Saturday, 18 July 2026
NEWS

มุกดาหาร​ -​ฉก.ทพ.2105 จับ 2 นักค้า พร้อมยาบ้า 1.2 ล้านเม็ด ล่า "ไอ้พล"ต่อ หลังถูก M-16 ยิงจนรถพรุนแต่ยังหนีไปได้

เมื่อวันที่ (7 ม.ค. 68)​ ที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2105 (ร้อย.ฉก.ทพ.2105) มุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช. ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร และพลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี แถลงข่าว เจ้าหน้าที่ทหารพรานจับขบวนการค้ายาเสพติด ตรวจยึดยาบ้าได้ 1,200,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน และผู้ต้องหา 2 คน 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม  พ.อ.อินทราวุธ ทองคำ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งว่ามีรถยนต์กระบะบรรทุกจะเข้ามารับยาเสพติดในพื้นที่บ้านท่าไค้ ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร จึงสั่งการให้ พ.ต.คำรณ คุ้มเขต​ ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.ที่2105​ ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมชุดปฏิบัติการข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง พบรถยนต์ต้องสงสัย จำนวน 2 คัน ประกอบด้วย รถกระบะบรรทุกอีซูซุ  4 ประตู ๆสีขาว หมายเลขทะเบียน  ขฉ 3269 สุราษฏร์ธานี วิ่งนำหน้าโดยมีรถกระบะบรรทุกโตโยต้าหมายทะเบียน บฉ 6208 นครพนม ซึ่งบรรทุกยาบ้าแล่นตาม โดยเจ้าหน้าที่สามารถขับรถเข้าสกัดกั้นรถกระบะบรรทุกอีซูซุซึ่งเป็นรถนำทางไว้ได้ 1 คัน มีนายจิรายุทธ หรือ หนุ่ม   อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 170 ม.4 ต.ดงมอน อ.เมืองมุกดาหาร เป็นคนขับโดยมี น.ส.ปัทมา หรือ หมิว อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 107 ม.10 ต.ดงมอน อ.เมืองมุกดาหาร นั่งโดยสารมาด้วย ส่วนรถกระบะบรรทุกโตโยต้าที่บรรทุกยาบ้าได้พุ่งชนรถเจ้าหน้าที่เพื่อขับหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงได้ใช้อาวุธปืนยิงสกัดเพื่อให้รถหยุดแต่รถคันดังกล่าวก็ยังคงสามารถวิ่งฝ่าออกไปได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ขับรถไล่ติดตามไปถึงถนนบ้านสงเปือย ม.5 ต.บ้านโคก อ.เมืองมุกดาหาร คนขับรถซึ่งเป็นผู้ชายก็ได้เปิดประตูรถแล้ววิ่งเข้าไปในหมู่บ้านจนสามารถหลบหนีไปได้ โดยทราบชื่อต่อมาภายหลังว่า คือ นายวีระพล หรือ พล  ภูมลา อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี จากการตรวจค้นรถยนต์กระบะบรรทุกโตโยต้า  พบกระสอบบรรจุยาบ้าจำนวน 6 กระสอบ เมื่อเปิดออกดูพบเป็นยาบ้ากระสอบละ 200,000 เม็ด รวมเป็นยาบ้าทั้งหมดจำนวน 1,200,000เม็ด จึงได้ทำการควบคุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน และตรวจยึดยาบ้าทั้งหมดพร้อมรถยนต์กระบะบรรทุก 2 คัน ไว้เป็นของกลางนำส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ นำคณะ ‘คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ’ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) และสายสีส้ม (ช่วงบางขุนนนท์–มีนบุรี) ลดผลกระทบประชาชน-สิ่งแวดล้อม 

(7 ม.ค. 67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล. ) พร้อมด้วย ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายสิทธิชัย เสรีสงแสง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม , ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นำคณะลงพื้นที่ติดตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ) และสายสีส้ม (ช่วงบางขุนนนท์–มีนบุรี) บริเวณสถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรการปองกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดลอม ซึ่ง กก.วล. เห็นชอบเมื่อเดือนเมษายน  2562 และเดือนธันวาคม 2564 รวมทั้งให้ความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีนายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ให้การต้อนรับ 

นอกจากจะเป็นการติดตรวจเพื่อรับทราบข้อมูลผลกระทบที่มีต่อประชาชน ผลกระทบต่อการจราจร การท่องเที่ยวและความห่วงใยที่มีต่อพี่น้องประชาชนจากการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าแล้ว ประธาน กก.วล. ยังได้เน้นย้ำถึง ความสำคัญและความจำเป็นที่ผู ้รับเหมาโครงการต้องมีการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการป้องกันผลกระทบในระยะการก่อสร้างของโครงการรถไฟฟ้าทั้งสองโครงการอย่างเคร่งครัด เช่น การป้องกันปัญหาการฟุ้งกระจายของฝุ่น เสียง การสั่นสะเทือน การคมนาคมขนส่ง การโยกย้าย การเวนคืนและชดเชยที่ดิน ทรัพย์สิน สิ่งปลูกสร้าง ให้ดำเนินการแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ อย่างครบถ้วน 

รวมถึงขอความร่วมมือในการบริหารจัดการพื้นที่ก่อสร้างให้มีความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกต่อการสัญจรของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งได้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับแหล่งโบราณคดี ประวัติศาสตร์และศาสนสถานในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ ที่ต้องมีการดำเนินการก่อสร้างด้วยความระมัดระวัง และปฏิบัติตามมติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่าในเรื่องรูปแบบและตำแหน่งสถานีให้สอดคล้องกลมกลืนกับอารยสถาปัตย์ของพื้นที่โดยรอบการก่อสร้างโครงการ 

จเรตำรวจแห่งชาติรับตัวแล้ว "หวังซิง" ดาราจีน ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก เข้าสู่กระบวนการคัดกรองต่อไป

