Thursday, 16 July 2026
NEWS

ศปก.ศบค.จับตาแคมป์คนงานหลักสี่ ขยายวง 11 บริษัทซับคอนแทร็ก หวั่นกระจายเพิ่ม จับตา 6 ชุมชนพื้นที่ใกล้เคียง

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. กล่าวว่า ในที่ประชุมอีโอ กระทรวงสาธารณสุข และศปก.ศบค. พุ่งเป้าไปที่คลัสเตอร์ระบาดในกรุงเทพฯ ชั้นใน 5 เขต ได้แก่ เขตหลักสี่ ที่มีปริมาณผู้ติดเชื้อสูง รองลงมาคือป้อมปราบศัตรูพ่าย ราชเทวี คลองเตย และเขตห้วยขวาง

โดยพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะ ผอ.ศปก.ศบค. ได้ให้ทำจุดตรวจสอบการกระจายเชื้อ เพื่อดูความหนาแน่นของพื้นที่ต่อการกระจายของประชากรแต่ละพื้นที่ในกรุงเทพฯ แยกพื้นที่สีแดงยังพบติดเชื้อต่อเนื่อง สีเหลืองไม่พบผู้ป่วยในช่วง 14 วันและเฝ้าระวังอยู่ ซึ่งแบ่งเป็น 4  กลุ่มใน 50 เขต คือ พื้นที่ที่มีปริมาณระบาดมากและเพิ่มขึ้นเร็ว จำนวน 25 เขต ปริมาณระบาดมากแต่เพิ่มช้า 6 เขต ไม่มากแต่เพิ่มเร็ว 17 เขต และปริมาณระบาดไม่มากและเพิ่มช้าเฝ้าระวังตามระบบ 2 เขต

โดยแยกเป็น 28 คลัสเตอร์กระจายอยู่ใน 18 เขต คือดินแดง วัฒนา คลองเตย หลักสี่ลาดพร้าว ราชเทวี พระนครป้อมปราบศัตรูพ่าย สวนหลวง ปทุมวัน สาทร สัมพันธวงศ์ จตุจักร บางรัก ประเวศ วังทองหลาง รามคำแหง บางกอกน้อย และห้วยขวาง 

สำหรับคลัสเตอร์ระบาดสูงสุด 5 อันดับแรก คือ แคมป์ก่อสร้าง เขตหลักสี่ แขวงดินแดง เขตดินแดง ตลาดห้วยขวาง เขตดินแดง คลองถมเซ็นเตอร์ และวงเวียน 22 เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และแคมป์คนงานก่อสร้าง เขตวัฒนา

โดยแคมป์ก่อสร้างในเขตหลักสี่และอิตาเลี่ยนไทย ได้ถูกยกขึ้นมาหารือถึงแผนการจัดการ เนื่องจากอยู่กันแออัด และยังมีบริษัทซับคอนแทร็กที่รับเหมาต่อเนื่องไปที่ต่าง ๆ อีก 11 บริษัท และอื่น ๆ อีก ซึ่งในกลุ่มนี้กำลังติดตาม ส่วนสถานที่อื่นอีก 8 แคมป์ ที่กระจายตัวอยู่ยังติดตามหาต่อและเป็นแผนการที่ต้องเข้าไปดู จึงขอความร่วมมือพี่น้องคนไทยและชาวต่างชาติ ขอให้เสียสละช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ช่วยตัวเองและคนอื่นในการให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ตามที่มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อเข้าไปปรับปรุงสถานที่ให้ถูกสุขลักษณะ ฝ่ายความมั่นตรวจสอบห้ามเข้าออกพื้นที่เพื่อป้องกันการเคลื่อนที่และเคลื่อนย้าย เป็นเวลา 14 วัน

ซึ่งผู้อำนวยการเขตหลักสี่ได้มีประกาศมาตรการขอความร่วมมือ เฝ้าระวังในแคมป์, แยกกักผู้ป่วยกับการผู้สัมผัสเสี่ยงสูง, เฝ้าระวังนอกแคมป์, ซีลแคมป์ก่อสร้าง , จัดการสิ่งแวดล้อมในแคมป์, บริหารวัคซีนสำหรับพื้นที่ระบาด, และปิดการทำงานของอีก 11 บริษัทซับคอนแทร็กหากเป็นผู้เกี่ยวข้องขอให้รายงานและแจ้งให้สำนักงานเขตหรือสำนักอนามัยกทม. รับทราบว่าไปรับงานที่ไหนบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการกระจายของโรค

นอกจากนั้นต้องดูอีก 6 ชุมชนรอบข้าง คือ แฟลตตำรวจอิสระ ชุมชนอยู่แล้วรวย ชุมชนแฟลตตำรวจส่วนกลาง ชุมชนกองบัญชาการศึกษา ชุมชนรักถิ่น และชุมชนเปรมสุขสันต์ ทั้งนี้ ผอ.ศปก.ศบค. ได้พูดคุยกับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการขอความร่วมมือกับผู้นำแต่ละชุมชน ทำความเข้าใจในการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ขอเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันเราจะผ่านช่วงเวลาความยากลำบากไปด้วยกัน ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมีความหมายต่อทุกคนและทุกชีวิต ทุกคนไม่ต้องการเจ็บไข้ได้ป่วย พรากจากคนที่รัก เราจะผ่านไปได้ด้วยความร่วมมือกันโรคระบาดสอนเรามาในอดีตว่าสิ่งที่จะผ่านไปได้คือภูมิคุ้มกันหมู่การดูแลสุขลักษณะส่วนตัวและส่วนรวม และคนในครอบครัวจะช่วยให้ผ่านพ้นความยากลำบากไปด้วยกัน

‘เอิ๊ก พรหมพร’ รีวิวฉีด Sinovac เข็มแรก ยัน ไม่รู้สึกอะไร ไร้อาการ ฉีดเสร็จทำงานต่อได้เลย!!

