Thursday, 16 July 2026
NEWS

‘ชาวอิสราเอล’ เตรียมหาที่อยู่ใหม่ ในประเทศที่ปลอดภัย ตั้งเป้า!! ย้ายมา ‘ไทย’ เป็นอันดับที่ 2 รองจาก ‘กรีซ’

(2 ส.ค. 68) ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ชาวอิสราเอล’ โดยมีใจความว่า ...

#ประเทศไทยขึ้นเป็นอันดับสองสำหรับชาวยิว

การค้นหาประเทศที่ปลอดภัยสำหรับชาวอิสราเอลเพิ่มขึ้นถึง 5,000 เปอร์เซ็นต์

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ ยิดอัท อัหรอนุต รายงานว่า

"หลังจากสงครามกับอิหร่าน การค้นหาเกี่ยวกับการเหยียดเชื้อชาติของชาวยิว และความปลอดภัยในการเดินทางได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คำค้นหาเช่น “#ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับชาวยิว” กลายเป็นคำยอดนิยม"

"เป้าหมายการเดินทางยอดนิยมตามลำดับได้แก่ กรีซ ไทย สหราชอาณาจักร ปราก เวียนนาคอสตาริกา โตเกียว ประเทศอัลบาเนีย (เพิ่มขึ้น 500%) และเกาะคาฟาลิโนของกรีซ (เพิ่มขึ้น 80%) เติบโตอย่างมาก" 

#ไทยเราถูกเลือกเป็นอันดับ2

‘ปตท.สผ.’ สนับสนุน!! การจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ ให้!! ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ สัตหีบ

(2 ส.ค. 68) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยนายนิรันดร โรจนสมสิทธิ์ (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิศวกรรมศาสตร์ การพัฒนา และบำรุงรักษา มอบเงินสนับสนุนจำนวน 2,500,000 บาท เพื่อจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ให้แก่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ โดยมีพลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ (ขวา) ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้เกียรติรับมอบ ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ กรุงเทพฯ

ปตท.สผ. ได้สนับสนุนศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 ผ่านการดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ภายใต้กลยุทธ์ ‘ทะเลเพื่อชีวิต’ ของบริษัท โดยการสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงอาคารบ่ออนุบาล และโรงพยาบาลเต่าทะเล ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อการอนุบาลและการรักษาพยาบาลเต่าทะเล ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของเต่าทะเล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนงบประมาณสำหรับการจัดทำนิทรรศการและสื่อการเรียนรู้ เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย

มาค้นหาเสน่ห์และอุดหนุนสินค้าไทยกันที่ 'โซนมหกรรมสินค้าจาก SME ไทย'! 💚

โซนนี้คือหัวใจของงานที่รวบรวมผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) คัดสรรมาอย่างดีกว่า 200 บูธทั่วประเทศ! คุณจะได้พบกับสินค้าที่มีเอกลักษณ์และเรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร

หมวดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย: พบกับผ้าทอพื้นเมือง, เสื้อผ้ามัดย้อม, กระเป๋าดีไซน์เก๋ และเครื่องประดับสุดชิค 

หมวดอาหารและเครื่องดื่ม: ลิ้มลองรสชาติอาหารหาทานยาก, ขนมไทยโบราณ, และเครื่องดื่มสุดสร้างสรรค์ 

หมวดของตกแต่งและงานคราฟต์: เพลิดเพลินกับของแต่งบ้านทำมือ, สินค้าสายมูเสริมดวง, และงานฝีมือสุดประณีต

ทุกการจับจ่ายของคุณในโซนนี้ คือการสนับสนุนและต่อยอดความฝันของผู้ประกอบการไทยโดยตรง มาช้อปของดีมีสไตล์ แถมยังได้ช่วยเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน!

📍ที่ 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' วันที่ 31 ก.ค. – 3 ส.ค.
ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 10:00 – 21:00 น.

'ผบช.ตชด.' ขอบคุณพี่น้องประชาชนส่งกำลังใจหลั่งไหล ตชด.แนวหน้า - แนวหลัง มีพลังสู้ ประกาศยืนหยัดตรึงชายแดน 100% รักษาชาติไม่หวาดหวั่น

ขอบคุณทหาร ทหารพราน เพื่อนร่วมรบ 'ครู ตชด.' อีกกำลังหลักดูแลประชาชน เผย 14 ตำรวจป่า บาดเจ็บ เมื่อหายแล้วพร้อมทำหน้าที่ต่อ

(2 ส.ค. 68)ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( บช.ตชด. ) พล.ต.ท.นิตินัย หลังยาหน่าย ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( ผบช.ตชด. ) เปิดเผยว่า

จากสถานการณ์ ในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ตำรวจตระเวนชายแดนได้ร่วมปฏิบัติการกับทหาร ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องอธิปไตยและรักษาผืนแผ่นดินไทย ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตชด.ได้ระดมสรรพกำลัง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ยืนหยัด รักษาอธิปไตยไทย รักษาพื้นที่ชายแดนไทยตรึงหน้าแนว ตลอด 24 ชั่วโมง และยังคงตรึงกำลัง เข้ม 100% ในพื้นที่แนวชายแดนไทย - กัมพูชา จนกว่าการเจรจาทางทหารจะได้ข้อยุติ โดยไม่หวาดหวั่น หวั่นไหวต่อสิ่งใด

“ตำรวจตระเวนชายแดนขอแสดงความเสียใจต่อทุกครอบครัวที่สูญเสีย ขอแสดงความอาลัย อย่างสุดซึ้งต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขอสดุดีเหล่าทหารกล้า ที่สละชีพเพื่อปกป้องประเทศ” ผบช.ตชด.กล่าว

พล.ต.ท.นิตินัย กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องตำรวจตระเวนชายแดนทุกนายที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติในครั้งนี้

