Friday, 17 July 2026
NEWS

BYD ประกาศหนุน ‘ทีมชาติไทย’ และ ‘ฟุตบอลไทยลีก’ รีแบรนด์ชื่อการแข่งขัน ‘ไทยลีก 1-3’ ตามรุ่นรถยนต์ไฟฟ้า

บริษัท BYD Rêver (บีวายดี เรเว่) ผู้นำยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลักของ 'ทีมชาติไทย' และฟุตบอลอาชีพไทยลีกทั้ง 3 ระดับอย่างเป็นทางการ ภายใต้แคมเปญ 'BYD ชาร์จพลังบอลไทย' พร้อมเปิดตัวในงานแถลงข่าวที่เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงพันธกิจของ BYD ที่ต้องการขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยพลังงานสะอาด ไม่เพียงแต่ลดมลพิษจากรถยนต์ไฟฟ้า แต่รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจ และโอกาสใหม่ๆ ให้กับวงการฟุตบอลและเยาวชนทั่วประเทศ

BYD ยังประกาศรีแบรนด์ชื่อการแข่งขันไทยลีกใหม่ โดยใช้ชื่อรถยนต์ไฟฟ้าของตนเอง ได้แก่ 'BYD SEALION 6 ลีกหนึ่ง' (ไทยลีก 1), 'BYD SEAL 5 ลีกสอง' (ไทยลีก 2) และ 'BYD DOLPHIN ลีกสาม' (ไทยลีก 3) เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ทันสมัย สมรรถนะสูง และพลังของการเริ่มต้น

‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่ง ประเทศไทยฯ กล่าวขอบคุณ BYD ที่ให้การสนับสนุนไทยลีกครบทุกระดับ เชื่อว่าจะช่วยยกระดับเกมการแข่งขัน และมอบประสบการณ์ใหม่ให้แฟนบอลทั่วประเทศ

ทั้งนี้ นอกจากโลโก้บนเสื้อและในสนามแล้ว BYD ยังเตรียมกิจกรรม “ชาร์จเสียงเชียร์-พลังนักเตะ-โอกาสสู่ชุมชน” เพื่อเชื่อมโยงกีฬากับสังคมไทยทั้งในสนามและนอกสนามตลอดฤดูกาล 2025/26

‘แพทองธาร’ ลงพื้นที่เยี่ยม 3 ทหาร เหยียบกับระเบิด พร้อมขอบคุณกำลังพลทุกท่านที่เสียสละเพื่อชาติ

(18 ก.ค. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โพสต์ภาพพร้อมข้อความหลังลงพื้นที่จังหวัด อุบลราชธานี เพื่อให้กำลังใจ 3 ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด ว่า ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นตัวแทนร่วมคณะกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจทหารทั้ง 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบกับระเบิดในพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน พร้อมมอบสิ่งของจำเป็นให้กับกำลังพลในพื้นที่

ทั้งนี้ ขอส่งกำลังใจอย่างสุดหัวใจถึง พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน, ส.อ.ปฏิพัทธิ์ ศรีลาศักดิ์, และ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีเข้ม ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคนไทยต้องยกย่องเป็นแบบอย่าง โดยที่ทุกท่านได้รับกำลังใจอย่างดีจากครอบครัว และรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการรับใช้ชาติ

นางสาวแพทองธาร ระบุด้วยว่า ขอแสดงความเคารพนับถือในความเสียสละที่มีต่อประเทศชาติของกำลังพลทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อพี่น้องประชาชนอยู่ในขณะนี้ ตลอดจนได้ทราบว่าทางกระทรวงกลาโหมกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงเก็บกู้กับระเบิดในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ที่สำคัญจะมีมาตรการเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้อย่างเต็มที่

ที่ผ่านมารัฐบาลและกองทัพได้ดำเนินการทุกอย่างด้วยความรับผิดชอบ อย่างเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของ กำลังพล และพี่น้องประชาชน และรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของประเทศ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนกลับคืนสู่ความสงบ และปลอดภัยโดยเร็วที่สุดค่ะ ขอส่งกำลังใจให้กับกำลังพลทุก ๆ ท่าน

รด. จิตอาสา เข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ สะท้อนถึงความกล้าหาญ - หัวใจแห่งการเสียสละ