(7 ม.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 , พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และคณะเดินทางไปดูจุดที่ทหารกะเหรี่ยงมารับตัว นายหวังซิง ที่บริเวณชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก จากนั้นเดินทางไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวดตาก พร้อมด้วย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เพื่อรับตัว นายหวังซิง 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ร่วมซักถาม นายหวังซิง ด้วยตัวเอง เบื้องต้นจาการสอบถาม นายหวังซิง ให้การว่าถูกชาวจีนด้วยกันพูดคุยกันผ่านแอปพลิเคชันวีแชต ใช้ชื่อเป็นบริษัทบันเทิงชื่อดังของไทยทักมาติดต่อให้ทำงาน จึงหลงเชื่อ ก่อนเดินทางทางยังประเทศไทยทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากนั้นนั่งรถที่ถูกส่งมารับที่สนามบินพาไปยัง อ.แม่สอด จ.ตาก ก่อนจะมีคนมารับข้ามแดนทางเรือที่บริเวณชายแดน อ.แม่สอด นายหวังซิง ระบุว่ารู้ตัวว่าถูกหลอกเมื่อถูกพาข้ามแดนแต่ไม่กล้าขัดขืน อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการสอบสวน ซักถาม และตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า การดำเนินการช่วยเหลือ นายหวังซิง นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานให้ความช่วยเหลือจนประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นการร่วมมือช่วยเหลือทางการจีนตามที่ได้ประสานมา หลังจากนี้จะได้เข้าสู่กลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) หากพบว่าเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ก็จะเข้าสู่กระบวนการคุ้มครอง และประสานส่งตัวกลับประเทศตามกระบวนการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และประสานญาติมารับตัว หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดลักษณะใด ก็จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ผช.รมต.กต. ติง “วิโรจน์” ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง 4 ลูกเรือไทยยังไม่ได้รับการปล่อยตัว หวั่นถูกเมียนมามองกดดันแทรกแซง - เตือนอย่าเอาชีวิตคนมาเป็นเรื่องการเมือง 

(7 ม.ค. 68) นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จะขอประธานสภาผู้แทนราษฎร อนุมัติการเดินทางไปศึกษา และตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเรือประมงไทย ถูกเรือรบของเมียนมายิง และมีลูกเรือชาวประมงไทย 4 คน ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เกาะสอง และเพื่อให้มั่นใจว่า ลูกเรือชาวประมงไทย จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยในวันที่ 13 – 14 มกราคมนี้ว่า หากนายวิโรจน์ และกรรมาธิการการทหารฯ จะเดินทางไปในกรณีดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศคงไม่สามารถห้ามได้ แต่ก็จะต้องขออนุญาตผ่านช่องทางการทูต แต่การไปพบผู้คุมเรือนจำนั้น ก็ไม่มีอำนาจปล่อยตัว และอาจทำให้เมียนมามองว่า ไปกดดันและแทรกแซง ทำให้การแก้ปัญหายากขึ้น ดังนั้น จึงขอให้นายวิโรจน์ ควรใคร่ครวญดี ๆ นึกถึงผลที่ตามมาด้วย เพราะผู้ที่ถูกขังคือลูกเรือไทย ดังนั้น จึงอย่าเอาชีวิตคนมาเป็นเรื่องการเมือง

จเรตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่ด่วน อ.แม่สอด จ.ตาก ติดตามกรณีนักแสดงจีนหายตัว กำชับทำคดีให้ชัดหลังพฤติการณ์คล้ายขบวนการค้ามนุษย์

วันนี้ (7 ม.ค.68) เวลา 12.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 และ พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมคณะ ลงพื้นที่ด่วนไปยัง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีการหายตัวของ นายซิงซิง หรือ หวังซิง นักแสดงสัญชาติจีน จากรายงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เจ้าหน้าที่ได้นำรูปของนักแสดงคนดังกล่าวเข้าตรวจสอบในระบบไบโอเมติกซ์ทำให้ยืนยันได้ว่า นายหวังซิง เดินทางเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 03.00 น. เป็นการเดินทางจากสนามบินผู่ตง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ซึ่งไม่ได้แจ้งรายละเอียดที่พัก  

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับการยืนยันว่าพบตัว นายหวังซิง แล้ว ซึ่งได้เดินทางมารับตัวที่ อ.แม่สอด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมชายที่ขับรถตู้ไปรับ นายหวังซิง ที่สนามบิน มาสอบปากคำแล้ว เบื้องต้นไม่ปรากฏว่า นายหวังซิง อยู่ในลักษณะถูกบังคับหรือลักพาตัว โดยเมื่อนำตัวไปส่งที่ชายแดน อ.แม่สอด แล้ว ได้มีคนมารับช่วงต่อไปยังจุดหมายทางช่องทางธรรมชาติ ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ และทำให้เรื่องดังกล่าวกระจ่างมากที่สุดเนื่องจากลักษณะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับขบวนการค้ามนุษย์

'สถาบันพระปกเกล้า' จัดงานครองราชย์ สู่ 100 ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อวานนี้ (6 ม.ค.68) พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงกาเฉลิมพระเกียรติในโอกาส '99 ปี แห่งการครองราชย์  สู่ 100 ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก' พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 

นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายกู้เกียรติ ภูมิรัตน์ กรรมการพิพิธภัณฑ์ฯ ประธานกรรมการจัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ และ คณะกรรมการ 

นอกจากนั้น ภายในงานยังมีกิจกรรม เสวนาพูดคุยประเด็นที่มาและความสำคัญของการจัดงาน โดย นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการพิพิธภัณฑ์ฯ นายศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ นาฏศิลปินทักษะพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และ ผศ.ดร.มณิศา วศินารมณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ดำเนินรายการโดย นายณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 27 สถาบันพระปกเกล้า (ปปร.27)

พร้อมทั้งได้รับเกียรติจาก ผู้บริหารสถาบันฯ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

เนื่องในโอกาสอันสำคัญแห่งการครบรอบ 100 ปี การขึ้นครองราชย์ และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ.2569 สถาบันพระปกเกล้า โดยพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงจัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ “99 ปี แห่งการครองราชย์ สู่ 100 ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอด 2 ปี นับตั้งแต่นี้จนถึงปี 2569 

โครงการประกอบด้วย งานเสวนาวิชาการ บรรยายพิเศษ การจัดแสดงนิทรรศการ และงานการแสดงเฉลิมพระเกียรติ ที่ได้หยิบยกเอาดนตรีนาฏกรรมอันทรงคุณค่าและเกี่ยวเนื่องในรัชสมัย โดยเฉพาะงานสมโภชพระนคร 150 ปี ซึ่งเป็นงานสำคัญงานหนึ่ง มาร้อยเรียงเป็นชุดการแสดงที่จะจัดให้มีขึ้นตลอด 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 - 12 มกราคม 2568 ระหว่างเวลา 17.00 – 20.30 น. ณ อาคารใหม่สถาบันพระปกเกล้า หลานหลวง และพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 

