Thursday, 23 July 2026
NEWS

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขานรับนโยบายรัฐบาล แถลงผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงเทศกาลวันลอยกระทง ประจำปี พ.ศ.2567

(15 พ.ย.67) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงเทศกาลวันลอยกระทง ประจำปี พ.ศ.2567 ณ ห้องประชุม ศปก.ตร.ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมแถลง

เนื่องด้วยวันนี้ 15 พฤศจิกายน 2567 เป็นวันลอยกระทง ประจำปี พ.ศ.2567 และรัฐบาลกำหนดแนวทางการจัดงาน “ลอยกระทง วิถีไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นงานเทศกาลที่จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยภาพรวมการจัดงานทั่วประเทศมี 3,592 แห่ง (กรุงเทพมหานคร 121 แห่ง และจังหวัดอื่น ๆ 3,471 แห่ง) แบ่งเป็นพื้นที่การจัดงานขนาดใหญ่จำนวน 74 แห่ง ใช้กำลังตำรวจกว่า 30,000 นาย ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กำหนดมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม มาตรการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับพลุ ประทัด และดอกไม้เพลิง มาตรการคุ้มครองเด็ก การรักษาความสงบเรียบร้อย การบริหารจัดการพื้นที่ ตรวจตราท่าน้ำ ท่าเรือต่าง ๆ และมาตรการอำนวยความสะดวกการจราจร ในช่วงวันลอยกระทง โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ห้างสรรพสินค้า สถานีขนส่งต่าง ๆ จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย และระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศร่วมกันกวาดล้างอาชญากรรมทุกประเภท ในห้วงวันที่ 8-14 พฤศจิกายน 2567 ผลการดำเนินการ ดังนี้

1. อาชญากรรมทั่วไป 
- ความผิดเกี่ยวกับการพนัน ยาเสพติด คนเข้าเมือง และสถานบริการ : รวมจับกุม 26,392 คดี ผู้ต้องหา 27,284 คน มูลค่าตรวจยึด/อายัดทรัพย์สินในคดี 61,466,470 บาท ในส่วนคดียาเสพติด สามารถตรวจยึดของกลาง ยาบ้า 62,895,138 เม็ด , ยาไอซ์ 461,292 กรัม , เคตามีน 570,469 กรัม , เฮโรอีน 115.33 กิโลกรัม , ฝิ่น 135 กรัม , ยาอี 1,663 เม็ด , โคเคน 13 กรัม , กัญชา 4.4 กิโลกรัม และน้ำกระท่อม 144,000 มิลลิลิตร 

- ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน : รวมจับกุม 1,446 คดี ผู้ต้องหา 1,405 คน ของกลางอาวุธปืนสงคราม 2 กระบอก อาวุธปืนไม่มีทะเบียน 920 กระบอก อาวุธปืนมีทะเบียน 197 กระบอก วัตถุระเบิด 35 ลูก พลุ/ดอกไม้ไฟ 4,174 ดอก เครื่องกระสุนปืน 6,292 นัด รวมมูลค่า 2,442,231 บาท 

2. อาชญากรรมทางเทคโนโลยี 
- ความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ด้านการเงิน หลอกลวงจำหน่ายสินค้าออนไลน์และสินค้าผิดกฎหมาย เผยแพร่ข่าวปลอม ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก และพนันออนไลน์ : รวมจับกุม 2,362 คดี ผู้ต้องหา 2,350 คน มูลค่าตรวจยึด/อายัดทรัพย์สินในคดี 18,924,237 บาท

- ความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 รวมจับกุม 295 คดี ผู้ต้องหา 277 คน มูลค่าตรวจยึด/อายัดทรัพย์สินในคดี 3,968,083 บาท 
 
3. จับกุมบุคคลตามหมายจับ รวม 3,080 หมายจับ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันมีความพร้อมในทุกพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ และการจัดงานเทศกาลลอยกระทง เข้มงวดกวดขัน ปราบปราม แก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวในการป้องกันอาชญากรรมหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันลอยกระทง หากต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเบาะแส เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับอาชญากรรมต่าง ๆ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

'พิพัฒน์' รมว.แรงงาน มอบที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ 'ธนัสถ์' เปิดประชุมนานาชาติ  APOSHO ครั้งที่ 38 หนุนความปลอดภัยอาชีวอนามัยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

(15 พ.ย. 67) เวลา 09.00 น.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการประชุมนานาชาติ Asia Pacific Occupational Safety & Health Organization (APOSHO) ครั้งที่ 38 โดยมี นายประสพชัย ยูวะเวส นายกสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์ กล่าวรายงาน ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์

นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า งานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานและการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย โดยการประชุมนานาชาติ APOSHO ครั้งที่ 38 นี้ เป็นเวทีที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานของภูมิภาคและประเทศไทย

นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการผลักดันนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดี ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างและนายจ้างในทุกภาคส่วน ด้วย

นายธนัสถ์ กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน และผู้แทนจากทุกประเทศที่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมครั้งนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลการประชุมครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและแนวทางในการพัฒนาความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กร คือ สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์ฯ และสมาคมอาชีวอนามัย และความปลอดภัย โดยในปี 2567 ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมประจำปีขององค์กร APOSHO เป็นครั้งที่ 3 เพื่อแลกเปลี่ยนและนำเสนอข้อมูลทางวิชาการด้านความปลอดภัย เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนางานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย ให้กับแรงงานมีความปลอดภัยในการทำงาน 

กมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา เข้าร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล)

เมื่อวานนี้ (14 พ.ย.67) เวลา 09.30-12.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย โดย พลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา และกรรมาธิการ ได้เดินทางเพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นดังต่อไปนี้

​1) นโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เกี่ยวข้องกับอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย รวมทั้งการผังเมือง เพื่อการพัฒนาเมืองและการดำรงรักษาเมืองในด้านการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน การคมนาคมและการขนส่ง การสาธารณูปโภค บริการสาธารณะและสภาพแวดล้อม ตลอดทั้งการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล
​​2) แนวทางการป้องกันและการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนในลักษณะให้คนต่างด้าว กลุ่มชาติพันธุ์ และแรงงานต่างด้าว สวมตัวเป็นคนไทยทำบัตรประจำตัวประชาชน
​3) การดำเนินงานนโยบายการจัดทำสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) ที่อาจมีการจัดทำธุรกิจกาสิโนถูกกฎหมาย