(18 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army โพสต์ข้อความว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เวลาประมาณ 08.50 น. ขณะที่นักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) จากหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 35 (นฝ.นศท.มทบ.35) จำนวน 4 นาย กำลังเดินทางเข้าร่วมกิจกรรม รด.จิตอาสาพัฒนา "เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ" ณ วัดดอยท่าเสา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เส้นทางปกติของพวกเขาได้กลายมาเป็นเวทีแห่งการแสดงออกถึงความกล้าหาญและความมีน้ำใจ เมื่อได้พบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณถนนสำราญรื่น ซอย 15 ต.ท่าเสา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นจุดที่มีรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกัน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและสถานการณ์การจราจรติดขัด ทันทีที่เห็นเหตุการณ์ นศท. ทั้ง 4 นาย ไม่รีรอที่จะเข้าให้ความช่วยเหลือ โดยใช้ความรู้และทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มข้นจากหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร เข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อนและเปิดทางให้การจราจรไหลเวียนได้

การกระทำของนักศึกษาวิชาทหารกลุ่มนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการนำความรู้ที่ได้จากการฝึกมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างดีเยี่ยม แต่ยังแสดงให้เห็นถึง 'จิตอาสา' และ 'ความตั้งใจเสียสละ' ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่หลักสูตรนักศึกษาวิชาทหารปลูกฝัง เพื่อสร้างพลเมืองที่ดี มีระเบียบวินัย และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ

รายชื่อนักศึกษาวิชาทหารผู้เป็นแบบอย่างที่ดีในการทำความดีครั้งนี้ ได้แก่:
* นศท. ธนากร ขานไข นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 โรงเรียนอุตรดิตถ์
* นศท. วรกร ศิริเจริญ นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 โรงเรียนอุตรดิตถ์
* นศท. เนติธร แจ่มรัตนโสภิณ นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 โรงเรียนอุตรดิตถ์
* นศท. วีรภัทร ใจกลม นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตรดิตถ์

ตม.จว.กาญจนบุรี สกัดจับรถขนคนต่างด้าวผิดกฎหมาย

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3 นำโดย พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี, ว่าที่ พ.ต.ต.ธนพงษ์ พลายเพชร สว.ตม.จว.กาญจนบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.กาญจนบุรี ลงพื้นที่ซุ่มติดตาม ตรวจสอบรถยนต์ ตามลักษณะที่ทราบจากสายลับ (ไม่ประสงค์ออกนาม) ว่ามีรถกระบะโตโยต้า รุ่น Revo สีขาว มีสติกเกอร์สีแดงติดบริเวณซุ้มล้อ ไม่ทราบเลขทะเบียน และรถกระบะโตโยต้า รุ่น Revo สีเทาไม่ทราบเลขทะเบียน มีการลักลอบขนบุคคลต่างด้าวจาก อ.สังขละบุรี จว.กาญจนบุรี ชุดจับกุมจึงได้วางแผน ออกตรวจในเส้นทางที่คาดว่า เป้าหมายจะเดินทางมาถึง

กระทั่ง วันนี้ ( 18 ก.ค.68 )เวลา 00.30 น. มีรถกระบะลักษณะตรงกับที่สายลับแจ้ง ขับตามกันมาทั้ง 2 คัน จึงได้ขับติดตามและแสดงสัญญาณให้หยุดรถ โดยรถหยุดบริเวณริมถนนแสงชูโต ปากซอยท่าล้อ 28 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จว.กาญจนบุรี พร้อมแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารประจำตัว พบ นายเมย ไม่มีชื่อสกุล อายุ 42 ปี สัญชาติเมียนมา (ผู้ขับขี่ รถทะเบียน กทม.)  พร้อมบุคคลต่างด้าวจำนวน 10 คน และนายสมปอง ไม่มีชื่อสกุล อายุ 45 ปี บุคคลไม่มีสัญชาติ (ผู้ขับขี่ รถทะเบียน กจ.) พร้อมบุคคลต่างด้าวจำนวน 10 คน

สถานที่จับกุมบริเวณริมถนนแสงชูโต ปากซอยท่าล้อ 28 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จว.กาญจนบุรี โดยผู้ขับขี่ 2 ราย ข้อกล่าวหาว่า “ช่วยเหลือ ซ้อนเร้น ด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฏหมายนั้นพ้นจากการจับกุม” และบุคคลคนต่างด้าว 20 ราย ข้อกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”

ในชั้นจับกุม ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวไปยัง ตม.จว.กาญจนบุรี ทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าม่วง เพื่อดำเนินคดีต่อไป 