กิจกรรมที่น่าสนใจภายในงานพบกับ การแสดงเฉลิมพระเกียรติจาก สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ร่วมสนุกไปกับกิจกรรมพิเศษมากมาย เชิญชวนแต่งกายชุดไทยเพื่อร่วมเก็บภาพบรรยากาศงามสมโภชอย่างจุใจ ถ่ายภาพย้อนยุคด้วย AI ร่วมกิจกรรมเวิร์คชอป ทำยาดม ต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง มาลัยลูกปัด และดอกไม้โปรยทาน ชม ชิม อาหารย้อนยุค รวทั้งบูธสินค้าชุมชนจากนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรธรรมาภิบาลกับการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศสำหรับผู้บริหาร (GGE) รุ่นที่ 2 และหลักสูตรผู้นำทางการแพทย์ (ปนพ.) รุ่นที่ 1

กิจกรรม workshop พิเศษต่างๆ อาทิ  กิจกรรมสาธิตการทำยาดม การทำพุ่มดอกบัว  เปิดลงทะเบียนเพียง 5 รอบเท่านั้น 

'ดร.สุวินัย' ชี้วิกฤตจากยกเลิกเอ็นทรานซ์ สู่ปัญหาคนรุ่นใหม่ความคิดตกต่ำไร้คุณภาพ

(7 ม.ค.68) รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โพสต์ข้อความแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 'สมภพ พอดี' ระบุว่า … หายนะยุคใหม่ทางการศึกษาไทยเริ่มจากการยกเลิกการสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยที่ใช้คะแนนสอบครั้งเดียว 100% เป็นเกณฑ์คัดเลือกนักเรียน ในปี พ.ศ. 2542  และหลังจากนั้นก็ใช้คะแนนสอบวัดผลมัธยมปลายที่ไม่มีมาตรฐานใด ๆร่วมกับคะแนนสอบเข้า เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่ใช้เกณฑ์สารพัดตั้งแต่พอร์ตโฟลิโอ จนถึงคณะจัดสอบเอง หลากหลายไปหมด 

ต่อด้วยการปล่อยให้มหาวิทยาลัยของรัฐที่ส่วนใหญ่ใช้เงินภาษีของประชาชนก่อตั้ง ทำนุบำรุง สนับสนุนให้เติบโต ออกจากระบบราชการ ด้วยความเชื่อโง่ ๆ ว่ามหาวิทยาลัยต้องมีอิสระ แต่ก็ยังต้องเอาภาษีจากประชาชนอุดหนุนแถมให้ทุกปี นอกจากที่ได้ยกทรัพย์สินของชาติให้เป็นของมหาวิทยาลัยให้ไปใช้หาประโยชน์กันเองแล้ว 

และการปล่อยและละเลยให้การศึกษาอาชีวะตกตํ่า ทั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับผลผลิต เศรษฐกิจ รายได้ของชาติ และคุณภาพชีวิตของประชาชน สำคัญมากกว่าการศึกษาสายสังคมในระดับอุดมศึกษาเป็นร้อย ๆ เท่า

ส่วนเรื่องยิบย่อยโง่ ๆ อย่าง 'ควายเซ็นเตอร์' ที่ทำให้ลูกคนเป็นลูกควายเพราะแทนที่จะได้เรียนรู้ตามศักยภาพก็ได้แค่ตามสภาพ การรับเด็กนักเรียนที่อาศัยในพื้นที่ใกล้กับโรงเรียนที่ลอกเลียนจากฝรั่งที่เขาใช้ภาษีของคนในพื้นที่สร้าง สนับสนุน และอุดหนุนการดำเนินการของโรงเรียนที่ต่างจากบ้านเราที่ โรงเรียนของรัฐบาลส่วนใหญ่ใช้ภาษีจากคนทั้งประเทศก็สะท้อนถึงความรู้และสติปัญญาของผู้บริหารในยุคนั้น 

และทำให้คุณภาพของโรงเรียนชั้นนำอย่างสวนกุหลาบ สตรีวิทยา บดินทร์เดชา ตกตํ่าลงตามคุณภาพของนักเรียน การโกงสอบในยุครวยแล้วไม่โกงที่นอกจากทำให้คนโง่ได้แย่งที่เรียนของเด็กนักเรียนคนอื่นแล้ว ยังทำให้คนไทยชินชาเฉยชากับการฉ้อฉล  การยกเลิกวิชาหน้าที่พลเมือง วิชาประวัติศาสตร์ และอื่น ๆ ก็กระหน่ำซํ้าเติมคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรมของการศึกษาไทยให้มืดมนลงไปอีก 

นอกจากนี้ ยังมีขบวนการบั่นทอนบ่อนทำลายชาติ ซํ้าเติมด้วยการเผยแพร่ความคิดและวาทกรรมโง่ ๆ ออกมาหลอกคนโง่ ๆ ให้โง่ลง ๆ เช่น ไม่ต้องเรียนก็ประสบความสำเร็จได้อย่าง บิล เกตส์ รึ สตีฟ จ็อบส์, สโลว์ไลฟ์คือความสุข, อย่าสอนปลาให้ขึ้นต้นไม้, ไม่ต้องไปอบรมสั่งสอนเด็กรุ่นใหม่ เพราะเขาฉลาดกว่า รู้มากกว่า รู้ดีกว่า แล้ว, เครื่องแบบและทรงผมนักเรียน กฎระเบียบของโรงเรียน คือการกดขี่กดทับพัฒนาการของเด็ก

ทั้งหมดนี้ ส่งผลร้ายแรงและสร้างความเสียหายต่อสังคมไทยมาตลอด จนทำให้ผู้ที่ผ่านการศึกษาไทยจำนวนมากโง่เง่า ไม่มีความรู้อย่างที่ควรมีโดยเฉพาะคณิตศาสตร์เบื้องต้นและพื้นฐานความเป็นมนุษย์ คิดไม่ได้คิดไม่เป็น ไม่ชอบคิด ขี้เกียจคิด จนคะแนนสอบของนักเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันตํ่าตมเกือบที่สุดในโลกแล้ว และคนจำนวนมากหลงเชื่อการต้มตุ๋นหลอกลวงต่างๆ มากขึ้นทุกวัน ๆ และวาทกรรมอื่น ๆ เช่น รวยแล้วไม่โกง และอัศวินควายดำ, คนเราเท่ากัน คนที่ไม่ทำหน้าที่เท่ากับคนที่ทำหน้าที่, ประชาธิปไตยคือเป้าหมายสูงสุด, ของฟรีมีในโลก เช่น รัฐสวัสดิการที่ผู้คนจ่ายแวตอย่างเดียว, ลอกเพื่อนยังสอบตก คือ เก่ง ฉลาด สมควรเป็นนายกฯ, ไฮเปอร์ลูป คริปโต วัคซีนเทวดา แชร์สารพัดแม่ ดิไอคอน ฯลฯ 

