Sunday, 26 July 2026
NEWS

'อ.พงษ์ภาณุ' แนะ!! เมื่อนายกแพทองธารรับตำแหน่งแล้ว ก็สมควรจะต้องแก้อุปสรรคของการพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน

(25 ส.ค. 67) ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ได้พูดคุยถึงคำกล่าวของ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งได้กล่าวไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า...

"น่าจะตรงและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด เพราะที่ผ่านมาหลายท่านคงจะรู้สึกเหมือนว่าประเทศไทยไม่มีธนาคารกลาง หรือหากมี ก็เป็นธนาคารกลางที่ไม่แคร์ความรู้สึกและความเดือดร้อนของประชาชน

"ดังนั้น เมื่อนายกแพทองธารรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว ก็สมควรจะต้องแก้อุปสรรคของการพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ก็ยากที่จะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกลับคืนมา รวมทั้งการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและลูกหนี้รายเล็กรายน้อยที่กำลังกลายเป็น NPL และจะถูกยึดทรัพย์สินในเร็ว ๆ นี้"

อ.พงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า "ไม่มีใครไม่เห็นด้วยว่าธนาคารกลางต้องมีความเป็นอิสระ แต่ความเป็นอิสระดังกล่าวต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งการดำเนินนโยบายการเงิน (Monetary Policy Independence) เท่านั้น 

ทั้งนี้ อ.พงษ์ภาณุ มองว่า ความเป็นอิสระของธนาคารกลางต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ...

ประการแรก ธปท. ต้องมี Focus ที่การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับราคาเท่านั้น มิใช่ทำงานแบบจับฉ่ายเช่นที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การแก้ไขหนี้นอกระบบ การแก้ไขปัญหาโลกร้อน เป็นต้น ซึ่งล้วนนำมาซึ่ง Conflict of Interest กับนโยบายการเงินและความเกรงอกเกรงใจเจ้าของและผู้บริหารสถาบันการเงิน การตัดสินใจลดดอกเบี้ยแต่ละคร้้งก็มัวแต่กลัวว่าแบงก์จะมีกำไรลดลง แทนที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ประการที่สอง การดำเนินนโยบายการเงินต้องมีความรับผิดชอบ (Accountability) และอยู่ในกรอบ Inflation Targeting อย่างเคร่งครัด ซึ่งมีเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตกลงกับรัฐบาลไว้อย่างชัดเจน และจะต้องมีการติดตามและประเมินการทำงานของ ธปท. อย่างใกล้ชิด เมื่อมีผลประกอบการผิดเป้าหมาย เช่นที่เกิดขึ้นตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และปีนี้จะเป็นปีที่สามที่นโยบายการเงินพลาดเป้า จะต้องมีผู้รับผิดชอบ เพราะได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ รวมทั้งจะต้องมีการปรับกรอบเงินเฟ้อให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอไว้ด้วย

เงื่อนไขความเป็นอิสระของธนาคารกลางดังกล่าวข้างต้น อาจจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายธนาคารแห่งประเทศ และอาจไม่สามารถทำได้รวดเร็วนัก แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถทำได้ทันที เช่น การปรับกรอบเงินเฟ้อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลมากยิ่งขึ้น การปรับปรุงตัวบุคคลในองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้มีความเป็นอิสระและเป็นมืออาชีพ แทนที่จะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใต้การควบคุมของผู้ว่าการ ธปท. รวมทั้งการเปลี่ยนตัวผู้ว่าการ ธปท. บางคน ที่ทำตัวเสมือนเจ้าอาณาจักรที่แฝงตัวอยู่ในประเทศไทย

‘จอม เพชรประดับ’ ฟาดใส่ ‘จักรภพ เพ็ญแข’ ชี้!! ไม่เหลือความเป็น ‘นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’

(25 ส.ค. 67) นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ลี้ภัยหนีคดีความมั่นคงในประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

 ‘จักรภพ เพ็ญแข’ ตัวอย่างของผู้ลี้ภัยการเมือง ที่เคยต่อสู้กับเผด็จการและอำนาจเหนือประชาชน ที่ทำให้การเมืองไทยเป็นระบบมาเฟีย เต็มไปด้วยความอยุติธรรม และไม่เห็นหัวประชาชน..

แต่เมื่อมีโอกาสได้กลับไทย ด้วยการเข้ามามีบทบาททางการเมืองและเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองที่โอบอุ้ม ค้ำยัน ระบบมาเฟียที่เป็นเผด็จการอยู่บนบ่าประชาชน

ซึ่งไม่เพียงจะเป็นการทำลายตัวเอง จนไม่เหลือความเป็นนักต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม และความเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่ยังเป็นการสะท้อนความขี้ขลาด หวาดกลัว ไร้ความกล้าหาญอีกด้วย....

