Thursday, 16 July 2026
NEWS

มท.แจ้งทุก จว.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ด้วยสำนักนายกฯ แจ้งว่าวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเชิญชวนหน่วยงานร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้แจ้งให้จังหวัดทุกจังหวัด จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ ได้แก่ การจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมเครื่องราชสักการะบริเวณอาคารสำนักงาน ประดับธงชาติคู่กับธงอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. พร้อมประดับผ้าระบายสีเหลืองร่วมกับผ้าระบายสีขาว บริเวณรั้วอาคารสำนักงาน ระหว่างวันที่ 1-31 ก.ค. รวมทั้งประดับไฟบริเวณอาคารสำนักงานให้สวยงามในระยะเวลาตามความเหมาะสม โดยเป็นไปด้วยความเรียบง่ายและสมพระเกียรติ พร้อมแจ้งส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดดำเนินการ และเชิญชวนบริษัท ห้างร้าน ประชาชนในจังหวัด ร่วมดำเนินการดังกล่าว 

นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้แจ้งให้จังหวัดจัดทำคำถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564 และสมุดลงนามถวายพระพรชัยมงคลอิเล็กทรอนิกส์บนหน้าหลักของเว็บไซต์จังหวัด รวมทั้งเชิญชวนผู้บริหาร บุคลากร และประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์จังหวัด ระหว่างวันที่ 15 – 31 ก.ค.หรือทางเว็บไซต์ http://forking.moi.go.th เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน

ราเมศ เลขา ประธานชวน รับเป็น “ทนาย” ช่วย ประสิทธิ์ เจียวก๊ก คนกระบี่ กรณี ถูกฟ้องผิดตัว 

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการประธานรัฐสภา ได้กล่าวถึงกรณีที่ มีประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ชื่อนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก  ถูกฟ้องผิดตัว ว่า 
 
กรณีนี้ ตนได้รับการประสานจากนายถาวร เสนเนียม ส.ส.จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด และมีความเป็นห่วง อยากให้เข้าไปให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายเพื่อให้ความเป็นธรรม ต่อนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ที่ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง และปรากฏข้อเท็จจริงชัดว่ากรณีนี้ เป็นการฟ้องผิดคน เพราะนายประสิทธิฯ มีอาชีพรับจ้างก่อสร้าง รายได้วันละ 200 บาท ไม่ได้ไปดำเนินการตั้งบริษัทแต่อย่างใด  และไม่ได้ประกอบธุรกิจตามที่ถูกกล่าวหา กลับถูกฟ้องต่อศาลอาญา ในความผิดฐานฉ้อโกงเป็นจำนวนถึง 4 คดี และมีหมายศาลให้ไปขึ้นศาล ในวันที่ 23 ส.ค.64 เวลา 13.30 น. ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา  

นายราเมศกล่าวว่า ตนได้ประสานไปยัง นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.จังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จึงทำการสอบถามข้อร้องเรียนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมผ่านระบบ Video Conference (วีดีโอคอนเฟอเรนซ์) ซึ่งมีหลานของนายประสิทธิ์ ได้ดำเนินการให้นายประสิทธิ์ ได้พูดคุย เพราะไม่สามารถติดต่อผ่านช่องทางนี้ได้ ด้วยตนเอง ได้มีการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ทราบว่าเป็นการฟ้องที่ผิดตัวจริง เพราะความจริงแล้ว มีคนที่ชื่อเดียวกันเป็นนักธุรกิจชื่อดัง ที่ถูกฟ้องคดีเป็นจำนวนมาก และเป็นคนจังหวัดกระบี่เหมือนกัน  และนายประสิทธิ์จะได้นำส่งคำฟ้องทั้งหมดเพื่อให้ดำเนินการช่วยเหลือต่อไป 

นายราเมศกล่าวว่า เรื่องนี้ตนจะรับเข้าเป็นทนายความให้นายประสิทธิ์เพื่อตามหาความเป็นธรรมให้ ข้อเท็จจริงไม่มีความยุ่งยาก แต่การไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ เมื่อได้รับหมายศาล คดีอาญา ถึงขั้นมีโทษติดคุกติดตะราง ไม่ใช่เรื่องเล็ก ที่น่าเห็นใจคือมีคนแนะนำให้นายประสิทธิ์ ไปเปลี่ยนชื่อหากไม่อยากถูกฟ้องผิดตัว ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง การเดินทางไปร้องขอความเป็นธรรมก็มีค่าใช้จ่าย จ้างทนายความก็มีค่าใช้จ่าย ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ตนได้บอกว่าจะเสียค่าเดินทางให้เพื่อขึ้นมาพบเพื่อนำหลักฐานมาให้ ได้รับคำตอบคือ ไม่รู้แห่งกรุงเทพ ความหมายคือไม่เคยไป และไม่มีเงินด้วย จึงขอให้หาหลานที่ใช้โทรศัพท์เป็นเพื่อใช้ระบบวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ ก็ได้พูดคุยกันทางนี้ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยมี นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.จังหวัดกระบี่ ร่วมด้วย และจะรับผิดชอบในการรวบรวมเอกสารในพื้นที่เพื่อเตรียมใช้ในวันขึ้นศาลต่อไป  

นายราเมศ กล่าวตอนท้ายว่า ขณะนี้ถึงแม้ว่ารัฐสภาจะงดประชุม 2 สัปดาห์ แต่การช่วยเหลือประชาชนยังคงเดินหน้าทำงานอยู่ทุกวัน นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กำชับเสมอว่าแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 แต่ต้องปรับการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันที่เข้มงวด แต่จะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานโดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือประชาชน

เอกชนตั้งคณะทำงานช่วยดูแลผู้ป่วยโควิด-19

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. ได้จัดตั้งคณะทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 อย่างเร่งด่วน แบ่งออกเป็น 5 คณะ คือ 


1. คณะทำงานด้านข้อมูลโควิด มีหน้าที่จัดการให้ความรู้คู่มือการใช้ Rapid Test, แนวการปฏิบัติตัวในช่วงโควิดและหลังโควิด ผ่านระบบ e-Learning และจัดทำคู่มือการปลูกและแจกเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจร  

2. คณะทำงานจัดหาชุด Rapid test และจัดทำห้องความดันลบ มีหน้าที่ดำเนินการจัดหาชุด Rapid test & Product และจัดทำห้องความดันลบ 