อย่างไรก็ตาม ทุกวิกฤตมีโอกาสสำหรับคนฉลาด ๆ เสมอ สิ่งที่กล่าวมาแล้ว เกิดขึ้นจริงกับคนจำนวนมาก แต่เราสามารถบริหารจัดการให้ลูกหลานของเราไม่ต้องเป็นอย่างคนจำนวนมากที่โง่เง่า สิ้นคิด ไร้ศักยภาพ ไม่มีอนาคตได้แน่นอน และเมื่อเขามีความรู้ที่มีประโยชน์ ที่ถูกต้องท่ามกลางคนที่ไม่รู้อะไร เขาคิดเป็นคิดได้ท่ามกลางคนสิ้นคิด ที่คิดแค่ อยากมีเหล้าเบียร์เสรี โสเภณีถูกกฎหมาย  เขาย่อมมีความสามารถท่ามกลางคนที่ทำอะไรไม่เป็น เขาจะไม่มีคู่แข่งในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน การค้าขายทำธุรกิจ การสร้างฐานะ สร้างความมั่นคง สร้างอิสรภาพทางการเงิน จะมีและอยู่ในสังคมของเขาที่ไม่มีคนห่วย ๆ โง่ ๆ มาปะปน

‘หมู วรวุฒิ’ เตือน!! อย่าออกกำลังกายนานเกินไป หลังโหมปั่นจักรยานจนน้ำตาลหมด วูบกะโหลกแตก - ฟันหัก

หมู - วรวุฒิ อุ่นใจ ผู้ก่อตั้ง ออฟฟิศเมท แชร์ประสบการณ์ออกกำลังกายนานเกินไปจนน้ำตาลหมด ก่อนมีอาการวูบเจ็บหนักทั้งกะโหลกแตก ฟันหัก กรามหัก เย็บเพดานปาก 16 เข็ม ชี้บทเรียนครั้งนี้ทำให้ต้องระมัดระวังให้มาก

เมื่อวันที่ (5 ม.ค. 68) เฟซบุ๊ก “Worawoot Ounjai” ของ นายวรวุฒิ อุ่นใจ ผู้ก่อตั้งบริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน) ได้โพสต์แชร์ประสบการณ์ออกกำลังกายนานเกินไปจนน้ำตาลหมด จนเกิดอาการวูบเจ็บหนักจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 คืน โดยอาการกะโหลกแตก ฟันหัก กรามหัก เย็บเพดานปาก 16 เข็ม โดยระบุว่า

“เมื่อราว 2 เดือนที่ผ่านมาผมประสบอุบัติเหตุวูบจากการปั่นจักรยานครับ สาเหตุคือออกกำลังกายมากและนานเกินไป ปั่นไปต่อเนื่องร่วม 2 ชั่วโมงเศษ

ระหว่างปั่นก็ดื่มน้ำโดยตลอด ไม่ได้ขาดน้ำครับ แต่คุณหมอสันนิษฐานว่าวูบจากการใช้น้ำตาลจนหมด ไม่พอไปเลี้ยงสมอง..

วูบครั้งนี้ถึงขั้นเจ็บหนักครับ ต้องไปนอนโรงพยาบาลอยู่ 4 คืนเพราะกะโหลกหน้าแตก ฟันหักไป 3 ซี่ กรามหัก และต้องเย็บเพดานปากด้านในอีก 16 เข็ม

ต้องกินแต่อาหารเหลวอยู่เดือนครึ่ง ผ่านหลอดดูด เพราะต้องยึดฟันบนกับล่างให้ติดกันด้วยลวดเหล็กจนพูดไม่ถนัดอ้าปากไม่ได้จนถึงวันนี้ ทำให้ต้องงดงานบรรยาย และนัดหมายอื่นๆ ทั้งหมดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งต้นกุมภาฯ นี้น่าจะหายดีครับ

ที่เอามาเล่าให้ฟังนี้ เพราะอยากจะให้เป็นข้อเตือนใจครับ ว่าคนที่อายุมากแล้ว เวลาออกกำลังกายต้องระมัดระวัง อย่าคิดว่าร่างกายเรามันจะเหมือนตอนอายุน้อยๆ แข็งแรงเหมือนก่อน

อย่างเคสผมคือ ใจมันไปเกินสังขาร เพราะตอนออกกำลังกายก็สนุกและคิดว่าร่างกายเราไหว ส่วนหนึ่งเพราะขาดความรู้ด้วยครับ คิดแต่ว่าเราไหว และไม่ได้ขาดน้ำ แต่สำหรับคนปั่นจักรยานนานๆ ไกลๆ จะต้องมีน้ำเกลือแร่หรือน้ำหวานคอยจิบเป็นระยะๆ ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำตาลหรือเกลือแร่จากการออกกำลังกายเป็นเวลานานๆ

บทเรียนครั้งนี้ ทำให้ต้องระมัดระวังให้มากเมื่อจะกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง เพราะเจ็บหนักรอบนี้ต้องพักรักษาตัวนานกว่า 2 เดือนเลยทีเดียว และโชคดีที่ไม่เป็นอะไรไปมากกว่านี้

สำหรับท่านที่ติดต่อมาในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ก็ต้องขออภัยด้วยครับที่ไม่สามารถพบปะ และการบรรยายก็ต้องงดไปด้วย 2-3 งาน เพราะอุบัติเหตุครั้งที่ผ่านมานี้

มาตอนนี้ร่างกายก็ดีขึ้นมากแล้วครับ อาทิตย์หน้าก็คงจะรับประทานอาหารได้เป็นปกติ ไม่ต้องคอยดูด ensure แบบที่ผ่านมา ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังกัน จะได้ระมัดระวังกันไว้ครับ โดยเฉพาะท่านที่อายุมากแล้วในการออกกำลังกายครับ”

'ซิงซิง' ดาราดังจีนหายตัวที่ไทย พบพิกัดสุดท้ายอยู่ 'แม่สอด'