กรณีนี้ คนไทย ส่วนมากน่าจะได้สังวรว่า ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในสังคมไทย มีจำนวนไม่น้อย แต่ในจำนวนไม่น้อยนี้ มีน้อยมากที่จะมีความกล้าหาญ และมั่นคงในหลักการและอุดมการณ์ หรือเคารพตัวเองอย่างแท้จริง

สส.เพชรบูรณ์ นำ ‘ชาวศรีเทพ’ ยื่นหนังสือให้ ‘คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ’ เรียกร้อง!! ให้ทวงคืนวัตถุโบราณ ที่ถูกลักลอบนำออกไป ในช่วงสงครามเวียดนาม

(25 ส.ค. 67)  นายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า ตนได้นำคณะผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่อำเภอศรีเทพ เข้าพบคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องทวงคืนวัตถุโบราณแหล่งโบราณคดีศรีเทพ จำนวน 17 ชิ้น ที่มีการลักลอบออกจากพื้นที่เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม โดยผู้นำท้องถิ่น ประชาชน และนักวิชาการในพื้นที่ได้รวบรวมหลักฐานรายการวัตถุโบราณ เอกสารทางวัฒนธรรมศิลปวัฒนธรรมที่อยู่ในอำเภอศรีเทพ ที่ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ รวมถึงสถานทูตประเทศต่างๆ ที่มีวัตถุโบราณครอบครองในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่

“หากดำเนินการสำเร็จ และสามารถนำกลับมาสู่มาตุภูมิ เราจะนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์อำเภอศรีเทพ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานในการจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมและเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาติไทยที่มีอายุกว่า 1800 ปี ที่สำคัญจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศให้มายัง จ.เพชรบูรณ์ เพิ่มขึ้น เป็นการสร้างชื่อเสียงแหล่งเรียนรู้ชนชาติไทย และเพิ่มรายได้ประชาชนจากการท่องเที่ยว“ นายอัคร กล่าวทิ้งท้าย

‘จิราพร’ ตั้งศูนย์ JIC ระดมข้อมูลน้ำท่วม ย้ำ!! เร่งช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤต

(25 ส.ค. 67) นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนมีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะการติดตามและรับข้อมูลข่าวสารของพี่น้องประชาชน จึงได้สั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแล ทำหน้าที่เป็นหน่วยเชื่อมประสานระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน โดยยึดแนวทางการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต (แผนพระอินทร์) ของกรมประชาสัมพันธ์

นางสาวจิราพร กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม (Joint Information Center : JIC) ซึ่งจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัย โดยมีสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และบูรณาการการทำงาน ระดมผู้ปฏิบัติงานสื่อของกรมประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งรายงานข่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป

นางสาวจิราพร กล่าวว่า นอกจากนี้ กรมประชาสัมพันธ์ยังได้ปรับรูปแบบการนำเสนอรายการข่าวและรายการต่างๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อรองรับการสื่อสารสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งสามารถติดตามได้จากช่องทางต่างๆ ดังนี้ 1. สถานีโทรทัศน์ : NBT2HD ซึ่งเปิดช่วงพิเศษ “สถานการณ์-ช่วยเหลือน้ำท่วม” ในรายการ Better Future เวลา 10.00 – 11.00 น. ทุกวัน และรายการ NBT มีคำตอบ เวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ สรุปสถานการณ์น้ำ ในรายการข่าวภาคค่ำ เวลา 17.30 น. ของทุกวัน

นางสาวจิราพร กล่าวว่า 2. วิทยุ : FM 92.5 MHz 3. ช่องทาง Online : สามารถติดตามทาง X และ Facebook: NBT CONNEXT NBT2HD กรมประชาสัมพันธ์ เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด Live : กรมประชาสัมพันธ์ Website : www.prd.go.th และ http://prdee.prd.go.th

“กรมประชาสัมพันธ์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์อุทกภัย เพื่อสื่อสารกับประชาชนในช่องทางต่างๆ นำไปสู่การดูแลช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย สามารถประสานมายังช่องทางต่าง ๆ ที่กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการ หรือโทรสายด่วน 1111 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล สายด่วน 1784 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย สายด่วน 1586 ทางหลวง และทุกช่องทางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทางรัฐบาลเตรียมพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่“ นางสาวจิราพร กล่าวทิ้งท้าย

‘ดุสิตโพล’ เผยประชาชนคาดหวัง คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง ชี้!! ต้องทำงานร่วมกัน ซื่อสัตย์ โปร่งใส ให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น