3. คณะทำงาน Call Center และประสานงาน ทำหน้าที่ประสานงานรับเรื่องการตรวจโควิด-19 ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และให้ข้อมูลที่ถูกต้องในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 

4. คณะทำงานระบบแจ้งเตือนผู้มีความเสี่ยงโควิด ทำหน้าที่ผลักดันต่อกรมควบคุมโรคเพื่อให้ภาคราชการ เอกชน ประชาชนได้ใช้ระบบ Exposure Notification Express (ENX) ในการติดตามและแจ้งเตือนเมื่อใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือกลุ่มเสี่ยง 

5. คณะทำงานรับบริจาคช่วยเหลือ ทำหน้าที่เปิดรับบริจาคหาเงินช่วยเหลือในการดำเนินโครงการจัดทำห้องความดันลบ การจัดซื้อชุด Rapid test และการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม 

ป.ป.ช. ฟัน “นายกอบต.ราชาเทวะ” ทุจริต จัดซื้อรถดับเพลิง-เอื้อเอกชน

รายงานข่าวจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ได้พิจารณากรณีกล่าวหานายทรงชัย นกขมิ้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ กับพวก ฐานทุจริตประกวดราคาซื้อรถยนต์ดับเพลิงกู้ภัยแบบกระเช้าบันได จำนวน 1 คน วงเงิน 39,950,000 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 โดยจากการตรวจสอบพบว่า การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของรถยนต์ดับเพลิงกู้ภัยดังกล่าวไม่เป็นไปตามมาตรฐานกลางของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และดำเนินการต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัท โชคสมบูรณ์อิควิปมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนขายรถยนต์ดับเพลิงที่ประกอบในประเทศ หรือรถยนต์ดับเพลิงเก่าที่นำมาปรับปรุงใหม่โดยไม่ได้มาตรฐานด้านดับเพลิงสากล จากการตรวจสอบยังพบอีกว่า รถดับเพลิงดังกล่าวต้นทุนไม่เกินคันละ 10 ล้านบาท มาขายให้กับ อบต.ราชาเทวะ ในราคาเกือบ 40 ล้านบาท 

ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วจึงมีมติชี้มูลความผิด นายทรงชัย กับพวก มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151, 157 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ทั้งนี้ หลังจากนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาล รวมทั้งส่งให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอน ไปดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่ง

หน่วยตำรวจสันติบาลจังหวัดลำพูน จัดอบรมสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รุ่นที่ 1 โดยมี 3 วัตถุประสงค์ ให้ตระหนักและระลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 64 ที่ผ่านมา หน่วยตำรวจสันติบาลจังหวัดลำพูน จัดอบรมสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รุ่นที่ 1 ณ ห้องประชุมโรงเรีบนป่าตาลบ้านธิพิทยา เลขที่ 100 หมู่ที่ 19 ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน โดยมีนายณัฎฐยศ ป่าหลวง ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าตาลบ้านธิพิทยา ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน เป็นประธานการฝึกอบรมฯ

พันตำรวจโทหญิง ธนัฎฐา กะฐิน สารวัตรหัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาลจังหวัดลำพูน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตามที่กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ได้จัดทำโครงการสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยในปีงบประมาณ 2564 โดยมอบหมายให้ หน่วยตำรวจสันติบาลจังหวัดลำพูน ดำเนินการจัดอบรมตามโครงการดังกล่าว จำนวน 3 รุ่น การจัดอบรมในครั้งนี้ เป็นรุ่นที่ 1 โดยมีนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ของโรงเรียนป่าตาลบ้านธิพิทยา เข้ารับการอบรมจำนวนทั้งสิ้น 100 คน และมีคณะครูอาจารย์เข้าร่วมสังเกตการณ์

โดยมีวิทยากรประกอบด้วย

1.) พันตำรวจโทมะนิตย์ ปลัดศรีช่วย ข้าราชการบำนาญ

2.) ร้อยตำรวจโท สง่า เจริญศิลป์ ข้าราชการบำนาญ

3.) นายอธิษฐาน วงศ์ใหญ่ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร โรงพยาบาลลำปาง

ดำเนินการฝึกอบรมโดย นางสาวกรรณิการ์ วิจิตรสกลการ ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์ข่าวสี่เหล่าทัพ

การจัดอบรมตามโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์

1.) เพื่อรณรงค์เสริมสร้างจิตสำนึกที่ดี และค่านิยมที่ถูกต้อง ให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ให้มีความเคารพรักเทิดทูน และร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมและยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทั้งชาติ นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

2.) เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในอันที่จะปกป้องสถาบัน โดยการจัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชนทุกสาขาอาชีพ เพื่อต่อต้านภัยคุกคามต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

3.) เพื่อเสริมสร้างให้นักเรียน นักศึกษา ดำรงชีวิตตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี อันจะส่งผลดีต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติต่อไป

ในการจัดอบรมโครงการในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนจากคณะครูอาจารย์ และนักเรียน โรงเรียนป่าตาลบ้านธิพิทยา เป็นอย่างดี

ด้านนายณัฎฐยศ ป่าหลวง ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าตาลบ้านธิพิทยา กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอกล่าวชื่นชมและขอบคุณมายัง หน่วยตำรวจสันติบาลจังหวัดลำพูน กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ที่ได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมและยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทุกคน โดยได้จัดการอบรม ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับคณะผู้เข้าอบรมในครั้งนี้

"สถาบันพระมหากษัตริย์ นับได้ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นหลักชัยอันสำคัญยิ่ง ในการสร้างชาติสร้างแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นเป็นหนึ่งเดียวกัน นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ล้วนทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อชาติไทยและต่อคนไทยเราทุกคน พระเกียรติยศเลื่องลือไปทั่วโลก จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่คนไทยเราทุกคนจะได้ตระหนัก และระลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน รวมทั้งแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสืบต่อไป"


กรรณิการ์ วิจิตรสกลการ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดลำพูน


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นายคำรณ ปราโมช ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้งและอดีตกรรมการผู้จัดการนิตยสารอิมเมจ โพสต์ข้อความยกย่อง 'หมอยง' หลังสื่อนอกเสนอข่าวการไขว้วัคซีน

นายคำรณ ปราโมช ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้งและอดีตกรรมการผู้จัดการนิตยสารอิมเมจ โพสต์เฟซบุ๊ก ยกย่องนายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เสนอแนวคิดฉีดวัคซีนสลับยี่ห้อ ว่า...