(6 ม.ค. 68) สื่อและโซเชียลจีนร่วมแชร์ข่าวการหายตัวอย่างลึกลับของ 'ซิงซิง' ดาราหนุ่มชื่อดังชาวจีน หลังเดินทางมาถ่ายงานที่ประเทศไทย โดยพิกัดสุดท้ายถูกระบุอยู่ที่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ญาติและแฟนสาวของซิงซิงได้ประสานงานกับสถานทูตจีนในไทยและหน่วยงานความมั่นคงเพื่อขอความช่วยเหลือ ขณะที่โซเชียลจีนหวั่นว่าเหตุการณ์นี้อาจเกี่ยวข้องกับการล่อลวงคล้ายเนื้อหาในภาพยนตร์ดัง "No More Bets"

เพจ DomJeen ซึ่งรายงานเรื่องราวนี้เปิดเผยว่า แฟนสาวของซิงซิง ซึ่งใช้ชื่อว่า เจี่ยเจี่ย (Jiajia) ได้โพสต์ขอความช่วยเหลือในโซเชียลมีเดีย เธอเล่าว่า ซิงซิงได้รับการติดต่อจากทีมงานผ่าน WeChat ให้เดินทางมาร่วมแคสติ้งและถ่ายทำในประเทศไทย ซิงซิงออกเดินทางจากสนามบินเซี่ยงไฮ้ ผู่ตง เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 และถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเช้าวันเดียวกัน ก่อนขึ้นรถที่ทีมงานจัดเตรียมไว้

เหตุการณ์ก่อนการหายตัว
วันที่ 3 มกราคม 2568 เวลา 03.00 น. ซิงซิงเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิและเดินทางต่อโดยรถยนต์ที่ทีมงานจัดไว้ โดยแจ้งว่าจะไปยังสถานที่ถ่ายทำในจังหวัดตาก ระหว่างการเดินทาง ระบบติดตามตำแหน่งแสดงว่ารถที่ซิงซิงโดยสารได้เดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณอำเภอแม่สอด ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ซิงซิงขาดการติดต่อกับแฟนสาวและทีมงาน ไม่มีใครสามารถติดต่อเขาได้ตั้งแต่นั้น การดำเนินการของครอบครัวและแฟนสาว แฟนสาวของซิงซิงได้ติดต่อทั้งสำนักงานความมั่นคงเซี่ยงไฮ้ สถานทูตจีนในกรุงเทพฯ และสถานทูตจีนในเชียงใหม่ เพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมประกาศเดินทางมายังประเทศไทยในวันนี้ (6 มกราคม 2568) เพื่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ไทย

เธอยังเปิดเผยว่าเคยมีนักแสดงชาวจีนหลายรายที่ประสบเหตุการณ์คล้ายกัน โดยถูกล่อลวงให้มาทำงานในต่างประเทศและต้องเผชิญกับสถานการณ์เสี่ยง

หลังเรื่องราวถูกเผยแพร่ใน เว่ยป๋อ (Weibo) แพลตฟอร์มโซเชียลยอดนิยมในจีน ชาวเน็ตและนักแสดงร่วมวงการต่างแสดงความห่วงใยและร่วมกันแชร์ข้อมูลเพื่อช่วยตามหา ซิงซิง ขณะที่บางส่วนแสดงความกังวลว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นการหลอกลวงเพื่อนำไปสู่การทำงานผิดกฎหมาย หรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรรมในพื้นที่

ชาวเน็ตจีนจำนวนมากภาวนาให้ซิงซิงปลอดภัยและกลับมาโดยเร็วที่สุด พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือในกรณีนี้

เพจ สนง.พลังงานลำปาง โพสต์ถล่ม ‘พีระพันธุ์’ ซัด รู้แต่กฎหมายไม่รู้เรื่องพลังงาน - ใช้นโยบายคร่ำครึ

(6 ม.ค. 68) พลังงานจังหวัดลำปาง น้อมรับทัวร์ลง..หลังแอดมินเพจ สนง.โพสต์ภาพ-ข้อความ ถล่ม “พีระพันธุ์” รู้แต่กฎหมายไม่รู้เรื่องพลังงาน - ใช้นโยบายคร่ำครึ เผยไม่ได้เขียนเอง-เป็นลิ้งค์ส่วนกลางส่งให้ทุกสำนักงาน/ทุกจังหวัดลงเผยแพร่ ก่อนรู้ว่าผิดลิ้งค์สั่งลบกันทันที

จากกรณีเย็นวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา หน้าเฟซบุ๊กเพจสำนักงานพลังงานจังหวัดลำปาง ได้มีการโพสต์รูปนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมข้อความประกอบลักษณะโจมตีและต่อว่านโยบาย รื้อ ลด ปลด สร้าง แบบดุเดือด แต่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ได้ไม่ถึง 20 นาที ก็ถูกลบออก

จากนั้นมีการขึ้นโพสต์ใหม่ โดยมีข้อความว่า..“พีระพันธุ์” โชว์ผลงาน 67 ตรึงค่าไฟ-ผุดกฎหมายพลังงาน ลั่นปี 68 เดินหน้าลดราคาน้ำมัน-หนุนโซลาร์รูฟ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพลังงาน โพสต์สรุปผลงานปี 2567 เผยสามารถตรึงค่าไฟฟ้าที่ 4.18 บาทต่อหน่วย และ 3.99 บาทสำหรับกลุ่มเปราะบาง

พร้อมผลักดันกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างกฎหมายกำกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และกฎหมายส่งเสริมโซลาร์รูฟ สำหรับแผนงานปี 2568 จะร่างกฎหมายสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง (SPR) กำหนดให้สำรองน้ำมันขั้นต่ำ 90 วัน คาดช่วยลดราคาน้ำมัน 2.50-4 บาทต่อลิตร พร้อมผลักดันการผลิตอินเวอร์เตอร์ราคาถูกสำหรับโซลาร์รูฟ รมว.พลังงาน ยังตอบโต้กระแสข่าวขัดแย้งกับนายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล ยืนยันได้รับการสนับสนุนจากทั้งนายกฯ แพทองธารและอดีตนายกฯ เศรษฐา ในการทำงานตามนโยบายรัฐบาล”

อย่างไร็ตาม แม้ว่าโพสต์โจมตี รมว.พลังงาน ดังกล่าวทางสำนักงานจะลบไปแล้ว แต่ปรากฏว่ามีการแคปข้อความไว้ทันจนกลายเป็นกระแสข่าวผ่านสื่อและมีผู้คนเข้าไปแสดงความคิดเห็นเชิงลบกับสำนักงานพลังงานจังหวัดลำปางกันจำนวนมาก และต่อเนื่อง

