Wednesday, 15 July 2026
NEWS

อธิบดีกรมศิลปากร สานภารกิจอนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดมรดกไทย เปิดโลกเรียนรู้ผ่าน FADiscovery มุ่งให้ศิลปวัฒนธรรมเป็นพลังสร้างอนาคตชาติ

เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นชื่อ “กรมศิลปากร” มานาน แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัด ๆ ว่า กรมฯ นี้ทำอะไรบ้างในยุคปัจจุบัน แท้จริงแล้วกรมศิลปากรคือ “ผู้พิทักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ” ดูแลทุกสิ่งที่เป็นรากเหง้าเรื่องราวของความเป็นไทย ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑ์ เอกสารโบราณ จารึก หนังสือ หอสมุด และจดหมายเหตุสำคัญของประเทศ รวมถึงศิลปะการแสดง งานหัตถศิลป์ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อธำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ของชาติให้สืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป 

ภารกิจของกรมศิลปากรในวันนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเก็บรักษา” แต่ต้องทั้งคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บูรณะ ฟื้นฟู สร้างสรรค์ วิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมทั้งพัฒนามรดกศิลปวัฒนธรรมให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม หัตถศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ ภาษา เอกสาร และหนังสือ ล้วนรวมอยู่ในภารกิจของกรมเดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่ครอบคลุมตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสำนักศิลปากรภูมิภาคทั่วประเทศ 

ท่ามกลางภารกิจอันหลากหลายเช่นนี้ บทบาทของ “นายพนมบุตร จันทรโชติ” ในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาเป็นนักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์ศิลป์สายวิชาการแท้ ๆ ที่เติบโตมาจากงานภาคสนามและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่ง ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในกรม และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา 

>>ประวัติการศึกษา 

-ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

>>เส้นทางการรับราชการในกรมศิลปากร 

-พ.ศ. 2535 เริ่มรับราชการที่กรมศิลปากร เป็นภัณฑารักษ์ 3 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
-พ.ศ. 2538 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
-พ.ศ. 2542 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
-พ.ศ. 2547 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

-พ.ศ. 2558 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (พ.ค. 2558) และ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ส.ค. 2558)
-พ.ศ. 2561 รองอธิบดีกรมศิลปากร (ธ.ค. 2561)
-พ.ศ. 2565 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม (ก.ค. 2565)
-พ.ศ. 2565 อธิบดีกรมศิลปากร (ต.ค. 2565)

>>การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง 
-หลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 8
-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) รุ่นที่ 11 สำนักงาน ก.พ.

>>เกียรติประวัติ / เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 
-ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
-ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก

>>ผลงานและประสบการณ์เด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดี
-สั่งสมประสบการณ์ภาคสนามในฐานะภัณฑารักษ์ ดูแลงานโบราณวัตถุและการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ในพื้นที่โบราณสถานสำคัญของประเทศ

-ขยายบทบาทพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระดับจังหวัด ทั้งที่ร้อยเอ็ดและสุพรรณบุรี โดยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม

-บริหารการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ในฐานะพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลอง–ท่าจีน

-ในตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรทั้งในด้านการจัดแสดง การบริการประชาชน และการบริหารจัดการองค์ความรู้ของชาติ

เมื่อก้าวสู่บทบาท “อธิบดีกรมศิลปากร” นายพนมบุตรเดินหน้าขับเคลื่อนงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่มากขึ้น หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการจัดงานครบรอบ 112 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ซึ่งเขาแถลงผลงานภายใต้แนวคิด “อนุรักษ์ สืบทอด ต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรม จากคุณค่าสู่มูลค่า” พร้อมเปิดตัว Application “FADiscovery” เป็นช่องทางใหม่ในการนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโบราณวัตถุ โบราณสถาน เอกสารโบราณ และแหล่งมรดกของชาติได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านระบบนำทาง ข้อมูลชิ้นสำคัญ และการวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้แบบ Real Time 

นอกจากนั้น เขายังให้ความสำคัญกับการผลักดันมรดกทางเอกสารของไทยสู่เวทีโลก ตัวอย่างชัดเจนคือ การแถลงข่าวและสนับสนุนการจัดนิทรรศการ “จากมรดกชาติค่าล้ำ สู่มรดกความทรงจำแห่งโลก” เพื่อฉลองการที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสารไทย 3 รายการ ได้แก่ สมุดไทย “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” และเอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดยเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ให้คงอยู่ 

ในมิติการบริหารจัดการ นายพนมบุตรยังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสำนักศิลปากรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่หน้างาน และผลักดันให้การดูแลโบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคมีมาตรฐานเดียวกันกับส่วนกลาง เช่น การตรวจเยี่ยมพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เป็นต้น สะท้อนสไตล์การทำงานที่เน้นการลงพื้นที่และการประสานงานกับองค์กรท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

เมื่อมองผ่านเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมศิลปากร จะเห็นว่า พนมบุตรคือ “นักวิชาการที่เติบโตมาจากพิพิธภัณฑ์” ผสานพื้นฐานโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลป์เข้ากับประสบการณ์บริหารระดับพื้นที่และระดับกรม ความรู้เชิงลึกด้านมรดกวัฒนธรรม ประกอบกับการผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง และผลงานด้านการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลมารองรับการเรียนรู้ของประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร เป็นทั้งผู้นำเชิงนโยบาย นักวิชาการ และผู้บริหารที่เข้าใจงานภาคสนามไปพร้อมกัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้บนฐานของผลงานที่จับต้องได้ 

การได้ “พนมบุตร จันทรโชติ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของวงการศิลปวัฒนธรรมชาติ เขาเป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยนำพากรมศิลปากรให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ทั้งในด้านการอนุรักษ์มรดกทางกายภาพ การผลักดันมรดกภูมิปัญญาสู่ระดับสากล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ของกรมให้ใกล้ชิดกับประชาชนยิ่งขึ้น หากเดินหน้าตามแนวทาง “อนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดจากคุณค่าสู่มูลค่า” อย่างต่อเนื่อง ย่อมมีส่วนสำคัญในการทำให้มรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ยัง “เติบโต” อยู่ในชีวิตคนไทยและเวทีโลกอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมศิลปากร สานภารกิจอนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดมรดกไทย เปิดโลกเรียนรู้ผ่าน FADiscovery มุ่งให้ศิลปวัฒนธรรมเป็นพลังสร้างอนาคตชาติ

เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นชื่อ “กรมศิลปากร” มานาน แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัด ๆ ว่า กรมฯ นี้ทำอะไรบ้างในยุคปัจจุบัน แท้จริงแล้วกรมศิลปากรคือ “ผู้พิทักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ” ดูแลทุกสิ่งที่เป็นรากเหง้าเรื่องราวของความเป็นไทย ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑ์ เอกสารโบราณ จารึก หนังสือ หอสมุด และจดหมายเหตุสำคัญของประเทศ รวมถึงศิลปะการแสดง งานหัตถศิลป์ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อธำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ของชาติให้สืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป 

ภารกิจของกรมศิลปากรในวันนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเก็บรักษา” แต่ต้องทั้งคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บูรณะ ฟื้นฟู สร้างสรรค์ วิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมทั้งพัฒนามรดกศิลปวัฒนธรรมให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม หัตถศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ ภาษา เอกสาร และหนังสือ ล้วนรวมอยู่ในภารกิจของกรมเดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่ครอบคลุมตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสำนักศิลปากรภูมิภาคทั่วประเทศ 

ท่ามกลางภารกิจอันหลากหลายเช่นนี้ บทบาทของ “นายพนมบุตร จันทรโชติ” ในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาเป็นนักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์ศิลป์สายวิชาการแท้ ๆ ที่เติบโตมาจากงานภาคสนามและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่ง ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในกรม และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา 

>>ประวัติการศึกษา 

-ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

>>เส้นทางการรับราชการในกรมศิลปากร 

-พ.ศ. 2535 เริ่มรับราชการที่กรมศิลปากร เป็นภัณฑารักษ์ 3 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
-พ.ศ. 2538 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
-พ.ศ. 2542 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
-พ.ศ. 2547 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

-พ.ศ. 2558 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (พ.ค. 2558) และ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ส.ค. 2558)
-พ.ศ. 2561 รองอธิบดีกรมศิลปากร (ธ.ค. 2561)
-พ.ศ. 2565 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม (ก.ค. 2565)
-พ.ศ. 2565 อธิบดีกรมศิลปากร (ต.ค. 2565)

>>การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง 
-หลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 8
-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) รุ่นที่ 11 สำนักงาน ก.พ.

