะให้คำแนะนำในการรักษาพยาบาล ถ้าอยู่ในภาวะฉุกเฉิน จะส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจหรือโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

นอกจากนี้ การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้  ได้รับเกียรติจากสมาคมช่างผมเสริมสวยแห่งประเทศไทย ในการสนับสนุนทีมจิตอาสาบริการตัดผมฟรีให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ จำนวนทั้งสิ้น 100 ราย พร้อมได้รับเกียรติจากศิลปินผู้มีชื่อเสียง อาทิ คุณชรัส เฟื่องอารมณ์, คุณสุดา ชื่นบาน, คุณวินัย พันธุรักษ์, คุณสุทธิพงษ์ วัฒนจัง และ คุณกัณพล ปรีดาปราโมช วงฟรุตตี้, และคุณหนู มิเตอร์ ในการมาขับกล่อมบทเพลงอันไพเราะร่วมกับวงดนตรีจิตอาสา "PGH BAND" ของโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งภายในงานยังได้มีบริการแจกจ่ายเครื่องดื่มสมุนไพรและขนม อาหารว่าง (น้ำแข็งไส และไอศกรีม) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก คุณอรพินทร์ เพชรทัต ที่ปรึกษา รมว.พลังงาน อีกด้วย

โดยกิจกรรมวันนี้มี ตำรวจ ครอบครัวตำรวจ และประชาชน ให้ความสนใจ มารับบริการด้านสุขภาพ เป็นจำนวนมากถึง 400 ราย และมีผู้มารับบริการตัดผมฟรีจำนวน 42 ราย ทั้งนี้ ข้าราชการตำรวจ, ครอบครัวข้าราชการตำรวจ และประชาชน ที่มีความประสงค์ที่จะปรึกษา หรือเข้ารับการตรวจรักษา สามารถติดต่อไปยังโรงพยาบาลในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจในพื้นที่ของท่านทั่วประเทศ หรือติดต่อมายังโรงพยาบาลตำรวจ ผ่านช่องทาง facebook Fanpage รวมถึงช่องทางให้คำปรึกษาสุขภาพจิตความรุนแรงในครอบครัว ที่สายด่วน 081-932-0000 และ เพจ Depress We Care , Because We Care  ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘อนุทิน’ เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสบช. ในฐานะผู้ทำประโยชน์ต่อวงการแพทย์ - สาธารณสุข

(23 พ.ค.67) ที่หอประชุมกิติยาคาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มอบปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) ประจำปีการศึกษา 2566 โดยในพิธีได้มีการพระราชทานปริญญาสาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประจำปี 2566 แก่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้ทำประโยชน์ต่อวงการแพทย์ และสาธารณสุข เป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้ สำหรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก สบช. โดยปกติแล้วเป็นปริญญาที่ให้กับผู้นำ หรือผู้บริหารสูงสุดในประเทศ พร้อมกับเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมือง ประเทศชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 66 นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) เคยให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่นายอนุทิน ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ว่า เพราะเมื่อครั้งนายอนุทิน ขณะที่ดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข (สธ.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำโครงการ สบช. สัญจร เดินทางไปแนะแนวนักเรียนทั่วประเทศกว่า 2,360 แห่ง สร้างความเสมอภาคให้กับนักเรียนทุกคนในการเข้าศึกษาในสถาบันฯ ในสาขาพยาบาลศาสตร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทุกโรงเรียนในระดับอำเภอได้เข้าเรียนในสถาบันฯ เพื่อให้เกิดการกระจายบุคลากรไปทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้โอกาสเด็กในถิ่นทุรกันดารในชนบทได้ศึกษาในหลักสูตรการพยาบาล

นอกจากนี้ นายอนุทิน ได้ส่งเสริมให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้าเรียนในหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล ขณะนี้เรียนจบไปกว่า 2,000 คน แล้ว เพื่อให้โครงการ 3 หมอสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังมีดำริว่า กรณี อสม. ที่จบในหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล และมีผลการเรียนดี มีความมุ่งมั่นตั้งใจดี ก็ควรได้รับทุนเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาตรี เช่น สาขาพยาบาลศาสตร์ หรือสาขานักการสาธารณสุขศาสตร์