ผู้บัญชาการตำรจแห่งชาติมอบรางวัลแก่ 2 ตำรวจ สน.สุทธิสาร เข้าระงับเหตุชายคลุ้มคลั่งบริเวณซอยรัชดา 16 คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

(18 ก.ค.68)เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบใบประกาศเกียรติคุณตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร จำนวน 2 นาย คือ “ส.ต.ท.วรดร ถิระธนาบูรณ์” ผบ.หมู่ (ป.) สน.สุทธิสาร และ “ส.ต.ท.จิรายุทธ ราชอาจ” ผบ.หมู่ (ป.) สน.สุทธิสาร ที่เข้าระงับเหตุชายคลุ้มคลั่งบริเวณซอยรัชดา 16 กรุงเทพมหานคร ณ ห้องพรหมนอก ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสาร ได้รับแจ้งพบชาย กำลังอาละวาดบริเวณสวนหย่อมของคอนโดแห่งหนึ่งในซอยรัชดา 16 แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานครจึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบชายดังกล่าว จึงได้พยามพูดคุยและขอเชิญตัวไปที่ สน.สุทธิสาร เนื่องจากชายดังกล่าวมีอาการคล้ายมึนเมา แต่ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวได้เข้ามาแย่งอาวุธปืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ โดยตำรวจสายตรวจได้ใช้ยุทธวิธีไม่ให้ชายดังกล่าวขึ้นลำปืนเพื่อป้องกันไม่ให้สามารถยิงได้ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนโดยรอบ แต่ในขณะที่ยื้อแย่ง ปืนเกิดลั่นออกมาจำนวน 2 นัด ถูกเสื้อเกราะบริเวณหน้าอกซ้ายและแฉลบไปโดนต้นแขนด้านซ้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนจะควบคุมสถานการณ์และควบคุมตัวชายคนดังกล่าวไว้ได้

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณและชื่นชม ส.ต.ท.วรดร ฯ และ ส.ต.ท.จิรายุทธ ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว กล้าหาญ ใช้วิชาชีพความเป็นตำรวจคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ มี Mindset หัวใจความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งเพื่อพี่น้องประชาชนสืบไป

ปูนบำเหน็จ ‘พลทหาร’ เหยียบกับระเบิดขาขาด เลื่อนชั้นเป็นสิบเอก – เงินช่วยเหลือ - บรรจุทายาท

'พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน' เสียสละเพื่อชาติ — ได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนชั้นเป็น 'สิบเอก' พร้อมสิทธิตามสิ่งสมควร

(18 ก.ค.68) จากเหตุการณ์เหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนที่ช่องบก เนิน 481 จ.อุบลราชธานี พลทหารธนพัฒน์ ได้รับบำนาญ สิทธิประโยชน์ และเหรียญเกียรติยศ กระทรวงกลาโหมขอแสดงความเคารพในความเสียสละของเขา และจะดูแลครอบครัวผู้กล้าคนนี้อย่างสมเกียรติ

ได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนชั้นเป็น 'สิบเอก (ส.อ.)' หลังจากรักษาตัวแล้วเสร็จ ปลดเหตุสูญเสียฯ จากการรบ 

ได้รับบำนาญเดือนละ 15,600 บาท ซึ่งเมื่อรวมเงินรายเดือน จากหน่วยงาน/องค์กรต่าง ๆ แล้ว คาดว่าจะได้รับเงิน รวม 29,800 บาท/เดือน (โดยประมาณ) ได้รับเงินก้อน จากหน่วยงาน/องค์กรต่าง ๆ รวม 1,047,150 บาท (โดยประมาณ)

พร้อมทั้งบรรจุทายาททดแทน: พี่สาวได้ 1 คน เป็นอัตรานายสิบ และหลังจากปลดพิการ...สามารถขอรับสิทธิ์ เข้าร่วมโครงการตามมาตรา 35 (3) หรือ 35 (7) 

ได้รับเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้น 2 ประเภท 1 พร้อมกันนี้ยังได้รับบัตรทหารผ่านศึก ชั้น 3 (ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางตลอดชีวิต)

กมธ.ทหารฯ ลงพื้นที่ติดตามและดูงานรับฟังปัญหาด่านชายแดนความมั่นคง ณ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.68) เวลา 14.00 - 16.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามและศึกษาดูงาน ณ ด่านศุลกากรสังขละบุรี และจุดตรวจช่องทางบ้านพุน้ำร้อนจังหวัดกาญจนบุรี

โดยมีพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯนายสมบูรณ์ หนูนวลรองประธานคนที่หนึ่ง ร.ต.อ.ฉลอง ทองนะ รองฯ คนที่สอง ว่าที่พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์รองฯ คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษา นักวิชาการ เลขานุการประจำได้ร่วมประชุมหารือกับนายด่านศุลกากรและลงพื้นที่บริเวณจุดตรวจติดพรหมแดนประเทศเมียนมาร์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

โดยมี (1) นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัด (2)นายปกรณ์ ปิติกุลตัง นายด่านศุลกากรสังขละบุรี (3) พ.อ.ปิยะเณศร์  ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผบ.ฉก.ลาดหญ้า และฝ่ายปกครองในพื้นเข้าร่วมประชุมหารือและนำคณะกรรมาธิการตรวจเยี่ยมจุดตรวจช่องทางบ้านพุน้ำร้อน

ในการนี้ คณะกรรมมาธิการได้รับทราบผลการดำเนินงานของด่านศุลกากรสังขละบุรีและหน่วย ฉก.ลาดหญ้ากับกองร้อยทหารพรานที่ 1404 ในการปฏิบัติหน้าที่ติดตามและควบคุมสถานการณ์แถวด่านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนของกำลังพล ฉก.ลาดหญ้าที่ปฏิบัติงานในพื้นติดพรหมแดนประเทศเมียนมาร์เพื่อป้องกันการขนของหนีภาษีและการลักลอบนำเข้าส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่คือก๊าชธรรมชาติที่มีมูลค่าสูงมากในแต่ละปี 

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์สู้รบระหว่างทหารเมียนมาและกองกำลังฝ่ายต่อต้านกะเหรี่ยงในเมือง เมียวดี ซึ่งอยู่ตรงข้ามอำเภอแม่สอดจังหวัดตากในปีที่ผ่านมาส่งผลให้ไม่สามารถนำเข้า-ส่งออกสินค้าได้อย่างปกติ และได้หันมาใช้ช่องทางด่านเจดีย์สามองค์-เมืองพยาตองซู ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพิ่มขึ้น เนื่องจากในพื้นที่นี้ไม่มีการสู้รบ ซึ่งในวันนี้การนำเข้า-ส่งออกสินค้าผ่านด่านนี้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และประเทศได้ด้วยมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการเดินตรวจจุดตรวจช่องทางธรรมชาติบ้านพุน้ำร้อนเพื่อรับทราบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารตรงจุดตรวจด้วย

คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาตามบทบาทหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้
ต่อไป

กมธ.ทหารฯ ลงพื้นที่ติดตามและดูงานรับฟังปัญหาการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงชายแดนทิศตะวันตก ณ จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อวานนี้ (17 ก.ค.68) เวลา 10.00 - 12.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามและศึกษาดูงาน ณ กองบัญชาการกองกำลังสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี

โดยมีพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯนายสมบูรณ์ หนูนวลรองประธานคนที่หนึ่ง ร.ต.อ.ฉลอง ทองนะ รองฯ คนที่สอง ว่าที่พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์รองฯ คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษา นักวิชาการ เลขานุการประจำได้ร่วมประชุมหารือร่วมกับส่วนราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ณ ห้องประชุม 1 บก.พล.ร. 9  ตำบล ลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี

โดยมี (1) นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะรองผอ.รมน.จว. (2) พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ (3) พลตรี ชนมากรณ์ ภิบาลชนม์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 17 หรือหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันตก (นบ.ยส.17) และส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมสรุปผลการดำเนินงาน

ในการนี้ คณะกรรมมาธิการได้รับทราบผลการดำเนินงานของกองกำลังสุรสีห์ในการติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นในการใช้เป็นเครื่องมือที่ทันสมัยโดยเฉพาะการใช้เครื่องเอ็กซเรย์ กล้องวงจรปิดอากาศยานไร้คนขับเพื่อสกัดกั้น ปราบปรามหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตลอดแนวชายแดนในความรับผิดชอบของกองกำลังสุรสีห์ประมาณจำนวน 860 กิโลเมตรตั้งแต่จังหวัดตากถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ของกลุ่มขบวนการที่กระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ หรือก่อเหตุอื่นอันกระทบต่อความมั่นคงด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้สอบถามถึงพื้นที่ติดเขตดูแลของกลุ่มรัฐกระเหรี่ยงที่ทางรัฐบาลของประเทศเมียนมาร์อาจควบคุมไม่ได้และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนและกวดขันอย่างเต็มที่ อีกทั้ง กำลังพลมิควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงคณะกรรมาธิการพร้อมสนับสนุนกองกำลังสุรสีห์เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อภารกิจป้องกันประเทศและความมั่งคงของชาติโดยรวมอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้มอบสิ่งของบริโภคให้กับกำลังพลของกองกำลังสุรสีห์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนสืบไป

คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาตามบทบาทหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้
ต่อไป

‘พงศ์กวิน’ เผย สภาฯ ไฟเขียวกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ขยายสิทธิลาคลอดบุตร 120 วัน นายจ้างจ่ายเต็ม 60 วัน

‘พงศ์กวิน’ เผย สภาฯไฟเขียว! ขยายสิทธิลาคลอด 120 วัน นายจ้างจ่ายเต็ม 60 วัน เพิ่มสิทธิเลี้ยงดูบุตร-ช่วยคู่สมรสคลอดบุตร สอดคล้องนโยบาย 'คุ้มครองแรงงานอย่างเท่าเทียม' พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสของแรงงานไทยเต็มอัตรา

(17 ก.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ขอแสดงความยินดี กับพี่น้องแรงงานทุกคน หลังจากวานนี้สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) โดยให้ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตร ขยายจากเดิม 98 วัน เป็น 120 วัน  และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลาเพื่อคลอดบุตร 60 วัน และให้ลูกจ้างหญิงสามารถลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีก 15 วัน ในกรณีที่บุตรมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ โดยให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลา 50%

นอกจากนั้นยังให้ลูกจ้างสามารถลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร ได้เป็นระยะเวลา 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วันนับแต่วันที่คลอดบุตร โดยให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างที่ลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร 100 % ตลอดระยะเวลาที่ลา

นายพงศ์กวิน กล่าวต่ออีกว่า ตามสิทธิประโยชน์ที่พี่น้องแรงงานได้รับนั้น สอดคล้องกับนโยบายที่ได้ประกาศไว้ว่า จะคุ้มครองแรงงานอย่างเท่าเทียม โดยกระทรวงแรงงานจะดำเนินการดูแลพี่น้องแรงงานทุกกลุ่ม นอกจากนั้นขอย้ำว่า จะผลักดันกฎหมายแรงงานใหม่ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ กว่า 21 ล้านคนเพื่อเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ นำไปสู่การบังคับใช้โดยเร็ว เนื่องด้วยปัจจุบันมีการทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งกระทรวงแรงงานจะต้องดูแลแรงงานทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมศึกษารูปแบบการทำงานใหม่ เพื่อพัฒนากฎหมายและระบบประกันสังคมให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น 

"สิทธิเรื่องการลาคลอด เป็นสิ่งสำคัญที่หลายฝ่ายต่างเรียกร้อง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากร ผมยืนยันที่จะเดินหน้าผลักดันให้ภาคแรงงานไทยมีความเจริญก้าวหน้า ทำให้แรงงานมีผลิตภาพสูง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และให้กระทรวงแรงงาน เป็นโอกาสของแรงงานไทย ” นายพงศ์กวิน กล่าว

กองกำลังบูรพา ดักจับแรงงานกัมพูชาแอบเข้าไทย รวม 38 ราย อ้างงานไม่มี-เงินหมด กลับไทยดีกว่า

กองกำลังบูรพาในพื้นที่อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เปิดปฏิบัติการเข้มช่วงกลางดึก 17 พ.ค. 2568 สามารถจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองได้ถึง 3 จุด รวม 38 ราย ทั้งคนไทยและชาวกัมพูชา บางส่วนมีประวัติเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน บัญชีม้า หรือแม้แต่คดีแจ้งความออนไลน์ โดยกลุ่มชาวกัมพูชาส่วนใหญ่เป็นอดีตแรงงานในไทยที่เดินทางกลับบ้านเกิดไปแล้ว แต่ต้องเผชิญกับภาวะไม่มีงานทำและขาดรายได้ 