“ขอบคุณ ตชด. ตำรวจชุดเขียว หมวกเบเร่ต์ดำ ทุกนาย ทั้งหน้าแนว ทั้งกำลังพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำลังฝ่ายสนับสนุนผู้อยู่เบื้องหลัง ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยมุ่งมั่น ความเข้มแข็ง เสียสละ ไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตราย ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พิสูจน์ ให้เห็นว่าเราคือตำรวจที่รบได้อย่างทหาร ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างตำรวจ และดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างพลเรือน และที่สำคัญผมขอเป็นตัวแทนตำรวจตระเวนชายแดน ขอบคุณพี่น้องทหาร ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ทุกนาย ที่ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาและให้คำมั่นว่า ตชด.จะยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างเพื่อนร่วมรบทุกสถานการณ์” ผบช.ตชด.กล่าว

พล.ต.ท.นิตินัย กล่าวว่า ตชด.ขอขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ที่ส่งมาถึงตำรวจตระเวนชายแดน ทุกคำขอบคุณจากประชาชนทำให้ตำรวจตระเวนชายแดนมีพลังใจที่เข้มแข็ง มีขวัญกำลังใจ พร้อมจะปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องประเทศ รักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป อย่างไรก็ตามจากนี้เรายังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด วางกำลัง
หน้าแนว รักษาที่ตั้ง รักษาอธิปไตยไทย 100%
 
“การปฏิบัติการในครั้งนี้ กำลังพลของ ตชด. ได้รับบาดเจ็บ 14 นาย (บาดเจ็บจากสถานการณ์ฯ จำนวน 10 นาย และบาดเจ็บจากเหตุเกี่ยวเนื่องจากสถานการณ์ จำนวน 4 นาย)  ปัจจุบันยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 3 นาย อีก 11 นาย ได้กลับไปพักฟื้นและอาการดีขึ้นตามลำดับซึ่งผมได้เดินทางไปเยี่ยม ติดตามอาการ และให้กำลังใจแก่กำลังพลและครอบครัว รวมถึงมอบเงินสวัสดิการเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บ ทั้งนี้ทุกนายยังมีขวัญและกำลังใจที่ดี และเมื่อหายดีแล้ว ก็พร้อมจะกลับไปปฏิบัติหน้าที่หน้าแนวต่อไป” ผบช.ตชด.กล่าว

พล.ต.ท.นิตินัย กล่าวด้วยว่า ในส่วนของพื้นที่ส่วนหลังตำรวจตระเวนชายแดน ยังคงทำหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องอพยพมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เราได้จัดกำลัง ครู ตชด. เข้าดูแลภายในศูนย์อพยพ เพื่ออำนวยความสะดวกและประสานงานด้านต่าง ๆ ให้แก่พี่น้องประชาชน และนักเรียน เนื่องจากครู ตชด. จะคุ้นเคยกับผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เป็นอย่างดี ซึ่งครู ตชด.นั้นได้ดูแลช่วยเหลือชุมชนตั้งแต่ในช่วงแรกของสถานการณ์ โดยร่วมกับฝ่ายปกครอง อพยพพี่น้องประชาชนและนักเรียนออกจากพื้นที่ ไปยังศูนย์อพยพของจังหวัด นอกจากนี้ เรายังเป็นสื่อกลางในการนำเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของบริจาคจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศไปมอบให้ ผู้อพยพ ทั้งนี้ตำรวจตระเวนชายแดนจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

บก.ตม.3 ทลายแก๊งเงินกู้เวียดนามต่อเนื่องเป็นกลุ่มที่สามในรอบสามเดือน

สืบเนื่องจากการจับกุมแก๊งคอลเซนเตอร์เวียดนามของ ตม.ปทุมธานี และของ กก.สส.บก.ตม.3 เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.68 และวันที่ 14 ก.ค.68 ตามลำดับนั้น ทางการสืบสวนพบว่า กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มชาวเวียดนามที่มีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้ผ่านแอพพลิเคชั่นเฟสบุ๊ค โดยกลุ่มลูกค้าที่ติดต่อมากู้เงินนั้นจะเป็นชาวเวียดนามด้วยกัน ลักษณะการปล่อยกู้จะใช้วิธีการจำนำไอคลาว (ICloud) ของลูกค้าเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน หากลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ ก็จะถูกควบคุมโทรศัพท์มือถือไอโฟนผ่านไอคลาว (ICloud) ที่ลูกค้าจำนำไว้ โดยการใช้แอพพลิเคชั่นฟายมายโฟน (Find My Phone) เพื่อล็อคโทรศัพท์ไม่ให้ลูกค้าใช้งานได้ รวมถึงการรบกวนด้วยการส่งสัญญาณเสียงแจ้งว่าโทรศัพท์หาย ตลอดจนข่มขู่ว่าหากไม่ชำระเงินจะทำการลบข้อมูลทั้งหมด แล้วนำภาพข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อไปเผยแพร่ในช่องทางโซเชียลต่างๆ เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวและยอมชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งทาง บก.ตม.๓ ได้รายงานให้ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.รับทราบแล้ว และได้รับข้อสั่งการให้ทำการขยายผลอย่างต่อเนื่องนั้น 

ต่อมาทางการสืบสวนขยายผลพบว่า ยังมีกลุ่มดังกล่าวกระทำความผิดในพื้นที่รับผิดชอบ จึงได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ โดยในวันนี้ ๑ ส.ค.๖๘ เวลา ๑๓.๓๐ น.ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 และ ว่าที่ พ.ต.อ.ดุสิต จิตรขุนทด ผกก.ตม.จว.ปทุมธานี บก.ตม.3 ชุดสืบสวนนำโดย พ.ต.ท.จิรัฎฐวัฒน์ กาญจนวรางกูร รอง ผกก.ฯ พ.ต.ท.เดรินิว มิ่งเมือง สว.ฯ กับพวก จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าตรวจค้นบ้านแห่งหนึ่งในหมู่บ้านย่าน ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จว.ปทุมธานี ตามหมายค้นของ ศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ ค.420 /2568 ลง 31 ก.ค.68 