>>เกียรติประวัติ / เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 
-ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
-ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก

>>ผลงานและประสบการณ์เด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดี
-สั่งสมประสบการณ์ภาคสนามในฐานะภัณฑารักษ์ ดูแลงานโบราณวัตถุและการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ในพื้นที่โบราณสถานสำคัญของประเทศ

-ขยายบทบาทพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระดับจังหวัด ทั้งที่ร้อยเอ็ดและสุพรรณบุรี โดยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม

-บริหารการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ในฐานะพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลอง–ท่าจีน

-ในตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรทั้งในด้านการจัดแสดง การบริการประชาชน และการบริหารจัดการองค์ความรู้ของชาติ

เมื่อก้าวสู่บทบาท “อธิบดีกรมศิลปากร” นายพนมบุตรเดินหน้าขับเคลื่อนงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่มากขึ้น หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการจัดงานครบรอบ 112 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ซึ่งเขาแถลงผลงานภายใต้แนวคิด “อนุรักษ์ สืบทอด ต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรม จากคุณค่าสู่มูลค่า” พร้อมเปิดตัว Application “FADiscovery” เป็นช่องทางใหม่ในการนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโบราณวัตถุ โบราณสถาน เอกสารโบราณ และแหล่งมรดกของชาติได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านระบบนำทาง ข้อมูลชิ้นสำคัญ และการวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้แบบ Real Time 

นอกจากนั้น เขายังให้ความสำคัญกับการผลักดันมรดกทางเอกสารของไทยสู่เวทีโลก ตัวอย่างชัดเจนคือ การแถลงข่าวและสนับสนุนการจัดนิทรรศการ “จากมรดกชาติค่าล้ำ สู่มรดกความทรงจำแห่งโลก” เพื่อฉลองการที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสารไทย 3 รายการ ได้แก่ สมุดไทย “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” และเอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดยเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ให้คงอยู่ 

ในมิติการบริหารจัดการ นายพนมบุตรยังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสำนักศิลปากรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่หน้างาน และผลักดันให้การดูแลโบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคมีมาตรฐานเดียวกันกับส่วนกลาง เช่น การตรวจเยี่ยมพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เป็นต้น สะท้อนสไตล์การทำงานที่เน้นการลงพื้นที่และการประสานงานกับองค์กรท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

เมื่อมองผ่านเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมศิลปากร จะเห็นว่า พนมบุตรคือ “นักวิชาการที่เติบโตมาจากพิพิธภัณฑ์” ผสานพื้นฐานโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลป์เข้ากับประสบการณ์บริหารระดับพื้นที่และระดับกรม ความรู้เชิงลึกด้านมรดกวัฒนธรรม ประกอบกับการผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง และผลงานด้านการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลมารองรับการเรียนรู้ของประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร เป็นทั้งผู้นำเชิงนโยบาย นักวิชาการ และผู้บริหารที่เข้าใจงานภาคสนามไปพร้อมกัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้บนฐานของผลงานที่จับต้องได้ 

การได้ “พนมบุตร จันทรโชติ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของวงการศิลปวัฒนธรรมชาติ เขาเป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยนำพากรมศิลปากรให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ทั้งในด้านการอนุรักษ์มรดกทางกายภาพ การผลักดันมรดกภูมิปัญญาสู่ระดับสากล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ของกรมให้ใกล้ชิดกับประชาชนยิ่งขึ้น หากเดินหน้าตามแนวทาง “อนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดจากคุณค่าสู่มูลค่า” อย่างต่อเนื่อง ย่อมมีส่วนสำคัญในการทำให้มรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ยัง “เติบโต” อยู่ในชีวิตคนไทยและเวทีโลกอย่างยั่งยืน

‘รมช.มหาดไทย’ เร่งช่วยพี่น้อง ประชาชนในเมืองสงขลา หลังประปางดจ่ายน้ำ ชี้เดือดร้อนหนักทั่วทั้งอำเภอ

นายเจือ ราชสีห์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึง นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เพื่อขอความอนุเคราะห์สนับสนุนน้ำดื่ม–น้ำใช้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา หลังได้รับการร้องเรียนว่าประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค–บริโภคอย่างหนัก

สืบเนื่องจาก การประปาส่วนภูมิภาค สาขาสงขลา งดจ่ายน้ำตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 และยังไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะกลับมาจ่ายได้เมื่อใด ส่งผลให้ประชาชนในเขตอำเภอเมืองสงขลา ได้รับความเดือดร้อนทั่วทั้งพื้นที่ ได้แก่
เทศบาลนครสงขลา
เทศบาลเขารูปช้าง
เทศบาลพะวง
ตำบลเกาะยอ
ตำบลเกาะแต้ว
ตำบลทุ่งหวัง

นายเจือ"ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากขาดแคลนน้ำดื่มและน้ำใช้ต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตประจำวันและสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน

จึงได้ขอให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปาส่วนภูมิภาค และหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ จัดรถบรรทุกน้ำลงพื้นที่เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน ครอบคลุมทุกชุมชน และทันต่อสถานการณ์

 

อุโมงค์-เครื่องสูบน้ำ-ท่อครบ แต่คนยังต้องลุยน้ำไม่เปลี่ยน งบระบายน้ำ "หลายหมื่นล้าน" หายไปไหน? ถึงเวลาถามหาความจริงจากผู้มีอำนาจ

กรุงเทพน้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน?
ทุกครั้งที่ฝนเทลงมากลางกรุงเทพฯ ภาพที่คนเมืองเห็นไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไหร่  

- แจ้งวัฒนะ หน้าห้าง–หน้าด่านทางด่วน กลายเป็นคลองเฉพาะกิจ  
- รัชดาภิเษก แถวหน้าธนาคารใหญ่ น้ำท่วมซ้ำจนคนจำได้โดยไม่ต้องเปิดข่าว  
- พระราม 9 ซอยลึก ๆ อย่างซอย 7–ทวีมิตร กลายเป็นสระน้ำภาคบังคับของคนทำงานย่านนั้น  

คำถามที่ดังขึ้นทุกปีคือ  
 
> “ในเมื่อ กทม. ประกาศทุ่มงบระบายน้ำ–ป้องกันน้ำท่วมไปแล้วหลายหมื่นล้าน  
> ทำไมคนกรุงยังต้องเดินลุยน้ำจุดเดิมซ้ำ ๆ อยู่ดี?”  