(25 ส.ค. 67) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘ความคาดหวังของประชาชน ต่อ ครม.ชุดใหม่’ ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2567 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,164 คน สำรวจผ่านทางออนไลน์และภาคสนาม พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้ ครม. ชุดใหม่ควรต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก ร้อยละ 74.43 และคาดหวังว่าจะทำงานดีขึ้น กระทรวงต่าง ๆ ร่วมมือกันทำงานได้ดีขึ้น ร้อยละ 70.30 โดยมองว่า “ความซื่อสัตย์และจริยธรรม” ทางการเมืองเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือก ครม.ชุดใหม่ ร้อยละ 84.19 การปรับ ครม. ครั้งนี้คาดหวังว่าน่าจะส่งผลให้การทำงานของรัฐบาลดีขึ้น ร้อยละ 46.39 สุดท้ายการปรับ ครม. จะส่งผลต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไรนั้น ยังคาดการณ์อะไรไม่ได้ ร้อยละ 30.50

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลไม่ว่าจะกี่ครั้งของรัฐบาลนี้ ประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน โดยมีความหวังว่าครม.ชุดใหม่จะทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซื่อสัตย์ โปร่งใส เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล แม้ประชาชนจะมีความหวังแต่ก็ยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมืองจะไปในทิศทางใด เนื่องจากยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เบญจพร พึงไชย ผู้ช่วยคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่าการเมืองไทยไม่มีอะไรแน่นอน สามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา สิ่งที่ประชาชนต้องการและคาดหวังอย่างยิ่ง คือ ความเชื่อมั่นว่าคนที่เข้ามาบริหารประเทศจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยมาอย่างยาวนาน สอดคล้องกับผลสำรวจที่สะท้อนว่า ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาเรื้อรัง ถึงร้อยละ 74.43 และสิ่งที่ตามมาจากปัญหาเศรษฐกิจ คือ ปัญหาปากท้องที่ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้นแต่รายรับกับสวนทาง สำหรับประเด็นการปรับครม.ชุดใหม่นี้ ประชาชนหวังว่าจะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลดีขึ้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าการคัดเลือกรัฐมนตรีที่จะเข้ามาสานต่อนโยบายการทำงานของรัฐบาลมีผลต่อความมั่นใจของประชาชน ทั้งนี้ ความซื่อสัตย์และจริยธรรมทางการเมืองเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญ เพราะการเมืองไทยช่วงสิบปีที่ผ่านมาล้วนประสบกับปัญหานี้มาโดยตลอด ซึ่งส่งผลต่อความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลหรือแม้กระทั่งฝ่ายค้านเอง อย่างไรก็ดี โฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ย่อมเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่าการเมืองไทยจะหลุดพ้นจากวังวนของปัญหาจริยธรรมนักการเมืองได้หรือไม่ คงต้องติดตามกัน ห้ามกระพริบตาเลยทีเดียว

“พล.ต.ท.ประจวบฯ” ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญตำรวจในพื้นที่ประสบอุทกภัย จ.น่าน กำชับดูแลพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

เมื่อวานนี้ (24 สิงหาคม 2567) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยม พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญและเงินช่วยเหลือให้กับข้าราชการตำรวจในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ณ ลานอเนกประสงค์ ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน (ภ.จว.น่าน) โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผบก.ภ.จว.น่าน , พ.ต.อ.ภูวนาท ดวงดี รอง ผบก.ภ.จว.น่าน ให้การต้อนรับ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.น่าน , สภ.เมืองน่าน และ ร้อย ตชด.324 จำนวน 60 นาย รับการตรวจเยี่ยมและรับมอบสิ่งของบำรุงขวัญ

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า ตามนโยบาย ผบ.ตร.ที่ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ตำรวจทุกหน่วยช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทุกภัย ทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นดูแลเอาใจใส่บำรุงขวัญ และช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว วันนี้จึงได้มาตรวจเยี่ยมพร้อมมอบเงินและสิ่งของบำรุงขวัญให้กับข้าราชการตำรวจหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ พร้อมให้ทุกหน่วยเร่งสำรวจความเสียหายของสถานที่เพื่อของบประมาณดำเนินการซ่อมแซมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และได้กำชับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน การจัดระบบการจราจรในพื้นที่ที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ และยานพาหนะ เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย โดยขอให้ดูแลพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดสายด่วนให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งหมายเลขสายด่วน 191 , 1599 , สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197 และสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2567 ต่อเนื่องเป็นแห่งที่ 3 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2567 เวลา 13.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ และนายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดพิธีแจกข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2567 ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จำนวน 2,800 ชุด สิ่งของที่แจกประกอบด้วย  ข้าวสาร  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ปลากระป๋อง  น้ำปลา น้ำมันพืช  และขนม บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ  พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 100 บาท  โดยมี นายนพรัตน์ ศรีพรหม นายอำเภอศรีราชา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย  แพทย์จีนสมชาย จิรพินิจวงศ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว   คณะพุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา คณะเครือสหพัฒน์  บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด  บริษัท เบสท์แฟคตอรี่ เอาท์เล็ท จำกัด สนามกอล์ฟบีเอสซี ร่วมในพิธี ณ บริเวณคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี

และในวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2567 มูลนิธิฯ กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคครั้งยิ่งใหญ่ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ เป็นลำดับต่อไป  รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2567 แก่ประชาชนทั้งสิ้น 4 จังหวัด คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 13.3 ล้านบาท 
ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธา ยังคงสามารถร่วมทำบุญข้าวสารกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2567 ได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 สิงหาคม 2567 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ หรือ ทำบุญทิ้งกระจาดออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh  ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ประเพณีทิ้งกระจาด  เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมูลนิธิฯ ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาทุกปีเป็นเวลาช้านานไม่ต่ำกว่า 80 ปี และคาดว่าจะเป็นมูลนิธิแห่งแรก ที่จัดงานทิ้งกระจาดอย่างเป็นทางการและเป็นกิจจะลักษณะ เพราะถือว่าเป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติพร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ ในช่วงประเพณี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีผู้มีจิตศรัทธา และผู้ใจบุญจะนำเครื่องเซ่นไหว้ อาทิ ข้าวสารอาหารแห้ง และอื่น ๆ มากราบไหว้หลวงปู่ เพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์ ซึ่งมูลนิธิฯ จะรวบรวมไว้ไปสมทบกับสิ่งของที่จัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ รวม 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร นครราชสีมา ชลบุรี และ กรุงเทพฯ พร้อมนำมอบองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้พัฒนาการแจกจ่ายสิ่งของเครื่องใช้ ให้เข้ากับการใช้งานในแต่ละยุคแต่ละสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุในการบรรจุสิ่งของที่มูลนิธิฯ ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นถุงผ้าเพื่อลดการใช้พลาสติก และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่  อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้  มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

อินเตอร์ลิ้งค์ฯ รวมพลังเป็นหนึ่ง “ปลูกต้นไม้ล้ำค่า คืนพื้นที่ป่าให้ชุมชน” สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้สังคมเมือง เพื่อถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2567

เพิ่มพื้นที่สีเขียว กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐ ขับเคลื่อนฟื้นฟูพื้นที่น่าอยู่ให้ชุมชนเมือง ร่วมกับการดูแลสังคม และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครบรอบ 92 พรรษา ที่บริษัทฯ มีความตั้งใจ และพร้อมที่จะเป็นอีกหนึ่งกำลังในการขับเคลื่อนคืนผืนป่า และต้นไม้ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากร รักษาระบบนิเวศ และพัฒนาชุมชน ให้ก้าวสู่สังคมเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

วันนี้ (24 ส.ค. 67) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ จัดทำโครงการ “อินเตอร์ลิ้งค์ ปลูกต้นไม้ล้ำค่า คืนพื้นที่ป่าให้ชุมชน” ณ สวนป่าพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ โดยได้รับความร่วมมือจากทางการพิเศษแห่งประเทศไทย และสำนักงานเขตห้วยขวาง เป็นอย่างดีที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการทำกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครบรอบ 92 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2567 อีกด้วย 

 พร้อมกันนี้ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้เห็นถึงความสำคัญในทุก ๆ มิติ อย่างครอบคลุมทุกรอบด้าน โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ไม่เคยมองข้าม พร้อมทั้ง มีความตั้งใจที่จะคว้าโอกาสในการตอบแทนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล เพื่อให้กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะพัฒนาพื้นที่เล็ก ๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยผืนป่าไม้อันเขียวขจี ตลอดจนมุ่งพัฒนาธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเป็นองค์กรที่ดีสำหรับสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ให้เติบโตเคียงข้างไปด้วยกัน อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน สอดรับกับนโยบายของบริษัทฯ ที่เติบโตก้าวหน้ากว่า 38 ปี

งานนี้ คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการฯ และ ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ลงพื้นที่ปลูกต้นไม้ พร้อมคณะผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้รวมพลังเป็นส่วนหนึ่งแห่งการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ใส่ใจ ให้ความสำคัญ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรอีกด้วย ปลูกต้นไม้กว่า 92 ต้น แบ่งออกเป็น “ต้นทองอุไร และต้นเหลืองปรีดียาธร” โดยที่บริษัทฯ ตั้งใจปลูกฝังให้พนักงานทุกท่านมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งโครงการนี้ ทุกท่านได้รวมพลังลงมือร่วมกันปลูกต้นไม้ เพื่อสร้างเสริมเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับคนในชุมชนเมือง สู่การมีสวนสาธารณะ สำหรับพักผ่อน ออกกำลังกาย และยังช่วยลดฝุ่นละออง ลดมลพิษทางอากาศ เพื่อส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนที่มาใช้บริการในสวนสาธารณะเขตพื้นที่ห้วยขวางแห่งนี้