ผลการตรวจค้น พบคนต่างด้าวสัญชาติเวียดนาม จำนวน 5 คน ได้แก่ นาย Mr.Bui กับพวก อายุระหว่าง ๒๐-๔๐ ปี กำลังนั่งทำงานออนไลน์ภายในห้องพัก พบของกลาง เครื่องคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ค จำนวน ๘ เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ จำนวนกว่า ๒๕ เครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก โดยผู้ต้องหาใช้เพจเฟซบุ๊คในการชักชวนให้คนมากู้เงิน แล้วจึงใช้โปรแกรมเซลโล่ในการสื่อสาร ซักถามรับว่าทั้ง ๕ คน ทำหน้าที่เป็นแอดมินในการปล่อยเงินกู้ให้กับชาวเวียดนามในประเทศเวียดนาม โดยโฆษณาชักชวนให้กู้เงินบนเฟสบุ๊ก และควบคุมโทรศัพท์ของลูกค้า ผ่านไอคลาวด์ โดยใช้บัญชีที่ผู้ให้กู้สร้างขึ้นเอง กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระ ไม่ยอมคืนเงินตามที่กำหนด จะล็อกระบบไอคลาวด์เครื่องไอโฟนของลูกค้า ทำให้ไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้ ตลอดจนส่งภาพในคลังข้อมูลไปยังโซเชียลเพื่อทำให้เหยื่อเกรงกลัวและยอมชำระหนี้ในอัตราอย่างสูง

ในชั้นนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาทั้ง ๕ ว่าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย (เป็นอั้งยี่) และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือทำงานนอกเหนือสิทธิที่จะทำได้ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ ผบก.ตม.3 เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวนี้ทางการเวียดนามได้ทลายเครือข่ายปล่อยเงินกู้นอกระบบข้ามชาติ โดยใช้วิธีการให้กู้ยืมเงินโดยการบังคับบัญชี iCloud บนโทรศัพท์มือถือ คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด ประมาณ 349.8% ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนด (ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายเวียดนาม) จากการตรวจสอบทราบว่ามีผู้ร่วมขบวนการจำนวนมาก แม้ทาง บก.ตม.๓ จะได้จับกุมไปแล้วจำนวน ๒ เคส มีผู้ต้องหารวม ๑๔ คนแล้ว แต่จากการประสานข้อมูลกับทางการเวียดนาม ทราบว่ายังมีกลุ่มดังกล่าวหลงเหลืออยู่ ซึ่งกรณีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้ในประเทศเวียดนามมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูง 5 ปี ปรับกว่า 200,000 บาท จึงได้หลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย จึงได้กำชับให้ขยายผลจับกุมให้ได้ 

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจับกุม และหลังจากดำเนินคดีในชั้นศาลแล้วผู้ถูกจับจะต้องถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ถูกบันทึกเป็นบุคคลต้องห้าม หรือ blacklist ห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร และถูกส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป และขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ ในส่วนของบุคคลต่างด้าว รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย พร้อมทั้งสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

‘ภูมิธรรม’ เผยผลสอบเขากระโดง ชัดเจนเป็นของรัฐ พร้อมสั่งเดินหน้าเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินต่อ

‘ภูมิธรรม’ เผยผลสอบที่ดินเขากระโดง ชัดเจนเป็นของรัฐ ร.5 พระราชทานให้การรถไฟแห่งประเทศไทย เตรียมเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้รับข้อร้องเรียนถึงกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงกว่า 5,000 ไร่ จากผลการสอบสวนของที่ประชุมนั้นยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวสอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองที่ตัดสินว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ

จากข้อมูลจากแผนที่และเอกสารต่าง ๆ ระบุว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินของหลวงที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ให้แก่ รฟท.เพื่อใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างทางรถไฟ และมีพระราชกฤษฎีกาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ยืนยันสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมาย

นอกจากนี้ในเอกสารยังมีการระบุอีกว่า ในอดีต รฟท. ได้ดำเนินการซื้อที่ดินจากชาวบ้าน 18 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้ที่ดินทั้งหมดกลับมาเป็นของรัฐอย่างสมบูรณ์ โดยการพิสูจน์สิทธิ์และการเพิกถอนโฉนดแม้จะมีการโต้แย้งเรื่องขอบเขตที่ดินมาโดยตลอด แต่เมื่อปี 2566 รฟท. และกรมที่ดินได้ร่วมกันทำแผนที่แนวเขตที่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับแผนที่เดิมที่เคยถูกใช้ในการพิจารณาคดีของศาล ทำให้ข้ออ้างเรื่องขอบเขตที่ไม่ชัดเจนหมดไป

ด้วยเหตุนี้ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 กรมที่ดินจึงมีอำนาจในการเพิกถอนโฉนดที่ดินในส่วนที่อยู่ตรงกลาง จำนวน 800 แปลงของที่ดินแปลงนี้ได้ทันที เนื่องจากเป็นที่ดินของรัฐที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้แก่เอกชนได้

และได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน อาทิ กรมแผนที่ทหาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งต่างยืนยันตรงกันว่าที่ดินนี้เป็นของรัฐ

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส อธิบดีกรมที่ดินได้ยื่นหนังสือขอโอนย้ายออกจากตำแหน่ง โดยปลัดกระทรวงจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เพื่อให้สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งการดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินในครั้งนี้จึงถือเป็นการยุติปัญหาที่ดินเขากระโดง และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอย่างเคร่งครัด 

นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการประชุมพิจารณาผลการสอบสวน ของคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินเขากระโดงนั้น พบว่า ผลการสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว โดยชี้ว่า อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจดำเนินการเพิกถอนโฉนดได้ทันที

ที่ผ่านมาเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาอย่างเด็ดขาดว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หลังจากนั้น รฟท. ได้มีหนังสือถึงกรมที่ดินให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน

แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทำให้ รฟท. ต้องฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินในส่วนที่ไม่มีปัญหาเรื่องขอบเขต และให้ตั้งคณะกรรมการตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 2 เพื่อร่วมกับ รฟท. สอบในส่วนที่ไม่ชัดเจนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นก่อนจะดำเนินการเพิกถอนต่อไป

ปรากฏว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับไม่มีการสอบและมีคำสั่งให้ยุติเรื่องโดยไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

นายเดชอิศม์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินในขณะนั้นและได้ข้อสรุปว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคณะกรรมการชุดก่อนไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน

ล่าสุดได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม พบว่าในปี 2567 กรมที่ดินและรฟท. ได้ร่วมกันสอบแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าวจนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว ทำให้วันนี้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจเต็มที่ในการเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8

ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะสามารถสั่งเพิกถอนโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ทันทีหากมีการสอบเขตที่ดินชัดเจนแล้วได้ทันที

นอกจากนี้คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งเพื่อพิจารณาข้อพิพาทที่ดิน ได้สรุปผลการพิจารณาแล้วว่า กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล โดยการตรวจสอบและเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินซึ่งออกให้ในที่ดินของรัฐ

อย่างไรก็ตามการพิจารณาครั้งนี้อ้างอิงจากคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งได้ตัดสินไปในทางเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีไว้เพื่อใช้ในราชการตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464

ด้วยเหตุนี้กรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการคุ้มครองสิทธิ์ในที่ดินของรัฐและปฏิบัติตามคำสั่งศาล ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดินในการจัดการที่ดินของรัฐและป้องกันทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ

ดังนั้นทางคณะกรรมการจึงมีความเห็นว่า กรมที่ดินมีหน้าที่ต้องแก้ไขคำสั่งทางปกครอง และเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ออกให้โดยมิชอบ เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองกลางในที่สุด

สภาองค์การนายจ้างฯ แถลงจุดยืน!! ไม่ยอมให้ใครดูถูกไทย ย้ำแรงงานทุกสัญชาติได้รับสิทธิเท่าเทียมตามหลักสากล

(1 ส.ค. 68) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) และหัวหน้าพรรคปวงชนไทย ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน 5 ข้อ เพื่อตอบจดหมายเปิดผนึกจากกระทรวงแรงงานกัมพูชา ที่แสดงความกังวลต่อแรงงานชาวกัมพูชาในไทย โดย ECOT ยืนยันว่าประเทศไทยให้ความคุ้มครองแรงงานทุกสัญชาติอย่างเท่าเทียม และไม่ยอมให้ประเทศถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

แถลงการณ์ย้ำว่า นายจ้างไทยปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ILO และ IOM มาโดยตลอด เพื่อยกระดับการคุ้มครองแรงงาน โดยยึดหลัก 'มนุษย์มีศักดิ์ศรีเท่ากัน' พร้อมเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองด้วยเทคโนโลยีและแนวทางที่จับต้องได้

ECOT ระบุว่า ได้จัดทำเอกสารชี้แจงถึงทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจในระดับนานาชาติ และยืนยันว่าไทยเปิดรับแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานอย่างถูกต้อง ภายใต้การดูแลที่โปร่งใส ยุติธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ โดยไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกใส่ร้ายโดยไร้ข้อเท็จจริง

“ผมจะไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยอคติ” นายเอกสิทธิ์กล่าว พร้อมขอบคุณนายจ้างและแรงงานที่ยืนหยัดในความถูกต้อง และขอบคุณคนไทยที่ “ไม่เงียบ” พร้อมปกป้องศักดิ์ศรีประเทศอย่างไม่ยอมให้ใครดูถูก “หัวใจของคนไทยทุกคน”

สมุทรปราการ-จังหวัดสมุทรปราการ เดินหน้ากวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ยาบ้ากว่า 1 แสนเม็ด ยึดทรัพย์กว่า 12 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.00 น. (1 ส.ค. 68) นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ พันเอก ธนิวรรธณ์ คำกรุนันทกานต์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสมุทรปราการ นายทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ ผู้อำนวยการ. สำนักงาน ปปส.ภาค 1. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ร่วมแถลงผลการระดมกวาดล้างยาเสพติด "No Drugs No Dealers" ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ณ บริเวณอุทยานการเรียนรู้และหอชมเมืองสมุทรปราการ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

โดยตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้าน / ชุมชนเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติด เพื่อทำการสืบสวนจับกุมและขยายผลเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิด แล้วรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงค้นหาผู้เสพฯที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา  โดยผลการปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2568 

สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด จำนวน 263 คดี ผู้ต้องหา จำนวน 270 คน ของกลางยาเสพติด ยาบ้า 110,759 เม็ด ยาไอซ์ 188 กรัม เคตามีน 117 กรัม อาวุธปืน 13 กระบอก เครื่องกระสุน 98 นัด พร้อมทั้งตรวจยึดอายัดทรัพย์สิน (โทรศัพท์มือถือ ,เงินสด ,รถยนต์ ,รถจักรยานยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆ) รวมมูลค่าทรัพย์ของกลาง 12,213,007 บาท 

การปฏิบัติการระดมกวาดล้างยาเสพติด "No Drugs No Dealers" ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ในครั้งนี้นั้น เป็นการดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก สนธิกำลังและบูรณาการกำลังร่วมกัน เพื่อการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดขยายผลการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องและยึดทรัพย์สินเพื่อทำลายเครือข่าย และโครงสร้างการค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่หมู่บ้าน / ชุมชน ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมที่เกิดขึ้นจากปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการขับเคลื่อนตามมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชน และสังคมโดยรวมมีความสงบสุข

ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือพบเบาะแสในการกระทำผิด พบเห็นบุคคลต้องสงสัย หรือบุคคลที่หลบหนีหมายจับขอให้แจ้งข้อมูลมายัง ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ สายด่วน 191 เว็บไซด์ http://samutprakran.police.go.th/index.php/th-th/ และ สายด่วนร้องเรียนหมายเลข 1386 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘สเร จันทร’ ปธ.กุน ขแมร์ ปัดกัมพูชาทิ้งระเบิด ‘เซเว่น’ ในไทย โบ้ยคนไทยทำกันเอง แล้วโยนความผิดให้เขมร

(1 ส.ค. 68) ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคุกรุ่น หลังเกิดเหตุโจมตีหลายจุดในฝั่งไทย เช่น โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน และโรงพยาบาลชุมชน โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อในปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากการระเบิด

ขณะที่ผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ล่าสุด สเร จันทร ประธานกุน ขแมร์ ของกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมโต้กลับว่า “คนไทยเป็นฝ่ายวางระเบิดใส่ร้านเซเว่นฯ เอง แล้วมาโทษกัมพูชา”