เรียกได้ว่าช่วงนี้เหล่าคนบันเทิงตบเท้าเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 กันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทางด้านพิธีกรสาวมากเสน่ห์ "เอิ๊ก พรหมพร ยูวะเวส" ได้ออกมาเล่าประสบการณ์การฉีดวัคซีนเข็มแรกผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมทั้งบอกว่า การฉีดวัคซีนเจ็บน้อยกว่าฉีดโบท็อก

"ฉีด Sinovac เข็มแรกเรียบร้อย ไม่รู้สึกอะไรเลย ฉีดเสร็จทำงานต่อค่ะ #เจ็บน้อยกว่าbotox. #ไม่ง่วงไม่หน่วงไม่มีไข้ไม่มีไรเลย. #วัคซีนยี่ห้อที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่เข้าร่างกายเร็วสุด. #ฉีดเพื่อชาติเพื่อคนที่คุณรัก"


ที่มา : ig https://www.instagram.com/erkerkja/

ยูเอ็น เตรียมพิจารณา ปิดล้อมอาวุธ 'เมียนมา' งดจัดส่งอาวุธแก่คณะรัฐประหาร สกัดปราบปรามผู้ชุมนุม

ที่ประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติในวันอังคาร (18 พ.ค.) เตรียมพิจารณาร่างญัตติไม่ผูกมัดญัตติหนึ่ง เรียกร้องระงับจัดหาและส่งมอบอาวุธแก่คณะรัฐประหารเมียนมาในทันที จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ยูเอ็นรายหนึ่งในวันอาทิตย์ (16 พ.ค.)

ต่างจากญัตติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ญัตติของที่ประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติเป็นมติที่ไม่ผูกพัน แต่จะเป็นการส่งสารทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้หากไม่สามารถบรรลุความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ เมื่อนั้นที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเต็มคณะ ซึ่งประกอบด้วยรัฐสมาชิก 193 ชาติ จะทำการโหวตญัตติดังกล่าว

ร่างญัตติเสนอโดยผู้แทนจากลิกเทนสไตน์ ภายใต้การสนับสนุนของสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ และมันจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมเต็มคณะในเวลา 19.00 จีเอ็มทีของวันอังคาร (18 พ.ค.) ตรงกับเมืองไทย 02.00 น.เช้ามืดวันพุธ(19 พ.ค.)

โฆษกสหประชาชาติรายหนึ่งเปิดเผยกับเอเอฟพีว่าร่างญัตตินี้เรียกร้องให้ระงับจัดหาทั้งทางตรงทางอ้อม ขายหรือส่งมอบอาวุธทุกชนิด กระสุน รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้านการทหาร

ร่างนี้ ซึ่งเจรจากันมานานหลายสัปดาห์ ได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ 48 ชาติ แต่เกาหลีใต้เป็นเพียงชาติเดียวของเอเชียที่ให้การสนับสนุน

ทั้งนี้ร่างญัตติดังกล่าวยังเรียกร้องให้กองทัพ "ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน" และหยุดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบกับพวกผู้ประท้วงอย่างสันติ เช่นเดียวกับปล่อยตัวประธานาธิบดีวิน มิ้นต์ นางอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และทุกคนที่ถูกควบคุมตัว ตั้งข้อหาและจับกุมโดยพลการ นับตั้งแต่เหตุรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์

นอกจากนี้แล้วร่างญัตติดังกล่าวยังเรียกร้องให้นำฉันทมติ 5 ข้อที่ 10 ผู้นำจากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เห็นพ้องต้องกันในวันที่ 24 เมษายน มาใช้ในทันที เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทูตพิเศษของยูเอ็นที่จะเดินทางไปเยือนเมียนมา และเพื่อมอบการเข้าถึงด้านมนุษยธรรมอย่างปลอดภัยและไร้ข้อจำกัด

ความเคลื่อนไหวของสหประชาชาติมีขึ้นหลังจากเอ็นจีโอหลายแห่งเรียกร้องมานานให้ใช้มาตรการปิดล้อมอาวุธกับเมียนมา

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในถ้อยแถลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเมียนมามาแล้ว 4 ครั้ง ทว่าแต่ละครั้งนี้มันถูกลดระดับให้อ่อนลง ในการเจรจาต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะจากจีน


(ที่มา:เอเอฟพี)

https://www.fm91bkk.com/fm99130

กระแส ‘หนัง-ซีรีส์ไทย’ ดังไกลถึงเมืองจีน วัยรุ่นจีนแห่ใส่ชุดนักเรียนไทย-ถ่ายรูปอัพโซเชียล

ใครจะไปคิดว่าชุดนักเรียนของเด็กไทย ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสจากเด็กบางส่วนเรียกร้องให้กระทรวงศึกษา ไม่บังคับให้ต้องใส่มาเรียน จะกลายมาเป็นแฟชั่นที่ระบาดอย่างมากมายในประเทศจีน ไม่แพ้เชื้อโควิดที่ระบาดไปก่อนหน้านี้

อาจเป็นเพราะชุดนักเรียนไทยนอกจากจะดูเป็นเครื่องแบบที่บ่งบอกถึงสถานะการเป็นนักเรียนแล้ว มันยังดูสวย และเป็นเอกลักษณ์ ไม่แพ้กับชุดนักเรียนของประเทศญี่ปุ่น, เกาหลี และจีนเลยทีเดียว

กระแสความฮิตที่ว่านี้อาจเพราะชุดนักเรียนไทย ถูกนำเสนอในหนัง และซีรีส์ไทย ซึ่งหนังพวกนี้เรียกได้ว่าโด่งดังไปไกลยันต่างประเทศ และหนังที่เรียกว่าเป็นหนังที่โดนใจชาวจีนมาก ๆ ก็คงจะต้องยกให้กับเรื่อง ”สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก”