ทั้งนี้ นายอนุทิน ถือเป็นนักการเมืองคนแรกได้เข้ารับปริญญาสาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันพระบรมราชชนก

“ เรียนดี มีความสุข ” เจริญชัย – ครูอาชีวะทั่วไทย (อ.กรอ.อศ) ร่วมเสริมสร้างการเรียนการสอน ระบบไฟฟ้า และอนุรักษ์พลังงาน แบบ Real Time ทันสมัยที่สุดในอาเซียน

เชิงอนุรักษ์ และบริหารจัดการพลังงาน , มาตราฐาน มอก. ความปลอดภัยอัคคีภัย สู่ความมั่งคงระบบไฟฟ้า และ อนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืนบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด นำโดย นายประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราคม วงศ์ชัย  อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าอุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เป็นวิทยากร พัฒนาประสบการณ์วิชาชีพให้กับครูอาชีวศึกษา ณ ศูนย์ฝึกอบรมบางปะกง และโรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

คุณประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญจากทาง อ.กรอ.อศ ร่วมเป็นวิทยากรในงาน พัฒนาประสบการณ์วิชาชีพร่วมกับสถานประกอบการครูอาชีวศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2567 โดย อ.กรอ.อศ. กลุ่มอาชีพพลังงานและพลังงานทดแทน ระหว่างวันที่ 7 – 21 พฤษภาคม 2567 ณ ศูนย์ฝึกอบรมบางปะกง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนสนับสนุน ส่งเสริม การดำเนินการจัดการเรียนการสอน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทั่วไทย ตามยุทธศาสตร์ชาติที่ให้ความสำคัญ ด้านพลังงาน และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน ในโอกาสนี้ หวังว่าทุกท่านจะได้ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง ติดตาม วิเคราะห์พลังงาน และ ความมั่นคงระบบไฟฟ้า แบบ Smart City Monitoring Energy Efficiency Systems Grid ( Real Time IoT) ติดตามการใช้พลังงานและความปลอดภัยอัจฉริยะ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการพัฒนากำลังคน และพัฒนาการศึกษาในกลุ่มอาชีวศึกษา เสริมสร้างความแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน

“ ตำรวจ ปส.สกัดจับนักบินซิ่งแหกด่านหนีตายได้พร้อมยาบ้า 2ล้านเม็ด ”

ตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ภายใต้การอำนวยการของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดย - พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร    รอง ผบ.ตร รรท. ผบ.ตร(ผอ.ศอ.ปส.ตร.)
- พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. (รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด
โดย พล.ต.ท.คีรีศักดิ์  ตันตินวะชัย  ผบช.ปส.,พล.ต.ต.สมเกียรติ  วัฒนพรมงคล,พล.ต.ต.สมบูรณ์  เทียนขาว,พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง,พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์  รอง ผบช.ปส. กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3

โดย พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์    ผบก.ปส.3  ,พ.ต.อ.ธีระ ทองระยับ ,พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด ,พ.ต.อ.กฤษดา ศรีอิสาณ ,พ.ต.อ.หญิง วรรญ์ญาลัดดา พิรุณสารโยธิน พ.ต.อ.ทิวาพงษ์ พลูโต ผกก.2 บก.ปส.3,พ.ต.ท.วสุภัทร คำมี และพ.ต.ท.ทรงพล อาวพิทักษ์ รอง ผกก.2 บก.ปส.3

ด้วย เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567) เวลาประมาณ 23.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา 1 ราย คือ
1. นายจะคา อายุ 40 ปี ที่อยู่ หมู่ 4 ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ จว.เชียงใหม่
พร้อมด้วยของกลางจำนวน 3 รายการ คือ
1.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ประมาณ 2,000,000 เม็ด
2.รถยนต์กระบะ(เสริมโครงเหล็ก) ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ รีโว่ สีเทา ติดโครงเหล็ก หมายเลขทะเบียน ยท 8953 เชียงใหม่
3.โทรศัพท์มือถือจำนวน  2 เครื่อง