นับว่า กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ มีความตั่งมั่นอันแน่วแน่ จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้กับคนในสังคมเมืองกรุง เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งส่งเสริมให้พนักงานได้สานต่อแนวคิด ESG อย่างครบทุกมิติ ควบคู่ไปกับเป็นการปลูกฝังถึงความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อการทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพ สานสัมพันธ์ภายในองค์กรให้เหนียวแน่นแบบไร้รอยต่อ ตลอดจน บริษัทฯ ยังคงตระหนักถึงการมีเจตนารมณ์ และมุ่งมั่นที่จะนำพาความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม มาพัฒนาให้ก้าวหน้า พร้อมเติบโตควบคู่ไปกับสังคมเมือง โดยวางเป้าหมายไว้ชัดเจนแล้วว่า ในอนาคตจะผลักดันให้ในทุก ๆ เขตพื้นที่ของชุมชนเมืองนั้น เป็นพื้นที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นสวนสาธารณะที่มีความร่มรื่น และมีทัศนียภาพอันสวยงาม ด้วยการรักษา อนุรักษ์ และรณรงค์ ร่วมมือกันปลูกต้นไม้ เพื่อคืนพื้นที่ป่าให้ชุมชน สร้างโลกนี้ให้น่าอยู่อย่างยั่งยืนไปด้วยกัน 

 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการตำรวจทุกหน่วยตั้งศูนย์ปฏิบัติการ บูรณาการกับทุกภาคส่วนเพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เข้มงวดการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อไม่ให้คนร้ายฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมเปิดสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวานนี้ (24 สิงหาคม 2567) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการด่วนที่สุด ให้ตำรวจทุกหน่วยช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทุกภัย ทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2558 มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และจัดระบบจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ต่างๆ นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีมาตรการให้ทุกหน่วยช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดน่าน แพร่ เชียงราย และพะเยา รวมทั้งพื้นที่ที่ยังคงมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น และให้ทุกหน่วยในพื้นที่นำกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ (รถยนต์/เรือ) อุปกรณ์อื่นๆ ออกช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่โดยด่วน และให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นดูแลเอาใจใส่บำรุงขวัญ และช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้เพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย อำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพิ่มกำลังสายตรวจทั้งทางบกและทางน้ำ วางมาตรการในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อป้องกันมิให้ถูกคนร้ายฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้ประสบภัย พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) เพื่อบูรณาการกับทุกภาคส่วน รวมทั้งจิตอาสาในพื้นที่รับผิดชอบ ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด และจัดชุดช่วยเหลือประชาชนพร้อมออกปฏิบัติการในพื้นที่ประสบภัยอย่างทันที

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดสายด่วนให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งหมายเลขสายด่วน 191 , 1599 , สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197 , สายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง

‘รัชกาลที่ 9’ ทรงเรียกประชุม เพื่อทรงสอบถามถึง ‘สถานการณ์น้ำ’ รับสั่งย้ำ!! ‘ไม่มีวันหยุดหรอก เขาทุกข์เดี๋ยวนี้ ต้องไปเดี๋ยวนี้เลย’

(24 ส.ค. 67) หลายปีก่อนกรุงเทพฯ กำลังจะเกิดน้ำท่วมใหญ่จากน้ำที่ไหลบ่ามาจากทางภาคเหนือ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงทรงเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อทรงสอบถามถึงสถานการณ์น้ำ หน่วยราชการได้กราบบังคมทูลว่าพรุ่งนี้จะไปดำเนินงาน
พระองค์จึงตรัสถามว่า...

"...น้ำหยุดแล้วหรือ ไปเดี๋ยวนี้แหละ คืนนี้เลย น้ำไม่ใช่ว่าเริ่มไหลเวลาแปดโมงครึ่ง แล้วก็สี่โมงครึ่งหยุดพักตามริมตลิ่ง..."
แม้ในวันนั้น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล จะไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ทว่าก็เคยได้รับการสั่งสอนในแบบเดียวกัน

"...เคยรับสั่งให้ผมเข้าเฝ้าฯ ในวันศุกร์ มีรับสั่งว่า ที่ตรงนี้ที่ตรงนั้นเขาอดอยากอยู่ ผมกราบทูลว่า เดี๋ยววันจันทร์ข้าพระพุทธเจ้าจะรีบไปพระพุทธเจ้าข้า พระองค์รับสั่งทันทีว่า...

"...ความทุกข์ ความทรมานไม่มีวันหยุดหรอก เขาทุกข์เดี๋ยวนี้ ต้องไปเดี๋ยวนี้เลย..."