หนังที่เรียกว่านำเสนอชีวิตนักเรียนไทยผ่านชุดนักเรียนได้เป็นอย่างดี ตลอดจนซีรีส์เรื่อง “เด็กใหม่ ซีซั่น 2”  ที่เรียกว่าโด่งดังติดอันดับ Netflix ไปหลายประเทศ ก็ยิ่งทำให้ชุดนักเรียนไทยกลายเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะว่า ตอนนี้ในประเทศจีนชุดนักเรียนไทยนั้นได้กลายเป็นแฟชั่นสุดฮิตในหมู่วัยรุ่นจีนไปเสียแล้ว โดยเฉพาะช่วงนี้ที่จีนกลับมาอินเรื่อง “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก” กันอีกรอบ เรียกว่าฮิตติดลมบนกระแสไม่แผ่วไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีต่อกี่ปี 

ไม่เชื่อลองสังเกตจากรูปที่เอามาฝาก ลองดูที่ตัวอักษรย่อของโรงเรียน ด.ณ. ซึ่งเป็นตัวอักษรเดียวกันกับในเรื่อง “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก” ที่ใบเฟิร์นใส่นั่นแหละ

ถ้าจะถามว่างานนี้เค้าฮิตกันแค่ไหน ก็ต้องบอกว่า ชนิดที่แม่ค้า พ่อค้าจีน หลายเจ้าต้องรีบเอามาลงบนร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง แว่ว ๆ มาว่าขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่าเลยแหละ


ที่มา : https://www.facebook.com/869836633121664/posts/3673662486072384/?d=n
https://www.facebook.com/293462357395830/posts/5511198898955457/?d=n
https://www.sanook.com/campus/1404719/
 

‘กัญจนา ศิลปอาชา’ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มอบหมายให้ ‘ผู้นำคนพิการ’ จัดทัพเตรียมถุงยังชีพ เพื่อ บรรเทาทุกข์คนพิการ ‘สู้ภัยโควิด 19’ นำร่องในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด 5 จังหวัด

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2564 ณ มูลนิธิออทิสติกไทย (กทม.) อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า ตามที่ได้รับความอนุเคราะห์จากท่าน ‘กัญจนา ศิลปอาชา’ ประธานมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย มอบเงินให้กับ 'มูลนิธิออทิสติกไทย' จำนวน 1 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจัดถุงยังชีพมอบให้แก่คนพิการและครอบครัวโดยมอบหมายให้ ‘สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย’ และ ‘องค์การคนพิการระดับชาติ’ ทำหน้าที่มอบถุงยังชีพให้แก่คนพิการในเขตพื้นที่เสี่ยงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงเข้มและเป็นพื้นที่ควบคุมในช่วงสถานการณ์เชื้อไวรัส Covid-19 ที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้

ในการนี้ ‘ผู้แทนองค์การระดับชาติ’ ได้เดินทางมารับมอบเพื่อนำไปจัดเตรียมบรรจุใส่ในถุงยังชีพและจะเริ่มดำเนินการนำไปมอบให้แก่คนพิการครอบครัวคนพิการโดยเร็ว

ถึงแม้การได้รับความอนุเคราะห์ในครั้งนี้เป็นจำนวนที่ไม่มากและไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนพิการโดยทั่ว แต่ก็ถือได้ว่าคนพิการในประเทศไทยเรานั้น ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ใจบุญ ที่เสียสละทรัพย์สิน แรงกายแรงใจ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการสู้ชีวิตในช่วงสภาวะคับขันของเชื้อโรคไวรัส Covid-19 ให้กับคนพิการ ในครั้งนี้

อีกทั้ง อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ยังได้ขอเชิญชวนผู้หลักผู้ใหญ่ใจบุญ เจ้าของสถานประกอบการ เจ้าของร้านค้า และบุคคลทั่วไป ที่มีจิตใจอันเป็นกุศล อยากจะช่วยเหลือคนพิการสามารถติดต่อมายัง ‘สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย’ ได้ตลอดเวลาเพื่อในอนาคต จะได้สามารถช่วยเหลือคนพิการที่อาศัยอยู่ในตามต่างจังหวัดได้ด้วยเช่นกันในคราวต่อไป

สรุปมาให้แล้ว! 6 ข้อเด่น ‘โมเดลจีน’ ชนะโควิด

6 ข้อเด่น ‘โมเดลจีน’ ชนะโควิด : ตัดสินใจเร็ว ใช้ยาแรง รวมใจด้วยศรัทธา ใช้ประโยชน์ Data ไร้วิวาทะนักการเมือง สื่อสร้างพลังบวก


ที่มา: รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศจีน

มงลง ‘นางงามเม็กซิโก’!! ANDREA MEZA จาก เม็กซิโก คว้ามงกุฎ Miss Universe ส่วน ‘อแมนด้า’ สาวไทย ไปไกลสุดรอบ 10 คน

หลังจากเวทีการประกวดนางงามระดับโลก มิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 69 (Miss Universe 2020) รูดม่านเปิดการประชันโฉมของนางงามจากทั่วโลก เพื่อเฟ้นหาสาวงามที่เหมาะสมกับการครอบครองมงกุฎแห่งจักรวาล ทำเอาแฟนๆทั่วทุกมุมโลกตั้งตารอและลุ้นหนักมาก

โดย รอบการตัดสิน (Final Round) จัดขึ้น ณ เซมิโนล ฮาร์ดร็อค โฮเทลแอนด์คาสิโน ฮอลลีวูด รัฐฟลอริด้า วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2564 (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งตรงกับเช้าวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2564 ตามเวลาประเทศไทย

นางงามทั้ง 73 คนที่เข้าร่วมประกวด ต่างพกความสามารถและความมั่นใจมาโชว์ศักยภาพต่อหน้าคณะกรรมการกันอย่างเต็มที่ และในที่สุด ANDREA MEZA สาวงามจาก เม็กซิโก สามารถคว้าคะแนนจากปลายปากกาของการไปได้มากที่สุด คว้ามงกุฎ Miss Universe 2020 ไปครองได้สำเร็จ 