“คนเสียม (ไทย) กล้าทิ้งระเบิดใส่เซเว่นอีเลฟเว่น ทำให้ประชาชนตาย แล้วมาโทษเขมร นิสัยต่ำ ๆ เปลี่ยนไม่ได้หรอก พวกเสียมเป็นแบบนี้” สเร จันทร โพสต์อย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝั่งไทยที่มองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและไม่รับผิดชอบต่อการกระทำ

‘หมออั้น’ วิเคราะห์ ‘กัมพูชา’ เอาอะไรไปแลกอเมริกาบ้าง ถึงได้ดีลอัตราภาษีสินค้านำเข้า 19% เท่าไทย

(1 ส.ค. 68)  นายแพทย์ธีรภัทร์ พุ่มพวง (หมออั้น) เจ้าของเพจ 'รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ Dr.A' และผู้เขียนผลงาน Best Seller 'รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ HYBRID' โพสต์ข้อความหลังกัมพูชาได้ลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ‘กัมพูชา’ เอาอะไรไปแลกอเมริกาบ้าง ถึงได้ดีล 19% เท่าไทย

สรุป 10 ข้อ
1. ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด
กัมพูชาประกาศลดภาษีเหลือ 0–5% สำหรับสินค้าจากสหรัฐกว่า 10,000 รายการ เช่น เครื่องมือแพทย์ สารเคมี เกษตรเฉพาะทาง

2. สั่งซื้อเครื่องบิน Boeing 737 MAX 8 จำนวน 10 ลำ
ดีลมูลค่า ~1.2 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ พร้อมให้สัญญาซื้อเพิ่มอีก 10 ลำภายใน 5 ปี

3. ออกกฎคุมสินค้าจีน 'แปลงสัญชาติ' ผ่านกัมพูชาเข้าตลาดสหรัฐฯ
ออก ประกาศ ร่วม 3 กระทรวง บังคับใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และตรวจเอกสารเข้มขึ้น ป้องกันการหลบภาษี

4. ยอมให้ตรวจโรงงาน-ซัพพลายเชนกว่า 50 แห่งโดยตรง
รวมถึงโรงงานสิ่งทอ รองเท้า ที่ส่งออกไปสหรัฐ เพื่อยืนยันแรงงานไม่ละเมิดสิทธิและไม่มีวัตถุดิบจีนแฝง

5. ยกเว้นค่าวีซ่า 5 ปีให้บริษัทเทคโนโลยี-โลจิสติกส์สหรัฐฯ
เช่น Amazon, UPS, FedEx เพื่อจูงใจตั้งคลังและศูนย์กระจายสินค้าในพนมเปญและสีหนุวิลล์

6. หยุดยิง บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
หลังจากความตึงเครียดช่วงเดือนกรกฎาคม วอชิงตันขอให้กัมพูชาลงนามข้อตกลงหยุดยิง 8 ข้อ ก่อนให้ดีลภาษีเดินหน้า

7. ตกลงนำเข้า LNG (ก๊าซธรรมชาติ) จากสหรัฐฯ ปีละ 0.6 ล้านตัน
เริ่มตั้งแต่ปี 2026 เพื่อกระจายแหล่งพลังงาน และลดพึ่งพาประเทศจีน

8. ลดภาษีบริการดิจิทัลจากบริษัทสหรัฐฯ ชั่วคราว 2 ปี
เช่น AWS, Microsoft Azure ได้สิทธิ VAT เหลือ 5% ชั่วคราว เพื่อดึงดูดการตั้ง Data Center และ Smart Logistics

9. ตั้งคณะทำงาน 'Green Supply Chain' ร่วมกับสหรัฐฯ
ร่วมลงทุนในโครงการลดคาร์บอนของโรงงานสิ่งทอเป้าหมาย โดยมีสินเชื่อจาก EXIM Bank ของสหรัฐฯ สนับสนุน

10. คงสิทธิ GSP สำหรับสินค้าเกษตรบางรายการ แต่ต้องเปิดโควตาสินค้าสหรัฐ เช่น ข้าว ยาง ยังได้สิทธิส่งออกแบบปลอดภาษี แต่กัมพูชาต้องยอมเปิดนำเข้าข้าวโพด-ถั่วเหลืองจากสหรัฐมากขึ้น

ตำรวจภูธรภาค 2 กัดไม่ปล่อย สืบภาค 2 แกะรอยจาก 6 เม็ด ล่าแก๊งยานรกภาคตะวันออก 'ตุ๊ก บางทราย' ยึดไอซ์ คีตามีน 115 กก.

(1 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 นำโดย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ  ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 (ผบก.สส.ภ.2) และ พ.ต.อ.วราวุธ  เจริญชนม์ รอง ผบก.สส.ภ.2 ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ตะวันออก เครือข่าย ตุ๊ก บางทราย โดย พ.ต.อ.วราวุธ  นำกำลังตำรวจสืบภาค 2 ปฏิบัติการร่วมกับ ปปส.ภาค 2 นำหมายศาลจังหวัดชลบุรี เข้าค้นจุดพักยาเสพติด 4 จุดในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ตรวจยึดไอซ์  และคีตามีน ผสมกันอยู่ รวมประมาณ 115 กิโลกรัม หากยาเสพติดลอตนี้หลุดรอดออกสู่ท้องตลาด จะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 20 ล้านบาท สร้างความเสียหายต่อสังคมและเยาวชนในวงกว้าง  และชุดสืบสวนดำเนินการออกหมายจับตุ๊ก บางทราย ตัวการรายใหญ่ต่อไป  