'นายกฯ' ลงพื้นที่ จ.น่าน 'ทอดไข่เจียว-ผัดข้าว' แจกจ่ายประชาชน พร้อม 'ติดตามสถานการณ์-ให้กำลังใจ' ผู้เผชิญน้ำท่วม

(24 ส.ค. 67) ที่ ท่าอากาศยาน จ.น่าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.แพร่ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ จ.น่าน เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและให้กำลังใจประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม

โดยมี นายทรงยศ รามสูต นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ พรรคเพื่อไทย รอให้การต้อนรับ โดยทันทีที่มาถึง จ.น่าน น.ส.แพทองธาร เดินทางไปยังสถานีดับเพลิงเทศบาลเมืองน่าน ที่ใช้เป็นที่สำหรับประกอบอาหารเป็นโรงครัวแจกจ่ายประชาชนโดย น.ส.แพทองธาร ได้เดินทักทายให้กำลังใจอาสาสมัครและสภากาชาด

ที่มาช่วยกันปรุงอาหารให้กับประชาชน พร้อมกันนี้น.ส.แพทองธาร ได้ช่วยปรุงอาหาร ทอดไข่เจียวและบรรจุอาหารใส่ถุง เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ประสบภัยในจุดที่น้ำยังท่วมสูง  

‘รมว.พิพัฒน์’ เอาจริง!! ตรวจเข้มแรงงานข้ามชาติ ‘ผิดกฎหมาย’ ปฏิบัติการ!! ‘เจอ-จับ-ปรับ-ผลักดัน’ 78 วัน ดำเนินคดีแล้วกว่า 1.4 พันคน

(24 ส.ค. 67) นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ‘เจอ จับ ปรับ ผลักดัน’  ตรวจสอบ จับกุม และดำเนินคดีนายจ้าง/สถานประกอบการ และแรงงานต่างชาติ ที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย ควบคู่กับประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้นายจ้าง/สถานประกอบการ และแรงงานต่างชาติ มีความรู้ความเข้าใจสามารถปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคนต่างด้าว และมติครม.ในคราวต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง เป็นระยะเวลา 120 วัน โดยส่งชุดปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ของกรมการจัดหางาน ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กำลังพลจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติอย่างเข้มงวด มีผลการดำเนินการระหว่างวันที่ 5 – 22 สิงหาคม 2567 รวม 78 วัน ตรวจสอบสถานประกอบการที่จ้างแรงงานข้ามชาติทั่วประเทศแล้ว 15,718 แห่ง ดำเนินคดี 539 แห่ง และตรวจสอบคนต่างชาติ จำนวน 208,035 คน แยกเป็นสัญชาติเมียนมา 155,669 คน กัมพูชา 32,810 คน ลาว 12,920 คน เวียดนาม 141 คน และสัญชาติอื่น ๆ 6,495 คน มีการดำเนินคดีทั้งสิ้น 1,438 คน แยกเป็นสัญชาติเมียนมา 914 คน กัมพูชา 208 คน ลาว 188 คน เวียดนาม 26 คน และสัญชาติอื่น ๆ 102 คน

นายสมชาย กล่าวต่อว่า กรมการจัดหางาน จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อให้แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสม สำหรับคนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมทั้งไม่สามารถขอรับใบอนุญาตทำงานได้จนกว่าจะพ้นโทษมาแล้วเป็นระยะเวลา 2 ปี และนายจ้าง/สถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี 

ทั้งนี้ หากพบเห็นการจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย หรือพบเห็นคนต่างชาติทำงานนอกเหนือสิทธิที่ทำได้ขอความร่วมมือทุกท่านแจ้งเบาะแสมาที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน อาคารกระทรวงแรงงาน ชั้น 4 โทร. 0 2354 1729 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร 1694

‘ดร.หิมาลัย’ ถามกลับพวกด้อยค่าสถาบัน ทำอะไรเป็นประโยชน์ให้กับประเทศบ้าง

(24 ส.ค. 67) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ เดือด ฟาดใส่!! คนวิจารณ์ ‘ที่ไม่มีข้อมูล’ โดยระบุว่า …

ผมไม่รู้ว่าคุณ Kanit เป็นใคร แต่ผมอยากจะขอค้านข้อเขียนนี้ (https://www.facebook.com/share/p/kV8iEbbRWbjdqmqJ/?mibextid=oFDknk

ในฐานะที่ผมเป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาบคนหนึ่ง การใช้มุมมองของสังคมปัจจุบัน ไปตัดสินสังคมในอดีต เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะในปัจจุบัน วัฒนธรรม แนวความคิด ไลฟ์สไตล์ ของการดำรงชีวิต ของคนย่อมไม่เหมือนกัน 

การที่คุณคิดของคุณ ในมุมของคุณ แล้วมาด้อยค่า พระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระปิยมหาราช ผู้มีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศนี้ ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะ กับโรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัย อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา วัฒนธรรมของโรงเรียนเรานั้น ฝังรากลึกมาช้านาน เวลาอยู่ในโรงเรียน ลูกพระยาหรือลูกชาวบ้าน ก็โดนครูตีเหมือนกัน ครูที่นี่ไม่เคยแบ่งแยกศิษย์ 