ล่าสุด วันนี้ (6 ม.ค.)นางสายธาร ประสงค์ความดี พลังงานจังหวัดลำปาง ได้เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของโพสต์ดังกล่าวว่า ปกติหน้าเพจของสำนักงานฯจะมีแอดมินดูแล-โพสต์กิจกรรมและภารกิจของสำนักงานอยู่แล้ว รวมถึงนำเสนอข่าวที่โดยทีมงานประชาสัมพันธ์ส่วนกลางส่งให้ทุกจังหวัดซึ่งก็จะมีทั้งสองด้าน

ส่วนโพสต์ที่กำลังเป็นข่าว ทางสำนักงานฯก็ไม่ได้เขียนเอง แต่ทางส่วนกลางส่งลิงค์มาให้ทุกจังหวัดนำลงประชาสัมพันธ์เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางการเผยแพร่ที่เร็วที่สุด ซึ่งแอดมินก็ดำเนินการโพสต์ทันที แต่หลังจากนั้นทราบว่าเป็นการส่งลิงค์ข่าวผิด จึงได้แก้ไขและสั่งให้ทุกจังหวัดลบโพสต์ออกและลงโพสต์ใหม่ในเวลาต่อมา ซึ่งก็เป็นสาเหตุว่าทำไมลงได้ไม่นานแล้วลบออก

“ประชาชนที่เห็นโพสต์หรือข่าวก็อาจจะเข้าใจผิดว่าทางสำนักงานเขียนเองลบเอง ซึ่งจริงๆไม่ใช่ เพราะสำนักงานไม่มีเจตนาที่จะลงข้อความใดๆเพื่อทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆขึ้น ตนในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมทำตามนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายรื้อลดปลดสร้าง ก็เป็นนโยบายหลักที่กำลังทำอยู่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด”

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า ลิงค์ข่าวดังกล่าวเป็นสกู๊ปข่าวของสำนักข่าว THE ROO44 ซึ่งได้ลงข่าวในหน้าเว็บไซต์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2568 โดยมีหัวข้อข่าวว่า รู้กฎหมาย ไม่รู้เรื่อง “พลังงาน” นโยบายย้อนยุคของ “พีระพันธุ์”

‘มาดามแป้ง’ ขอบคุณสโมสรไทยลีก นักกีฬา ทีมงานผู้ฝึกสอน และเจ้าหน้าที่ทีมทุกคน ที่ร่วมลุยศึกอาเซียน คัพ 2024 แม้จะจบแค่รองแชมป์

(5 ม.ค.68) นางนวลพรรณ ล่ำซำ หรือ มาดามแป้ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Madam Pang - มาดามแป้ง - นวลพรรณ ล่ำซำ’ หลังจากทัพช้างศึก พลาดท่าพ่ายให้กับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ทีมชาติเวียดนาม 2-3 (สกอร์รวมสองนัด 3-5) จบด้วยการเป็นรองแชมป์อาเซียน คัพ 2024 โดยระบุว่า

“Thank You สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ขอขอบคุณสโมสรไทยลีก นักกีฬา ทีมงานผู้ฝึกสอน และเจ้าหน้าที่ทีมทุกคน ที่พยายามและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นทำหน้าที่ในนามทีมชาติไทยได้อย่างสมศักดิ์ศรี ในศึกฟุตบอล Asean Mitsubishi Electric Cup 2024

ขอน้อมรับทุกคำติชมจากแฟนบอลผู้ปรารถนาดีทุกท่านจากหัวใจ และขอบคุณทุกกำลังใจผ่านทุกข้อความ ทุกช่องทาง”

เชียงใหม่-แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าฯ ตั้งเป้าเมษายนปีนี้อากาศจะต้องดี

(6 ม.ค. 68) แม่ทัพภาคที่ 3 มอบนโยบายให้ 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อม เปิดกิจกรรม “รณรงค์ป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พื้นที่ภาคเหนือ” ประจำปี 2568 และตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอากาศยาน ในการป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ในพื้นที่ 17 ภาคเหนือ ย้ำ กองทัพภาคที่ 3 พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มขีดความสามารถ

กิจกรรม “รณรงค์ป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พื้นที่ภาคเหนือ” ประจำปี 2568 ซึ่งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ภาค 3 ได้ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดขึ้น โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 จัดตั้งขึ้นตามคำสั่ง กองทัพภาคที่ 3 ,ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ,กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ,ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3  ที่ 421/2567 / ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567  มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1. วางแผน อำนวยการและบูรณาการ การป้องกันแก้ปัญหาไฟป่า รวมทั้งการควบคุมและดับไฟที่เกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบและในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดระหว่าง โดยบูรณการด้านงบประมาณอัตรากำลัง เจ้าหน้าที่ เครือข่ายอาสาสมัคร ยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์ เครื่องมือ ยานพาหนะ และอากาศยาน ฯลฯ
2. ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ติดตาม ประเมินสถานการณ์ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน และดับไฟป่า รวมทั้งบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ ฝุ่นละออง ระดับจังหวัด และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ
3. สนับสนุนการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลกระทบของไฟป่าและหมอกควัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน 
4. แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิบัติแก้ไขปัญหาและหมอกควันในพื้นที่ 14 กลุ่มป่าแปลงใหญ่รอยต่อไฟป่า เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ ฝุ่นละอองระดับภาค
5. ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศมอบหมาย
 
โดยได้จัดตั้ง ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ภาค 3 ที่ อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7  อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 ถึง 30 เมษายน 2568 หรือ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ซึ่งจัดให้มีการประชุมประสานงาน กับศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองระดับจังหวัด และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน 17 จังหวัด รวมทั้งชุดขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม 17 จังหวัดภาคเหนือ 

เพื่อบูรณาการสรรพกำลังทั้งมวลของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการป้องกัน แก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ตามนโยบายของ รัฐบาลให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมบูรณาการแผนงานป้องกันการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง และแผนเผชิญเหตุในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสาธารณภัยให้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่องให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองในปี 2568  จะพิจารณาจากสถิติจุดความร้อน  และพื้นที่เผาไหม้ของปีที่ผ่านมา  

กำหนดเป้าหมายสำคัญ 7 ดอย , 19 รอยต่อ , และ 12 ป่าแปลงใหญ่ พร้อมทั้งผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ จุดความร้อนลดลง พื้นที่เผาไหม้ลดลง และฝุ่นละอองขนาดเล็กลดระดับความรุนแรงลง จนไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ตามที่รัฐบาลกำหนด 