ผลการตัดสิน 

Miss Universe 2020 ได้แก่ ANDREA MEZA จาก เม็กซิโก 

รองอันดับ 1 ได้แก่ JULIA GAMA จาก บราซิล  

รองอันดับ 2 ได้แก่ JANICK MACETA DEL CASTILLO จาก เปรู

รองอันดับ 3 ได้แก่ ADLINE CASTELINO จาก อินเดีย

รองอันดับ 4 ได้แก่ KIMBERLY JIMENEZ จาก สาธารณรัฐโดมินิกัน


ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/ข่าวบันเทิง/147594
 

พรรคกล้า กทม. ขอรัฐออกมาตรการ เยียวยาผู้กักตัว ขาดรายได้ ทำมาหากินไม่ได้

นายเอกชัย ผ่องจิตร์ หรือโอเล่ เลขานุการกลุ่ม กทม.พรรรกล้า แสดงความเป็นห่วงภาระค่าใช้จ่าย พี่น้องประชาชนที่ต้องกักตัว และรักษาตัวเนื่องจากเชื้อโควิด-19 วอนขอให้รัฐเร่งออกมาตรการเยียวยาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องกักตัวเนื่องจากได้รับผลกระทบต่อการติดเชื้อของ โควิด-19 ในการที่จะต้องขาดรายได้ทำมาหากินซึ่งบางบ้าน บางครอบครัว มีอาชีพค้าขาย แต่ต้องหยุดไป ขาดรายได้ ไม่มีเงิน เพราะมีความใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อหรือ เป็นผู้ติดเชื้อเสียเองในขณะที่กำลังรักษาตัวหรือกักตัวอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นภาระค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าที่ดิน หรือค่าเช่าแผงร้านค้า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าอยู่ ก็ยังดำเนินต่อ แต่ตนเองไม่มีรายได้ เพราะไม่ได้ออกไปค้าขาย ซึ่งในคลัสเตอร์ ผู้ติดเชื้อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลัสเตอร์ก่อนหน้านี้หรือคลัสเตอร์ใหม่ ๆ มีพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบแบบนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนระดับพื้นฐานของประเทศ ที่หาเช้ากินค่ำ 

นายเอกชัย กล่าวว่า รัฐควรใช้ระบบที่มีอยู่ในขณะที่สำรวจผู้ติดเชื้อและผู้ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อที่จะต้องกักตัวให้ลงทะเบียนตามพื้นที่คลัสเตอร์นั้น ๆ เพื่อรับการเยียวยาโดยเร่งด่วน เพราะบุคคลเหล่านั้นได้ผ่านการคัดกรองเชิกรุกของทางภาครัฐไปแล้ว เพราะฉะนั้นข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ ภาครัฐมีอยู่แล้ว และสามารถทำได้เลย จะเป็นการช่วยเหลือด้านเงินเยียวยาผ่านแอพเป๋าตังค์สำหรับผู้กักตัวหรือผู้ติดเชื้อ หรือจะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ก็สุดแล้วแต่ภาครัฐจะพิจารณา เพราะถ้าหากปล่อยช้าหรือเพิกเฉยก็จะทำให้ประชาชนกลุ่มนี้ไม่สามารถกักตัวได้ตามเงื่อนไข เพราะจะต้องออกจากบ้านไปค้าขาย ไปทำมาหากิน เพื่อนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของตนเองและครอบครัว และหากซ้ำร้ายกว่านั้นเกิดตรวจพบภายหลังว่าติดเชื้อก็จะขยายวงกว้างโดยไม่สามารถควบคุมได้

บิดเบือน > ไม่สร้างสรรค์ > ทำคนเข้าใจผิด

บางครั้งคนพูดต้องการสื่อสารอีกอย่าง แต่กลับมีคนบิดเบือน หรือ นำไปตีความเป็นอีกอย่าง ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายๆ

ยุค Fake News เกลื่อนเมือง ต้องมีสติในการรับรู้ข่าวสารอย่างรอบด้าน

สหรัฐฯ พบปัญหาใหม่ บัตรรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ปลอมและขายให้คนที่ไม่ต้องการฉีดวัคซีน

เมื่อประชาชนในสหรัฐฯ ฉีดวัคซีนโควิด-19 จะได้รับ “บัตรรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 (COVID-19 Vaccination Record Card)” ซึ่งออกโดย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เพื่อบันทึกว่า คน ๆ นั้นได้รับวัคซีนยี่ห้อใด จากล็อตไหน เมื่อวันที่เท่าไหร่

บัตรรับรองการฉีดวัคซีนดังกล่าวเป็นหลักฐานเบื้องต้นที่จะทำให้สังคมได้มั่นใจว่า คน ๆ นั้นฉีดวัคซีนโควิด-19 มาแล้วจริง ๆ และมีความเสี่ยงต่ำในการแพร่และติดเชื้อ รวมถึงยังเป็นการเก็บข้อมูลไว้สำหรับนัดหมายการฉีดวัคซีนครั้งต่อไป

แต่เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วที่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอได้ออกมาเตือนประชาชนในสหรัฐฯ ไม่ให้ทำ ขาย หรือสนับสนุนให้พิมพ์ “บัตรรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ฉบับปลอม”

ขณะที่อัยการของรัฐมากกว่า 40 คน ได้เตือนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มการช็อปปิ้งออนไลน์ให้ร่วมสอดส่องและปราบปรามการขายบัตรเปล่าหรือบัตรรับรองปลอม

แม้รัฐบาลกลางหรือรัฐบาลของบางรัฐจะไม่ได้มีข้อกำหนดเข้มงวดว่าประชาชนที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 จะต้องแสดงบัตรรับรองเมื่อไปสถานที่หรือรับบริการต่าง ๆ แต่ก็มีบางสถานที่ที่มอบสิทธิพิเศษที่จำกัดไว้ให้เฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 เรียบร้อยแล้ว

ตัวอย่างเช่น ทีมกีฬาบางทีมจะจัดให้แฟน ๆ ที่มีประวัติการฉีดวัคซีนนั่งในโซนของผู้ที่ฉีดวัคซีนด้วยกัน หรือบางร้าน เช่น Krispy Kreme และ White Castle และอื่น ๆ จะเสนอของสมนาคุณให้เฉพาะผู้ที่มีหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19

ขณะที่ก็มีบางองค์กร ออฟฟิศ บริษัท หรือสถาบันการศึกษาบางแห่งระบุว่า อนุญาตให้เฉพาะผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วเท่านั้นที่จะเข้าสู่พื้นที่ขององค์กรนั้น ๆ ได้