​​4) การดำเนินงานโครงการถมทะเลสร้างเกาะจำนวน 9 เกาะ เพื่อป้องกันน้ำทะเลท่วมกรุงเทพมหานคร
​5) การดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคการออกหลักฐานการถือครอง และการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชน รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย
​6) แนวทางการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและได้มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 เพื่อการจัดทำแนวป้องกันปัญหาการเกิดอุทกภัย

​7) แนวทางการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ที่อาจกระทบต่อภาพรวมของประเทศไทยทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น ปัญหาทุนจีนซื้อที่ดินจัดทำบ้านจัดสรร ปัญหาล้งจีน ประกอบธุรกิจการค้าผลไม้ไทย เป็นต้น โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหาร พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวข้างต้น

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้แสดงความคิดเห็น ปัญหาอุปสรรค และผลกระทบที่เกี่ยวข้องต่อประชาชน รวมทั้งมีข้อเสนอแนะเพื่อผลประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและจะดำเนินการตามข้อเสนอแนะในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะได้นำข้อมูลและข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้จากการประชุมร่วมกันไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการต่อไป

วุฒิสภา ร่วมรับชมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี 2567

เมื่อวานนี้ (14 พ.ย.67) เวลา 19.00 นาฬิกา ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง และสมาชิกวุฒิสภา ร่วมรับชมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี 2567 เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน 'พระจักราวตาร' โดยมีนางปัณณิตา สท้านไตรภพ รองเลขาธิการวุฒิสภา รักษาราชการแทนเลขาธิการวุฒิสภา และผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เข้าร่วม โอกาสนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ร่วมรับชมการแสดงดังกล่าว 

โดยหลังจากจบการแสดง ประธาน สภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ให้เกียรติมอบช่อดอกไม้ แก่ผู้กำกับการแสดง ผู้ประพันธ์บท ครูผู้ฝึกซ้อมการแสดง นักดนตรี นักพากย์ และนักแสดงในชุดการแสดงดังกล่าวด้วย

โขนรามเกียรติ์ ตอน 'พระจักราวตาร' เป็นตอนที่แสดงกฤษฎาภินิหารของพระจักราหรือพระนารายณ์ ที่อวตารลงมาเป็นพระราม โอรสของท้าวทศรถ กษัตริย์แห่งกรุงอโยธยา เพื่อปราบฝ่ายอธรรม เปรียบประดุจพระราชวงศ์จักรีที่ผดุงความสุขความสงบให้กับพสกนิกรชาวไทยตลอดมา มีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน - 8 ธันวาคม 2567 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน เพื่อสืบทอด ธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำ 'ตะโกน โยน ยื่น ลาก' 4 ขั้นตอนช่วยคนตกน้ำอย่างปลอดภัย

(15 พ.ย.67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทั้งจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในวันลอยกระทง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำ 'ตะโกน โยน ยื่น ลาก' 4 ขั้นตอนในการช่วยเหลือคนตกน้ำให้ปลอดภัย ทั้งคนช่วยและคนถูกช่วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. 'ตะโกน' เมื่อพบคนตกน้ำ ให้ตะโกนขอความช่วยเหลือ ว่ามีคนตกน้ำ และบอกคนที่ตกน้ำให้ตั้งสติ

2. 'โยน' โยนวัสดุหรือสิ่งของที่ลอยน้ำได้ให้เกาะ เช่น ห่วงยาง เสื้อชูชีพ ถังพลาสติก

3. 'ยื่น' ยื่นสิ่งของที่มีความยาว เช่น ท่อพลาสติก เชือก กิ่งไม้ ให้คนที่ตกน้ำจับ

4. 'ลาก' ลากเชือกหรือสิ่งของที่ยื่นให้ เพื่อลากคนที่ตกน้ำกลับเข้าฝั่ง

โดยมีข้อควรระวังในการให้ความช่วยเหลือ คือ
- ไม่ควรกระโดดตัวเปล่าลงไปช่วย หากจำเป็นให้นำสิ่งของที่ลอยน้ำได้ติดตัวไปด้วย
- ไม่ควรเข้าไปช่วยเหลือจากด้านหน้าของคนตกน้ำ เพราะคนที่กำลังตกใจอาจดึงคนที่เข้าไปช่วยจมน้ำไปด้วย

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ  สามารถโทรศัพท์แจ้งเหตุได้ที่สายด่วนดังต่อไปนี้ เหตุด่วนเหตุร้าย สายด่วน 191 , เจ็บป่วยฉุกเฉิน สายด่วน 1669 และเหตุด่วนทางน้ำ สายด่วนตำรวจน้ำ 1196 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ร.ร.ธรรมภิรักษ์ ประกาศปิดกะทันหัน เปิดดำเนินการปีสุดท้าย เตรียมเปลี่ยนผ่านเป็นโรงเรียนนานาชาติจากสิงคโปร์ปี 69

(14 พ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจเฟซบุ๊ก โรงเรียนธรรมภิรักษ์ (Thampirakschool) เขตบางพลัด แขวงบางบำหรุ โพสต์ข้อความระบุว่า ประกาศ ด่วนที่สุด เรื่อง โรงเรียนธรรมภิรักษ์ เปิดดำเนินการปีสุดท้าย / โรงเรียนอนุบาลธรรมภิรักษ์เทเวศร์ เปิดปกติและเริ่มรับสมัครนักเรียนใหม่ ปีการศึกษา 2568

โดย ผู้บริหารโรงเรียน ขอประกาศแจ้งให้ทราบ ดังนี้

1.โรงเรียนธรรมภิรักษ์ จะเปิดดำเนินการถึงสิ้นปีการศึกษา 2567 (มีนาคม 2568) เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นโรงเรียนนานาชาติ จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะพร้อมเปิดดำเนินการสอน ในเดือนสิงหาคม 2569 (สิงหาคม 2026)