ศ.นพ.ยง ภูวรวรรณ ท่านเป็นนักไวรัสวิทยาระดับโลก งานวิจัยของท่านจึงเป็นที่เชื่อถือ และเป็นที่จับตามจากนักวิทยาศาสตร์ และแพทย์ทั่วโลก อีกทั้งการที่ทำงานเกี่ยวข้อง ประสานกันมาโดยตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ระหว่างสถาบันนักวิจัย และแพทย์องค์กรระหว่างประเทศ

ล่าสุด สำนักข่าว สื่อ ชั้นนำทั่วโลกลงข่าวพร้อมกันว่า ประเทศไทยได้ทดลองทำการวิจัย โดยสลับ Sinovac กับ AztraZeneca ประเทศแรกในโลก ในการต่อสู้การระบาดของโควิดกลายพันธุ์

และหนึ่งในสาเหตุที่ทั่วโลกสนใจการวิจัยนี้เพราะเป็นการวิจัย ระหว่างวัคซีนเชื้อตาย กับสาย viral vector

อนึ่งก่อนหน้านี้ ประเทศเยอรมันนี ยืนยันหนักแน่นว่า การฉีดสลับยี่ห้อโดยเข็มแรก AstraZeneca เป็น viral vector เข็ม 2 เป็น Pfizer หรือ Modena ซึ่งเป็นเป็น mRNA ให้ผลดีมากในทุกวัย

ประเทศสเปน วิจัยพบว่าการฉีดวัคซีสสลับยี่ห้อ ปลอดภัย และสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีเป็นการทดลอง AstraZeneca+Pfizer (Viral vector + mRNA)

ประเทศอังกฤษ ยืนยันว่าการฉีดวัคซีนสลับยี่ห้อ กระตุ้นการสร้างภูมิตุ้มกันได้ผลดี และการผสมวัคซีนจะช่วยให้การกระจายวัคซีนทั่วโลกทำได้ง่ายขึ้น ลดความตึงเครียดจากการรอวัคซีนยี่ห้อเดียว #ประเทศไทยต้องชนะ


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ดร.นฤมล’ รมช.แรงงาน ร่วมมอบครุภัณฑ์และวัสดุทางการแพทย์แก่ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19

วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 เวลา 10.30 น. ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางสาวธนพร ศรีวิราช ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ร่วมมอบครุภัณฑ์และวัสดุทางการแพทย์ เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 และเป็นกำลังใจให้บุคลากรของโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สำนักงานการแพทย์ กรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์ นฤมล กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้โรงพยาบาลเริ่มขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ในการรับมือกับวิกฤติโควิด ในวันนี้ตนเองพร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เดินทางไปมอบครุภัณฑ์และวัสดุทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชีวิตผู้ที่ติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและไม่ให้แพร่กระจายไปยังผู้ป่วยอื่น ๆ นอกจากอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้ว จะได้มอบข้าวกล่องเพิ่มเติมให้อีกจำนวน 200 กล่อง ให้โรงพยาบาลนำไปส่งต่อให้แก่ทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรผู้ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วย ในฐานะที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก เพื่อร่วมเป็นขวัญกำลังในในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

“ขอเป็นกำลังใจให้ทีมบุคลากรทางการแพทย์ในการปฏิบัติหน้าที่บุคลากรด่านหน้าทุกท่าน รวมถึงฝากความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนทุกคนให้ดูแลตัวเองตามมาตรการที่ภาครัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อที่เราจะได้ผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน” รมช. แรงงาน กล่าวทิ้งท้าย

จุดสะสมเชื้อเจ้าวายร้ายโควิด-19 ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

อย่ามองข้ามความปลอดภัย!!

ทางรอดจากเชื้อร้ายวันนี้ แค่ฉีดวัคซีนคงไม่พอ ต้องมีสติทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งที่อาจจะมีเชื้อ

จำใส่ใจ จุดสะสมเชื้อเจ้าวายร้ายโควิด-19 ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติประจำจุดตรวจ จุดสกัด ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตามมาตรการของ ศบค.

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. และคณะ ได้ออกตรวจเยี่ยมจุดตรวจ จุดสกัด รวมถึงจุดตรวจป้องกันอาชญากรรม กำชับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในห้วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน 2 จุด ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม และอีก​ 1​ จุด คือ​ จุดตรวจ สภ.โพธิ์แก้ว

โดยมี พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผบช.ภ.7, นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม, นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ ปลัดจังหวัดนครปฐม และ พ.อ. พงษ์สวัสดิ์ ภาชนะทิพย์ รอง ผอ.รมน. จว. นครปฐม ร่วมคณะตรวจเยี่ยม และพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร 1 จุด คือจุดตรวจ สภ.กระทุ่มแบน โดยมี พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผบช.ภ.7, นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร, นายบรรพต จันทรวงศ์ นายอำเภอกระทุ่มแบน และ พ.อ.เอกพล จูฑะพันธ์ ผู้บังคับการกรมทหารสื่อสารที่ 1 ค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน ร่วมคณะตรวจเยี่ยม

​พล.ต.อ.สุวัฒน์ฯ กล่าวว่าการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019​ (โควิด-19) ด้วยมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายและกิจกรรมของบุคคล  ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้กำชับไปยังทุกหน่วยงานในสังกัด ให้ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนด ตามความมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 ก.ค. 2564 ในการควบคุม ระงับ ยับยั้ง การแพร่ระบาดของโรคฯ โดยให้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด ฝ่ายปกครอง เพื่อตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจตราห้ามมิให้บุคคลออกนอกเคหสถานในห้วงระหว่างเวลา 21.00-04.00 น.

นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำมาตรการในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคฯ คลี่คลาย

ทั้งนี้ ผบ.ตร. ได้แนะนำให้มีการนำเทคโนโยลีที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดหาให้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่สำหรับการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ในพื้นที่จังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จำนวน 10 จังหวัด มีข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 10.00 น. ดังนี้... 