แต่เพราะไม่ใช่ประชาชนทุกคนที่ต้องการฉีดวัคซีน บวกกับเงื่อนไขของบางองค์กรหรือสถานที่ ทำให้มีคนบางกลุ่มมองว่า การปลอมแปลงบัตรรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ออกโดย CDC อาจเป็นทางออก เพราะเป็นบัตรที่ปลอมแปลงได้ง่าย

เอฟบีไอบอกว่า การทำหรือใช้บัตรรับรองการฉีดวัคซีนปลอม เข้าข่ายใช้ตราของรัฐบาลโดยมิชอบ นั่นเป็นเพราะบัตรรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ใช้ตราของ CDC และกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ มีโทษปรับ และจำคุกไม่เกิน 5 ปี

ในแคลิฟอร์เนียมีเจ้าของบาร์ถูกจับกุมเนื่องจากต้องสงสัยว่าขายบัตรรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ปลอม เขาถูกตั้งข้อหาความผิดทางอาญา รวมถึงการปลอมตราประทับของราชการและการขโมยข้อมูล เพราะในบัตรรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 จะต้องมีการระบุข้อมูลวัคซีนและรหัสของวัคซีนด้วย

CDC ยังขอให้ประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 จริง ๆ อย่าถ่ายรูปบัตรรับรองลงโซเชียลมีเดียหรือเอาให้ใครดูโดยไม่จำเป็น เพราะอาจมีคนลอกข้อมูลไปเขียนใส่บัตรเปล่าได้

ดร.ไมเคิล มินา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาที่สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ม.ฮาร์วาร์ด ระบุว่า การใช้บัตรปลอมนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพราะหากคุณไม่ได้ฉีดวัคซีนจริงแล้วเกิดติดเชื้อ ก็อาจนำไปสู่คลัสเตอร์ใหม่ ๆ ในพื้นที่ที่ควรจะปลอดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศยังรายงานพบ บัตรรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ CDC ฉบับปลอมอยู่ตาม eBay และร้านค้าออนไลน์อื่น ๆ ส่วนมากขายในราคาราว 10-20 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 310-620 บาท)

จอช สไตน์ อัยการสูงสุดของรัฐนอร์ทแคโรไลนากล่าวว่า บุคคลอาจใช้บัตรปลอมเพื่อบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับสถานะการฉีดวัคซีนที่โรงเรียนที่ทำงานหรือในสถานการณ์การใช้ชีวิตและการเดินทางต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นตกอยู่ในความเสี่ยง 

“การใช้บัตรรับรองการฉีดวัคซีนปลอมที่กำลังขยายตัวนี้อาจทำลายความปลอดภัยของผู้คน ตลอดจนความสำเร็จ ความพยายามในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของประเทศ” เขากล่าว

ทางการสหรัฐฯ กำลังมีการพูดคุยกันถึงการพัฒนาระบบหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่าอาจให้เป็นบัตรรับรองที่มีระบบ “แอนตีปรินต์ (Anti-Ptint)” หรือทำเป็นระบบบัตรรับรองอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรแทน

ยังไม่มีรายงานว่า มีคดีที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงบัตรรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปมากน้อยเพียงใด จึงนับว่าสหรัฐฯ อยู่ในความเสี่ยงที่อาจเกิดการระบาดรุนแรงจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของคน

ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสม 32.8 ล้านราย เพิ่มขึ้นรายวันประมาณ 35,000 ราย เสียชีวิตสะสม 584,000 ราย ส่วนสถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิด-19 ฉีดไปแล้วมากกว่า 264 ล้านโดส ครอบคลุมประชากร 154.8 ล้านคน หรือ 46.78% ของประชากรทั้งประเทศ


ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/ต่างประเทศ

‘นิพนธ์’ รุดติดตามมาตรการป้องกันโควิด-19 จ.สงขลา เร่งรัดนโยบาย “ฉีดวัคซีนโควิด วาระแห่งชาติ” 'ย้ำ' ภาครัฐรณรงค์สร้างความเข้าใจ ฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ผ่อนหนักเป็นเบาได้ 'ยัน' วัคซีนทุกตัวผ่านการรับรองความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 ที่ห้องประชุมชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มท.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ และการรณรงค์ฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศให้ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมติดตามผลดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีนายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมและปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T-A อย่างเคร่งครัด

นายนิพนธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า "สถานการณ์ป้องกันไวรัสโควิด-19 วันนี้ของประเทศไทย แนวทางที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันให้ประชาชน โดยประชากรในจังหวัดสงขลามีประมาณ 1.4 ล้านคน โดยตั้งเป้าต้องมีประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนไม่ต่ำกว่า 900,000 คน สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปี และกลุ่มเสี่ยงผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค สามารถจองคิวฉีดวัคซีนทางแอพพลิเคชั่น 'หมอพร้อม' หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน อาทิ รพ.สต. หรือผ่าน อสม. ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสงขลา ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนหมอพร้อม ขอให้ติดต่อลงทะเบียนได้ในพื้นที่ อาทิ สาธารณสุขอำเภอ อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดย สำนักงานธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สงขลา จะรวบรวมรายชื่อและบริหารจัดการด้านสถานที่ให้บริการที่เหมาะสม โดยต้องอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนผู้รับบริการมากที่สุด  ส่วนของบุคลากรของ รพ.สต.ที่ไม่เพียงพอ ขอให้ประสานกับส่วนท้องถิ่น ทั้งจากเทศบาล และ อบต.ที่มีกองสาธารณสุข ให้สามารถลงพื้นที่ช่วย รพ.สต.ในการสำรวจและบูรณาการทำงานร่วมกัน" 