2.โรงเรียนอนุบาลธรรมภิรักษ์เทเวศร์ เปิดดำเนินการตามปกติ เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ ปีการศึกษา 2568 ชั้นเตรียมอนุบาล-อนุบาล 3 ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป จนกว่าจะเต็ม

ทั้งนี้ นักเรียนอนุบาลจากโรงเรียนธรรมภิรักษ์ ที่ประสงค์จะย้ายไปสาขาเทเวศร์ รับสิทธิ์พิเศษ ส่วนลดค่าเทอม ฯลฯ

หลังจากโพสต์เผยแพร่ออกไป มีผู้ปกครองเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่มองว่าทางโรงเรียนแจ้งกะทันหันไปมาก ห่วงว่าจะหาโรงเรียนใหม่ให้ลูกไม่ทัน อยากจะให้เวลามากกว่านี้ รู้สึกใจหาย รวมทั้งยังเป็นกำลังใจให้กับทางโรงเรียน ฯลฯ... 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนลอยกระทงปลอดภัย ต้องใส่ใจส่วนรวม แนะ 6 สิ่งต้องคำนึง ก่อนนึกถึงพระแม่คงคา

(14 พ.ย. 67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยประชาชนที่อาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ และเนื่องด้วยวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ที่จะถึงนี้เป็น “วันลอยกระทง” ที่พี่น้องประชาชนร่วมเฉลิมฉลองด้วยการลอยกระทงตามแม่น้ำลำคลอง เพื่อขอขมาพระแม่คงคาและขอให้สิ่งไม่ดีลอยไปกับกระทง รวมไปถึงทางภาคเหนือยังมี “ประเพณียี่เป็ง” โดยเป็นการปล่อยโคมลอยหรือโคมไฟขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อบูชาและขอขมาแม่คงคา เช่นเดียวกัน ซึ่งในช่วงเทศกาลดังกล่าวจะมีพี่น้องประชาชนออกมาร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น เพื่อให้เทศกาลลอยกระทงเป็นไปอย่างปลอดภัย สนุกสนาน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแนะนำ 6 สิ่งที่ต้องคำนึง ในช่วงเทศกาลลอยกระทง ดังนี้

1. “ความปลอดภัยทางน้ำ” ควรระมัดระวังไม่ลงไปลอยกระทงในน้ำโดยตรง และเด็กเล็กควรอยู่ในสายตาผู้ใหญ่เสมอ โดยผู้ดูแลสถานที่ลอยกระทงควรจัดเตรียมเสื้อชูชีพ หรือห่วงยาง ไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน

2. “หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด” โดยเฉพาะบริเวณริมตลิ่ง แม่น้ำ และท่าเรือต่าง ๆ เพราะอาจเกิดอันตรายจากการเบียดเสียดกัน หรืออาจมีมิจฉาชีพฉวยโอกาสในการลักทรัพย์ได้

3. “งดเล่นประทัดและดอกไม้ไฟ” เพราะอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ หรือทำให้ตนเองและผู้อื่นบาดเจ็บได้

4. “ลอยโคมในจุดที่กำหนด” โดยห้ามลอยโคมในบริเวณที่ใกล้กับสนามบิน หรือพื้นที่หวงห้าม เพราะโคมอาจลอยไปรบกวนการบิน หรืออาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้

5. “ใช้กระทงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หลีกเลี่ยงการใช้กระทงที่ทำจากวัสดุย่อยสลายยาก เช่น โฟม พลาสติก และหลีกเลี่ยงการใช้กระทงขนมปัง เพราะอาจทำให้น้ำเน่าเสียได้

6. “ระวังการลอยกระทงออนไลน์” เพราะอาจเป็นมิจฉาชีพทำเว็บไซต์มาหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล หรือหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันอันตราย

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ ได้ที่สายด่วนดังต่อไปนี้ เหตุด่วนเหตุร้าย สายด่วน 191 , เจ็บป่วยฉุกเฉิน สายด่วน 1669 , เหตุด่วนทางน้ำ สายด่วน 1196 และเหตุเพลิงไหม้ สายด่วน 199 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สมุทรปราการ-เปิดงานยิ่งใหญ่!! มหกรรมผ้าไทยฯ บนพื้นที่สวนสาธารณะ กว่า 20 ไร่ ใจกลางเมืองแพรกษา

(14 พ.ย. 67) เทศบาลตำบลแพรกษา โดยการบริหารของนาง อรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา จัดงาน “มหกรรมอนุรักษ์ผ้าไทย สุขใจได้ท่องเที่ยว ของดีตำบลแพรกษา ประจำปี 2567

โดยได้รับเกียรติจาก ท่านขจร  ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประธานในพิธี พร้อมด้วย นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายวัฒนา เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ นายเมธากุล สุวรรณบุตร สมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท S.MILES Group ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ร่วมในพิธีเปิดงาน “มหกรรมอนุรักษ์ผ้าไทย สุขใจได้ท่องเที่ยว ของดีตำบลแพรกษา” ณ สวนสาธารณะเทศบาลตำบลแพรกษา ต.แพรกษา อ.เมือง สมุทรปราการ

ภายในงานยังได้มีการประกวดธิดาโรงงาน โดยทางบริษัทต่างๆ รวมถึงบริษัทอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ตำบลแพรกษาได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประกวดแข่งขันธิดาโรงงานสร้างความคึกคักและสร้างสีสันให้กับงานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการเดินแบบชุดผ้าไทยจากนักเรียนโรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS)