บทความชิ้นนี้ไม่ได้จะบอกว่า “งบหาย” ในความหมายทางคดี  
แต่จะชวนผู้อ่าน TST ถามพร้อมกันว่า  
**เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน–เครื่องสูบน้ำ–อุโมงค์ระบายน้ำ–โครงการระบายน้ำรวม ๆ กันแตะหลัก “หลายหมื่นล้านบาท” แล้ว  
ทำไมประสบการณ์ของคนกรุงเทพยังรู้สึกว่าเมืองนี้ “น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม” แทบไม่เปลี่ยน**

งบหลายหมื่นล้าน: ตัวเลขบนกระดาษที่คนกรุงไม่ค่อยได้เห็นหน้า

ถ้าดูเฉพาะ “ตัวเลขงบประมาณ” ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า กทม. ไม่ได้ขาดเงินด้านนี้เลย  

- งบประมาณปี 2568 (FY2025) ของ กทม. รวมกว่า **90,770 ล้านบาท**  
 โดย “สำนักการระบายน้ำ” ได้งบราว **7,080 ล้านบาท** ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 หน่วยที่ได้งบมากที่สุดร่วมกับโยธาและการแพทย์  
- นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังเปิดข้อมูลว่า  
 มีโครงการของ **สำนักการโยธา, สำนักการระบายน้ำ และสำนักสิ่งแวดล้อม** รวม **31 โครงการ**  
 ใช้งบร่วมกันถึง **43,460 ล้านบาท** อยู่ในขอบเขตการประเมินด้านความโปร่งใสกับเอกชนคู่สัญญา  

แปลไทยเป็นไทยคือ  
> แค่กลุ่มงานโยธา–ระบายน้ำ–สิ่งแวดล้อมของ กทม.  
> ก็มีเม็ดเงินวิ่งอยู่ในระบบ **ระดับหลายหมื่นล้านบาท** ในช่วงไม่กี่ปีนี้  

ถามกลับมาที่คนอ่านง่าย ๆ  
 
- ในฐานะคนกรุงเทพ เรารู้สึกไหมว่า “เมืองระบายน้ำดีขึ้นเยอะตามระดับตัวเลขงบประมาณ”?  
- หรือเรายังจำจุดเดิมที่ต้องลุ้นทุกครั้งที่กรมอุตุฯ ประกาศ “ฝนหนักในกรุงเทพและปริมณฑล” ได้เหมือนเดิมทุกปี?

เครื่องมือพร้อมกว่าที่เคย: อุโมงค์ 4 แห่ง ปั๊ม 200 สถานี แต่…  
 
ฝั่งตัวเลข “เครื่องมือ” กทม. ก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเหมือนกัน  
 
รายงานล่าสุดของสำนักการระบายน้ำระบุว่า เมืองนี้มีอาวุธหลัก ๆ เช่น  

- **อุโมงค์ระบายน้ำ 4 แห่ง**  
- **สถานีสูบน้ำราว 200 แห่ง**  
- **ประตูระบายน้ำกว่า 240 จุด**  
- **บ่อพักน้ำ–บ่อสูบน้ำกว่า 300 บ่อ**  
- โครงการเสริมแนวคันกั้นน้ำริมเจ้าพระยา–คลองสายหลัก ความยาวกว่า **80 กิโลเมตร** สูงกว่าน้ำท่วมปี 54  
- แผน “เปิดทางน้ำ” ใน **1,300 คลอง** และล้างท่อระบายน้ำยาวรวม **4,300 กิโลเมตร**  
- ประกาศว่า “ปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมกว่า 60 จุดทั่วกรุงเทพฯ แล้ว”  

ถ้าดูจากเอกสารและงานแถลงข่าว เมืองนี้เหมือน “เตรียมพร้อมเต็มระบบ”  

แต่ในโลกจริง คนขับรถ–ไรเดอร์–แม่ค้า–มนุษย์ออฟฟิศยังต้องถามตัวเองทุกปีว่า  
 
> “ถ้าอุปกรณ์พร้อมขนาดนี้ แล้วทำไมแยกเดิม ซอยเดิมยังท่วมภายในเวลาไม่กี่สิบนาทีหลังฝนตก?” 


น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: ปัญหารั่วไหลที่ไม่ได้อยู่แค่ในท่อ
 
ลองดูตัวอย่าง “จุดท่วมซ้ำซาก” ตามข้อมูลทั้งจากสำนักการระบายน้ำ และสื่อหลายแห่ง  

**แจ้งวัฒนะ**  
 ช่วงคลองประปา–คลองเปรมประชากร, หน้าแม็คโคร–ห้างใหญ่–ทางขึ้นทางด่วน  
 กลายเป็นภาพจำทุกครั้งที่ฝนมาหนัก  
- **รัชดาภิเษก**  
 แถวหน้าธนาคารใหญ่/แยกสำคัญ น้ำขังเร็ว เพราะพื้นผิวถนนเป็นแอ่งและท่อรับน้ำรองไม่ทัน  
- **พระราม 9 – ซอยเอกชน**  
 อย่างซอย 7 (ทวีมิตร) เคยถูกชี้ว่าเป็นพื้นที่เอกชนที่ กทม. ช่วยได้จำกัด ต้องอาศัยการสูบน้ำหน้าปากซอยเป็นหลัก  
- **โซนตะวันออก–โซนเหนือของกรุงเทพฯ**  
 ถูกขึ้นทะเบียนเป็น “พื้นที่ลุ่มรับน้ำ–จุดเสี่ยงน้ำท่วม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรายงานต่าง ๆ รวมถึงแผนที่เสี่ยงอุทกภัยของ กทม. เอง  

จุดร่วมของพื้นที่เหล่านี้คืออะไร?
 
1. **ถูกบันทึกเป็น “จุดเสี่ยง–จุดเฝ้าระวัง” มาหลายปี**  
2. **มีการลงแก้ไขเชิงโครงการอยู่บ้าง** – ขยายท่อ, เสริมปั๊ม, ทำบ่อพัก  
3. แต่ในสายตาคนใช้ถนน–คนอยู่แถวนั้น “สภาพหลังฝนหนักยังเหมือนเดิม”  

นี่คือช่องว่างระหว่างคำว่า  
 
> “เรามีแผนแก้ไขและดำเนินการแล้ว”  
> กับ  
> “คนในพื้นที่รู้สึกว่าปัญหาถูกแก้จริงหรือยัง”

4 รูรั่วของระบบ ที่เงินอย่างเดียวอาจอุดไม่ได้
 
เมื่อมองจากมุมคนเมือง จะเห็น “รูรั่ว” ของระบบระบายน้ำกรุงเทพอย่างน้อย 4 จุดใหญ่ ๆ  

1) ผังเมือง–การถมที่–ถนนที่กลายเป็นเขื่อน
 
แม้จะมีท่อ–ปั๊ม–บ่อพักมากขึ้น แต่ถ้าผังเมืองยังเปิดทางให้  
 
- ถมที่สูงบังทางน้ำ  
- สร้างหมู่บ้าน–คอนโด–ศูนย์การค้า โดยไม่เว้นพื้นที่รับน้ำ  
- สร้างถนนแบบ “คันกั้นน้ำ” แต่ลืมทำช่องระบายให้เพียงพอ  
 
น้ำก็จะวนกลับมาท่วมอยู่ดี  
และนี่คือโจทย์ที่ “งบระบายน้ำ” จัดการไม่ได้ ถ้าไม่กล้าปรับกติกาเรื่องการใช้ที่ดินอย่างจริงจัง

2) พื้นที่เอกชนที่รัฐเข้าไปแทบไม่ได้
 
บางจุดท่วมซ้ำซาก เพราะอยู่ในที่เอกชนลึก ๆ  
- ท่อสาธารณะเข้าไม่ถึง  
- รถสูบน้ำเข้าได้เฉพาะหน้าปากซอย  
- การจะทำท่อ–บ่อพักเพิ่ม ต้องเจรจาเจ้าของที่ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะยอม  
 