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า การตรวจยึดยาเสพติดในพื้นที่ชลบุรีครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลแก้ไขปัญหา ยาเสพติดโดยเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” โดยตนกำชับตำรวจทุกกองบังคับการ ทุกสถานี ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 สืบสวนสอบสวนปราบปรามดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยรายนี้เป็นตัวอย่างของการเกาะติดของสืบภาค 2 ขยายผลจากคดีครอบครองยาบ้า 6 เม็ด ที่จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง เมื่อวันที่ 21 ก.ค.68 เจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 2 และตำรวจ สภ.เพ จ.ระยอง จับกุม นายอนันต์ฯ พร้อมยาบ้า 6 เม็ด ก่อนขยายผลไปยัง นายสังคม หรือบอย พบยาบ้า 104 เม็ด ยาอี 67 เม็ด และอาวุธปืนอีก 1 กระบอก จากนั้นตำรวจบุกจับ นายอภิชัย หรือเอ้ ผู้ค้ารายใหญ่ใน อ.บ้านค่าย พร้อมของกลางยาบ้า 20,953 เม็ด และยาเค 137.98 กรัม ซึ่งซัดทอดว่า “ตุ๊ก บางทราย” คือผู้สั่งการและพักยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออก สืบสวนขยายผลจนทราบตัวการรายใหญ่ และทราบการซุกซ่อนยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี นำมาสู่การยึดของกลางได้จำนวนมากครั้งนี้ และจะเร่งไล่ล่าจับกุม ตุ๊ก บางทราย มาดำเนินคดีต่อไป ปฏิบัติการสำคัญครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเฉียบขาดในการสืบสวน วิเคราะห์ข้อมูล และวางแผนยุทธการของ พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์ รอง ผบก.สส.ภ.2 “นักสืบมืออาชีพ” ที่ลงมือวิเคราะห์ข้อมูลทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ประสานทุกฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถบุกจับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามจังหวัดได้สำเร็จ ถือเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ ควรค่าแก่การยกย่อง และ เป็นแบบอย่างของตำรวจยุคใหม่ ที่ทำงานด้วยหัวใจและจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

“ตำรวจภูธรภาค 2 มุ่งมั่นปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เป้าหมายของเราคือปราบปรามผู้ค้าทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง และนำผู้เสพเข้าสู่การบำบัด จะไม่ปล่อยให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในพื้นที่ทั้งในชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว ก่อปัญหาสังคม สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้ประเทศ ทั้งนี้หากมีเบาะแสแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้านท่าน หรือโทร. 191 “

‘กองทัพบก’ ไล่ไทม์ไลน์แจงคณะทูต - สื่อต่างชาติ ซัดเขมรยั่วยุจุดไฟสู้รบ - โจมตีพลเรือน - บิดเบือนข้อมูล

ทบ. เก็บทุกเม็ด ฟ้องคณะทูต ไล่ไทม์ไลน์ กัมพูชาจุดไฟชายแดน จัดกิจกรรมยั่วยุ รุกอธิปไตย เปิดฉากยิงสู่การสู้รบ โจมตีพลเรือน ใช้ประชาชนโล่มนุษย์ บิดเบือนข้อมูลให้ร้ายไทยใช้อาวุธเคมี ทิ้งบอมบ์ใส่บ้านเรือน

พันเอก พัฒนา พันธุ์มงคล ผู้แทนกรมข่าวทหารบก  กล่าวชี้แจง ต่อ เอกอัครราชทูต 3 ประเทศ คือ บรูไน ญี่ปุ่น เมียนมา อุปทูต 2 ประเทศคือ มาเลเซีย สปป.ลาว และ ผู้แทนทางการทูตระดับต่าง ๆ 6 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย สหรัฐฯ สิงคโปร์ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์

และทูตทหาร รวม 23 ประเทศ เช่น จีน มาเลเซีย ปากีสถาน เกาหลีใต้ รัสเซีย สิงคโปร์ อินเดีย แคนาดา ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์

พร้อมสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศรวม150คน เช่น Agencia EFE, AFP, Asahi Shimbun, CNN, CCTV, CMG, NHK, Reuters, Xinhua

1. ลำดับเหตุการณ์และข้อเท็จจริงฝ่ายกัมพูชาดำเนินการยั่วยุตั้งแต่ต้นปี 2568 ผ่านกิจกรรมทั้งทางทหารและพลเรือน ได้แก่ การพานักท่องเที่ยวร้องเพลงปลุกใจในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม (13 ก.พ.), การเผาศาลาตรีมุข (28 ก.พ.), การดัดแปลงภูมิประเทศแนวชายแดนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร (มี.ค.–เม.ย.), การเสริมกำลังและยุทโธปกรณ์ประชิดชายแดน (เม.ย.–พ.ค.) รวมถึงการลักลอบขุดคูติดต่อในเขตไทย และการวางทุ่นระเบิด PMN-2 ทำให้ทหารไทยขาขาด 2 นาย และบาดเจ็บอีกหลายราย ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีการส่งมวลชนและทหารในเครื่องแบบ-นอกเครื่องแบบมาจัดกิจกรรมยั่วยุในพื้นที่ปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือน ทำให้เกิดการปะทะกับคนไทยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ฝ่ายไทยจึงใช้มาตรการควบคุมชายแดน โดยการล้อมรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันการบุกรุก แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงยกระดับการโจมตี โดยเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 68 ทหารกัมพูชายิงใส่ทหารไทยก่อนบริเวณปราสาทตาเมือนธม 

ก่อนจะยกระดับ ความรุนแรง ขยายเป็นการใช้ปืนใหญ่และจรวด BM-21 โจมตีเป้าหมายพลเรือนลึกเข้าไปในประเทศไทย เช่น รพ.พนมดงรัก  ปั๊มน้ำมันบ้านผือ ร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน และบ้านเรือนในสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย เสียชีวิต 36 ราย (รวมเด็ก 1 คน) และต้องอพยพมากกว่า 150,000 คน ฝ่ายไทยจึงตอบโต้ภายใต้หลักการป้องกันตนเอง (ตามArticle 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ) อย่างจำเป็นและได้สัดส่วน โดยมีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายิงจากเขตพลเรือนและใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

2. สถานการณ์ปัจจุบัน
หลังการเจรจาหยุดยิงที่มาเลเซียเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 68 ฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง โดยในช่วงหลังเที่ยงคืนได้บุกรุกพื้นที่ 6 จุด ได้แก่ Chong Bok (อุบลราชธานี), Sam Tae, Pha Mor E Daeng, Phu Ma Khua/Khanmar, Phlan Yao (ศรีสะเกษ), และปราสาทตาควาย (สุรินทร์) โดยการละเมิดยังดำเนินต่อถึงวันที่ 30 ก.ค. เวลา 05.10 น. ตามภาพหลักฐาน