พฤติการณ์กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า ห้วงกลางคืนวันที่ 21 พ.ค. 67  จะมี นายจะคา ใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ รีโว่ สีเทา ติดโครงเหล็ก หมายเลขทะเบียน ยท 8953 เชียงใหม่ (เสริมโครงเหล็ก) จะทำการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน บ้านหนองเต่า ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่  เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังบริเวณเส้นทางลำเลียง   กระทั่งเวลา 22.30 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่พบรถคันดังกล่าวขับเข้าไปยังพื้นที่ บ้านหนองเต่า ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และต่อมาเวลาประมาณ 23.00 น. รถดังกล่าววิ่งออกมา พบว่ามีสิ่งของบรรทุกท้ายกระบะ เจ้าหน้าที่จึงได้ตั้งจุดสกัดบริเวณสถานีตำรวจชุมชนตำบลม่อนปิ่น ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ แต่รถคันดังกล่าวได้ฝ่าการสกัดขับชนรถยนต์ของเจ้าหน้าที่และรั้วข้างทางออกไป เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามไป จนกระทั่งสามารถสกัดรถคันดังกล่าวได้ที่บริเวณริมถนนโชตนา ต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่  เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัว และเข้าทำการตรวจค้นผลการตรวจค้นพบยาเสพติดของกลาง จึงได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

โดยกล่าวหาว่า “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า อันเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยทั่วไป โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน ”

จากการซักถาม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตนได้รับจ้างในการลำเลียงจากชายไม่ทราบชื่อ - นามสกุล เป็นชนเผ่าชายแดนภาคเหนือได้ แจ้งไปขนยาเสพติด จำนวน 20 กระสอบ ที่บริเวณสวนส้มทางไปบ้านหนองเต๋า หมู่ที่ 10 ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โดยตกลงคาจ้างเป็นเงิน จำนวน 30,000 บาท เมื่อทำงานสำเร็จ ให้นำไปทิ้งในจุดนัดหมาย ในพื้นที่ ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่   กระทั่งเวลานัดหมาย จึงได้ขับรถยนต์กระบะ ทะเบียน ยท 8953 เชียงใหม่ ซึ่งเป็นรถยนต์ของตน ไปรับยาเสพติดยังจุดที่นัดหมาย  เมื่อไปถึงมีคนมาช่วยกันขนขึ้นรถ จากนั้นได้เอาพลาสติกสีดำปิดทับ จากนั้นจึงขับรถยนต์กลับออกมาตามเส้นทางเดิม และ
เมื่อขับไปถึงบริเวณถนนสาธารณะบ้านป่าฮิ้น หมู่ที่ 4 ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัวจะเข้าตรวจค้น จึงได้ขับรถยนต์ชนรถยนต์ของเจ้าหน้าที่และรั้วข้างทางหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด จนถึงพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับกุมได้  ก่อนหน้านี้ เคยรับจ้างลำเลียงยาเสพติดในลักษณะดังกล่าวนี้มาแล้ว จำนวน 1 ครั้ง เมื่อประมาณกลางเดือนเมษายน 2567 ได้ค่าจ้าง 15,000 บาท

พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวชัย ผบช.ปส. เผยว่า  ตามนโยบายของท่านนายกรัฐมตรี และ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ให้เพิ่มความเข้มในการสกัดกั้นการลำเลียงในพื้นที่ชายแดน บช.ปส.จึงร่วมกับฝ่ายทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนหาข่าวเพื่อสกัดจับนักบินที่พยายามลักลอบลำเลียงยาเสพติดลงสู่พื้นที่ตอนใน จึงมีการสกัดจับกุมได้อย่างต่อเนื่องในห้วงที่ผ่านมานี้ รวมทั้งในครั้งนี้ที่เจ้าหน้าที่ได้สามารถสกัดจับกุมเป็นนักบินระยะสั้นตามแนวชายแดนเช่นเดียวกับการจับกุมที่ผ่านมา

44 ผู้เฒ่าบนดอย ปลื้ม!! ได้ถ่ายบัตรประชาชนเป็นคนไทยเต็มตัว เผย!! "รอวันนี้มานาน" ส่วนอีกนับหมื่นในเชียงรายรอลุ้นตามติดๆ