การแสดงจากน้องๆ หนูๆ โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา รวมถึงการแสดงจากกลุ่มผู้สูงอายุการแสดงบาสโลป นอกจากนี้ ในคืนวันที่ 13 พฤศจิกายน ทางเทศบาลตำบลแพรกษาได้นำนักร้องและศิลปินชื่อดัง อาทิ น้ำแข็ง ทิพวรรณ และในคืนวันที่ 14 ชมการแสดงคอนเสิร์ตจากวง ลำไย ไหทองคำ และคืนวันที่ 15 นั้น กวาง กมลชนก ชมฟรีตลอดงาน ภายในงานยังมีซุ้มอาหารต่างๆ จำนวนกว่า 50 ร้านค้า ให้เลือกชิม ช้อป รวมถึงมีสระน้ำจำลองขนาดใหญ่ที่ทางเทศบาลตำบลแพรกษาได้จัดเตรียมไว้ให้พี่น้องประชาชนได้มาร่วมลอยกระทงในค่ำคืนของวันที่ 15 พฤศจิกายน อีกด้วย

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ เข้าเยี่ยมคารวะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (นายภูมิธรรม เวชยชัย) 

(13 พ.ย. 67) เวลา 14.00 – 16.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (นายภูมิธรรม เวชยชัย) และหารือข้อราชการเกี่ยวกับนโยบายด้านกิจการทหารและความมั่นคง รวมทั้งการดูแลกำลังพลและทหารผ่านศึก ณ ศาลาว่าการกลาโหม กระทรวงกลาโหม 

ในการนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับและหารือในประเด็น ดังนี้ 
1. ผลการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในด้านกิจการทหารและความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหม
2. นโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในด้านกิจการทหารและความมั่นคงในระยะเร่งด่วน
3. แนวความคิดในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของทหารผ่านศึก (ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นนายกสภาทหารผ่านศึก)
4. แนวความคิดในการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมความมั่นคงและการป้องกันประเทศสู่สากล (ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ)
๕. เรื่องอื่น ๆ /ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้กรรมาธิการในฐานะสมาชิกวุฒิสภาผลักดันให้ประสบผลสำเร็จ 

โดยที่ประชุมหารือได้มีการพูดคุยและข้อเสนอแนะที่สำคัญทั้งเรื่องการพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพกับการพัฒนาประเทศเพื่อความมั่นคง รวมทั้งการช่วยเหลือประชาชน และการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติ รวมถึงเรื่องกิจการกำลังสำรอง ทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ เรื่องความมั่นคงแบบองค์รวมที่เกี่ยวข้องกับหลายเรื่องต้องร่วมคิดร่วมขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูลและข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่ได้หารือร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงกลาโหมไปพิจารณาศึกษาและดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นรูปธรรมต่อไป 

‘สนธิ’ เปิดหน้าแฉ ทนายดาวไถ ผกก.โจ้ 10 ล้าน ชาวเน็ตห่วง ‘ทนายเดชา’ จบไม่สวยตามรอย ‘ทนายตั้ม’

(14 พ.ย. 67) เดือด ‘สนธิ’ ถาม ‘ทนายเดชา’ พอทราบไหมมีทนายผมหยิก ตัวดำ หน้ากล้อ คอสั้น ฟันเหยิน ตบทรัพย์ ผกก.โจ้ 10 ล้าน สะกิดข้อเท็จจริงสืบไม่ยาก เข้าไปเจออดีตนายตำรวจคงทราบชื่อนักกฎหมายจอมไถ ก่อนอีกฝ่ายโร่ย้ำรายการช่องดัง ถูกใส่ร้ายท้าไปดูสรุปสำนวนที่ สน.

จากกรณีเปิดศึกน้ำลายออกมากล่าวหาไปจนพาดพิงกันนอกรอบ ระหว่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ โดยปมเดือดล่าสุดเป็นประเด็นที่เจ้าของและผู้ก่อตั้งนสพ.ผู้จัดการ ได้ปลุกผีคดีผู้กำกับโจ้ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีตผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ ซึ่งมีคดีซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยแต่ลดโทษจากประหารเหลือจำคุกตลอดชีวิต

โดยนายสนธิมีการเกริ่นเนื้อหาบางช่วงที่ระบุ “มีทนายผมหยิก ตัวดำ หน้ากล้อ คอสั้น ฟันเหยิน ตบทรัพย์ ผกก.โจ้ 10 ล้าน” ก่อนจะร่ายยาวในรายการ sondhitalk ระบุ ตนไม่ได้ข่มขู่ใครส่วนนายเดชาเคยไปข่มขู่ใครหรือไม่ ตนไม่อาจทราบได้จริง ๆ แต่มีคนเล่าให้ฟังถึงผู้กำกับโจ้ว่ามีทนายคนหนึ่งมีคลิปว่าคนตายนั้นเสียชีวิตจากที่ผกก.โจ้นั้นคลุมถุง ถ้าไม่ให้เปิด ขอ 10 ล้าน แต่ทนายความของนายตำรวจปฏิเสธ คลิปจึงถูกส่งต่อมาที่ทนายตั้ม

“ตนไม่ทราบว่าใคร ใครทราบช่วยแจ้ง คุณเดชาพอทราบหรือไม่”

หลังจากเปิดโปงพฤติกรรมจนชัดเจนในความไม่ชอบมาพากล นายสนธิยังยืนกรานเรื่องนี้ตรวจสอบไม่ยาก เพียงแค่ตนทำเรื่องขอเข้าไปสอบถามผู้กำกับโจ้ในเรือนจำคลองเปรม “โจ้ครับ มีเรื่องนี้จริงไหม ถ้าเขาบอกว่าจริงก็อาจรบกวนให้ช่วยบอกชื่อหน่อยได้หรือไม่“

ขณะที่นายเดชาหลังถูกพาดพิงก็ออกมาชี้แจงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมกว่าทุกครั้ง โดยกล่าวในรายการคนดังนั่งเคลียร์ของช่อง 8 ยืนกรานไม่ใช่คนที่ได้คลิปคลุมถุงผกก.โจ้ ก่อนแล้วไปเรียกเงิน พอไม่ได้จึงส่งให้ทนายตั้ม

ทนายเดชาย้ำเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแน่นอน เนื่องจากสรุปสำนวนคดีอยู่ที่ สน.โคกคราม พร้อมกับเตือนไปถึงคนที่พาดพิง ถ้ายังนำมาเป็นประเด็นนี้มาใส่ร้ายก็เตรียมรอหมายศาลได้เลย