สุดท้าย กทม. แก้ได้แค่ “ปลายท่อ”  
แต่ต้นเหตุอยู่ในที่เอกชน ที่คนในซอยต้องรับชะตากรรมเอง

3) การบำรุงรักษา–ขยะ–การใช้งานจริง
 
หลายครั้งปัญหาไม่ใช่ว่า “ไม่มีท่อ” หรือ “ไม่มีปั๊ม”  
แต่คือ  
 
- ตะแกรงท่ออุดตันด้วยขยะ  
- คลองเต็มไปด้วยวัชพืช–สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ  
- ปั๊มบางจุดเก่า–เสีย–กำลังไม่พอ ในวันที่ฝนเกินค่าที่ออกแบบไว้  
 
ภาพเจ้าหน้าที่คุ้ยขยะหน้าท่อ ดูดน้ำออกจากฝาท่อทุกครั้งที่ฝนตกหนัก คือหลักฐานว่า  
 
> เงินซื้อเครื่องมือได้  
> แต่การดูแลเครื่องมือในชีวิตจริงไม่เคยง่าย และไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่ารูปพิธีเปิดโครงการ

4) ความโปร่งใส–การติดตามผลที่คนทั่วไปแตะไม่ถึง
 
แม้ ป.ป.ช. จะเปิดข้อมูลว่าโครงการด้านโยธา–ระบายน้ำ–สิ่งแวดล้อมของ กทม. มูลค่ารวมกว่า **43,460 ล้านบาท** ถูกนำเข้ากรอบประเมินความโปร่งใสและวัฒนธรรมต้านคอร์รัปชันแล้ว  

คำถามคือ  
 
- คนกรุงเทพ **เข้าถึงข้อมูลระดับ “โครงการไหน ทำอะไร ที่ไหน งบเท่าไหร่ ผลลัพธ์คืออะไร” ได้ขนาดไหน?**  
- มีระบบติดตามผลแบบเปิดเผยให้คนในพื้นที่ร่วมให้คะแนนหรือไม่  
- หรือทุกอย่างยังจบที่ไฟล์ PDF ในเว็บไซต์ราชการกับงานแถลงข่าวไม่กี่ครั้งต่อปี
 
ถ้าเราไม่รู้ว่าโครงการ 1,000 ล้านทำอะไรที่ไหน  
ก็ยากจะถามต่อได้ว่า “เงินที่ลงไป แก้ปัญหาจริงไหม หรือแค่เปลี่ยนจากน้ำท่วมเป็นป้ายโครงการสวย ๆ”

งบไม่หาย แต่คำตอบหาย: 4 คำถามที่คนกรุงควรต้องได้คำตอบ
 
เวลาพูดว่า “งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน”  
เราควรแปลงประโยคให้คมและแฟร์ขึ้นเป็นคำถาม 4 ข้อแบบตรง ๆ ว่า  
 
1. **งบที่ลงไปแล้ว เปลี่ยนสถิติ “จุดท่วมซ้ำซาก” ได้แค่ไหน?**  
  - มีจุดไหนบ้างที่เคยติดลิสต์เสี่ยง แล้ววันนี้หลุดออกจากลิสต์อย่างยั่งยืน  
2. **โครงการใหญ่ ๆ ที่ใช้เงินก้อนโต มีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่คนกรุงสัมผัสได้ชัดเจนหรือไม่?**  
  - เช่น เวลาระบายน้ำลดลงจากกี่ชั่วโมงเหลือกี่นาที ไม่ใช่แค่รูปตัดริบบิ้น  
3. **ข้อมูลโครงการ–พื้นที่–งบประมาณ เปิดให้คนในพื้นที่ตรวจสอบได้จริงแค่ไหน?**  
  - ถ้าเราเป็นคนแจ้งวัฒนะ จะเข้าไปดูได้ไหมว่า “ตรงหน้าบ้านเรา ปีนี้มีโครงการอะไรลงมาบ้าง”  
4. **การถอดบทเรียนหลังฝนใหญ่แต่ละครั้ง ถูกแปลงเป็น action จริงแค่ไหน?**  
  - หลังเหตุการณ์ 3–4 พ.ย. 2568 ที่แจ้งวัฒนะ–เมืองทองจมอีกครั้ง มีอะไรเปลี่ยนจริงบ้างนอกจากโพสต์รายงานสถานการณ์ในเพจ?  

ถ้ารัฐตอบได้ดี  
คำว่า “งบหาย” จะค่อย ๆ แปรรูปเป็นความเชื่อมั่นว่า “งบถูกใช้”  
 
แต่วันนี้ คนกรุงเทพจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่า  
 
> งบอยู่ในเอกสาร  
> แต่น้ำอยู่ในรองเท้าเรา  

จาก “ท่อ–ปั๊ม–อุโมงค์” สู่ “เมืองที่กล้าปรับกติกาให้คนอยู่กับน้ำได้”
 
สุดท้ายแล้ว ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพไม่ใช่แค่เรื่องขนาดท่อ หรือจำนวนปั๊ม  

มันคือสามเหลี่ยมระหว่าง  
 
1. **ผังเมือง–การใช้ที่ดิน**  
2. **โครงสร้างพื้นฐาน–ระบบระบายน้ำ**  
3. **ธรรมาภิบาล–การมีส่วนร่วมของประชาชน**
 
ถ้าโฟกัสแต่ข้อ 2 แล้วไม่แตะข้อ 1 และ 3 เลย  
ต่อให้งบระบายน้ำโตแค่ไหน คนกรุงเทพก็จะยืนอยู่จุดเดิมเวลาเข้าฤดูฝน  
 
คำถามที่ควรโยนกลับไปถึงผู้มีอำนาจในเมืองนี้จึงไม่ใช่แค่  
 
> “จะเพิ่มปั๊มอีกกี่เครื่อง จะขุดอุโมงค์อีกกี่เส้น?”  


แต่ต้องรวมถึงว่า  
 
- **จะกล้าปรับผังเมือง–กติกาการถมที่–การออกใบอนุญาตก่อสร้าง อย่างที่ให้ “น้ำมีทางไป” จริง ๆ หรือไม่?**  
- **จะเปิดข้อมูลทุกโครงการ–ทุกบาท ให้คนกรุงเทพช่วยกันจับผิดและชี้จุดปรับปรุงได้แค่ไหน?**  

เพราะสุดท้าย  
 
> น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม…ไม่ได้แปลว่า “ท่อไม่มี”  
> แต่มันอาจกำลังบอกเราว่า **“เมืองนี้กล้าเปลี่ยนได้แค่งบประมาณ แต่ยังไม่กล้าเปลี่ยนกติกา”**  

และตราบใดที่คำตอบเหล่านี้ยังไม่ชัด  
หัวข้ออย่าง **“กรุงเทพน้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน?”**  
ก็จะยังเป็นคำถามที่คนกรุงเทพต้องถามซ้ำ…พอ ๆ กับที่น้ำท่วมซ้ำจุดเดิมทุกปี

เดินหน้ามอบอาหารกว่า 20,000 ชุด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมช่วงฟื้นฟู พร้อมเสนอ 3 มาตรการ ‘ฟื้นคน–ฟื้นเมือง–ฟื้นเศรษฐกิจสงขลา’

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา โพสต์ข้อความผ่านเพจ สรรเพชญ บุญญามณี กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในจังหวัดสงขลาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างว่า นี่คือวิกฤตที่กระทบทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจภาพรวมของภาคใต้ ซึ่งสงขลาในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจด้านบริการ การท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการค้าชายแดน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” หยุดชะงักทันทีเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งนี้