ศิษย์เก่าสวนกุหลาบ มีหลากหลายวงการ ที่เป็นนักการเมือง ก็มีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล มีทั้งหัวก้าวหน้า และฝั่งอนุรักษ์นิยม ก็เป็นวิถีของแต่ละคน เป็นอิสระในทางความคิด และอุดมการณ์ของแต่ละคน สิ่งเหล่านี้คือความหลากหลายที่เราได้รับและอยู่รวมกันบนความเห็นต่าง ตั้งแต่สมัยอยู่ในรั้วโรงเรียน 

การเมืองจะเป็นเช่นไร ก็คงเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ข้อเขียนแบบนี้ บางทีอยากจะถามกลับว่า คุณศึกษาดีแล้วหรือ เข้าใจบริบทสังคมในสมัยนั้นดีแล้วหรือ และที่สำคัญ ลองถามตัวเองบ้างดีไหม ว่าได้ทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติบ้าง ส่วนเสด็จพ่อ ร.5 นั้น คุณไม่มีข้อมูลเลยหรือว่าท่านมีคุณูปการกับการศึกษาและประเทศนี้อย่างไร 

‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส’ ยกทัพลุย ‘BIG Motor Sale’ จัดเต็ม!! ยนตรกรรม ‘ฟูลไฮบริด’ ชู!! รุ่นเอ็กซ์แพนเดอร์ ขับปลอดภัย ลุยได้ทุกสภาพถนน ด้วยโหมดขับขี่ 7 รูปแบบ

เมื่อวานนี้ (23 ส.ค. 67) บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำทัพสุดยอดยนตรกรรม จัดแสดงในงาน BIG MOTOR SALE 2024 พร้อมมอบแคมเปญสุดพิเศษ ระหว่างวันที่ 23 ส.ค.-1 ก.ย. 67 ที่ไบเทค บางนา

นายเรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า สุดยอดยนตรกรรมที่จัดแสดงภายในงานนี้ นำโดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี รถยนต์ครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดเล็ก พร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด รุ่นแรกในไทย ที่มอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ เต็มเปี่ยมด้วยพลังและมั่นใจในทุกเส้นทาง ด้วย Mitsubishi e:MOTION ที่ผสานระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ให้ความปลอดภัย ลุยได้ในทุกสภาพถนน และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control : AYC) เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจสูงสุดขณะเข้าโค้ง

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มีการออกแบบภายนอกสไตล์รถอเนกประสงค์เอสยูวีที่ทันสมัย พร้อมด้วยห้องโดยสารกว้างขวางและสะดวกสบาย ติดตั้งเบาะหนังสังเคราะห์ พร้อมคุณสมบัติสะท้อนความร้อน ระบบเกียร์ไฟฟ้า รถยนต์ 2 รุ่นนี้ผลิตในประเทศไทยด้วยมาตรฐานคุณภาพสูงสุดที่สร้างความเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์สองรุ่นนี้ภายในงาน จะได้รับข้อเสนออัตราดอกเบี้ย 0% และฟรีแพ็กเกจ MITSUBISHI XTRA CARE ครอบคลุมการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เพื่อความอุ่นใจตลอดการใช้งาน

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน รุ่นพิเศษมีจำนวนจำกัด สะดุดตาด้วยการตกแต่งภายนอกสีดำสุดเท่ ประกอบด้วยล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว ไดนามิก ชีลด์และกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา กระจกมองข้างสีดำเงา มือเปิดประตูด้านนอกสีดำเงา มือเปิดกระบะท้ายสีดำเงา บันไดข้างตกแต่งสีไทเทเนียมรมดำ และกันชนหลังสีดำตกแต่งด้วยสีไทเทเนียมรมดำ ระบบขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ไฮเปอร์ พาวเวอร์ คลีนดีเซล เทอร์โบที่มีกำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ทำให้มีอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมและประหยัดน้ำมันที่ 14.5 กม./ลิตร มีระบบความปลอดภัยเต็มรูปแบบ Diamond Sense

ด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1.027 ล้านบาท เป็นราคาเดียวกันกับรถไทรทัน ดับเบิลแค็บ ยกสูง เกียร์อัตโนมัติ  รุ่นอัลตร้า มิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน เพียบพร้อมและครบครันในด้านความสะดวกสบายและความหรูหราระดับสูงสุด มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถเอสยูวี มีการควบคุมที่ยอดเยี่ยมและไว้วางใจได้ในทุกเส้นทาง ผสานช่วงล่างใหม่และแชสซีส์เมกาเฟรมใหม่ที่ใหญ่ขึ้นและแข็งแรงขึ้น