“ขอย้ำว่า หากเราสามารถฉีดวัคซีนโควิดได้มากถึง 70% ของจำนวนประชากรก็จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ทำให้การระบาดของโรคนี้ลดลง กิจการงานต่าง ๆ จะสามารถเดินไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม จึงขอเชิญชวนให้ชาวสงขลาทุกคนร่วมยื่นแสดงความจำนงขอฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ได้ที่ รพ.สต.ทุกแห่ง ซึ่งจะให้ อสม.ไปเคาะประตูบ้านเพื่อรณรงค์เชิญชวนพี่น้องชาวสงขลาให้ไปฉีดวัคซีน หรือไปที่โรงพยาบาลทุกแห่ง วัคซีนทุกตัวที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้ได้มีการศึกษาแล้วว่า ทุกตัวมีความปลอดภัยมีประสิทธิภาพที่ดีพอ และมีระบบดูแลความปลอดภัย โดยหลังฉีดจะต้องนั่งพักรอสังเกตอาการ 30 นาที หากมีอาการแพ้รุนแรงก็สามารถดูแลได้ทันท่วงที จึงต้องสร้างความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชนว่า ฉีดวัคซีนเอาไว้ก่อนเพื่อเอาภูมิคุ้มกันเข้าสู่ร่างกายของเรา สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ อีกทั้งนี้มีคณะแพทย์และพยาบาลที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด หลังจากฉีดพักดูอาการแล้วด้วย” นายนิพนธ์ กล่าว

จากนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าตรวจเยี่ยมศูนย์บริบาลผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และ ศูนย์บ่มเพาะคนดีมูลนิธิสวนประวัติศาสตร์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นส่วนขยายโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เพื่อรองรับผู้ป่วย COVID-19 และ เป็นสถานที่ฉีดวัคซีนให้แก่หน่วยงานและประชาชน โดยได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ ชุด PPE จำนวน 150 ชุด และหน้ากากอนามัยจำนวน 4,000 ชิ้นให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ สำหรับใช้ในการปฎิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้มีความปลอดภัยป้องกันตนเองในการลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายและติดเชื้อไวรัส COVID-19 และบรรเทาปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัยรวมถึงเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับแพทย์ พยาบาล และผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ 

ทั้งนี้ ที่ศูนย์บริบาลผู้สูงอายุองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลสนามของจังหวัดสงขลาเพื่อใช้รองรับผู้ที่มีอาการติดเชื้อของการระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยมีอาคารลำพูนและอาคารลำแพนซึ่งอยู่ภายในสวนประวัติศาสตร์ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์เป็นอาคารรองรับผู้ติดเชื้อ และในส่วนของอาคารศูนย์บริบาลผู้สูงอายุองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาชั้นสองเป็นที่พักของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ส่วนชั้นล่างใช้เป็นสถานที่ฉีดวัคซีนให้แก่หน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ รวมถึงประชาชนทั่วไป ที่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับการฉีดวัคซีน โดยมีบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลสงขลามาให้บริการในจุดนี้

ผบ.ทร.เปิดตัวเรือข้ามฟากอายุ 50 ปี ที่ปรับปรุงเป็นระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า พร้อมออกทดลองแล่นรับ/ส่งผู้โดยสาร ในแม่น้ำเจ้าพระยา

พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)  เป็นประธานในพิธีเปิดตัวเรือแตงโมพลังงานไฟฟ้า (ขส.ทร. 1110 ) ซึ่งเป็นเรือข้ามฟาก ในแม่น้ำเจ้าพระยาของกองทัพเรือ ที่มีอายุการใช้งานมานานถึง 50 ปี ที่ท่าเรือราชนาวิกสภา เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือสายงานกิจการพลเรือน และ พล.ร.ต.สาธิต นาคสังข์ เจ้ากรมการขนส่งทหารเรือให้การต้อนรับ และเรียนเชิญผู้บัญชาการทหารเรือชมนิทรรศการการดำเนินโครงการ พร้อมทำพิธีเปิดตัวเรือแตงโมไฟฟ้า จากนั้นผู้บัญชาการทหารเรือได้ลงเรือแตงโมไฟฟ้า เพื่อทดลองนั่งไปยังป้อมวิไชยประสิทธิ์ และกลับมาที่อาคารราชนาวิกสภา ก่อนเดินทางกลับ

ทั้งนี้กองทัพเรือ ได้อนุมัติแต่งตั้งคณะทำงานพลังทดแทนร่วม ระหว่างกองทัพเรือ และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินการด้านความร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในกองทัพเรือ ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อพึ่งพาตนเองตามแนวทางการพัฒนากองทัพเรือที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์กองทัพเรือ 20 ปี (พ.ศ.2560-พ.ศ.2579) ในเรื่องการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือการวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมี พลเรือโท ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือสายงานกิจการพลเรือน เป็นหัวหน้าคณะทำงานร่วมฝ่ายกองทัพเรือ นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าคณะทำงานร่วมฝ่าย บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และ พลเรือโท สมัย ใจอินทร์ รองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน

โดยคณะทำงานดังกล่าว ได้จัดให้มีโครงการ ติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าสำหรับรถโดยสาร เรือเวรข้ามฟาก (เรือแตงโม) เพื่อวิจัยและพัฒนาการใช้พลังงานไฟฟ้าในเรือเวรข้ามฟาก (เรือแตงโม) ในสังกัด กรมการขนส่งทหารเรือ ที่มีอายุการใช้งานมานาน 50 ปี ที่ไม่สามารถใช้งานได้ มาดัดแปลงจากระบบเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง มาปรับปรุงเป็นระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะในอากาศ

สำหรับเรือข้ามฟากดังกล่าว มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "เรือแตงโม" ด้วยรูปทรงของเรือ ที่มีลักษณะคล้ายลูกแตงโมผ่าซีก แต่ด้วยรูปลักษณ์ของท้องเรือ ทำให้เรือแม้จะเอียงมากเพียงใดแต่ก็ยังสามารถทรงตัวอยู่ได้ โดยปัจจุบันเรือแตงโม สังกัดแผนกเรือบริการ กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ เริ่มมีใช้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2495 เป็นต้นมา โดยใช้บริการ รับ-ส่ง กำลังพลกองทัพเรือ และบุคคลทั่วไป ข้ามฟากในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเวลาราชการ ระหว่างฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนคร ระหว่างท่านิเวศน์วรดิฐ กับ ท่าราชนาวิกสภา และ ท่าพระราชวังเดิม กับ ท่าราชนาวีสโมสร ปัจจุบันมี เรือให้บริการจำนวนทั้งสิ้น 11 ลำ โดยใช้ชื่อเรือว่า ขส.ทร.1101-1111 และเรือแต่ละลำจะมีนามแฝงโดยตั้งจากชื่อคลองสำคัญ ๆ เช่น บางกอกน้อย บางหลวง ชักพระ ผดุงกรุงเกษม ตลิ่งชัน โอ่งอ่าง เป็นต้น

พล.ร.ท.ประชาชาติ กล่าวว่า "โครงการดังกล่าว เป็นการปรับปรุงเรือข้ามฟากในแม่น้ำเจ้าพระยา หรือ “เรือแตงโม” จากการใช้ เครื่องยนต์ ซึ่งใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง เปลี่ยนมาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ซึ่งมีเสียงเบากว่า และลดมลพิษในอากาศได้ โดยโครงการนี้ กองทัพเรือ ได้รับความร่วมมือจาก นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของฉายา “Tesla เมืองไทย” บริจาค มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอร์รี่ และอุปกรณ์ประกอบ ให้เพื่อใช้ในโครงการนี้ โดยเรือข้ามฟากที่ทำใหม่นี้ จะวิ่งได้ประมาณ 5 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ความเร็ว 5 น็อต และความเร็วสูงสุด 8 น็อต และที่สำคัญคืออาจเป็นจุดกำเนิด เรือไฟฟ้าอื่น ๆ ของกองทัพเรือ และนอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว ทางบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ยังได้ให้การสนับสนุนกองทัพเรือ และ คณะทำงานพลังทดแทนร่วมฯ ในอีกหลายโครงการรวมถึง การใช้เครื่องกำจัดเชื้อโรคในสถานที่ปฏิบัติงานและบนเรือรบของกองทัพเรือ โดยทำระบบปรับอากาศรวมของอาคารและเรือรบให้ปลอดภัยจากเชื้อ COVID-19 ด้วยแสง UVC  

โดยปัจจุบันได้ดำเนินติดตั้งแล้วในหลายพื้นที่ ประกอบด้วย โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ เรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เรือหลวงมกุฎราชกุมาร เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงตากสิน เรือหลวงกระบุรี เรือหลวงบางปะกง และอยู่ระหว่างการติดตั้งอีก 2 ลำ คือ เรือหลวงอ่างทอง และ เรือหลวงสิมิลัน"

ผู้แทนพิเศษเลขายูเอ็นเมียนมา หวังไทยสนับสนุนกระบวนการนำความสงบสุขกับมาสู่เมียนมาอีกครั้ง ด้าน “บิ๊กตู่” พร้อมสนับสนุนตามฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ของอาเซียน มุ่งหวังให้เมียนมาเกิดสันติภาพและเสถียรภาพ

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 14 พ.ค. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางคริสทีเนอ ชราเนอร์ บูร์เกเนอร์ (Mrs. Christine Schraner Burgener) ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องเมียนมา เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ,ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เนื่องในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวยินดีที่หารือกับผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องเมียนมาอีกครั้ง หลังเคยพบปะกันเมื่อครั้งที่นางคริสทีเนอดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตแห่งสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ซึ่งการกลับมาไทยครั้งนี้ในฐานะผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องเมียนมาสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานของนางคริสทีเนอ จนได้รับความไว้วางใจจากสหประชาชาติให้ดูแลในเรื่องสถานการณ์ในเมียนมา โดยประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากอาเซียนและประชาคมโลก ซึ่งการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนเมษายน ไทยให้ความสำคัญกับแนวทาง D4D ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอต่อที่ประชุม และพร้อมสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ของอาเซียน ทั้งนี้ ไทยได้ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด มุ่งหวังให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพในเมียนมา และหวังว่าผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องเมียนมาจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากการเยือนครั้งนี้ รัฐบาลพร้อมรับฟัง และแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์

ขณะที่ ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องเมียนมา กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้กลับมาเยือนไทยและหารือกับนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง การมาเยือนไทยและภูมิภาคอาเซียนครั้งนี้ เพื่อหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องถึงสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา โดยจากการหารือกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมาที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย จึงประสงค์ที่จะสานต่อกระบวนการเจรจาดังกล่าวต่อไปเพื่อนำความสงบสุขกับมาสู่เมียนมาอีกครั้ง หวังว่าไทยจะสนับสนุนกระบวนการดังกล่าว และแสวงหาความร่วมมือกับกองทัพเมียนมาในการหาทางออกอย่างสันติ

จากนั้น ทั้งสองฝ่าย หารือถึงการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นย้ำว่า ไทยดำเนินการทุกวิถีทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้สถานการณ์ในเมียนมาคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ตลอดจนให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งไทยมีประสบการณ์ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เพื่อนบ้านมายาวนาน มีการติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด และเตรียมการวางแผนรับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าจะไม่มีการส่งผู้หนีภัยกลับไปเมียนมาหากต้องเผชิญกับอันตราย โดยมีการตั้งศูนย์เพื่อรองรับผู้หนีภัยหลายแห่งตามแนวชายแดน รวมทั้งให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ที่บาดเจ็บ

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ให้กำลังใจผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติฯ สำหรับภารกิจเดินทางเยือนไทยและภูมิภาคครั้งนี้ พร้อมหวังว่าผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติฯ จะช่วยสร้างความเข้าใจต่อประชาคมโลกถึงสถานการณ์ในภูมิภาค

เช็คอีกครั้ง ก่อนไปรับวัคซีนโควิด-19

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม แนะการเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19 กรณีผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หากรับประทานยา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนได้รับวัคซีน และผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ อัมพฤต อัมพาต ไม่ควรหยุดยา ยกเว้นกรณีที่แพทย์แนะนำให้หยุดยาชั่วคราว เพื่อให้ผลลัพธ์ของวัคซีนมีความแม่นยำ