ล่าสุด วันที่ 31 ก.ค. 68 พบว่ากัมพูชาเพิ่มกำลังตามแนวชายแดน และใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ล้ำเข้ามาในเขตไทยเพื่อสอดแนม ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่บ่งชี้ถึงความไม่จริงใจในการเคารพข้อตกลงหยุดยิง
3. การตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนหลายประเด็น ได้แก่ (1) กล่าวหาว่าไทยรุกรานและละเมิดอธิปไตย ซึ่งไทยยืนยันว่าปฏิบัติตาม Article 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด และมีสิทธิตอบโต้ด้วยความจำเป็นและได้สัดส่วน 

(2) กล่าวหาไทยใช้ระเบิดเคมี ซึ่งเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง ไทยไม่มีการใช้หรือครอบครองอาวุธเคมี การอ้างภาพระเบิดเคมี เป็นภาพจากเหตุการณ์ดับไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย ปี 2022 (3) กล่าวหาว่าไทยใช้ F-16 และอาวุธหนักเพื่อโจมตี ซึ่งไม่เป็นความจริง อาวุธทุกชนิดที่ใช้เพื่อการป้องกันตนเองและใช้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร

(4) กล่าวหาไทยทิ้งระเบิด MK-84 ใส่บ้านเรือนประชาชน โดย CMAC ของกัมพูชานำเสนอภาพเก่าและอ้างว่าเป็นของไทย ทั้งที่เป็นวัตถุระเบิดเก่าสมัยสงครามเวียดนาม ไทยปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างสิ้นเชิง และขอให้กัมพูชาหยุดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ พร้อมเชิญชวนให้ร่วมมือกับไทยและประชาคมโลกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ด้วยสันติวิธี

(5) ไทยขอยืนยันว่าเหตุปะทะครั้งนี้เกิดจากการโจมตีก่อนของฝ่ายกัมพูชา โดยใช้อาวุธระยะไกลโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทั้งที่มีการเจรจาหยุดยิงแล้ว ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงและปล่อยข้อมูลบิดเบือนอย่างเป็นระบบ ไทยขอให้ประชาคมระหว่างประเทศติดตามสถานการณ์อย่างเข้าใจ และร่วมผลักดันให้เกิดการเจรจาแบบทวิภาคี เพื่อแก้ไขปัญหาภายใต้หลักสันติวิธี

กองทัพอากาศไทย ปัดข่าว ‘สวีเดน’ ระงับขาย ‘กริพเพน’ ย้ำสัมพันธ์ยังแน่นแฟ้น ซัดสื่อกัมพูชาปล่อยข่าวบิดเบือน!!

(1 ส.ค. 68) ‘บิ๊กเล็ก’ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันความสัมพันธ์ไทย–สวีเดนยังแน่นแฟ้น หลังมีกระแสข่าวว่าสวีเดนอาจระงับการขายเครื่องบินรบ Saab JAS-39 Gripen ล็อตใหม่ให้ไทย จากกรณีที่กองทัพอากาศไทยใช้เครื่องบินดังกล่าวโจมตีตอบโต้ในเขตชายแดนกัมพูชา ย้ำยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ และเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาในความร่วมมือระหว่างกัน

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า รัฐบาลสวีเดนยังไม่อนุมัติแผนจัดซื้อกริพเพนล็อตใหม่ให้ไทย โดยอ้างเหตุผลด้านความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ และกฎหมายการส่งออกอาวุธของสวีเดน หลังเครื่องบินกริพเพนถูกใช้ในการรบจริงเป็นครั้งแรกกับกัมพูชา สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบการอนุญาตส่งออกยุทโธปกรณ์

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊ก 'Royal Thai Air Force' ของกองทัพอากาศไทย ได้ออกแถลงการณ์เมื่อเช้านี้ว่า ข่าวที่อ้างว่าสวีเดนระงับการขายกริพเพนให้ไทย เป็น “ข่าวบิดเบือนความจริง” พร้อมยืนยันว่าโครงการจัดซื้อยังอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน และไม่ได้รับการแจ้งยกเลิกหรือระงับแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ไทยมีแผนจัดซื้อ Gripen ล็อตที่ 2 เพื่อเสริมฝูงบิน JAS-39C/D ที่มีอยู่แล้ว โดยมีการเสนอซื้อเครื่องรุ่นใหม่ JAS-39E/F จำนวน 4 ลำ วงเงินรวมประมาณ 19,500 ล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐบาลสวีเดน

ท่ามกลางกระแสข่าวดังกล่าว นักวิเคราะห์เตือนว่า หากข้อตกลงสะดุด ไทยอาจต้องพิจารณาทางเลือกใหม่ เช่น เครื่องบินรบจากเกาหลีใต้ จีน หรือสหรัฐฯ แต่ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการซื้อขายเครื่องบิน แต่รวมถึงความเชื่อมั่นและความร่วมมือในระยะยาวระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศด้วย

ม.เกษตรฯ เปิดตัวเลขนักศึกษาชาวต่างชาติป.โท/เอก ชี้ชาวกัมพูชามีสิทธิ์เรียนในฐานะเพื่อนบ้านอาเซียน

(1 ส.ค. 68) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของประเทศไทยที่มีนักศึกษาชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท/เอก) เป็นจำนวนมาก โดยตัวเลขล่าสุด 5 อันดับแรก ที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 พบว่า อันดับ 1 เป็นนักศึกษาจีน มีจำนวน 147 คน ตามมาด้วยอันดับ 2 กัมพูชา 34 คน อันดับ 3 เมียนมา และเวียดนาม ประเทศละ 33 คน อันดับ 4 อินโดนีเซีย 23 คน และอันดับ 5 ฟิลิปปินส์ 20 คน

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางด้าน ดร.ดำรงค์ ศรีพระรามรักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกส่งกำลังใจให้นิสิต จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความห่วงใยและตระหนักถึงความปลอดภัยและสุขภาวะของนิสิตเป็นสำคัญ ขอส่งกำลังใจให้นิสิตทุกคนจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา... โดยเฉพาะนิสิตชาวไทยที่มีครอบครัวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงนิสิตกัมพูชาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกวิทยาเขต ...

ในนามของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขอให้ความมั่นใจต่อนิสิตทุกคนไม่ว่าจะมาจากภูมิภาคใดเชื้อชาติหรือสัญชาติใดก็ตามว่า ความหลากหลายและมิตรภาพที่ดีคือพลังในการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่สงบสุขและเข้าใจซึ่งกันและกันและขอยืนยันเจตนารมณ์ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงโดยเร็วภายใต้แนวทางสันติวิธี

ยะลา-บิ๊กโต้ง‘ ผบช.ภาค9!! เปิดโต๊ะแถลงข่าวปฏิบัติการลับคดีความมั่นคง ในห้วงที่ผ่านมา พร้อมด้วย หน่วยงานความมั่นคงทั้ง 3 ฝ่าย ร่วมกันแถลงข่าว 

สำหรับคืบหน้าคดีความมั่นคงนั้น (ปิดล้อมตรวจค้น 35 ครั้งสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 20 คน ออกหมายจับจำนวน 63 ออกหมายคน ล่าสุด ได้ออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 13 คน)

(1 ส.ค.68) เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง 3 ฝ่าย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย  พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4  พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายโอฬาร บิลสัน ปลัดจังหวัดยะลา ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าในคดีความมั่นคง และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในห้วงที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม อาคารศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า อำเภอเมือง 
จังหวัดยะลา  

พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า โดยผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  ดำเนินการเร่งรัดติดตามตัวผู้ก่ออาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว และกำชับทางเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบในเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กำชับให้หน่วยขึ้นตรงที่เกี่ยวข้อง ติดตามผู้กระทำผิดและบังคับใช้กฎหมาย โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ไม่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ดำเนินการใช้มาตราการจากเบาไปหาหนัก คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ต่อเมื่อมีพยานหลักฐาน ที่น่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวกับการก่อเหตุ เท่านั้น 

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 บอกว่า ความคืบหน้าทางด้านคดีความมั่นคงในห้วงที่ผ่านมา ทางกองกำลังทหารพราน งานสืบสวนคดีความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันติดตามผู้กระทำผิดเพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งผลการดำเนินการในห้วงเดือน กรกฎาคม เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 35 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 20 คน ปัจจุบันมีผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ในกระบวนซักถาม รวม 18 คน เกี่ยวข้อง 10 เหตุการณ์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดในพื้นที่ฝั่งอันดามัน การดำเนินคดี  ได้รวบรวมพยานหลักฐาน นำไปสู่การออกหมายจับ จำนวน 63 หมาย จับกุมแล้ว 13 หมาย รวมผู้ต้องหา 13 คน  

ทั้งนี้ ทุกคดีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพื่อออกหมายจับและติดตามจับกุม การเชิญตัวสู่กระบวนการซักถาม เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนสอบสวนชั้นก่อนการดำเนินคดี ซึ่งเป็นกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรับทัศนคติ ระงับยับยังเหตุ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดและให้การเป็นประโยชน์ ได้กลับคืนสู่สังคม เมื่อตรวจสอบพยานหลักฐานว่าไม่ส่วนเกี่ยวข้องภายหลักจากการซักถามตามเหตุควรสงสัยต่างๆ 

“จากการปฏิบัติการเชิงรุกในห้วงเดือน เมษายน 2568 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนรู้ตัวผู้กระทำความผิดโดยคลี่คลายคดีไปแล้ว 20 คดี นำไปสู่การออกหมายจับ 101 หมาย จับกุม 36 คน 38 หมาย 

สำหรับการแยกประเภทผู้ก่ออาชญากรรมออกจากชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ได้ใช้ชีวิตตามปกติสุขเหมือนที่ผ่านมา 

การปฏิบัติที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่เท่าที่จำเป็น  โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน นิติธรรม นิติรัฐ บังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาค และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น สำหรับผู้ก่ออาชญากรรม ผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน หรือ ผู้ก่อเหตุ  เจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล และการพิจารณาในชั้นศาลทุกคดี ต้องขอบคุณเครือข่ายภาคประชาชน และชุมชนที่ได้ให้ความร่วมมือ แจ้งเบาะแสต่างๆ ที่เป็นประโยชน์  เราจะร่วมกันทำให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”  

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าทางด้านคดีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปตามหลักสากล พบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน  ส่วนเหตุระเบิด ที่ จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา นั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ซึ่ง ในคดีนี้ได้ดำเนินการสืบสวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยภาพรวมรายละเอียด พบว่า มีการดำเนินการ เตรียมการก่อเหตุตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา67  และ มีการสำรวจเป้าหมาย จนกระทั่งมาก่อเหตุในช่วงปลายเดือนมิถุนายน มีจุดมุ่งหมายให้เกิดระเบิดในช่วงปลายปี เพื่อทำลายต่อระบบเศรษฐกิจ เป้าหมายคือพื้นที่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่  คดีนี้ทำการสืบสวนจนเสร็จสิ้น ทราบตัวผู้กระทำความผิดรวม 26 คน ศาลอนุมัติหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังทยอยแจ้งข้อกล่าวหาสุดท้ายอีกประมาณ 5 คน 

“ในส่วนของความปลอดภัย ระเบิดที่ใช้ในเหตุนี้ 16 ลูก ทางท่านแม่ทัพภาค 4  สั่งการให้กำลังในพื้นที่ เก็บกู้ทั้งหมดแล้ว พื้นที่ปลอดภัย ส่วนมาตรการป้องกัน ทางท่านผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็ได้กำชับให้กำลังในพื้นที่ตรวจตรา เฝ้าตรวจ เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่ท่องเที่ยว ในเขตภูธรภาค 8 และภาค 9 ส่วนเหตุผลในการวางระเบิด เพื่อให้เกิดเหตุระเบิดในช่วงปลายปี ก็สืบเนื่องมาจากต้องการปกปิดร่องรอย หลักฐาน ไม่ว่าจะเป็น CCTV หรือหลักฐานทางดิจิตอลต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการแก้ไขการจัดเก็บภาพให้นานขึ้นแล้ว ระเบิดทุกลูกถูกตั้งเวลามากกว่า 4 เดือนขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามขอให้มั่นใจ ในเรื่องของความปลอดภัยพื้นที่ท่องเที่ยว ที่ได้มีการวางมาตรการเอาไว้แล้ว”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top