นายสรรเพชญระบุว่า จากการลงพื้นที่ต่อเนื่องหลายวัน พบว่าประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบทุกมิติ บ้านเรือนเสียหาย ถนนเชื่อมต่อหลายสายถูกตัดขาด น้ำดื่มและน้ำประปาขาดแคลน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา พะวง เกาะยอ และเขารูปช้าง ที่ต้องพึ่งพาน้ำประปาจากหาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ทำให้เกิดปัญหาโดยทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และหญิงตั้งครรภ์ ยังต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา นายสรรเพชญจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้า “มาตรการฟื้นฟูแบบองค์รวม” ครอบคลุมทั้งคน เมือง และเศรษฐกิจ เพื่อให้สงขลาสามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต ดังนี้
 
3 มาตรการ “ฟื้นคน – ฟื้นเมือง – ฟื้นเศรษฐกิจสงขลา”
1) ฟื้นคน – เยียวยาอย่างครอบคลุมและเข้าถึงง่าย
• เร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย ลดขั้นตอนเอกสาร
• กระจายอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพให้ถึงพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง
• ช่วยเหลือเชิงรุกกลุ่มเปราะบาง
• ซ่อมแซมบ้าน โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานพยาบาล

2) ฟื้นเมือง – โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับมือภัยพิบัติ
• ผลักดันการก่อสร้าง โรงผลิตน้ำประปาใหม่ในอำเภอเมืองสงขลา ลดการพึ่งพาหาดใหญ่
• ซ่อมถนน คลองระบายน้ำ ระบบไฟฟ้า–สื่อสาร ในพื้นที่เสี่ยงซ้ำซาก
• ยกระดับศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐานด้านสุขาภิบาล
• อัปเกรดระบบแจ้งเตือนน้ำท่วม–น้ำทะเลหนุนให้ทันสมัย
• กำจัดขยะ ตะกอน น้ำเสียหลังน้ำลด

3) ฟื้นเศรษฐกิจ – ให้ผู้ประกอบการและชุมชนเดินต่อได้
• พักชำระหนี้ต้น–ดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและ SMEs
• ฟื้นฟูเกษตรกรและประมงพื้นบ้าน สนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำ เครื่องมือที่เสียหาย
• เร่งซ่อมเส้นทางสู่ด่านชายแดนเพื่อให้การค้าฟื้นตัว
• กระตุ้นท่องเที่ยวหลังน้ำลด ทั้งเมืองเก่าสงขลา เกาะยอ หาดใหญ่ และดึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียกลับมา
• สนับสนุนตลาดชุมชนและธุรกิจรายเล็กให้ฟื้นตัวควบคู่

นายสรรเพชญกล่าวว่า “ผมขอฝากความหวังของพี่น้องชาวสงขลาให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการเหล่านี้โดยด่วน เพื่อให้สงขลาก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”

ภารกิจลงพื้นที่ต่อเนื่อง: มอบอาหารปรุงสุกกว่า 20,000 ชุด
ในวันเดียวกัน นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี ลงพื้นที่ในอำเภอบางกล่ำและอำเภอหาดใหญ่ 4 จุด ได้แก่
ศาลาลุงทอง, วัดโคกสมานคุณ, ชุมชนรัชมังคลา และวัดเกาะเสือ รวมถึงพื้นที่ในอำเภอเมืองสงขลา โดย “ครัวบุญญามณี” ดำเนินภารกิจช่วยเหลือติดต่อเป็นวันที่ 6 แล้ว วันนี้ได้มอบอาหารและสิ่งของรวมกว่า 20,000 ชุด ประกอบด้วย
• อาหารปรุงสดจากครัวบุญญามณี 4,000 กล่อง
• บริษัทอาคเนย์คอนกรีต มอบข้าวเหนียวไก่ทอด 1,500 กล่อง
• บริษัทสยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด ผลิตแซนวิชทูน่า 1,000 กล่อง และข้าวผัดปลาทูน่า 3,500 กล่อง
• ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่
o มูลนิธิเนชั่นปันน้ำใจ เครือเนชั่น มอบฟาร์มเฮาส์และขนมพร้อมทาน 7,000 กล่อง
o วิทยาลัยอาชีวศึกษา มอบอาหาร 2,000 กล่อง 
• น้ำดื่มรวมกว่า 10,000 ขวด

นายนิพนธ์ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนยังเดือดร้อนด้านน้ำดื่มอย่างหนัก เนื่องจากหลายพื้นที่น้ำประปาไม่ไหล อีกทั้งเสื้อผ้าไปกับน้ำหมดจึงจำเป็นต้องเร่งกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงและเร่งการเยียวยาโดยด่วนที่สุด

‘โตโน่’ ลุยน้ำท่วม ลงพื้นที่เงียบๆ แจกน้ำช่วยชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำชาวเน็ตคอมเมนต์ชื่นชมการทำความดี ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต

(29 พ.ย. 68) ผู้ใช้บัญชี TikTok @bxxmket โพสต์คลิปวิดีโอขณะ “โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์” นักร้องและนักแสดงชื่อดัง ลงพื้นที่แบบเงียบๆ นำน้ำดื่มไปแจกให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ โดยในคลิปเจ้าตัวถือน้ำดื่มหลายขวด เดินแจกจ่ายตามซอยที่มีน้ำท่วมขัง พร้อมข้อความระบุขอบคุณโตโน่ที่ขับรถเข้าไปแจกน้ำด้วยตัวเอง

หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมในความตั้งใจช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลายคนบอกว่า “ครั้งนี้แกไปแบบเงียบมากๆ เลย” และมองว่า ควรโฟกัสที่การทำความดีมากกว่าประเด็นอื่นๆ มีบางความคิดเห็นย้ำว่า “คนทำความดีอย่าไปว่าค่ะ ดีกว่าคนไม่ทำ” ทำให้ภาพดาราหนุ่มที่ลงมือช่วยเองในยามวิกฤต กลายเป็นโมเมนต์ใจฟูท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม

‘อนุทิน’ เดือด!! ซัดสายการบินบางแห่งฉวยโอกาส ขึ้นราคาเส้นทาง ‘หาดใหญ่–กทม.’ ขู่เพิกถอนใบอนุญาตทันที ลั่นไม่มีประนีประนอม หากผิดจริง

(29 พ.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่สังคมออนไลน์ร้องเรียนว่าสายการบินบางแห่งฉวยโอกาสขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทางหาดใหญ่–กรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม รับทราบเรื่องแล้ว พร้อมรายงานว่ามีสายการบินยกเลิกการจองตั๋วเก่า และปรับเพิ่มราคาค่าโดยสาร ซึ่งรัฐบาลทราบรายชื่อสายการบินในข่ายแล้ว แต่จะขอตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน

นายอนุทินย้ำว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการเอาเปรียบประชาชนจริง รัฐบาลพร้อมเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการทันที ยืนยัน “ไม่ประนีประนอม” กับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสช่วงประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะในภาวะที่หลายคนต้องเดินทางกลับบ้านหรือหลบภัย แต่กลับต้องมาติดค้างอยู่ที่สนามบินเพราะค่าตั๋วแพงเกินเอื้อม

“ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดดีก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถ้ายังเอาความเดือดร้อนของประชาชนไปแสวงหากำไร ถ้าผู้ประกอบการไม่มีจรรยาบรรณ ก็ไม่ต้องประกอบการ เพิกถอนใบอนุญาตไม่ยากเลย” นายอนุทินกล่าว พร้อมฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดูแลไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบในช่วงสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้