1.พื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งจุดตรวจ 88 จุด เรียกตรวจยานพาหนะ 1,214 คัน จำนวน 1,529 คน พบผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯรวม 17 ราย มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 8 ราย ดำเนินคดี 9 ราย

2.พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งจุดตรวจ 11 จุด เรียกตรวจยานพาหนะ 576 คัน 
จำนวน 798 คน พบผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯรวม 28 ราย มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 24 ราย ดำเนินคดี 4 ราย

3.พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ตั้งจุดตรวจ 10 จุด เรียกตรวจยานพาหนะ 203 คัน จำนวน 264 คน พบผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯรวม 87 ราย มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 73 ราย ดำเนินคดี 14 ราย

4.พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ตั้งจุดตรวจ 39 จุด เรียกตรวจยานพาหนะ 6,021 คัน จำนวน 4,160 คน พบผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯรวม 44 ราย มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 23 ราย ดำเนินคดี 21 ราย

รวมทั้งมีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด จำนวน 148 จุด เรียกตรวจยานพาหนะ 8,014 คัน จำนวน 6,796 คน พบผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 186 ราย มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 128 ราย ดำเนินคดี 48 ราย

​ทั้งนี้ ผบ.ตร. ได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ ได้แก่ หน้ากากอนามัย เฟสชิลด์ ถุงมือ เจลแอลกอฮอล์ ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ พร้อมแสดงข้อห่วงใยกำลังพลที่ต้องปฏิบัติงานในช่วงการแพร่ระบาดของโรคฯ ให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุข DHMTTA รวมไปถึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนให้ปฏิบัติตามมาตรการที่ ศบค. กำหนด

โดยเน้นย้ำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ไปยังพี่น้องประชาชนที่อาจยังไม่ทราบถึงประกาศ ข้อกำหนดฯ แต่หากพบว่าพี่น้องประชาชนท่านใดที่จงใจฝ่าฝืนก็ต้องจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น

“มงคลกิตติ์” เดินหน้าเอาผิด รมต.-ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ฐานกำจัดสารสไตรีนโรงงานหมิงตี้ ผิดกฎหมาย ชี้บริษัทกำจัดสารไม่ผ่าน EHIA

ที่รัฐสภา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ แถลงว่า ผ่านมา 21 วันแล้วจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงาน หมิงตี้ เคมิคอล จำกัด ซ.กิ่งแก้ว 21 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งตนได้รับทราบว่ากระทรวงอุตสาหกรรมว่า จะนำสารสไตรีนโมเนอร์เมอร์ ไปกำจัดโดยมีบริษัทอัคคี ปราการ นิคมอุตสาหกรรมที่บางปู เป็นผู้ดำเนินงาน ซึ่งบริษัทยังไม่ผ่าน EHIA เท่ากับยังไม่ได้รับอนุญาต และยังไม่มีอำนาจในการขนย้าย ต้องทำแผนในการดำเนินการเสนอ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ก่อน และการดำเนินงานของบริษัทอัคคี ปราการ สามารถกำจัดสารได้ 8 อย่าง ซึ่งไม่มีสารสไตรีนฯ ฉะนั้นการดำเนินการของกรมโรงงานกระทรวงอุตสาหกรรมถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และตามขั้นตอนจะต้องแจ้งกรมโรงงานว่ามีสารเคมีหรือกากประเภทใดที่ต้องเอาไปกำจัด และเมื่อจะเอากากออกจากโรงงานผู้ก่อเหตุจะต้องลงรายละเอียดในระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมกับสำนักกากกรมโรงงานว่าจะเอากากออกอย่างไร และกรมโรงงานจะต้องเป็นผู้พิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่และดูว่าบริษัทมีความสามารถกำจัดและได้รับอนุญาตหรือไม่ และต้องเป็นบริษัทที่จดทำเบียนกับกรมโรงงาน ดังนั้นการที่นำสารดังกล่าวไปกำจัดที่บริษัทอัคคี ปราการ ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะมีการประกาศเมื่อปี 2562 เกี่ยวกับการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ดังนั้นการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวก่อนที่จะเผาสไตรีนครั้งนี้ จะต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผ่าน EHIA แต่ครั้งนี้ยังไม่ได้ทำ
         
นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า ตนอยากทราบว่าทั้งรมว.อุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และอธิบดีกรมโรงงาน จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายและที่ผ่านมาตนได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กับรองปลัดที่กำกับอุตสาหกรรมจ.สมุทรปราการ รวมทั้งอธิบดีกรมโรงงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และต้องดำเนินคดีในเรื่องของการกำจัดสไตรีนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจผิดกฎหมาย ซึ่งเท่าที่ตนตรวจสอบถือว่าผิดกฎหมายและกฎหมายไม่ได้ละเว้นหรืองดเว้นให้ดำเนินการได้ ฉะนั้นการกำจัดสารสไตรีนสามารถดำเนินการได้โดยการเผา ฝังกลบ แต่เรื่องการเผาของ บริษัทอัคคี ปราการยังไม่ผ่าน EHIA ซึ่งเป็นเหมือนการนำสารสไตรีนจากอีกที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งสารเหล่านี้มีผลกระทบต่อเลือด หัวใจและลมหายใจของประชาชนอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามภายในสัปดาห์หน้าตนจะเดินทางไปที่บริษัทอัคคี ปราการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป และขอเตือนไปยังรมว.อุตสาหกรรมว่าควรทำอะไรให้ถูกต้อง 

สื่อนอกรายงานข่าวการไขว้วัคซีนของไทย ทางด้านแอตร้าฯ เผย นโยบายวัคซีนเป็นเรื่องที่แต่ละชาติตัดสินใจเอง

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น สื่อมวลชนสหรัฐฯ และรอยเตอร์รายงานข่าว กรณีที่นักไวรัสวิทยาและที่ปรึกษาของรัฐบาลไทย เมื่อวันอังคาร (13 ก.ค.) รับรองแผนฉีดวัคซีนโควิด-19 สลับยี่ห้อระหว่างแอสตร้าเซนเนก้ากับซิโนแวค ท่ามกลางความกังวลของประชาชนบางส่วนต่อการใช้ยุทธศาสตร์ที่ยังไม่ผ่านการทดสอบในวงกว้าง

โดยรายงานของซีเอ็นเอ็นระบุว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเผยแพร่การวิจัยอย่างเจาะจงเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไขว้ 2 ชนิด แต่มีประเทศต่าง ๆ มากขึ้นที่กำลังพิจารณาแนวทาง mix-and-match (ฉีดวัคซีนสลับชนิด) เพื่อประสิทธิภาพการป้องกันที่ดีขึ้นจากตัวกลายพันธุ์ต่าง ๆ ที่แพร่เชื้อได้ง่าย ล่าสุด ได้แก่เวียดนาม

ซีเอ็นเอ็นรายงาน นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยชาญด้านไวรัสวิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า มีประชาชน 1,200 คน ในไทยที่ได้รับวัคซีนสลับยี่ห้อ ซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า ในคำสั่งแพทย์ที่ต่างกันออกไป ส่วนใหญ่สืบเนื่องจากอาการแพ้หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก ทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนวัคซีนเข็มที่ 2

"ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง ซึ่งบ่งชี้ว่ามันมีความปลอดภัยสำหรับการใช้จริง" ซีเอ็นเอ็นอ้างคำแถลงของนายแพทย์ยง

นายแพทย์ยง ระบุว่า ผลเบื้องต้นจากการติดตามผู้ได้รับวัคซีนมากกว่า 40 คน พบว่าการฉีดวัคซีนเชื้อตายซิโนแวค ตามด้วยวัคซีนไวรัสเวคเตอร์ของแอสตร้าเซนเนก้า สร้างแอนติบอดีแก่ผู้รับวัคซีนแบบเดียวกับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ไทยแถลงในวันจันทร์ (12 ก.ค.) ว่าจะรับรองฉีดวัคซีนโควิดสลับ 2 ยี่ห้อ แต่ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ระบุว่ามันเป็นแนวทางที่เสี่ยง "คนไทยไม่ใช่หนูทดลอง" นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กล่าว

ในจังหวัดนนทบุรี ที่อยู่ติดกับกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเขียนบนเฟซบุ๊กเสนอฉีดวัคซีนสลับยี่ห้อซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้าแก่ประชาชน 20,000 คน แต่มันเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากวก่า 700 ความเห็น จนกระทั่งต้องชะลอแผนดังกล่าวไป

รอยเตอร์อีกหนึ่งสื่อมวชนชื่อดัง ได้ติดต่อสอบถามไปยังซิโนแวคในวันจันทร์ (12 ก.ค.) เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนของไทย แต่ทางซิโนแวคยังไม่ได้ให้คำตอบ ส่วนแอสตร้าเซนเนก้า ระบุว่า นโยบายวัคซีนเป็นเรื่องที่แต่ละชาติตัดสินใจเอง ตามรายงานของซีเอ็นเอ็น

รายงานของซีเอ็นเอ็นระบุด้วยว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของไทยเปิดเผยในวันจันทร์ (12 ก.ค.) ว่าบุคลากรด้านสาธารณสุขจะได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นของแอสตร้าเซนเนก้าหรือไม่ก็ไฟเซอร์ หลังจากบุคลากรทางการแพทย์ 618 คน จากทั้งหมดกว่า 677,000 รายที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว มีผลตรวจโควิด-19 ออกมาเป็นบวก อย่างไรก็ตาม ในบรรดา 618 รายนั้น มีเพียง 2 คนที่อาการสาหัส ในนั้น 1 รายเสียชีวิต


(ที่มา : ซีเอ็นเอ็น)

https://mgronline.com/around/detail/9640000068849


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ประวิตร”เร่งออกโฉนดที่ดิน จชต.-แก้ภาวะโภชนาการเด็ก ฟื้นคุณภาพชีวิตปชช. มอบ มท-ศธ.-สธ. ดำเนินการ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้(กพต.) ผ่านระบบผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ 

โดยที่ประชุมเห็นชอบโครงการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดิน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้(จชต.)ปี 2565-2570พื้นที่จ.ปัตตานีจ.ยะลา จ.นราธิวาส และ 4 อำเภอ ของจ.สงขลา เพื่อให้ประชาชนได้รับเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน ตามนโยบายของรัฐบาล และเห็นชอบโครงการแก้ไขปัญหาสุขภาวะและภาวะโภชนาการต่ำของเด็กเล็กในพื้นที่ จชต. ปี 2565-2568และสนับสนุนการเสริมทักษะการสื่อสารภาษาไทย ควบคู่กับภาษาอื่นของเด็กเล็ก โดยมอบให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการ

นอกจากนั้นรับทราบความคืบหน้าการช่วยเหลือแรงงานไทยในพื้นที่จชต.กลับจากต่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)และกระทรวงแรงงาน จัดอบรมให้ความรู้ ฝึกทักษะแนะแนวอาชีพ ะช่วยเหลือให้มีงานทำแล้วมากกว่า 8,000 คน จากเป้าหมาย 10,000 คน ภายในเดือนก.ย.64 และรับทราบการดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ "สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อ.จะนะ จ.สงขลา รวมทั้งการเร่งช่วยเหลือชาวประมงตามข้อเสนอ ของสมาคมการประมง จ.ปัตตานี ตามโครงการนำเรือออกนอกระบบฯ รองรับมาตรการ IUU Fishing สามารถดำเนินการช่วยเหลือเรือประมงกลุ่มแรก ได้ 101 ลำ และจะดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มอื่นๆ ต่อไป

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ให้ศอ.บต. และทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาเป็นแนวทางที่สำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด และนำไปสู่การปฏิบัติ ให้เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมเศรษฐกิจ และนำมาซึ่งสันติสุขในพื้นที่ จชต.อย่างยั่งยืน พร้อมกำชับ ศอ.บต. ต้องให้การสนับสนุนช่วยเหลือประชาชน เพื่อลดผลกระทบ จากโควิด-19 ในขณะนี้ อย่างเร่งด่วน

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว สมาชิกวุฒิสภา ประธานกรรมาธิการการแรงงานวุฒิสภามอบอุปกรณ์ป้องกันไวรัส Covid 19 ให้ รพ.ตร.

วันพฤหัสบดีที่ 15 ก.ค. 64​ เวลา 09.00 น. ณ มูลนิธิ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานวุฒิสภา ในนามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) มูลนิธิ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และครอบครัวแสงสิงแก้ว ได้มอบอุปกรณ์ป้องกันไวรัส Covid 19 ให้ รพ.ตร.เพื่อแจกจ่ายให้กับอดีตข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ประกอบด้วย

หน้ากากอนามัย จำนวน 100,000 ชิ้น และแอลกอฮอล์เจล จำนวน 1,000 ขวด มูลค่ากว่า 300,000 บาท (สามแสนบาท) ที่มูลนิธิ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว โดยมี พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รอง ผบ.ตร., พล.ต.ต.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ รองนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เป็นผู้แทนรับมอบเพื่อแจกจ่ายตามวัตถุประสงค์ต่อไป

เพจ เยอรมันอินไซต์ - Germany Insights โดย ‘อินทรีล่าสาร’ โพสต์ข้อมูลเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการเจรจาจัดซื้อวัคซีน BioNTech/Pfizer ระหว่างเครือ Healthcare เอกชนไทยกับบริษัท ‘ไบออนเทค เซาท์อีสต์เอเชีย’ ในรายละเอียดระบุถึงคำตอบจากทางบริษัท BioNTech ด้วย

เพจเฟซบุ๊ก เยอรมันอินไซต์ - Germany Insights โดย ‘อินทรีล่าสาร’ ได้โพสต์ข้อมูลเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการเจรจาจัดซื้อวัคซีน BioNTech/Pfizer ระหว่างเครือ Healthcare เอกชนไทยกับบริษัท ‘ไบออนเทค เซาท์อีสต์เอเชีย’ ซึ่งในรายละเอียดมีการระบุถึงคำตอบตรงที่ได้รับจากทางบริษัท BioNTech ด้วยว่า...