ที่มา : https://www.facebook.com/ThaiRedCross/posts/4090202611013371

จีน-รัสเซีย ประสานพลังผลักดัน "การฑูตวัคซีน" เร่งผลิตวัคซีน 260 ล้านโดสให้ประเทศกำลังพัฒนา หวังสร้างมิตรประเทศทั่วโลก

สุภาษิตว่าไว้ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย ถ้างานใดทำคนเดียวแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าได้สองคนช่วยกันทำ ก็อาจถึงเป้าหมายได้ไวขึ้น

เหมือนดังเช่น พันธมิตรเฉพาะกิจ 'จีน-รัสเซีย' ที่ต่างฝ่าย ต่างต้องการที่จะเดินหน้าโครงการ Vaccine Diplomacy หรือ 'การฑูตวัคซีน' เพื่อพิชิตใจชาวโลก แต่ดูเหมือนทั้งสองประเทศยังไปไม่ถึงไหนด้วยข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

โดยรัสเซีย ซึ่งพัฒนาวัคซีน Covid-19 ได้เป็นชาติแรก ๆ ในโลก และมีรายงานประสิทธิภาพในการป้องกันป่วยหนักจาก Covid-19 สูงถึง 91.7% ซึ่งตั้งเป้าว่าจะผลิตวัคซีน Sputnik V ให้ได้มากถึง 630 ล้านโดส ส่งออกไป 100 ประเทศ แต่จนถึงตอนนี้ยังผลิตส่งออกได้ไม่ถึง 12 ล้านโดส แม้คาดว่ารัสเซียน่าจะมียอดสั่งจองสูงถึง 2 พันล้านโดสแล้วในตอนนี้แล้วก็ตาม

แต่ในทางตรงกันข้าม จีนมีกำลังผลิตและกระจายวัคซีนออกไปได้กว้างขวางกว่า โดยเฉพาะประเทศในย่านอาเซียน ที่จีนส่งวัคซีนไปแล้วมากกว่า 100 ล้านโดส ทั้ง Sinovac และ Sinopharm และสามารถผลิตได้ถึงพันล้านโดส ภายในปีนี้ เสียแต่ว่าด้วยค่าตัวเลขประสิทธิภาพวัคซีนที่น้อยกว่าวัคซีนของชาติตะวันตก จึงทำให้หลายชาติลังเลที่จะสั่งซื้อวัคซีนจากจีน

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดการประสานพลังพันธมิตรวัคซีน จีน-รัสเซีย ด้วยการนำจุดเด่นของแต่ละฝ่ายมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน โดยรัสเซียได้เซ็นสัญญา ให้บริษัทยาของจีนถึง 3 แห่ง ผลิตวัคซีน Sputnik V เพื่อช่วยผลิตวัคซีนให้ก่อน 260 ล้านโดส เป้าหมายเพื่อส่งให้กับประเทศยากจนอีกหลายสิบประเทศที่ยังเข้าไม่ถึงวัคซีน และประเทศที่กำลังเดือดร้อนจากการระบาดของ Covid-19 เช่น อินเดีย เม็กซิโก และ อาร์เจนตินา

อย่างไรด็ตาม แม้วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทยาในสหรัฐอเมริกา อย่าง Pfizer และ Moderna จะมีรายงานประสิทธิภาพสูงกว่า และเป็นที่ต้องการอย่างมากทั่วโลก

แต่จากการศึกษาข้อมูลของ Duke University มหาวิทยาลัยชั้นนำในรัฐนอร์ธ แคโรไลน่า พบว่า ตอนนี้ชาติตะวันตกอย่าง อังกฤษ แคนาดา และ นิวซีแลนด์ ได้สั่งจองวัคซีนไปหมดทุกแห่งแล้ว และบางประเทศได้ยอดสั่งซื้อมากกว่าจำนวนประชากรถึง 3 เท่า แต่ในขณะที่บางประเทศอย่างอาร์เจนติน่า ยังสั่งซื้อวัคซีน Pfizer ไม่ได้เลย จึงจำเป็นต้องสั่งวัคซีน Sputnik V และ Sinopharm มาใช้ ทำให้ยอดการสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อทั่วโลกเริ่มตระหนักว่า วัคซีนที่ดีคือวัคซีนที่มีให้ฉีด และการรออาจไม่ทันเวลา ทั้งจีน และ รัสเซีย จึงผนึกกำลังกันผลิตวัคซีน Sputnik V ที่ Made in China เพื่อส่งไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่ยังรอวัคซีนอยู่ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศกำลังเดือดร้อนจากการระบาดรอบใหม่อยู่ในขณะนี้

สำหรับการร่วมมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสให้ทั้งจีน และ รัสเซียสามารถขยายแผน "การฑูตวัคซีน" ไปยังประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกามาช้านานอย่าง เม็กซิโก อาร์เจนตินา และอินเดีย

นับเป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจในเชิงการตลาด แถมยังช่วยโลกฝ่าวิกฤติไวรัส Covid-19 ได้ในวงกว้างด้วย และหากสหรัฐอเมริกาเห็นท่าไม่ดี จะเร่งปล่อยวัคซีนสู่ตลาดโลกออกมาแข่งกัน ก็จะช่วยให้เรามีวัคซีนในท้องตลาดมากขึ้นเช่นกัน

เรียกได้ว่าจุดดีของการประกาศเปิดศึก "การฑูตวัคซีน" ของชาติมหาอำนาจ จีน-รัสเซีย ที่ทั่วโลกอาจได้อานิสงค์กันอย่างถ้วนหน้าก็เป็นได้


อ้างอิง:

https://edition.cnn.com/2021/05/11/china/china-russia-covid-vaccine-dst-intl-hnk/index.html

https://apnews.com/article/middle-east-europe-russia-china-coronavirus-b041b3ad9d699de25a05c8f7ebcb4eb

https://www.marketwatch.com/story/russia-looks-to-china-to-help-produce-its-sputnik-v-covid-19-vaccine-01620023486


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top