ในหลวงทรงห่วงใยราษฎร รับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่งกำลังใจบุคลากรแพทย์-จิตอาสาแนวหน้า พระราชทานเงิน 100 ล้านฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ และโดรนช่วยค้นหา-ขนส่งอาหาร

เมื่อเวลา 12.48 น. วันที่ 29 พ.ย. 68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ภาพเอกสารจากหน่วยราชการในพระองค์ 904 ลงเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความกราบบังคมทูลขอบพระราชหฤทัย แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อพสกนิกรในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์อุทกภัยรุนแรง

เนื้อหาในเอกสารระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับศพผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในภาคใต้ทุกรายไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงเจ้าหน้าที่และจิตอาสาทุกคนที่เสียสละทุ่มเททำงานท่ามกลางภาวะวิกฤต โดยทรงชื่นชมการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ในด้านการฟื้นฟู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจำนวน 100,000,000 บาท แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อใช้ซ่อมแซมฟื้นฟูและจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ทดแทนส่วนที่เสียหายจากน้ำท่วม พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเงินดังกล่าว

พร้อมกันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) สำหรับภารกิจค้นหาและโดรนสำหรับขนส่งอาหาร แก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำไปใช้เร่งช่วยเหลือ บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และปฏิบัติการด้านสาธารณภัยแก่ประชาชนอย่างทันท่วงที โดยมีพลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ลงนามเชิญพระราชกระแสมาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ

‘ทนายเกิดผล’ ยอมรับผิด ยกมือไหว้ขอขมากองทัพเรือ ปมโพสต์พาดพิง ‘เขต 8’ จับหน่วยซีล ชี้รับข้อมูลต่อมาโดยไม่ตรวจสอบ ลั่นหากถูกฟ้องพร้อมสู้คดีตามกฎหมาย

(29 พ.ย. 68) จากกรณี นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กพาดพิงหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ (หน่วยซีล) ทำนองว่าเจ้าหน้าที่ถูกกลุ่มในเขต 8 จับเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ 40,000 บาท ก่อนจะลบโพสต์ทิ้งภายในราว 2 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนในโซเชียลมีเดียตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

ต่อมา ทีมข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงจากนายเกิดผล เจ้าตัวยกมือไหว้กล่าวคำขอโทษต่อกองทัพเรือและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยอมรับว่าที่โพสต์ออกไปเพราะเข้าใจผิดจากข้อมูลที่ได้รับมา โดยไม่ได้ตรวจสอบให้รอบด้านก่อนเผยแพร่ ระบุว่าขณะนี้ได้มีการพูดคุยปรับความเข้าใจกับโฆษกกองทัพเรือแล้ว ซึ่งทางกองทัพเรือยืนยันว่าเข้าใจว่าเป็นเหตุจากความเข้าใจผิด แต่โพสต์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในพื้นที่ปฏิบัติงาน

นายเกิดผลอธิบายว่า ข้อมูลที่นำมาโพสต์ได้มาจากผู้สื่อข่าวช่องหนึ่งที่มาสอบถามความเห็นด้านกฎหมาย พร้อมแสดงข้อความอ้างว่าหน่วยซีลถูกเรียกไปปฏิบัติงานในเขต 8 และถูกจับเรียกค่าไถ่ 20,000–40,000 บาท ตนจึงให้ความเห็นทางกฎหมายและเข้าใจว่าข้อมูลผ่านการกลั่นกรองจากสำนักข่าวแล้ว จึงนำมาโพสต์เพื่อให้สังคมจับตาพฤติกรรมในพื้นที่เขต 8 โดยไม่ทันนึกถึงมิติด้านความมั่นคงและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

ทนายเกิดผลยอมรับว่ากรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญ ไม่เฉพาะตัวเขาเองแต่รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารข่าวสารทุกคน ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาและรายละเอียดให้รอบคอบก่อนโพสต์ ย้ำว่าตนไม่ได้มีข้อมูลพิเศษเกี่ยวกับเขต 8 เกินกว่าที่สังคมรับรู้ทั่วไป และหากภายหลังมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือข้อหาใด ตนพร้อมรับผิดและต่อสู้คดี เพราะยอมรับว่าทำไปโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีตั้งแต่ต้น

‘จุรี’ เล่าโมเมนต์คืนหอบถุงยังชีพ 16 ตัน เครียดโพสต์หาวัยรุ่นช่วย คิดว่าไม่มีใครมา สุดท้ายเด็กมารอเพียบหน้าโรงเรียน ตะโกน “ไปพี่จุรี ของอยู่ตรงไหน ผมช่วย”

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 จากการที่ นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่วันแรกๆ และมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเป็นระยะ ให้เห็นถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง 

ล่าสุด นายจูรี โพสต์ ตอนแรกฉันเครียดมากช่วง 22.30 กำลังเดินไปนวมินทร์สงขลา เพื่อเอาถุงยังชีพทั้งหมด 16 ตันลงจากรถบรรทุก เพื่อเตรียมกระจายให้ชาวบ้านที่น้ำท่วมพรุ่งนี้ ซึ่งตอนนั้นมีพี่คนขับรถบรรทุกแค่ 2 คน ฉันว่าตายแน่ เขาขนกันไม่รอด ฉันเลยโพสต์หาวัยรุ่นแถวนั้นให้มาช่วย ซึ่งก็คิดว่าคงไม่มี เพราะมันไกลและดึกมากแล้ว

พอ 23.00 ฉันถึงนวมินทร์ ฉันตกใจ ฉันเจอเงาซึ่งไม่รู้ว่าใครเต็มไปหมด เขาเหล่านี้ได้นั่งรออยู่หน้าโรงเรียนและเปล่งเสียงพร้อมกันว่า “ไปพี่จุรี ของอยู่ตรงไหน ผมมาช่วย”

น้ำตาไหล ซึ้งอ่า นี่แหละที่เขาบอกว่า เมื่อถึงช่วงเวลาตกทุกข์ได้ยาก “คนใต้ ไม่ทิ้งคนใต้” #น้ำท่วมหาดใหญ่68 ขอบคุณโรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณ ของฉันด้วย ที่อนุเคราะห์สถานที่

“แซค ธราวุฒิ” ขอความเป็นธรรมให้ชาวหาดใหญ่–สงขลา ยันคนเขต 8 ไม่ได้เป็น ‘บ้านป่าเมืองเถื่อน’ ตามที่ถูกเหมารวม

(29 พ.ย. 68) “แซค” ธราวุฒิ ฤทธิอักษร ผู้ประกาศข่าว-ผู้สื่อข่าวท็อปนิวส์ โพสต์โซเชียลฯ ขอความเป็นธรรมให้ชาวหาดใหญ่-สงขลา และคนเขต 8 อย่าเหมารวมว่าเป็น “บ้านป่าเมืองเถื่อน” หรือเป็นอย่างที่บางคนมโน ย้ำในฐานะคนพื้นที่ขอการันตีเอง

กฟผ. - มูลนิธินายช่างไทย ระดมทีมวิศวกรและช่างอาสา เตรียมลงพื้นที่ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า หลังมหาอุทกภัยสงขลา วันที่ 5 - 9 ธันวาคม นี้

(29 พ.ย. 68) กฟผ. จับมือมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา ระดมทีมวิศวกรและช่างอาสาเตรียมลงพื้นที่ฟื้นฟูระบบไฟฟ้าจากอุทกภัยใหญ่สงขลา 5-9 ธ.ค. นี้