สำหรับจุดแรก เจ้าหน้าที่ซุ่มตรวจในไร่อ้อยท้ายหมู่บ้านกุดหิน พบกลุ่มคนลักลอบเข้าเมือง 25 ราย เป็นคนไทย 5 คน และชาวกัมพูชา 20 คน (รวมเด็กชาย 1 คน) โดยคนกัมพูชาส่วนใหญ่เคยเป็นแรงงานในไทย ก่อนกลับประเทศและหางานไม่ได้ จึงจ่ายเงิน 2,500–4,000 บาท ให้ขบวนการลอบพากลับเข้าไทย ส่วนคนไทยจ่ายสูงถึง 6,000 บาท

จุดที่สอง เจ้าหน้าที่จับคนไทย 10 คน ที่เพิ่งลอบกลับจากปอยเปต โดยทั้งหมดเคยทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ และไม่มีเอกสารเดินทางจึงต้องเดินลัดไร่อ้อยข้ามแดน ขณะที่จุดสุดท้าย จับคนไทยอีก 3 รายในไร่อ้อยบ้านหนองปรือ ที่พยายามลอบไปทำงานก่อสร้างในกัมพูชา

การจับกุมครั้งนี้ตอกย้ำปัญหาการลักลอบข้ามแดนที่ยังแพร่หลาย ทั้งจากแรงงานข้ามชาติที่เดือดร้อน และกลุ่มคนไทยที่เข้าไปทำงานผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่เตรียมสอบสวนเชิงลึก ขยายผลถึงเครือข่ายผู้นำพา ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

ร่วมส่งกำลังใจ ‘พลทหารธนพัฒน์’ เหยียบกับระเบิด ขาซ้ายขาด!! ล่าสุดอาการปลอดภัยทั้ง 3 นาย

(17 ก.ค. 68) จากกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดตกค้างในพื้นที่สู้รบเดิม ขณะลาดตระเวนบริเวณเนิน 481 ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพิกัด WA 220 861 เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ทหารพรานที่ 2302 ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยหนึ่งในนั้นคือ พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน อายุ 21 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องตัดขาซ้ายใต้เข่า ส่วนอีก 2 นายบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงอัดของระเบิด

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก “ศรีสะเกษมีดี” แชร์เรื่องราวของ พลทหารธนพัฒน์ ที่เพิ่งเกณฑ์ทหารเข้ารับใช้ชาติได้เพียง 1 ปี และมีความฝันอยากเป็นทหาร อาสารับใช้ชาติ และภูมิใจที่ได้รับใช้ชาติ ซึ่งหลังเกิดเหตุ พลทหารธนพัฒน์ได้เข้ารับการผ่าตัดทันทีที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี จนขณะนี้อาการปลอดภัยและสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ 

ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลทั้ง 3 นายด้วยตัวเอง โดยอีก 2 นายคือ ส.อ.ปฏิพัทธ์ ศรีลาศักดิ์ และ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีเข้ม ต่างมีอาการฟกช้ำบริเวณหน้าอกจากแรงอัด แต่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และอาการโดยรวมดีขึ้น

หลังการเยี่ยมผู้บาดเจ็บ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางต่อเพื่อไปติดตามสถานการณ์ชายแดนบริเวณจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งยังคงมีความตึงเครียดเป็นระยะจากกรณีพิพาทพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในบางจุด

สมุทรปราการ-ปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกฯ ร่วมงานเปิดศาลา 100 ปี คุณพ่ออุทัย ยังประภากร ฟาร์มจระเข้ฯ สมุทรปราก

(16 ก.ค. 68) ที่ผ่านมา นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายปรพล อดิเรกสาร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม นายวัฒนา  เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด ’ศาลา 100 ปี ชาตกาล‘ คุณพ่อ อุทัย  ยังประภากร  

โดยมี นายจรูญ  ยังประภากร กรรมการบริหาร บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ กล่าวรายงานถึงประวัติความเป็นมาของฟาร์มจรเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ มีนายธนชาติ ยังประภากร ผู้ช่วยกรรมการบริหารฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ  พร้อมครอบครัวยังประภากร ร่วมให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ ยังมีแขกผู้ทรงเกียรติเดินทางมาร่วมงานและมอบดอกไม้เพื่อแสดงความยินดีกันเป็นจำนวนมาก ด้านนายจรูญ ยังประภากร กรรมการบริหาร บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ในฐานะครอบครัว “ยังประภากร” ได้กล่าวถึงประวัติคุณพ่ออุทัย ยังประภากร ว่าท่านเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในด้านอนุรักษ์จระเข้พันธุ์ไทย ไม่ให้สูญพันธุ์ และรวบรวมจระเข้พันธุ์ต่างๆจากทั่วโลก มาเพาะเลี้ยงที่ฟาร์มจระเข้แห่งนี้ 