ตามล่าหาความจริง - มีการเจรจาเรื่องจัดซื้อวัคซีน BioNTech/Pfizer ระหว่างเครือ Healthcare เอกชนไทยกับบริษัท ‘ไบออนเทค เซาท์อีสต์เอเชีย’ จริงหรือ? แล้วทางบริษัท BioNTech ว่าอย่างไรในเรื่องนี้?

รอบนี้ไม่มีลูกเพจมาถามหรอก มีแต่แอดมินแบบผมเนี่ยสงสัยเอง จากการที่เห็นข่าวที่แชร์กันมาว่า มีเครือ Healthcare ที่ไทย กำลังทำการเจรจากับ “ไบออนเทค เซาท์อีสต์เอเชีย” โดยอ้างว่า เยอรมันกับจีนทำอยู่ >> “จะซื้อ 2 ยี่ห้อคือ ‘BioNTech ของเยอรมัน’ ชนิด mRNA เป็นตัวเดียวกับ ‘ไฟเซอร์’ อีกตัวคือ โนวาแวกซ์ของอเมริกา”

ตอนที่อ่านเนี่ย ก็ทำให้ผมสงสัยเองเป็นอันมาก เพราะผมทราบว่า BioNTech เค้ามีการทำสัญญากับ Pfizer ว่า...

>> BioNTech will hold the regulatory authorization in the U.K., and, if granted, in the U.S., the EU, Canada and other countries. Pfizer will have the commercialization right worldwide with the exception of China, Germany and Turkey.

แปลได้ว่า…

>> BioNTech เป็นเจ้าของการอนุมัติวัคซีนในประเทศสหราชอาณาจักร และได้รับอนุญาตในสหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป, แคนาดา และประเทศอื่น ๆ

>> ส่วนบริษัทไฟเซอร์จะมีสิทธิ์ในเชิงพาณิชย์ทั่วโลก ยกเว้น 3 ประเทศ คือ จีน, เยอรมนี และตุรกี ซึ่งจากข่าวของเยอรมันเองนั้นเคยเขียนไว้ชัดเจนว่า BioNTech ได้สงวนลิขสิทธิ์ทางการตลาดไว้เองสำหรับประเทศเยอรมนี และประเทศตุรกี ส่วนจีนนั้น BioNTech ได้ร่วมมือกับบริษัทจีน Fosun Pharma ที่พึ่งจะขายวัคซีนให้กับ 2 บริษัทไต้หวัน เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลไต้หวันต่อไป

>> Link ซึ่งนี่เป็นข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของ Pfizer และ Biontech เอง

https://www.pfizer.com/news/press-release/press-release-detail/pfizer-and-biontech-receive-authorization-european-union

https://investors.biontech.de/news-releases/news-release-details/pfizer-and-biontech-receive-authorization-european-union-covid/

>> Link ส่วนนี่เป็นการร่วมมือกับ Fosun Pharma :

https://investors.biontech.de/news-releases/news-release-details/biontech-and-fosun-pharma-form-covid-19-vaccine-strategic/

สรุปง่าย ๆ ก็คือ แบ่งการรับผิดชอบการขายวัคซีนกันรอบโลกดังนี้...

BioNTech - เยอรมนี, ตุรกี

Fosun Pharma - จีน (ซึ่งสำหรับจีน รวมฮ่องกง, มาเก๊า และไต้หวันเข้าไปด้วย)

Pfizer - ทุกประเทศนอกเหนือจาก 3 ประเทศบนที่ว่ามา

และผมก็แวะไปดูของเว็บไซต์ BioNTech มาอีก สาขาที่จะเปิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สิงคโปร์ ยังอยู่ในระยะวางแผนอยู่เลยนะครับ ยังไม่ได้เปิดเลย แถม BioNTech เขียนในเว็บเองด้วยว่า วางแผนจะเริ่มเปิดออฟฟิศในปี 2021 และค่อยเริ่มสร้างโรงงานผลิตในปีเดียวกัน และขึ้นอยู่กับขั้นตอนการอนุมัติของทางการ และโรงงานจะเปิดตัวได้เร็วสุดในปี 2023 ตามนี้เลย...

????????????????????????????ℎ ???????????????????? ???????? ???????????????? ???????????? ???????????????????????????????????? ???????????????????????? ???????????? ???????????????????????????????? ???????????????????????????????????????????????? ???????? ????ℎ???? ???????????????????????????????????????????????????? ???????????????????????????????? ???????? 2021, ???????????????????????????? ???????? ???????????????????????????????? ????????????????????????????????. ????ℎ???? ???????????????????????????? ???????????????????????????????????????????? ????ℎ???????? ????ℎ???? ???????????????? ???????????????????? ???????? ???????????????????????????????????????????? ???????? ???????????????????? ???????? 2023 ???????????? ???????????????? ???????????????????????? ???????? ???????? 80 ???????????????? ???????? ????????????????????????????????????.

>> Link ประกาศข่าวเป็นทางการในเรื่องนี้ของ BioNTech:

https://investors.biontech.de/news-releases/news-release-details/biontech-establish-regional-headquarters-south-east-asia-and/

***เพิ่มเติมอีกว่า ในเว็บทางการของ BioNTech ที่บอกถึงสาขาบริษัทต่าง ๆ ในโลก ไม่มี ‘BioNTech Southeast Asia’ นะครับ สาขา BioNTech ที่อยู่นอกยุโรปมี 2 แห่ง คือ ใน Cambridge และ San Diego เข้าไปดูได้ที่เว็บทางการของบริษัทได้เช่นเคย >> https://biontech.de/our-dna/locations

แต่ผมก็ยังคิดว่า เอาน่ะ!! มันอาจจะมีการตกลงใหม่แบบที่เราไม่รู้ก็เป็นได้ (ถึงจะเป็นไปได้น้อยมาก เพราะ BioNTech เป็นบริษัทเยอรมัน ข่าวจาก BioNTech ก็ออกจาก HQ ที่อยู่ในเมือง Mainz และแน่นอนว่า ออกสื่อเยอรมันก่อนสื่อรอบโลกเสมอ) ผมก็เลยลองทดลองอะไรบางอย่างดู….