นอกจากนี้พิเศษกับ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไฮเปอร์ พาวเวอร์ เอ็กซ์ทู พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 – 2,750 รอบต่อนาที ห้องโดยสารความสะดวกสบายสูงสุดและการตกแต่งทูโทนสีส้ม-ดำ รูปลักษณ์โดดเด่นพร้อมสะกดทุกสายตาและตอบสนองไลฟ์สไตล์การผจญภัยที่สมบูรณ์แบบ เหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Diamond Sense ของมิตซูบิชิ  พร้อมระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า ช่วยให้ขับขี่คล่องตัว ควบคุมได้ดังใจ

โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน ซูเปอร์ซีเล็คต์ โฟร์วีลไดร์ฟ ทู ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อฟูลไทม์ เอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส แตกต่างอย่างเหนือกว่าด้วยระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เสริมความปลอดภัยให้ขับขี่คล่องตัวพร้อมตะลุยทุกสภาพอากาศและพื้นผิวถนนทุกรูปแบบ และยังได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีมิตซูบิชิ คอนเนค รองรับการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน “My MITSUBISHI CONNECT” เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการสั่งการตัวรถแบบไร้สายได้จากระยะไกล ใช้งานง่าย ลูกค้าที่ซื้อ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท และมิตซูบิชิ ไทรทัน แบล็ก เอดิชัน จะได้รับดอกเบี้ยพิเศษ 0.89% พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษในรอบปี เฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น!

อีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามองคือ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นปี 2024 รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ Elite Edition มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว และคุณสมบัติระดับพรีเมียม เครื่องยนต์ไฮเปอร์ พาวเวอร์ ใหม่ ที่มีกำลัง 184 แรงม้า ทรงพลังและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานไอเสียระดับยูโร 5 (Euro 5) ประหยัดน้ำมันที่ 14.3 กม./ลิตร พร้อมระบบขับเคลื่อน ซูเปอร์ซีเล็คต์ โฟร์วีลไดร์ฟ ทู เอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส สามารถเปลี่ยนโหมดระหว่างการขับเคลื่อน 2 ล้อและการขับเคลื่อน 4 ล้อได้ทันที แม้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็ว  มาพร้อมข้อเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.09%  ปิดท้ายด้วย มิตซูบิชิ แอททราจ สมาร์ท รถอีโคคาร์ยอดนิยมที่ได้รับการยอมรับในด้านความคุ้มค่าและไว้วางใจ โดดเด่นด้วยความประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมและการขับขี่ที่สะดวกสบายคล่องตัว 

‘วราวุธ’ เร่งช่วยเหลือประชาชน จัดทีมงานลงพื้นที่ ‘ภูเก็ต’ เพื่อ ‘ช่วยเหลือ-ฟื้นฟู-เยียวยา’ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมดินถล่ม

(24 ส.ค. 67) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานจากศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) จังหวัดภูเก็ต ว่า เมื่อวันที่ 22 - 23 ส.ค. 67 จังหวัดภูเก็ตมีฝนตกหนักต่อเนื่องในตัวเมืองภูเก็ต ทำให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนและถนนหลายสาย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจำนวนมากถึง 250 ครัวเรือน และมีดินโคลนถล่มทับบ้านเรือนประชาชน 2 หลัง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย เป็นคนไทย 2 ราย ชาวต่างชาติสัญชาติเมียนมา 3 ราย นอกจากนี้ ยังมีคนสูญหายอีก 6 ราย เป็นคนไทย 1 ราย ชาวต่างชาติสัญชาติเมียนมา 4 ราย และรัสเซีย 1 ราย อีกทั้งมีครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุ อายุ 83 ปี ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากจมน้ำและสำลักโคลน ขณะนี้ได้นำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว 

นายวราวุธ กล่าวว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ ขอแสดงความห่วงใยกับผู้ได้รับบาดเจ็บ และพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตที่กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ซึ่งตนได้กำชับหน่วยงานทีม พม. หนึ่งเดียว จังหวัดภูเก็ต เฝ้าระวังดูแลผู้รับบริการในความคุ้มครองของหน่วยงาน และให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ขณะนี้ทางจังหวัดภูเก็ตได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่วัดกะตะ และ วัดกะรน โดยมีหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ร่วมให้ความช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัย ซึ่ง ทีมศรส.จังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานทีม พม.หนึ่งเดียว จังหวัดภูเก็ต ได้ส่งนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาเพื่อให้การฟื้นฟูเยียวยาสภาพจิตใจและช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมทั้งร่วมกับทีมสหวิชาชีพวางแผนการช่วยเหลือทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเฉพาะการช่วยเหลือหลังน้ำลด ซึ่งจะมีการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและให้ความช่วยเหลือร่วมกับทีมสหวิชาชีพ อปท. และ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) หากประชาชนประสบปัญหาอุทกภัย สามารถขอความช่วยเหลือ ได้ที่ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) จังหวัดภูเก็ต และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ต รวมทั้งหน่วยงานสังกัดกระทรวง พม. ในพื้นที่  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top