ทำให้ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยง การขยายพันธุ์ และค้นพบวิธีการฟักไข่จระเข้แบบธรรมชาติสำเร็จเป็นคนแรกของโลก จนได้พัฒนาเป็นฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ  โดยได้สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประเทศชาติตลอดมา

คุณพ่ออุทัย ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาในโรงเรียน เนื่องจากฐานะทางครอบครัว ทำให้ท่านเริ่มทำงานตั้งแต่เด็ก ศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง จนสามารถอ่านเขียนภาษาจีนและไทยได้ ดังนั้นท่านจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษา โดยให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนทุกระดับ ทำให้เป็นแบบอย่างของความขยัน อดทน สู้ชีวิต มีจิตสาธารณะช่วยเหลือสังคมมาตลอดชีวิตของท่าน จึงเป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง

และในโอกาสงาน 100 ปี ชาตกาล คุณพ่ออุทัย ยังประภากร ทางฟาร์มจรเข้ได้ยกเว้นเก็บค่าเข้าชมให้กับผู้สูงอายุและผู้พิการ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงสิ้นเดือนกรกฏาคม 2568 นี้

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

สมุทรปราการ-เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ห่วงใยเยาวชนจัดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ภายใต้การกำกับดูแลของ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ มีความห่วงใยเยาวชนจึงได้จัดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว' ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่ออบรมให้ความรู้เเก่น้องๆหนูๆ เยาวชนหากเกิดอัคคีภัยภายในสถานศึกษา

โดยได้รับเกียรติจาก นายณัฐพล บุญริ้ว รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ประธานในพิธีเปิดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว' ประจำปีงบประมาณ 2568 พร้อมทั้งได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนที่เข้าร่วมการฝึกอบรม จำนวน 275 คน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นางสาวศิริพร ทับคล้าย รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดโครงการในครั้งนี้ ณ อาคารเรียน ชั้น 2 โรงเรียนอนุบาลเมืองแพรกษาใหม่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง สมุทรปราการ

โดยมี จ่าเอกสุทัศ ทับวันนา ผู้อำนวยการกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ พร้อมด้วย คณะครู นักเรียน ตลอดจนเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมในโครงการครั้งนี้

สำหรับโครงการฝึกอบรมนักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว เพื่อให้เด็กนักเรียนรวมถึงบุคลากรทางการศึกษา มีความรู้พื้นฐานในเรื่องของอัคคีภัย  และเพื่อให้เด็กนักเรียนมีทักษะพื้นฐานในการอพยพหนีไฟในกรณีเกิดอัคคีภัยภายในสถานศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญ ถึงความรุนแรงของการเกิดอัคคีภัย

อย่างไรก็ตาม การจัดโครงการในครั้งนี้ได้ให้ความรู้ด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงการอพยพหนีไฟแก่เด็กนักเรียน นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและระงับอัคคีภัย ถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายแห่งความปลอดภัยให้เห็นผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ผบ.ตร.ประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเป็นเจ้าภาพ