(23 พ.ค. 67) นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการที่ปรึกษาและผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา เปิดเผยว่า ขณะที่กลุ่มผู้เฒ่าในจังหวัดเชียงรายอีกนับหมื่นคน ต่างรอคอยความหวังที่จะได้เป็นพลเมืองสัญชาติไทยคือกลุ่มที่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้ว 3,100 คน แต่กลุ่มที่ยังไม่มีคุณสมบัติทีจะยื่นขอแปลงสัญชาติได้ คือกลุ่มที่ถือบัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทยหรือบัตรเลข 6 จำนวน 6,501 ราย แม้มีภูมิลำเนาในประเทศไทยเกิน 40 ปี จนกลมกลืนกับสังคมไทยแล้วก็ตาม

“ผู้เฒ่ากลุ่มนี้จึงตั้งตารอคอยด้วยความหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะปรับแนวทางการใช้ดุลพินิจในประเด็นคุณสมบัติการมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ตามมาตรา 10(4) ใน พรบ.สัญชาติ ที่ให้ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนประวัติตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎรและประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ สามารถยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยส่งเรื่องมาให้กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยแล้วตั้งแต่พ.ศ. 2565” นางเตือนใจกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ที่ว่าการอำเภอแม่ฟ้าหลวง เหล่าผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่อาศัยในประเทศไทยมากว่า 40 ปี และมีลูกหลานเป็นคนสัญชาติไทย ซึ่งมีความกลมกลืนกับสังคมไทย ได้ยื่นคำขอแปลงสัญชาติไทยตาม มาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 จนได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทย จำนวน 44 ราย ได้เดินทางมาถ่ายบัตรประจำตัวตั้งแต่เช้าโดยทุกคนต่างตื่นเต้นและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “รอวันนี้มาเป็นเวลานาน”

นายพิซาน ผู้เฒ่าชาวอาข่า กล่าว “ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันนี้ จากร่างกายที่พึ่งผ่าตัดกระดูกทับเส้น แต่ใจสู้และดีใจที่ได้เป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์แบบ จึงต้องเดินทางมาถ่ายบัตรทันทีในวันนี้”

ขณะที่ อภิชาต ศรีสุวรรณ์ นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้เป็นประธานในพิธีมอบบัตรประจำตัวประชาชนแก่ผู้เฒ่าชาวอาข่า ไทยใหญ่ และจีนยูนนาน โดยทุกคนต่างพร้อมใจกันเปล่งเสียงปฎิญาณตน รับการเป็นพลเมืองไทยอย่างพร้อมเพรียง

5 เหตุผลเรื่อง 'ความประหยัด' ที่ทำให้คนทัก มักถูกด่ากลับบ่อย ทั้งที่เป็น 'ก้าวแรก' ช่วยเปลี่ยนระดับฐานะของผู้ไม่มีเงินถุงเงินถัง

(23 พ.ค. 67) คุณเฉลิมพร ตันติกาญจนากุล ผู้ดำเนินรายการด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

การบอกให้คน 'ประหยัด' ดูจะไม่ใช่แนวทางที่ผู้คนในยุคนี้ชื่นชอบสักเท่าไร อ้าปากพูดออกไป ก็เตรียมตัวโดนด่า

ให้คิดเหตุผลแบบไว ๆ ก็น่าจะมีหลายข้อ ได้แก่...

1. ลัทธิบริโภคนิยมทำงานได้เป็นอย่างดีในโลกนี้ ทำให้ของที่ต้องมีและเงินที่ต้องจ่ายมันเพิ่มขึ้นหลายรายการ คนเราเริ่มแยกไม่ออกระหว่างความต้องการกับความจำเป็น

2. รายได้ของคนทั่วไปเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเงินเฟ้อมาต่อเนื่องยาวนาน ทำให้การประหยัดในปัจจุบัน ยากและท้าทายขึ้นเรื่อย ๆ การหารายได้เพิ่มและรายได้หลายทาง ยังจำเป็นเสมอ

3. สิ่งที่ตรงข้ามกับประหยัดคือ 'ฟุ่มเฟือย' หลายคนไม่ได้คิดว่าตัวเองฟุ่มเฟือยด้วยซ้ำ แล้วจะให้ประหยัดอย่างไร ส่วนจะไม่ฟุ่มเฟือยเลยจริงไหมหรือแค่คิดไปเอง คงแล้วแต่คน ความจำเป็นของแต่ละคนต่างกัน การทำบัญชีรายรับรายจ่าย แล้วนั่งทบทวน น่าจะพอช่วยได้