“อันนี้ไม่จริงเป็นความเท็จ และผมได้แจ้งความดำเนินคดีกับทนายตั้มไว้ที่ สน.โคกครามแล้วก็พนักงานสอบสวนได้เดินทางไปพบผกก.โจ้แล้วสอบปากคำเรียบร้อยแล้วว่าทนายเดชาไม่ได้เข้าไปเรียกเงินแต่อย่างใด สามารถไปขอดูหลักฐานดังกล่าวได้ ถ้าใครอยากจะได้ตนก็พาไปได้ เรื่องพวกนี้เป็นข่าวใส่ร้าย อันนี้ 100% ถ้าใครยังพูดอยู่ เดี๋ยวผมก็จะเอาหมายศาลใส่ไปให้ที่บ้าน” นายเดชา ระบุ

MAHASAMUT SEAFOOD ส่งตรงอาหารทะเลขึ้นห้าง ที่สุดของความสดจากทะเลใต้! การันตีด้วยด้วยมาตรฐาน GI

(14 พ.ย. 67) มหาสมุทรซีฟู้ด (Mahasamutfoods) ผู้จำหน่ายวัตถุดิบอาหารทะเลคุณภาพ เปิดบูธในห้างใหญ่ นำเสนออาหารที่ได้รับมาตรฐาน GI ที่ทั้งสดใหม่ สะอาด อร่อย 

โดยเฉพาะ ‘ปลากะพง 3 น้ำ’ จากลุ่มทะเลสาบสงขลา ซึ่งเจ้าแรกในไทยที่ได้การรับรองความสดอร่อย จากมาตรฐาน GI ด้วยความพิเศษที่ไม่เหมือนใครในเรื่องของคุณภาพ ที่สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ดีสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านตัวแทนจำหน่ายอาหารทะเลสด แม้กระทั่ง ‘เจ๊ไฝ’ เชฟ และเจ้าของร้านอาหารมิชลิน 1 ดาว 7 ปีซ้อน ยังเชื่อมั่นให้ความไว้วางใจในคุณภาพสินค้า มาอุดหนุนถึงร้าน

สำหรับ บูธ มหาสมุทรซีฟู้ด นอกจากปลากะพง 3 จากลุ่มทะเลสาบสงขลา ยังมีผลิตภัณฑ์มาตรฐาน GI อย่าง ปูดำ จากนครศรีธรรมราช และ หอยนางรม จากสุราษฎร์ธานี นำมาจำหน่ายอีกด้วย โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ที่บูธ 3 แห่ง ประกอบด้วย

Gourmet Market Siam Paragon ชั้น G (โซนซีฟู้ด) โซนงาน Gourmet Tastival, Gourmet Market Siam Paragon (ติดกับโซนสลัดบาร์) Gourmet Market The Mall ท่าพระ ชั้น B1
(หน้าร้าน You Hunt We Cook)

‘นศ. แพทย์พระมงกุฎฯ’ นำทีมคว้าแชมป์ระดับนานาชาติ แข่งเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบิน NASA

(13 พ.ย. 67) “นศ.แพทย์ฯพระมงกุฎฯ” นำทีมเยาวชนไทยคว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศของ NASA ในรายการ Kibo Robot Programming Challenge รอบสุดท้าย 

วันนี้ (13 พ.ย. 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge เป็นการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee หุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศของ NASA ให้ปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศตามที่วางแผนไว้ โดยมีการแข่งขันจริงบนโมดูลคิโบะของสถานีอวกาศนานาชาติ ภายใต้การควบคุมดูแลของ ฌานเน็ตต์ เจ. เอปส์ นักบินอวกาศของ NASA ซึ่งประเทศไทยเรามีตัวแทนไปแข่งขันคือทีมแอสโทรนัต(Astronut) โดยมี ธรรญธร ไชยกายุต นักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า กองทัพบก เป็นหัวหน้าทีมฯ และมีสมาชิกในทีมประกอบด้วย ชิษณุพงศ์ ประทีปพงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล, ชยพล เดชศร นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ สิรวิชญ์ แพร่วิศวกิจ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมี ปริทัศน์ เทียนทอง นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ดูแลทีม

ทั้งนี้ ทีมแอสโทรนัต (Astronut) เป็นตัวแทนเยาวชนไทยเข้าแข่งขันรอบสุดท้ายกับตัวแทนเยาวชนจาก 13 ประเทศทั่วโลก ณ ศูนย์อวกาศสึคุบะ องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน โดยแต่ละทีมที่เข้าแข่งขันต้องออกแบบการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ เพื่อไปทำภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างครบถ้วนและใช้เวลาได้น้อยที่สุด โดยผลปรากฏว่าทีมแอสโทรนัตของประเทศไทยสามารถคว้าอันดับ 1 ด้วยคะแนน 253.09 คะแนน ตามด้วยอันดับ 2 ทีมตัวแทนจากฟิลิปปินส์ 250.88 คะแนน และอันดับ 3 เป็นของตัวแทนจากบังกลาเทศ 153.92 คะแนน โดย โนริชิเงะ คะไน นักบินอวกาศของ JAXA มาร่วมให้ความเห็นระหว่างการแข่งขัน และมอบรางวัลแก่ตัวแทนเยาวชนไทย โดยการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge ในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 โดยมีผู้เข้าแข่งขันรวมกว่า 661 ทีมจาก 35 ประเทศทั่วโลก ก่อนคัดเลือกเหลือ 13 ทีมในรอบสุดท้าย

นายธรรญธร ไชยกายุต นักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า หัวหน้าทีมแอสโทรนัต กล่าวว่า พวกเราดีใจเป็นอย่างมากที่สามารถคว้าชัยชนะมาได้จากความตั้งใจและความพยายามของทีมพวกเรา แม้จะเจอปัญหาซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมจริงในสถานีอวกาศนานาชาติ แต่พวกเราได้เตรียมรับไว้ก่อนอยู่แล้ว จึงทำให้สามารถบรรลุภารกิจได้สำเร็จและยังคงทำเวลาได้ดี การที่ได้นำโค้ดที่พวกเราพัฒนาไปใช้จริงในสถานีอวกาศนานาชาตินับเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่า ซึ่งพวกเราจะนำประสบการณ์เหล่านี้ไปปรับใช้และต่อยอดในงานอื่นๆ ต่อไป

สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา - ปตท. ขยายความร่วมมือ ต่อยอดพัฒนานวัตกรรม - สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่สู่สังคม

(12 พ.ย. 67) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ณ อาคารรัตนเกษตร สำนักวิชาเกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สันทนีย์ ผาสุข รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. พร้อมด้วยข้าราชการ ผู้บริหาร และพนักงานเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง เปิดเผยว่า สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และ ปตท. มีความร่วมมือในการส่งเสริมการเรียนการสอนและงานวิจัย เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเกษตร มุ่งสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ พร้อมขยายผลสู่ชุมชน ผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ฉบับที่ 1 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2563 – 2566 ตลอดระยะเวลา 3 ปี ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ทำให้เกิดการพัฒนาที่เด่นชัดเป็นรูปธรรม อาทิ การพัฒนาหลักสูตรฝึกประสบการณ์วิชาชีพ “นักเพาะกล้า” การพัฒนาเครื่องมือการประเมินคาร์บอนไดออกไซด์ของพื้นที่สวนยางพาราด้วยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล การวิจัยติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์การเจริญเติบโตและความหลากหลายทางชีวภาพของป่านิเวศป้องกัน การพัฒนาพื้นที่สวนสมรมเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ รวมถึงการจัดทำระบบฐานข้อมูลสำหรับศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต 

ในการนี้ เพื่อต่อยอดความร่วมมือดังกล่าว สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และ ปตท. จึงเห็นชอบร่วมกันในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ฉบับที่ 2 โดยมีระยะเวลาการดำเนินงาน 3 ปี เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญระหว่างองค์กรและชุมชนที่เกี่ยวข้อง ด้วยกรอบการดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ สนับสนุนเชิงวิชาการเพื่อพัฒนาการศึกษา พัฒนาศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ และจัดหาที่ปรึกษาด้านวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อร่วมเป็นเครือข่ายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการเกษตร เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ต่อยอดสู่การสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ปตท. “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน”

แม่เผยสาเหตุเสียชีวิต บิว เจ้าของเพจ 'แม่บ้านมีหนวด'

เปิดใจคุณแม่เผยสาเหตุการเสียชีวิตของ "แม่บ้านมีหนวด" หลังลูกกลับบ้านได้เดือนกว่า ก่อนอาการทรุดแล้วจากไป

(13 พ.ย. 67) จากกรณีของ บิว-อิษณัฐ ชลมูณี อายุ 34 ปี อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่รู้จักกันในชื่อ "แม่บ้านมีหนวด" ซึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ และญาติได้นำศพมาบำเพ็ญกุศลที่วัดปัณณระสาราม (วัดผัง 15) อ.มะนัง จ.สตูล

นางอรุณ อายุ 64 ปี แม่ของบิว เปิดใจเล่าถึงชีวิตของลูกสาวว่า "มีลูกทั้งหมด 2 คน บิวเป็นคนสุดท้อง เป็นเด็กที่เรียนเก่งและพูดน้อย แต่ร่าเริงแจ่มใส บิวป่วยเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง และต่อมาเกิดอาการช็อคจากเชื้อราในสมอง จึงตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน โดยกลับมาอยู่ได้ประมาณเดือนครึ่งก่อนที่อาการจะทรุดและจากไป"

นางอรุณกล่าวถึงความสัมพันธ์กับบิวว่า "บางครั้งบิวเคยน้อยใจคิดว่าฉันไม่รัก จึงไปบอกพี่สาว จนทำให้ฉันเรียกมาคุยและบอกว่าบิวคือเด็กที่ตั้งใจมี เพราะไปบนบานศาลกล่าวขอให้ได้ลูกชาย บิวกับพี่สาวห่างกันถึง 11 ปี บิวเรียนเก่งตามที่ฉันหวัง แต่ก็อยากให้ลูกทำงานราชการ บางครั้งยังแซวว่าอยากได้ลูกสะใภ้ แต่บิวบอกว่าจะหาลูกเขยมาให้"

เมื่อบิวกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังและมีแฟนคลับติดตามมาก แม่ก็ภูมิใจและห่วงใยบิวอยู่เสมอ "ฉันเตือนเขาอย่าฟุ่มเฟือย อาหารที่บิวชอบที่สุดคือ น้ำพริกปลาทู ผักต้ม ผักลวก โดยเฉพาะสะตอ และคั่วกลิ้งหมู ฉันจะทำให้เขากินทุกครั้งเมื่อขึ้นไปหา"

นางอรุณกล่าวด้วยน้ำตาว่า "ขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่มาให้กำลังใจกับลูกแม่ ถึงแม้แม่ไม่มีอะไรจะตอบแทน แต่ขอบคุณที่มีน้ำใจให้กับลูกของแม่ หากลูกแม่ได้ล่วงเกินไปก็ขออภัย ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว อยากให้ลูกของแม่ไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์"

การฌาปนกิจของน้องบิวจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ที่วัดปัณณระสาราม (วัดผัง 15) อ.มะนัง จ.สตูล

‘หมอยง’ ไขข้อข้องใจ ‘ไอกรน’ ระบาด ชี้ ทางออกที่ดีที่สุดให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

เมื่อวันที่ (13 พ.ย. 67) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กให้ความรู้ถึงโรคไอกรนที่มีการระบาด ว่า 
ไอกรน ไขข้อข้องใจ ที่มีการระบาดอยู่ขณะนี้

ข่าวที่มีการพบโรคไอกรน ในวัยรุ่น นักเรียนและมีการปิดโรงเรียน จำเป็นหรือไม่ วันนี้จะขอให้ความรู้เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง

1. โรคไอกรนเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis เป็นโรคตั้งแต่โบราณ เรามีวัคซีนในการป้องกันและใช้ในประเทศไทยมาร่วม 50 ปี ทำให้เกิดโรค ทางเดินหายใจมีอาการ ไอเรื้อรัง โรคนี้จะเป็นอันตรายในเด็กเล็กต่ำกว่า 1 ปี โดยเฉพาะถ้าต่ำกว่า 3 เดือน อาจทำให้เสียชีวิตได้ และอาจจะมีปัญหาอีกกลุ่มหนึ่งคือผู้สูงอายุที่มีร่างกายอ่อนแอ ในเด็กโตและวัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่จะไม่เป็นปัญหามาก เหมือนโรคทางเดินหายใจโรคหนึ่ง ที่มียาปฏิชีวนะรักษา 

2. เราใช้วัคซีนในการป้องกันโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ที่ให้ตั้งแต่ 2 เดือนมาเกือบ 50 ปี และให้ตามกำหนดที่ 2 เดือน 4 เดือนแล้ว 6 เดือน กระตุ้นที่ขวบครึ่ง,  4 ขวบ รวมแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง และแนะนำให้มีการกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งโดยเฉพาะผู้มีสตางค์ ที่อายุ 10-12 ปี ด้วยใช้วัคซีนรวม  โรคคอตีบ ไอกรน และบาดทะยักสำหรับผู้ใหญ่ จะมีราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะไอกรน สำหรับผู้ใหญ่จะเป็นชนิดที่เรียกว่า ไร้เซลล์ มีอาการข้างเคียงน้อย เราให้ความสำคัญกับคอตีบกับบาดทะยักมากกว่า ส่วนไอกรน ในผู้ใหญ่จะมีราคาแพง จึงฉีดด้วยความสมัครใจ เพราะโรคในผู้ใหญ่ไม่ร้ายแรง ยกเว้นผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปีและมีร่างกายอ่อนแอเพราะโรคประจำตัว

3. วัคซีนที่ฉีดในระยะหลังนี้มี 2 ชนิด ชนิดที่ทำมาจากเซลล์ทั้งตัว และชนิดไร้เซลล์ ชนิดไร้เซลล์มีราคาแพงกว่า และอาการข้างเคียงโดยเฉพาะการเป็นไข้หลังฉีดน้อยกว่า ยาชนิดนี้จึงไม่ได้อยู่ในข้อบังคับของกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ที่จะให้ฟรี จึงฉีดกันเฉพาะในหมู่ผู้ที่สามารถจ่ายได้

4. ประสิทธิภาพของวัคซีนโดยรวมไม่แตกต่างกันทั้ง 2 ชนิด แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด วัคซีนที่ได้ฟรีที่ทำให้มีไข้ได้ นอกจากป้องกันโรคได้แล้ว ยังสามารถป้องกันการเกาะติดของเชื้อไอกรนมาที่หลอดลมทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี ส่วนวัคซีนชนิดไร้เซลล์ที่มีไข้ต่ำ จะไม่สามารถป้องกันการเกาะติดของเชื้อแบคทีเรีย colonization ได้ แบคทีเรียยังสามารถมาอยู่ที่คอและเพิ่มจำนวน แพร่กระจายได้ แต่ไม่ก่อโรคหรือมีการติดโรคก็มีอาการน้อยมาก ในเด็กถ้าเป็นลูกชาวบ้าน ส่วนใหญ่จะได้แบบของฟรี ส่วนเด็กที่พ่อแม่ให้ความสนใจและกลัวความเสี่ยงที่มีไข้ ก็จะฉีดชนิดไร้เซลล์ โดยเฉพาะเด็กในโรงเรียนที่มีชื่อทั้งหลาย โอกาสที่จะพบเชื้อที่คอจึงมีมากกว่า 

5. เมื่อศึกษาภูมิต้านทานต่อไอกรนที่ศูนย์ของเราทำ จะพบว่าภูมิต้านทานต่อไอกรนสูงมากใน 10 ปีแรกเมื่อหลังอายุ 10 ปีไปแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ได้ฉีดกระตุ้น ภูมิต้านทานจะลดลงโดยเฉพาะในวัยรุ่นตรวจพบภูมิต้านทานได้ประมาณร้อยละ 50 เท่านั้น แต่ในอดีตก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะโรคไม่รุนแรง

6. การตรวจหาเชื้อไอกรน ในอดีตทำได้ยากมากเพราะต้องใช้วิธีการเพาะเชื้อ และเชื้อนี้ขึ้นได้ยาก และใช้เวลาในการตรวจมาก แต่ปัจจุบันนี้การตรวจโรคทางเดินหายใจทำได้ง่ายมากใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง และสามารถทำได้ถึง  23 pathogens รวมไอกรนด้วย  แต่ราคาก็แพงมากทำเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลใหญ่ๆซึ่งมีราคาค่าตรวจประมาณ 5,000 - 6,000 บาท ในนี้จะรวมเชื้อไอกรนอยู่ด้วย ดังนั้น เด็กที่พ่อแม่มีฐานะเท่านั้น เมื่อไม่สบายเล็กน้อยก็อยากจะรู้ว่าเป็นเชื้ออะไร ก็ยอมที่จะทำการตรวจ และจากการตรวจจำนวนมาก จะได้เชื้อหลายชนิดพร้อมกัน ในการแปลผลบางครั้งยากมากว่าเป็นตัวไหนก่อโรค และการตรวจพบไอกรน ด้วยวิธีนี้ จึงง่ายมาก และเมื่อพบเชื้อแล้วก็จะตื่นเต้น ทั้ง ๆ ที่อาการน้อยมาก หรือการพบเชื้อนี้อาจจะพบ เชื้อที่เกาะอยู่ colonization โดยไม่ได้ก่อโรค หรือเป็นการพบโดยบังเอิญเชื้อก่อโรคอาจจะเป็นตัวอื่นก็ได้ และอาการของเด็กก็ไม่ได้มากมายโดยเฉพาะในเด็กโต ก็จะเกิดการตื่นตระหนก ดังนั้น ถ้ามีการตรวจกันมากก็มีค่าใช้จ่ายมาก ก็จะเจอมาก โรงเรียนที่ลูกไม่มีสตางค์ โรงเรียนวัด โรงเรียนชนบท ก็จะไม่มีโรคไอกรนระบาดแน่นอน เพราะไม่ได้ตรวจ