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า มหาอุทกภัยที่ จ.สงขลา ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการต่าง ๆ ได้รับความเสียหายมาก กฟผ. จึงร่วมกับมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา เตรียมนำทีมวิศวกรและช่างอาสา กฟผ. ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายบ้านเรือนและระบบไฟฟ้าจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และ อ.จะนะ จ.สงขลา ในวันที่ 5 - 9 ธันวาคม นี้ เพื่อเร่งฟื้นฟู ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย 

ส่วนถุงยังชีพ กฟผ. ได้เร่งกระจายให้แก่พลังงานจังหวัด สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผู้นำชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อนำไปมอบให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 5,000 ชุด และกำลังเร่งจัดส่งเพิ่มเติม ทั้งนี้ กฟผ. ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้โดยเร็ว กฟผ. เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต

ตำรวจภูธรภาค 9 จับแล้ว 6 ราย ร่วมลักสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์รถไฟ ในสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ย้ำเร่งรัดทุกคดีสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ยืนยันตำรวจออกตรวจต่อเนื่อง รักษาความสงบ คืนความสุขเมืองหาดใหญ่ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ตำรวจภูธรภาค 9 ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผบ.ศปก.ตร.สน. ให้ตำรวจเร่งรัดติดตามจับกุมผู้ที่ก่อเหตุวุ่นวายก่ออาชญากรรมในช่วงน้ำท่วม 

(29 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) พร้อมด้วย รอง ผบช.ภ.9 และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงกรณีกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา และ สภ.หาดใหญ่ จับกุมชาย 6 คน ร่วมกันลักทรัพย์สินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ขบวนรถไฟ เหตุเกิดบริเวณพื้นที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงสถานการณ์อุทกภัย

ทั้งนี้ ตามที่ปรากฏภาพและคลิปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ มีบุคคลก่อเหตุลักทรัพย์งัดตู้คอนเทนเนอร์สินค้าขบวนรถไฟที่จอดไว้บริเวณสถานีรถไฟหาดใหญ่ ขณะเกิดอุทุกภัยน้ำท่วมสูงทั่วเมือง ซึ่งภายในมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่ง ในภาพปรากฏกลุ่มคนกำลังงัดตู้คอนเทนเนอร์ 4 ตู้ ตรวจสอบพบว่าภายในมีเครื่องดื่มฯ 7,560 ลัง มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วม ตำรวจฝ่ายสืบสวน, ฝ่ายป้องกันปราบปราม และฝ่ายเทคนิคดิจิทัล ร่วมกันตรวจสอบกล้องวงจรปิด เส้นทางหลบหนี พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงข้อมูลจากโซเชียลมีเดียจนสามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างแม่นยำ พบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุมี 10 ราย มี นาย อ.เป็นผู้สั่งการ ซึ่งยังอยู่ระหว่างติดตามคุมตัว ขณะที่จับกุมตัวได้แล้ว 6 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของบ้านที่นำของกลางเก็บไว้ พร้อมตรวจยึดของกลางได้จำนวนหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อขยายผลถึงผู้ร่วมกระทำผิดทั้งหมด รวมถึงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับซื้อของโจร มาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด 

จากพฤติการณ์ดังกล่าว ถือเป็นการกระทำความผิดในพื้นที่ เกิดเหตุอุทกภัยซึ่งมีโทษอัตราโทษหนักกว่าปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และ 335 ตำรวจจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ผู้ใดฉวยโอกาสกระทำผิดและซ้ำเติมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ กล่าวย้ำว่าคนหาดใหญ่เป็นคนน่ารัก เขต 8 ไม่ใช่พื้นที่น่ากลัวตามข่าว อยากให้เข้าใจสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ใครทำผิดก่ออาชญากรรมก็ต้องดำเนินคดี วันนี้ตนจะไปรับประทานอาหารกับผู้นำชุมชน จะทำเขต 8 ให้น่าอยู่ ทำหาดใหญ่ให้น่าอยู่เหมือนเดิม

ผบช.ภ.9 กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกันเร่งรัดสืบสวนจับกุมกลุ่มผู้ที่ก่อเหตุวุ่นวาย กระทำผิดกฎหมายสร้างความเดือดร้อนทุกคดี ในส่วนเหตุใช้อาวุธปืนในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ตามที่ปรากฏภาพข่าวนั้น ขณะนี้รู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว 1 ราย จาก 2 ราย กำลังเร่งรัดออกหมายจับติดตามจับกุมมาดำเนินคดี แต่อยากให้เข้ามามอบตัว ซึ่งตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา ได้รับแจ้งเหตุลักทรัพย์และอาชญากรรมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ผ่านสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 และอื่น ๆ แล้ว 15 คดี อยู่ระหว่างการสืบสวนและติดตามจับกุม 

ตำรวจภูธรภาค 9 ยืนยันจุดยืนในการทำงานด้วยความรวดเร็ว เข้มแข็ง และโปร่งใส เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและรักษาความสงบของบ้านเมือง ซึ่งจากการระดมกำลังลาดตระเวนเมืองหาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง สร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ซึ่งตำรวจภาค 9 จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องปรามก่อนเกิดเหตุ รักษาความสงบของบ้านเมือง และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในช่วงสถานการณ์หลังวิกฤตคลี่คลาย

ตำรวจภูธรภาค 9 ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมทั้งขอความร่วมมือ หากพบเห็นเบาะแสผู้กระทำผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

“เราจะปกป้องประชาชน และทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อความสงบและความปลอดภัยของสังคม”

เสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี ผู้ขับเคลื่อนบังคับคดีเชิงรุก เดินหน้าไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วไทย ยกระดับบริการโปร่งใส-เท่าเทียม

กรมบังคับคดีภายใต้กระทรวงยุติธรรม อาจเป็นชื่อที่คนทั่วไป “คุ้นหูแต่ไม่คุ้นใจ” รู้เพียงว่าเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์ หรือการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษาศาล แต่แท้จริงแล้วกรมฯ แห่งนี้คือฟันเฟืองสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย ทำหน้าที่เชื่อม “คำพิพากษา” ให้กลายเป็น “ความเป็นจริง” ทั้งการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย การฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ การประมูลทรัพย์เพื่อชำระหนี้ และการจัดสรรเงินคืนให้เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

ในระยะหลัง กรมบังคับคดีไม่ได้ยืนอยู่เพียงฝั่งเจ้าหนี้ หากแต่ทำหน้าที่ “ตัวกลาง” ที่พยายามช่วยทั้งสองฝ่ายเดินออกจากปัญหาหนี้ร่วมกัน ผ่านมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs การร่วมมือกับสถาบันการเงิน และหน่วยงานอย่างกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ ลดการเข้าสู่ชั้นฟ้องคดีและการยึดทรัพย์ ควบคู่กับการผลักดันบริการดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน LED e-Service ระบบสืบค้นทรัพย์ การอายัดเงินและขายทอดตลาดออนไลน์ ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก โปร่งใส และทันสมัยยิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือระดับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีที่ประชาชนให้คะแนนเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 96.51 ในปีงบประมาณ 2567

ท่ามกลางบทบาทที่ท้าทายนี้ “เสกสรร สุขแสง” อธิบดีกรมบังคับคดี คือข้าราชการที่เติบโตมาจากกรมฯ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเป็นนักศึกษาฝึกงาน จนก้าวขึ้นมาบริหารองค์กรในระดับสูงสุด เส้นทางชีวิตและประสบการณ์ทำงานยาวนานในทุกมิติของงานบังคับคดี กลายเป็นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนกรมบังคับคดีสู่ยุคใหม่ที่เน้นทั้ง “ความยุติธรรม” และ “ประสบการณ์ที่ดีของผู้รับบริการ”