4. ความเข้าใจเรื่องการเงินของคนไทยมีไม่มากพอ แค่เรื่องหนี้หลายก้อน ควรเลือกปิดอันไหนก่อน หลายคนก็อาจจะไม่รู้แล้ว

แต่เหตุหนึ่งที่สำคัญที่สุด และอาจเป็นจุดตายคือ 5. คนสมัยนี้ 'ไม่เชื่อ' ว่าการประหยัดจะทำให้รวยได้ จึงเลือกที่จะใช้เงินเพื่อหาความสุขในปัจจุบันมากกว่า

ความจริงการประหยัดก็ไม่เคยทำให้ใครรวย ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน แต่การประหยัดน่าจะเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนระดับฐานะ เมื่อประหยัดได้แล้ว หากไม่เอาเงินไปต่อยอด ก็อาจไม่ได้เกิดความแตกต่างอะไรนัก แต่ถ้าไม่มีก้าวแรก ก็คงยากที่จะมีก้าวต่อไป โดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้โชคดีมีเงินถุงเงินถัง ที่พาเรากระโดดจาก 0 ไปก้าวที่ 3 ที่ 5 ได้เลยแต่แรก

แต่สุดท้าย ใครจะเลือกอย่างไรก็เป็นสิทธิส่วนตัว แค่ทุกคนมีหน้าที่รับ Consequences ที่ตามมาจากการตัดสินใจของเราเท่านั้นเอง

อลังการ!! ‘Bangkok Hot Rod Custom Show 2024’ งานใหญ่ที่รวมตัว ‘รถ Custom’ มากที่สุดในไทย

เมื่อไม่นานมานี้ มีงานใหญ่สำหรับคนที่ชื่นชอบการแต่งรถ ‘Bangkok Hot Rod Custom Show 2024’ งานรวมตัวรถ Custom ที่มากที่สุดในประเทศไทย พร้อมอัดแน่นกิจกรรมล้นฮอลล์ ทั้งรถสร้าง รถคลาสสิก รถโบราณ และรถของเซเลปคนดัง 

งานนี้จัดขึ้นอย่างอลังการ ณ IMPACT Exhibition Center Hall 11-12 เมื่อวันที่ 18-19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยงานนี้ต่างชาติยกให้เป็น The Best Custom & Hot Rod Show Event In Thailand ถือเป็นเวทีกลางที่ใหญ่ที่สุดของไทย และเป็นเวทีประกวดเดียวในเมืองไทย ที่ใช้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากวงการคัสต้อมระดับโลก จาก สหรัฐอเมริกา, สเปน, อิตาลี, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และบรูไน บินตรงมาร่วมตัดสินตามหลักเกณฑ์สากล โดยมีรถแต่งของคนไทยเข้าร่วมโชว์ไอเดียครั้งนี้อย่างคับคั่งกว่า 300 คัน

Bangkok Hot Rod Custom Show 2024 งานแรก และงานเดียวในไทยที่รวบรวมกองทัพรถคัสต้อม และฮอทรอท ร่วมประกวดกันมากที่สุด เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมผลงานที่แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ ด้านศิลปะการแต่งรถ ทั้งรถยนต์ และจักรยานยนต์ รวมถึงรถโบราณ และรถคลาสิก ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน

ภายในงานอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมล้นฮอลล์กันเลยทีเดียว เริ่มกันที่การประกวดรถคัสต้อม และฮอทรอท ฝีมือการสร้างรถ ตกแต่งรถโดยคนไทย

นอกจากนี้ ภายในงานก็ยังมีกิจกรรมดีดีตลอดทั้งวัน ได้ช้อปเพลิน ๆ เดินได้ทั้งวัน กับรถคัสต้อมเจ๋ง ๆ ของค่ายรถมอเตอร์ไซค์ Thai Honda, Harley Davison Thailand, Royal Enfield และสินค้าจากผู้สนับสนุน ยาง Michelin, หมวกกันน็อค CHIEF HELMET, ฟิล์มกรองแสง Lamina 

และในงานนี้ก็ยังมีของแต่งคนแต่งรถ แฟชั่น Accessories ทั้งในและต่างประเทศกว่า 80 ร้านค้าในโซน Swap Meet ที่มาในราคาพิเศษเพื่องานนี้เท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top