7. อย่างที่กล่าวมาแล้ว ครอบครัวที่สามารถจะใช้จ่ายได้ ก็จะฉีดวัคซีนชนิดไร้เซลล์ที่มีราคาแพงกว่า เพราะกลัวอาการแทรกซ้อนเรื่องไข้ ดังนั้นโอกาสที่เชื้อไอกรน จะตรวจพบได้ก็จะมีมากกว่า แต่การก่อโรคจะไม่รุนแรงเลย โดยเฉพาะในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ และในอดีตที่ผ่านมาก็เชื่อว่ามีเชื้ออยู่ตลอด เพราะวัคซีนฉีดครั้งสุดท้ายที่อายุ 6 ขวบ เราเพิ่งเอาวัคซีนไอกรนมาฉีดในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ในระยะ 10 กว่าปีที่แล้ว และฉีดอยู่ในหมู่ที่จะเสียเงินเองได้เท่านั้น

8. การพบเชื้อไอกรนในปัจจุบัน ในเด็กโตและผู้ใหญ่จึงเป็นการพบโดยมีเทคโนโลยี PCR ที่ทำได้ง่ายและรู้ผลเร็ว แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง และมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องตรวจในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ เพราะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ

9. เมื่อมีการตรวจพบและตรวจมากขึ้น ก็จะพบว่ามีการระบาด เพราะเป็นมากกว่า 2 คน และมักจะอยู่ในโรงเรียนที่พ่อแม่สามารถตรวจเชื้อนี้ได้เท่านั้น ด้วยราคาที่แพง โรงเรียนทั่วไปจะไม่ระบาดแน่นอนเพราะไม่ได้ตรวจ ก็เลยไม่มีปัญหา

10. เมื่อพบการระบาดเกิดขึ้น มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องปิดโรงเรียน ด้วยประการที่ 1 โรคนี้มีความรุนแรงต่ำในเด็กโต อาจจะน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่เสียอีก หรือน้อยกว่าโควิด 19 ส่วนใหญ่จะเหมือนกับไข้หวัดทั่วไป  และโรคนี้สามารถป้องกันด้วยวัคซีน การปิดโรงเรียนไปแล้ว เมื่อเปิดมาก็จะพบเหตุการณ์แบบนี้อีก เราจะปิดต่อไปไหวหรือ

11. ทางออกที่ดีที่สุดคือเมื่อพบ หรือตรวจ ก็ทำการรักษาไปด้วยยาปฏิชีวนะ และถ้าจะป้องกันไม่ให้เกิดในโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนที่พ่อแม่สามารถจะใช้จ่ายค่าวัคซีนได้ ก็ควรจะให้วัคซีน จะให้วัคซีนชนิดไอกรนตัวเดียว หรือให้พร้อมกันทั้ง  คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก สำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กโตก็ได้ โดยทำการตรวจเช็คว่าเด็กที่ฉีดวัคซีนเมื่อ 10-12 ปีที่มีไอกรนอยู่แล้ว อาจจะไปฉีดอีกครั้งหนึ่งทุก 10 ปี เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้น คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ชนิดผู้ใหญ่ตอนอายุ 10-12 ปี และไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ก็ควรจะมีการกระตุ้น วัคซีนนี้ทุกคน 

12. เมื่อเด็กได้รับวัคซีนครบแล้ว ถือเป็นเข็มกระตุ้น ภูมิต้านทานจะขึ้นได้ดีหลัง 7 วัน โรคก็จะสงบ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดโรงเรียน เพราะการเรียนของเด็กเป็นเรื่องสำคัญ การศึกษาก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กไทย การเรียนในโรงเรียนดีกว่าเรียนออนไลน์แน่นอน และการให้วัคซีนเป็นการป้องกันระยะยาวอย่างน้อยก็ 10 ปีขึ้นไป และโดยทั่วไปแล้วผู้ใหญ่ เราก็ไม่ค่อยได้ตรวจกันทั้งที่เชื่อว่าถ้าตรวจมากก็เจออีก

13. การปิดโรงเรียน 2 สัปดาห์ ไม่เกิดประโยชน์เลย เพราะเปิดมาก็ต้องเจอกันอีก เชื้อไอกรนมีระยะฟักตัว 7-10 วัน ถ้าเป็นโรครุนแรง ถึงกับชีวิต การกักตัว ไม่ให้มีการระบาด เราจะใช้เวลา 2 เท่าของระยะฟักตัว ดังนั้นก็จะเป็น 20 วัน ซึ่งไม่มีความจำเป็นเลยสำหรับโรคไอกรน ในเด็กโตและผู้ใหญ่

14. การตื่นตระหนก และเป็นอะไรนิดหน่อย ก็ตรวจหาเชื้อ 23 โรคเลย ไม่เป็นประโยชน์เลย และเมื่อตรวจมาแล้วบางครั้งพบเชื้อ 3 4 5 ชนิด ไม่รู้เลยว่าชนิดไหนก่อโรค และก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการรักษามากมาย นอกจากในผู้ที่เป็นรุนแรง และการตรวจนั้นมาประกอบการรักษา โดยเฉพาะโรคที่มียาต้านไวรัสจะเป็นประโยชน์กว่า เช่น ตรวจเฉพาะไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด 19  เพราะ 2 โรคนี้มียาต้านไวรัส

15. ข้อคิดที่ให้มาทั้งหมดเป็นความรู้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ สำหรับผู้ปกครองเพื่อลดการตื่นตระหนก โดยเฉพาะทุกคนเชื่อว่าห่วงลูกหลานของตน แต่เรื่องนี้ไม่ได้เรื่องใหญ่โตเลย อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ และเมื่อกระจายออกไปมากๆ ตรวจมากๆ เด็กก็จะขาดเรียนมากๆโดยใช่เหตุ ควรพิจารณาตามสถานการณ์ และข้ออ้างอิงทางวิชาการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top