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 ได้มอบนโยบายแผนการปฏิบัติงานและแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประจำปี 2568 ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ , หัวหน้าส่วนราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง และรับฟังการบรรยายลักษณะสภาพอากาศ อัตราการระบายอากาศ ความกดอากาศ จาก ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ , การสนับสนุนอากาศยานยุทโธปกรณ์ตรวจหาจุดความร้อน จากกองทัพอากาศ , กระบวนการสร้างความชุ่มชื้นในอากาศ และการทำฝนหลวง  จาก ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนบน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร , มาตราการ/แนวทางการ ควบคุมไฟป่า 14 cluster พื้นที่ไหม้ซ้ำซาก พื้นที่รอยต่อ จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ และ แนวทางการบังคับใช้กฎหมาย ตำรวจภูธรภาค 5  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “รณรงค์ป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พื้นที่ภาคเหนือ” ประจำปี งบประมาณ 2568 ตั้งเป้าหมายเดือนเมษายนปีนี้อากาศเชียงใหม่จะต้องดี

นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองจาก 10 หน่วยงาน และตรวจความพร้อมและให้กำลังใจชุดปฏิบัติการดับไฟป่า อากาศยานและอุปกรณ์ดับไฟป่า จาก กองทัพภาคที่ 3 , กรมป่าไม้ , กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช , กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย , องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และมวลชนจิตอาสา กว่า 500 นาย ณ ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 
 
ทั้งนี้ กองทัพบก และ กองทัพภาคที่ 3 โดย ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ภาค 3 ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาไฟป่า-หมอกควันและการเผาป่าในพื้นที่ภาคเหนือเป็นอย่างมาก ด้วยการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนภารกิจพัฒนาประเทศ การช่วยเหลือประชาชน และการบรรเทาสาธารณภัยอย่างเต็มขีดความสามารถ รวมทั้ง การบูรณาการและประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นภาพร/เชียงใหม่

“ผบช.สตม.ลงพื้นที่ ประชุมร่วมหน่วยความมั่นคงวางมาตรการเข้ม สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชายแดน ไทย-ปอยเปต”

(6 ม.ค. 68) ผบช.สตม. ลงตรวจพื้นที่สระแก้ว ประชุมหน่วยความมั่นคง วางมาตรการเข้มคัดกรองนายทุนเดินทางเข้าออกไทยฝั่งปอยเปต สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หนุนนโยบายรัฐบาล ประสานความร่วมมือทหาร ปกครอง เสริมกำลังเจ้าหน้าที่จุดเสี่ยง ช่องทางธรรมชาติ ป้องกันการเข้าออกเมืองผิดกฎหมาย พร้อมทำฐานข้อมูลคนไทยลักลอบไปทำงานกัมพูชา เพื่อตัดเส้นทางแก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบครบวงจร พบส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุ 20-30 ปี 

วันนี้(6 ม.ค.68) เวลา 10.00 น. ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก จ.สระแก้ว พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ประชุมร่วมกับ Mr.kim suvanna กงสุลใหญ่กัมพูชาประจำประเทศไทย, พล.ท.วันนา เป๊ก  หน.ประสานงานชายแดนกัมพูชา-ไทย พร้อมด้วย พล.ต.ต.ออมสิณ  บุญญานุสนธิ์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว พ.อ.ชัยณรงค์  กาสี ผบ.กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ นายสุเทพ ชัยวัฒน์ ปลัดจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วย พม.จว., รอง ผอ.รมน.จว. และจัดหางาน จว.สระแก้ว หารือมาตรการป้องกันแรงงานไทยที่ลักลอบไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งนายทุนต่างชาติที่เดินทางเข้าออกไทย โดยอาศัยวีซ่านักท่องเที่ยว พร้อมลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยง ช่องทางธรรมชาติ ที่เป็นเส้นทางหลบเลี่ยง และที่กบดานของแรงงานไทยเพื่อไปทำงานในประเทศกัมพูชา 
พล.ต.ท.ภาณุมาศ ฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม.เข้มงวดกวดขันคนต่างชาติที่เดินทางเข้าออกไทยมากผิดปกติ ซึ่งเชื่อว่าอาจไปทำธุรกิจผิดกฎหมาย และอาศัยประเทศไทยเป็นเส้นทางหลอก หรือเป็นแหล่งที่พำนักเพื่อไปทำงานที่กัมพูชา ทั้งนี้ สตม.ได้เพิ่มมาตรการตรวจคัดกรองนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยบ่อยครั้ง แต่ไม่มีปัจจัยยังชีพ เช่น แผนการท่องเที่ยว หรือ ไม่มีเงินสดติดตัว หรือคนที่เข้ามาหลายครั้งในรอบปี แต่ไม่มีหลักฐานการท่องเที่ยว ก็จะปฏิเสธการเข้าเมือง และบันทึกประวัติไว้ทันที 

นอกจากนี้แล้วยังดำเนินคดีคนไทยที่ถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาจับกุม ข้อหาหลบหนีเข้าเมือง แล้วถูกผลักดันกลับมาไทย ซึ่งจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่า สถานี หรือท้องที่ ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลไว้แล้วส่งต่อให้หน่วยงานด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป จากสถิติ ปี 2567 มีคนไทยที่ถูกส่งกลับนับตั้งแต่ ม.ค.-ธ.ค.67 รวมทั้งสิ้น 210 คน เป็นผู้ชาย 125 คน ผู้หญิง 86 คน ส่วนใหญ่อายุประมาณ 20-30 ปี ส่วนรายใดมีหมายจับก็จะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีต่อไป 

ด้าน พ.อ.ชัยณรงค์ ฯ ผบ.กรมทหารราบที่ 12 รอ. กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการจับกุมคนต่างชาติ ที่ลักลอบเข้าประเทศ และยังให้ข้อมูลอีกว่า ณ ตอนนี้การลักลอบออกนอกประเทศนั้นมักจะออกโดยผ่านพื้นที่ส่วนบุคคล โดยเฉพาะพื้นที่เฝ้าระวังบริเวณรับฝากรถยนต์ จำนวน 7 แห่ง ตามแนวชายแดน