>> ผมเมล์หาบริษัท BioNTech ด้วยตัวเอง ซึ่งเนื้อหาที่ผมเขียนไปโดยสรุปก็คือ...

“ผมทำเพจเฟซบุ๊กให้ข้อมูลคนไทย และอยากจะเช็กข่าวว่า ‘จริง’ หรือ ‘Fake news’ ที่ตอนนี้มีข่าวที่ไทยออกเต็มไปหมดว่า มีเครือ Healthcare กำลังเจรจากับ ‘ BioNTech Southeast Asia’ โดยอ้างว่า อาจจะสามารถได้รับวัคซีนล็อตแรกภายในเดือนนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่? และอ้างไปอีกว่า เท่าที่ผมทราบทาง Pfizer ได้มีการทำสัญญากับรัฐบาลไทยไปแล้ว และวัคซีนล็อตแรกควรจะถูกนำส่งภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงผมก็ก๊อปจากในแผนกข่าวของ BioNTech ด้านบนไปนั่นแหละ แล้วจึงต่อไปว่า ผมเองก็คิดว่า Pfizer เป็นผู้เดียวที่มีสิทธิ์ในการขายวัคซีนในทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้นเยอรมนี, จีน และตุรกี อยากจะไขข้อสงสัยนี้เป็นอันมาก ขอความกรุณาบริษัทช่วยไขข้อข้องใจผมหน่อย เนื่องจากตอนนี้ประเทศไทย Fake News สะพัดมาก ๆ ผมจึงอยากจะขอยืนยันข้อมูลหน่อย”

โดยตอนที่ผมส่งเมล์ไป ผมไม่ได้คาดคิดว่าจะได้คำตอบกลับมาหรอกครับ ก็คิดว่าเสี่ยงดวงเล่น ๆ ดู ไม่มีอะไรเสียหาย มากสุดก็แค่ไม่ได้คำตอบ...ปรากฏว่า ไม่ถึง 2 ชั่วโมง BioNTech ตอบครับ และเป็นการตอบที่ชาญฉลาดเป็นอันมาก โดยตอบผมมาว่า...

“เรียน คุณ xx

ขอบคุณสำหรับคำถามของคุณเกี่ยวกับภูมิภาคประเทศไทย

BioNTech ไม่สามารถช่วยคุณตามคำขอของคุณได้

ประเทศที่คุณเรียกร้องขอข้อมูลถึงนั้นให้บริการโดย Pfizer, Inc. ซึ่งเป็นพันธมิตรของเรา

เราขอแนะนำให้คุณติดต่อสำนักงานของ Pfizer, Inc. ในประเทศของคุณหรือโทรติดต่อสำนักงานใหญ่ของ Pfizer Global ในนิวยอร์กซิตี้ที่ +1 (212) 733-2323

สามารถดูข้อมูลการติดต่อได้ที่: Pfizer.com/contact

นอกจากนี้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเป็นประจำที่ www.biontech.de เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุด

We wish you all the best! (ไม่รู้จะแปลให้ยังไง)

หากคุณมีคำถามใด ๆ โปรดติดต่อ [email protected] พร้อมหมายเลขตั๋ว # xxxxxx

ด้วยความนับถือ,

ทีมงาน BioNTech ของคุณ”

อ่านแวบแรกเหมือนจะไม่ให้คำตอบ อ่านต่อไปก็ชัดเจนว่า >> “คำตอบชัดเจนกว่านี้ไม่มีแล้ว” เพราะ BioNTech เค้าก็ยืนยันที่ผมถามนั่นแหละว่า วัคซีน Comirnaty ของบริษัท BioNTech / Pfizer สำหรับประเทศไทยนั้น เฉพาะบริษัท Pfizer, Inc. เท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการขาย ซึ่งรัฐบาลไทยก็ทำสัญญาไปแล้วไม่ใช่หรือเท่าที่ผมทราบ

ด้วยเหตุนี้รบกวนลูกเพจที่ไทยและสื่อไทยที่ตามเพจช่วยไปหาคำตอบแทนหน่อยนะครับว่า

ใครคือ ‘BioNTech Southeast Asia’ ที่ว่ามาเอ่ย? ในเมื่อ BioNTech ใน South East Asia จะยังไม่เปิดทำการ โรงงานก็ยังไม่เสร็จ จนกว่าจะปี 2023 ที่สิงคโปร์ ในเว็บทางการของ BioNTech ก็ไม่มีบริษัทนี้

วัคซีนที่ว่าของ mRNA จาก BioNTech คือของใคร? ที่บอกเจรจาตั้งแต่ตุลาคมนี่กับบริษัทไหน เพราะไม่ใช่ BioNTech แน่ ๆ ล่ะ?

และต่อให้บอกว่า ร่วมมืออะไรกับจีนนั่น ก็จะบอกว่า บริษัทจีน ชื่อ Fosun Pharma บริษัทนี้ก็มีสิทธิ์ขายเพียงแค่ในขอบเขตแถวจีนเท่านั้น แล้ววัคซีนที่ว่าจะมาในเดือนนี้ให้ไทย งั้นจะมาจากไหนครับ?

>> ก๊อป Quote มาตรง ๆ เลย (บทสัมภาษณ์)

--“วัคซีนทางเลือกที่ผมเป็นกรรมการ จริง ๆ เราติดต่อทั้ง ‘โมเดอร์นา’ และ ‘ไบออนเทค เซาท์อีสต์เอเชีย’ ซึ่งเยอรมันกับจีน เขาทำอยู่

เตรียมนำเข้าวัคซีนอีก 2 ยี่ห้อ!!