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 , พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. , พล.ต.ท.ดิเรก ธนานนท์นิวาส ที่ปรึกษา (สบ 8) สพฐ.ตร. , รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 , รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล , รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , รองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ , รองผู้บัญชาการสำนักงานงบประมาณและการเงิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 จะมีหัวหน้าตำรวจจากประเทศอาเซียนจำนวน 10 ประเทศ และประเทศอื่นๆ ร่วมประชุมรวมจำนวน 33 ประเทศ รวมทั้งตำรวจสากล (Interpol) รวมผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 310 คน กำหนดการประชุมและจัดกิจกรรมจำนวน 3 วัน ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยช่วงแรกจะเป็นการประชุมใหญ่ร่วมกัน และจะการประชุมแยก 3 ประเด็น (COM A , COM B , COM C) รวมทั้งการหารือประเทศคู่เจรจา และประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) เน้นสร้างความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและร่วมกันบังคับใช้กฎหมายกับนานาประเทศ ประสานงานด้านการข่าวและข้อมูลตำรวจสากล เน้นหนักการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ยาเสพติด การเคลื่อนย้ายคนต่างด้าว รวมทั้งการแลกเปลี่ยนร่วมมือกันทางวิชาการและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศ บทสรุปสุดท้ายคาดว่าจะได้ปฏิญญากรุงเทพฯ สร้างความร่วมมือในกลุ่มตำรวจอาเซียน สร้างความร่วมมือกับนานาประเทศ การรับ-ส่ง และประสานข้อมูลด้านต่าง ๆ ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเน้นการลดขั้นตอน รวดเร็ว และสอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละประเทศ 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เวียนมาเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดความร่วมมือในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยทุกประเทศได้ให้ความใส่ใจในประเด็นหัวข้อการประชุม โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ โดยเฉพาะเขตอำนาจศาล การสืบสวน จับกุมตามหมายจับและส่งตัวผู้ต้องหาให้กับประเทศต่าง ๆ นิติวิทยาศาสตร์และพิสูจน์หลักฐาน รวมทั้งการจัดตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารงานประสานการปฏิบัติในไทย

หน่วยลาดตะเวนพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณเนิน 481 คาดลอบวางใหม่ในพื้นที่เคยประกาศปลอดภัยแล้ว

เมื่อวันที่ (16 ก.ค. 68) หน่วยปฏิบัติการต่อต้านทุ่นระเบิด (นปท.) เร่งตรวจสอบกรณี ทหารไทยเหยียบกับระเบิด บริเวณ “ช่องบก” ใกล้ เนิน 481 พื้นที่ชายแดน หลังจากพบว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็น ระเบิดสังหารบุคคลรุ่นใหม่จากรัสเซีย ที่ ไม่มีอยู่ในคลังของประเทศไทย และไม่ใช่ของเก่าที่ตกค้าง

ข้อมูลจาก นปท.3 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เคยเข้าดำเนินการกวาดล้างในพื้นที่ดังกล่าว ระบุว่า พื้นที่นี้ถูกประกาศว่า “ปลอดจากทุ่นระเบิด” แล้ว และเป็น “เขตสีเขียว” หรือแนวสนามที่เคยเก็บกู้จนหมดสิ้น แต่จากการตรวจสอบล่าสุดกลับพบแนวสนามทุ่นระเบิดใหม่ กระจายหลายจุด

พบ "PMN-2 รุ่นใหม่" หลายลูกในเส้นทางลาดตระเวน
ย้อนกลับไปก่อนเกิดเหตุเพียง 1 วัน (15 ก.ค. 2568) กำลังพลจาก ร้อย.ร.6021 พัน.RDF ได้เข้าลาดตระเวนแนวป่าจากต้นพญาสัตบรรณมุ่งหน้าฐานตัว T และได้ตรวจพบ

ระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ที่พิกัด 48P WA 21507 86176 (จุดเขียว)
จากนั้นตรวจพบอีก 3 ลูก ที่พิกัด WA 21907 858869 (จุดแดง)
จึงต้องถอนกำลังออกทันที เนื่องจากตรวจพบว่าเป็นแนวสนามทุ่นระเบิด

ทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 นี้
เป็น ระเบิดสังหารบุคคลอยู่กับที่ ผลิตในรัสเซีย
ใช้ ตัวเรือนพลาสติก ทำให้ตรวจจับด้วยเครื่องมือทั่วไปได้ยาก
บรรจุ วัตถุระเบิด COM P-B ขนาด 4.1 ออนซ์
ระเบิดจะทำงานเมื่อมีแรงกดประมาณ 11 ปอนด์
จุดประสงค์เพื่อทำลายฝ่าเท้าผู้เหยียบ

หน่วยข่าวกรองสงสัย "ลอบวางใหม่" – ไม่ใช่ระเบิดตกค้าง
เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ทุ่นระเบิดชุดนี้ไม่ใช่ของเก่า และไม่มีอยู่ในระบบคลังของไทย จึง มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการลอบวางใหม่ในพื้นที่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพื้นที่เคยได้รับการรับรองว่าปลอดภัยจาก นปท.3 มาก่อนแล้ว
ขณะนี้อยู่ระหว่าง การขยายผลทางยุทธวิธีและการข่าวกรอง เพื่อหาที่มา และประเมินความเชื่อมโยงกับกลุ่มหรือฝ่ายที่อาจอยู่เบื้องหลัง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top