ในขณะที่ นายสุเทพ ฯ ปลัดจังหวัดสระแก้ว กล่าวด้วยว่าชายแดนไทยกัมพูชาเป็นแผ่นดินติดแผ่นดินมีระยะทางกว่า 165 กิโลเมตร ซึ่งทางฝ่ายปกครองก็ได้มีการขอความร่วมมือผู้ใหญ่บ้านคอยสอดส่องและส่งข้อมูลให้ทางจังหวัด

นางกนกวรรณฯ พม.จว.สระแก้ว ได้กล่าวว่าภารกิจของ พม.นั้นเป็นกระบวนการส่งต่อระดับชาติฯ(NRM) อันได้แก่ คัดกรอง คัดแยก คุ้มครอง ซึ่งในปี2567 ที่ผ่านมามีผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์3ราย จากทั้งหมด 210 ราย

นายปรีชา ดุจจานุทัศน์ จัดหางานจังหวัดสระแก้ว ได้ชี้แจงว่าการที่คนไทยต้องไปทำงานในต่างประเทศนั้นต้องมีเอกสารดังนี้

-เอกสารนายจ้างในต่างประเทศ
-มีหนังสือจ้างงานจากกงสุลไทยในต่างประเทศ
-มีpassport และ วีซ่าทำงาน ที่ถูกต้อง
จึงจะทำงานในต่างประเทศได้ ทั้งนี้จัดหางานจังหวัดสระแก้ว ได้ร่วมกับ ตม.จว.สระแก้วในการคัดกรองคนไทยที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศด้วย

ซึ่งทางฝ่ายเจ้าหน้าที่กัมพูชา โดยนายเลียม  โซดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียนเมียนเจย กล่าวอีกว่า ทางกัมพูชา รับทราบข้อมูลของทางฝั่งไทยแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือกับทางฝั่งไทยในการสะกัดกั้นคนข้ามแดนผิดกฎหมาย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 15.8 ล้านบาท ส่งความสุข มอบของขวัญให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568

( 6 ม.ค. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ และ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็ก  ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ไม้บรรทัด และ กล่องดินสอ เป็นของขวัญให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ  ณ ลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งยังจัดให้มีการส่งชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ เพื่อมอบให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาค ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ รวมจำนวนของขวัญวันเด็กที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ทั้งสิ้น 900,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 15.8 ล้านบาท 

และในวันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดเข้าพบ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  เพื่อมอบของขวัญวันเด็ก สำหรับนำไปแจกจ่ายแก่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ห้องสีม่วง  ตึกไทยคู่ฟ้า  ทำเนียบรัฐบาล

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การให้ของขวัญวันเด็ก เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 66 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ด้วย การมอบของขวัญให้เด็กๆ ในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” แบ่งปันความรัก ความสุขและเสริมการเรียนรู้ สร้างเด็กดีในวันนี้ให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าของสังคมและประเทศชาติในอนาคต โดยมูลนิธิฯ ขอส่งความรัก ความปรารถนาดีให้เด็กๆ ทุกคนเป็นเด็กดี มีคุณธรรม กตัญญู รู้คุณ พ่อแม่ ครูอาจารย์ รู้จักประหยัด มัธยัสถ์ ห่างไกลยาเสพติด ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หมั่นเรียนรู้ทุกโอกาส เพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง และประเทศชาติ ดังคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ.2568 ที่มอบให้ คือ “ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง”

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการส่งเสริมด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung 

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

‘พิชัย’ จับมือปากีสถาน ฟื้นเวทีประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า JTC ครั้งแรกในรอบ 10 ปี ตลาดใหญ่เอเชียใต้ประชากร 240 ล้านคน

(6 ม.ค. 68) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย (นางรุคซานา อัฟซอล) ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่าทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบที่จะกลับมาประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย-ปากีสถาน (ระดับรัฐมนตรี) หลังจากห่างหายไปกว่า 10 ปี เพื่อหารือแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ร่วมกันภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและบริบทการค้าปัจจุบัน อาทิ การกลับเข้าสู่การเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ไทย-ปากีสถาน การส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และการพัฒนาความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ อาหาร สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ ประมง และการท่องเที่ยว อันจะช่วยส่งเสริมโอกาสทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน รวมทั้งเพิ่มพูนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในระยะยาว โดยไทยยินดีเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 4 ในปี 2568

นายพิชัย กล่าวว่า ปากีสถานเป็นตลาดใหญ่ มีประชากรกว่า 240 ล้านคน มากเป็นอันดับ 5 ของโลก มีประชากรวัยทำงานที่มีกำลังซื้อมากถึง 80 ล้านคน ทั้งนี้ การค้าระหว่างกันมีความเกื้อกูลกันและมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากเนื่องจากสินค้าหลายรายการเป็นสินค้าขั้นกลางจากไทยที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของปากีสถานเพื่อรองรับตลาดภายในและส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ใยสังเคราะห์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและ ส่วนประกอบ และชิ้นส่วนรถยนต์ ขณะที่ปากีสถานมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ที่สามารถเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมการผลิตของไทยได้ เช่น สัตว์น้ำ อัญมณี ถ่านหิน และแร่เหล็ก ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างกัน โดยไทยได้เชิญชวนให้ผู้ประกอบการปากีสถานเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ My Karachi ระหว่างวันที่ 1-3สิงหาคม 2568 ณ เมืองการาจี ขณะที่ปากีสถานได้เชิญผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน Pakistan ASEAN Trade Development Conference ระหว่างวันที่ 6-9 สิงหาคม 2568 ณ กรุงจาการ์ตา 

นายพิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยและปากีสถานยังยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน โดยปากีสถานได้มีการจัดตั้งสภาอำนวยความสะดวกการลงทุนพิเศษ(Special Investment Facilitation Council) เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนต่างชาติใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงานหมุนเวียน การทำเหมืองแร่ และท่องเที่ยว ในขณะที่ไทยได้เชิญชวนให้ปากีสถานเข้ามาลงทุนจัดตั้ง Data Center ในไทย โดยไทยมีความพร้อมด้านระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีรองรับการลงทุนอย่างเต็มที่ อาทิ ระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ

ปากีสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2567 (มกราคม – พฤศจิกายน) การค้าระหว่างไทยกับปากีสถานมีมูลค่า 1,031.76.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไปปากีสถานมูลค่า 781.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยมีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เส้นใยประดิษฐ์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางพารา และการนำเข้าของไทยจากปากีสถานมูลค่า 250.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ  สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป น้ำมันดิบ กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 530.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top