ต่อมา พิธีกร ได้สอบถามว่า อยากให้ช่วยขยายความการซื้อวัคซีน ที่จะทำคล้าย ๆ กับ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์นำเข้าซิโนฟาร์มนั้น นพ.บุญ กล่าวว่า จะซื้อ 2 ยี่ห้อ คือ ไบออนเทค ของเยอรมัน ชนิด mRNA เป็นตัวเดียวกับไฟเซอร์ อีกตัวคือ โนวาแวกซ์ของอเมริกา แต่ยังไม่ผ่าน FDA ในอเมริกา แต่ตอนนั้นเราจดซิโนแวค โดยยังไม่มีใครรับรองเลย ก็คิดว่าน่าจะทำได้” (ที่มา : https://www.matichon.co.th/local/news_2824988)

เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่บอกผมว่า นายแพทย์ผู้พูดอาจจะเข้าใจผิด ขอให้เข้าไปอ่านดูที่สัมภาษณ์กับทางหนังสือพิมพ์มติชนครับ เอ่ยเองชัดเจนว่า “เป็นตัวเดียวกับไฟเซอร์” เพราะฉะนั้นก็ไม่เข้าใจผิดสิครับ ก็แสดงว่า รู้ว่า ทั้ง 2 บริษัท ไม่ใช่บริษัทเดียวกัน แต่เป็นวัคซีนตัวเดียวกัน จริงหรือไม่?

อีกอย่างที่ผมติดต่อถามไปที่ BioNTech ส่วนตัวผมก็มองว่า สมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ? ในเมื่อเอาชื่อ BioNTech เค้ามาอ้างอิงโดยที่บริษัทไม่ทราบ ซึ่งคำตอบที่ BioNTech ตอบผมกลับมาก็เขียนชัดเจน ผมเลยไม่เห็นความจำเป็นจะต้องติดต่อถามยืนยันกับทาง Pfizer อีกครั้งครับ ในเมื่อทาง Pfizer ไม่ได้ถูกยกมาอ้างอิงถึงว่ามีการติดต่อแต่อย่างใด

ผมไม่ใช่สื่อไทยนะ ผมเป็นแค่ประชาชนธรรมดาคนหนึ่งในเยอรมนี หน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อมูลก่อนจะลงข่าว คือ หน้าที่ของสื่อครับ ไม่ว่าจะประเทศใด เพราะฉะนั้นอย่าขอให้ผมต้องไปติดต่อถาม Pfizer อีกรอบเลย เชิญสื่อไทยจัดการกันต่อเองตามสมควรครับ ผมชี้แจงในส่วนบริษัทในประเทศผม ก็เพราะผมไม่อยากให้ BioNTech เค้าต้องด่างพร้อยโดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรครับ

ปล. : ต้องขออภัยในความอยากรู้อยากเห็นของผมด้วย ไม่ได้อยากจะดราม่าแต่อย่างใด แต่ไม่อยากให้คนไทยต้องมานั่งหวังลม ๆ แล้ง ๆ แล้วอกหักกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ ข้อมูลก็อยากจะให้ได้ข้อมูลจริงที่มันถูก ๆ กัน Fake News ปลิวว่อนเหลือเกิน

อีกอย่างผมในฐานะประชาชนเยอรมัน ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เข้าใจผิด หากวันนึงไม่ได้วัคซีนกันที่ไทย แล้วกลับกลายเป็นคนไทยจะมาด่าบริษัท BioNTech เอาได้ เพราะชัด ๆ ว่า บริษัทเจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องเลยแต่อย่างใด ตามอีเมล์ที่ตอบผมลงรูปมานั่นแหละเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดแล้ว

ส่วนเมล์ผมที่เขียนไปหา BioNTech เพื่อความโปร่งใส ผมก็ได้ก๊อปมาลงให้ในคอมเมนท์แล้ว ส่วนรูปที่ผมแนบเป็นรูปจากอีเมล์ส่วนตัวผมนะครับ ซึ่งผมไปใส่ลายน้ำมา แล้วก็ใส่โลโก้ ใส่ชื่อผมอีกรอบ และลงอีกที สรุปแล้ว ก็คือ ลิขสิทธิ์ส่วนตัวของผม ใครที่อยากจะเอารูปผมไปใช้ ขอให้ติดต่อมาขอผมก่อน ขอความกรุณาอย่าขโมยรูปผมไปใช้โดยไม่ได้รับคำอนุญาตจากผม ขอบคุณครับ >> (Link ภาพ : https://www.facebook.com/GermanyInsights)


ที่มา : https://www.facebook.com/GermanyInsights


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'เทศบาลแพรกษา'​ สืบสานพระปณิธานช่วยเหลือคนแพรกษา ประสานความร่วมมือ เปิดศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19

ที่บริเวณอาคารชั้น 1 สำนักงานเทศบาลตำบลแพรกษา ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สส.สมุทรปราการ เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา, นายเมธากุล สุวรรณบุตร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ เขต 14 ร่วมเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 พร้อมเดินตรวจเยี่ยมการให้บริการและให้กำลังใจประชาชนที่เดินทางมารับการฉีดวัคซีนที่อาคารสำนักงานเทศบาลตำบลแพรกษา

โดย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิก เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแพรกษา เดินตรวจเยี่ยมให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ รพ.สต.ตำบลแพรกษา และประชาชนที่เดินทางมารับการฉีดวัคซีนในวันนี้ และเป็นวันแรกที่ทางเทศบาลตำบลแพรกษาได้จัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนให้กับประชาชน เนื่องจากพื้นที่โดยรอบมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก เทศบาลตำบลแพรกษามีความห่วงใยประชาชนในเขตพื้นที่แพรกษา รวมถึงประชาชนพื้นที่โดยรอบของจังหวัดสมุทรปราการจึงได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนแห่งนี้  

อีกทั้ง เพื่อลดความแออัดและเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จึงได้ประสานความร่วมมือไปยังอบจ.สมุทรปราการ และสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ สาธารณสุขอำเภอเมืองสมุทรปราการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมารับการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 โดยการเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงสกุล มาลากุล  สมาชิกวุฒิสภา เดินทางมาร่วมเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในครั้งนี้

สำหรับศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19  เทศบาลตำบลแพรกษาจะเปิดให้บริการฉีดวัคซีนในวันจันทร์-วันศุกร์ รอบแรกตั้งแต่เวลา 8.30 น. เป็นต้นไป และในส่วนของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลแพรกษาและพื้นที่ใกล้เคียงที่มีความประสงค์ที่จะรับการฉีดวัคซีน สามารถติดต่อขอลงทะเบียนได้ที่สำนักงานเทศบาลตำบลแพรกษา วันจันทร์-วันศุกร์ เว้นวันหยุดราชการ หลังทำการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วทางสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ จะส่ง sms แจ้งเตือนวันและเวลาในการรับการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้ทราบ

ที่มา: คิว-ข่าวสมุทรปราการ  รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top