>>ประวัติการศึกษา

-มัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย โรงเรียนวิเชียรชม และโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา
-นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีครึ่ง)
-ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านกฎหมาย ณ เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ประมาณ 1 ปี (พ.ศ. 2550)

>>ประวัติการทำงานและผลงานเด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี 

-นักศึกษาฝึกงานรุ่นแรกของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่กรมบังคับคดี

-พ.ศ. 2532 ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กองบังคับคดีล้มละลาย 2

-พ.ศ. 2534 เข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดี ณ สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 2

-เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสตูล และผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ต ช่วงเกิดเหตุการณ์สึนามิ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องลงพื้นที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานยุติธรรมอย่างเข้มข้น

-พ.ศ. 2553 ผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย 6 รับผิดชอบคดีล้มละลายของ “สัมพันธ์ประกันภัย” ซึ่งมีเจ้าหนี้จำนวนมากและมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ต้องติดตามรวบรวมทรัพย์สินมาขายทอดตลาดเพื่อจ่ายชดเชยผู้เสียหาย

-มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายการบังคับคดีแพ่ง กฎหมายล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ การยึด-อายัดทรัพย์ การขายทอดตลาด การบังคับคดีแบบกลุ่ม (class action) และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

-มีส่วนร่วมในคดีสำคัญของประเทศ เช่น คดีฟื้นฟูกิจการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และคดีแบบกลุ่มโรงงานรีไซเคิล จ.ราชบุรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนจำนวนมาก

-ขยับขึ้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมบังคับคดี และภายหลังเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566

เมื่อเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี นายเสกสรร สุขแสง เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด “บังคับคดีเชิงรุก สร้างสุขแก่ประชา นำพาความยุติธรรม” และนโยบาย “Driving towards Justice with LED 7Gs” ที่เน้นทั้งการยกระดับมาตรฐานงานบังคับคดี การคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย และการพัฒนาบุคลากรภายในกรมฯ ควบคู่กันไป

กรมบังคับคดีจึงไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานที่ “ยึด-ขายทรัพย์” แต่เป็นหน่วยงานที่ช่วยจัดการหนี้อย่างมีระบบ ลดความขัดแย้ง และคืนโอกาสให้ผู้ที่เคยก้าวพลาดสามารถกลับมาตั้งหลักในชีวิตได้อีกครั้ง

หนึ่งในผลงานสำคัญช่วงดำรงตำแหน่งอธิบดี คือการบูรณาการความร่วมมือกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดช่องทางให้ลูกหนี้สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่สำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ หรือลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ ลดภาระการเดินทาง ลดโอกาสถูกฟ้องและถูกบังคับคดี พร้อมทั้งช่วยให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดหลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เรียบร้อย แนวทางนี้สะท้อนมุมมองใหม่ของกรมบังคับคดีที่ไม่มองลูกหนี้เป็น “ผู้ผิด” หากแต่เป็นประชาชนที่ควรได้รับโอกาสปรับตัวกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตามสมควร

ในด้านการยกระดับบริการ กรมบังคับคดีภายใต้การนำของนายเสกสรรเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดใช้แอปพลิเคชัน LED e-Service ที่รวมบริการสำคัญ เช่น การค้นหาทรัพย์สินขายทอดตลาด (LED Property) การตรวจสอบยอดหนี้และสถานะการอายัดเงิน (LED Debt Info) การตรวจสอบบุคคลล้มละลาย (LED ABC) ระบบถ่ายทอดสดการขายทอดตลาด (LED Streaming) และระบบจองคิวออนไลน์ (LED Queue) ซึ่งช่วยเสริมความโปร่งใส ลดต้นทุนเวลา และทำให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการเสริมสร้างคุณธรรมและธรรมาภิบาลในองค์กร ผ่านหลักสูตรพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง และกิจกรรมต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง นายเสกสรรยังให้ความสำคัญกับ “งานภาคสนาม” และการรับฟังปัญหาจากพื้นที่จริง ลงไปมอบนโยบายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดต่าง ๆ ด้วยตนเอง รวมถึงการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย และการเข้าร่วมงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO 2025 ที่สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีสำเร็จ 207 เรื่อง ทุนทรัพย์กว่า 28.66 ล้านบาท ลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมให้ประชาชนกว่า 1.37 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน

จากเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมบังคับคดี ตั้งแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนถึงอธิบดี นายเสกสรร สุขแสง จึงไม่ใช่เพียงผู้บริหารที่มองเห็นภาพใหญ่ในเชิงนโยบาย แต่ยังเข้าใจรายละเอียดของงานบังคับคดีทุกขั้นตอน และเข้าใจชีวิตของผู้คนที่อยู่ในกระบวนการเหล่านี้เป็นอย่างดี ประสบการณ์ในคดีใหญ่ระดับประเทศ การบริหารจัดการคดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการที่ซับซ้อน ตลอดจนการผลักดันมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และยกระดับคุณภาพการให้บริการ ล้วนสะท้อนภาพผู้นำที่มีทั้งความรู้ ความเฉียบคม และหัวใจที่มุ่งมั่นต่อความเป็นธรรมในสังคม

การที่ประเทศไทยมี “เสกสรร สุขแสง” ทำหน้าที่อธิบดีกรมบังคับคดี จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของการยกระดับระบบบังคับคดีทั้งระบบให้ทันกับโจทย์เศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงต่อเนื่อง การฟื้นฟูกิจการธุรกิจหลังวิกฤตเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาครัฐ ภายใต้การนำของเขา กรมบังคับคดีมีแนวโน้มจะเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางที่ “เข้มแข็งในกฎหมาย โปร่งใสในกระบวนการ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อให้กระบวนการบังคับคดีไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของโอกาสสำหรับประชาชนจำนวนมากในสังคมไทย

‘พีระพันธุ์’ รับมอบสิ่งของ บริจาคจาก ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เร่งส่งต่อความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน แก่ผู้ประสบอุทกภัย

รวมใจ รวมไทยสร้างชาติ ‘พีระพันธุ์’ รับมอบสิ่งของบริจาค ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เร่งส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รับมอบสิ่งของบริจาคจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะตัวแทนของ ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนที่กำลังประสบอุทกภัย

นายพีระพันธุ์  กล่าวว่า วันนี้ต้องขอขอบคุณ นายนราพัฒน์ แก้วทอง (ตุ้ม) และ ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ ที่ได้รวบรวมสิ่งของและเงินสมทบทุนมาร่วมบริจาค ตนในฐานะหัวหน้าพรรคและคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนและตัวแทนของพรรคได้ลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวานนี้ นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ลงพื้นที่หาดใหญ่แล้ว และในวันนี้ยังได้รับความช่วยเหลือที่นายนราพัฒน์ช่วยประสานระดมสิ่งของจากกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิดเข้ามาอีกแรง ต้องขอขอบคุณแทนพี่น้องผู้ประสบภัย ซึ่งทางพรรคจะเร่งนำสิ่งของเหล่านี้ส่งไปให้ถึงมือผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ นายพีระพันธุ์ ได้ฝากความห่วงใยถึงประชาชนในพื้นที่ว่า “ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ผมขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ทุกจังหวัดที่กำลังเผชิญอุทกภัยอย่างรุนแรงในครั้งนี้ ทุกปัญหามีเข้ามาแล้วก็จะผ่านไป ชีวิตยังต้องเดินหน้าต่อ ผมขอยืนยันว่าพวกเราไม่เคยทิ้งกัน ในฐานะผู้แทนของประชาชน ผมพร้อมที่จะทำหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือพี่น้องอย่างเต็มที่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว เพื่อที่เราจะได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยกันอีกครั้งครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top