Tuesday, 21 July 2026
NEWS

ส่องหลายประเทศ เริ่มคลายล็อก-ใช้ชีวิตกับโควิดเร็ว ความน่ากังวล ‘ยอดป่วย-ตาย’ ขยับหวนคืน

ปัจจุบันหลายประเทศกำลังผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด เพื่อให้ผู้คนใช้ชีวิตปกติ ล่าสุดนิวซีแลนด์ประกาศเปิดประเทศ ยกเลิกกักตัวคนเดินทาง ส่วนบริษัทใหญ่เกาหลีใต้ขอให้พนักงานตรวจหาเชื้อก่อนมาทำงาน หรืองดมาทำงาน 2 สัปดาห์ ขณะที่บังกลาเทศขยายการปิดโรงเรียนต่อไปอีก เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

แม้ในความเป็นจริง การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 จะยังคงดำรงอยู่ แต่ขณะนี้มีหลายชาติเพิ่มมากขึ้นที่ผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้คนกลับไปใช้ชีวิตด้วยการปาร์ตี้ในไนต์คลับ นั่งดูภาพยนตร์ติดกัน และไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะอีกครั้ง

แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งประเทศจำนวนมากค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มโควิด ท่ามกลางความหวังว่าการแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์โอมิครอนน่าจะผ่านช่วงสูงสุดไปแล้ว ซึ่งอาจถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่งหลังการแพร่ระบาดที่ยาวนานเกือบสองปี และอาจนำไปสู่การรับมือกับโควิดในวิธีเดียวกับการแพร่ระบาดของไข้หวัด

ยุโรปซึ่งเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดมานานหลายเดือน มีการประกาศผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มมากที่สุด ไม่ว่าจะในอังกฤษ ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงหลายประเทศที่ได้ยุติหรือผ่อนคลายมาตรการคุมเข้ม เช่นเดียวกับในสหรัฐฯ ที่หลายเมืองได้มีการยุติคำสั่งให้ผู้คนต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือการสวมใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ แต่ยังบังคับให้มีการสวมใส่หน้ากากอนามัยในโรงเรียนและระบบขนส่งสาธารณะ ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมทั่วโลกมากกว่า 370 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5.6 ล้านคน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศยกเลิกข้อบังคับให้ผู้คนเข้ารับการกักตัวเมื่อเดินทางมาถึงนิวซีแลนด์รวมถึงเปิดประเทศอีกครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับเสียงตอบรับด้วยความยินดีจากชาวนิวซีแลนด์หลายพันคนที่ยังคงติดค้างอยู่ในต่างประเทศ และเฝ้ารอที่จะเดินทางกลับบ้าน ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 นิวซีแลนด์กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการบังคับใช้มาตรการควบคุมชายแดนที่เข้มงวดมากที่สุด โดยผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศจะต้องกักตัวในโรงแรมที่กำกับดูแลโดยทหารเป็นเวลา 10 วัน

ขณะที่บริษัทใหญ่ในเกาหลีใต้บางแห่งใช้มาตรการสกัดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยการขอให้พนักงานตรวจหาเชื้อก่อนมาทำงานในวันนี้ หรืองดมาทำงานเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เนื่องจากคนจำนวนมากเพิ่งกลับจากการเดินทางวันหยุดปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ ตัวอย่างเช่น กาเกาคอร์ป บริษัทแอปพลิเคชันแชตรายใหญ่ ห้ามพนักงานเข้าสำนักงานจนถึงวันที่ 18 ก.พ. โดยจะยกเว้นให้เป็นบางกรณี ซึ่งต้องตรวจหาเชื้อด้วยตัวเองในพื้นที่ที่จัดไว้และมีผลตรวจเป็นลบเท่านั้น และหลังจากวันที่ 18 ก.พ. พนักงานต้องตรวจหาเชื้อก่อนมาทำงาน ด้านเอสเคอินโนเวชัน บริษัทด้านพลังงาน และแอลจีเอเนอร์จีโซลูชัน ผู้ผลิตแบตเตอรี ได้แจกชุดตรวจให้พนักงานตั้งแต่ก่อนปีใหม่ และขอให้ตรวจก่อนกลับมาทำงานตั้งแต่วันนี้ ขณะที่หน่วยงานรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ใช้มาตรการลักษณะเดียวกัน

“นายกฯ” ขอบคุณ หน่วยงานขานรับใช้เทคโนโลยี หนุน อำนวยความสะดวก-ท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล  

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการดำเนินนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ให้ความสำคัญด้านการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมด้านการท่องเที่ยว ทั้งการปรับมาตรการให้สอดรับตามสถานการณ์ในประเทศ และสถานการณ์ในโลก และเพื่อให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจควบคู่กับมาตรการทางสาธารณสุขควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยต่างขานรับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ดำเนินโครงการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ได้อยู่ระหว่างการผลักดันระบบแพลตฟอร์มกลางเพื่อให้บริการชาวต่างชาติ ถือเป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ในส่วนของการอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยว แรงงานต่างชาติ นักธุรกิจ นักลงทุนต่างชาติ นักศึกษาต่างชาติและผู้อยู่อาศัยระยะยาวที่ได้วีซ่าสำหรับพำนักในไทยระยะยาว ทำให้บุคคลเหล่านี้สามารถเข้ามาใช้บริการภาครัฐผ่านช่องทางดิจิทัล ทำให้รับบริการได้ง่ายขึ้น เชื่อมโยงให้เกิดบริการสาธารณะแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว หรือวันสต็อปเซอร์วิส ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งสามารถรับบริการได้ตลอดเวลา ตอบโจทย์ความต้องการและความคาดหวังของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย

นายธนกร กล่าวว่า นายกฯขอบคุณการสนับสนุนของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่พร้อมดำเนินการตามนโยบายที่ได้วางไว้ เชื่อมั่นว่า พอร์ทัลกลางนี้ เมื่อสำเร็จจะเป็นอีกส่วนในการจูงใจให้ชาวต่างชาติสนใจมาเยือนประเทศไทยมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งผลงานนำเสนอศักยภาพของไทยให้ชาวต่างชาติ ได้เห็น นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมีเอกลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรมของไทย ที่หาไม่ได้จากที่ไหนในโลก ทั้งมาตรการทางสาธารณสุข ที่พร้อมดำเนินอย่างเข้มแข็งรัดกุม นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยจะท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ในปี 2565 ไทยตั้งเป้าว่าจะมีการท่องเที่ยวของคนในชาติ ประมาณ 160 ล้านคน/ครั้ง และตั้งเป้าว่าจะมีชาวต่างชาติมาไทย 5-15 ล้านคน ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า ในปี 2565 นี้ ไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 1.3-1.8 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลพร้อมเดินหน้าด้วยการให้ความจริงจังกับการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามนโยบาย โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน BCG Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) ซึ่งเน้นเรื่องการท่องเที่ยวสีขาว (White Tourism) ภายใต้ความสะอาด ความยั่งยืน ความเป็นธรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

"เฉลิมชัย" มอบ "อลงกรณ์" แจงมาตรการรับมือผลไม้ปี 65ต่อคณะกรรมาธิการสภา
 เผย! ไทยครองตลาดผลไม้จีนเป็นอันดับ1 พร้อมพิจารณาเยียวยาชาวสวนลำไย ด้าน “ณัฐวุฒิ” พอใจการทำงานของฟรุ้ทบอร์ดเตรียมทำข้อเสนอสู่ที่ประชุมFruit Board17 ก.พ.นี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจผลไม้ล่วงหน้าทั้งระบบ ได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าประชุมกับคณะกรรมธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม ในวันนี้(3ก.พ.)ที่รัฐสภาเพื่อตอบข้อซักถามและร่วมหารือแสดงความคิดเห็นโดยมี นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นประธาน ดร.ประกอบ รัตนพันธ์คณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วย นายวีระกร คำประกอบที่ปรึกษากรรมการ และคณะกรรมาธิการฯ 

นายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ร่วมประชุมหารือให้ข้อมูล และผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมทุเรียนไทย ผู้แทนสมาคมผูประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด และผู้แทนสมาคมผู้ค้าและส่งออกลำไยภาคตะวันออก เข้าร่วมประชุม

โดยนายอลงกรณ์ชี้แจงถึงศักยภาพผลไม้ไทยและผลงานรัฐบาลโดยใน ปี2564ประเทศไทยครองส่วนแบ่งตลาดผลไม้ในจีน45% เป็นอันดับ1 และส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า1.6แสนล้านบาท(ม.ค-พ.ย2564)โดยเฉพาะทุเรียนส่งออกทะลุแสนล้านเป็นครั้งแรกแม้จะเผชิญปัญหาด่านและการขนส่งจากผลกระทบโควิด19โดยยึดแนวทางและมาตรการการบริหารจัดการผลไม้ 

รวมทั้ง การปฏิรูปเชิงระบบภายใต้5ยุทธศาสตร์ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ และแนวทางการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 – 2570 นอกจากนี้นายอลงกรณ์ยังชี้แจงประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่นโครงการประกันราคาสินค้าเกษตรและผลไม้ ,โครงการ1กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารสู่เกษตรมูลค่าสูง (กรกอ.), ศูนย์AIC(ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม:Agritech and Innovation Center) 77 จังหวัด 

และ ศูนย์ความเป็นเลิศ 23 แห่งสนับสนุนด้านR&D การอบรมบ่มเพาะ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เน้นMade in Thailand เช่น เทคโนโลยีจุลินทรีย์ขจัดการปนเปื้อนและคงสภาพความสดของผลไม้ได้เพิ่มขึ้นโดนAICจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเทคโนโลยีไนโตรเจน( Nitrogen Technology ), การบริหารข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Big Data Center :NABC) ,การบริหารLogistics ผลไม้ และสถานการณ์ด่านรวมทั้งการขนส่งเส้นทางรถไฟจีน-ลาวโดยขบวนรถไฟขนสินค้าเกษตรของไทยไปจีนเที่ยวปฐมฤกษ์ออกจากสถานีเวียงจันทน์ใต้ 27ม.ค.2565

ส่วนการขนส่งผลไม้ไทยเหลือเพียงการก่อสร้างด่านตรวจพืชของจีนที่ด่านรถไฟโมฮ่านก็เริ่มใช้บริการได้ ในขณะที่สถานการณ์ด่านและการขนส่งมีแนวโน้มดีขึ้น ทั้ง4ด่านหลักเปิดบริการยกเว้นช่วงตรุษจีนแต่ยังมีความเสี่ยงจากมาตรการZero Covid ส่วนค่าระวางเรือเริ่มลดลงมีสายการเดินเรือเพิ่มขึ้น 
นายอลงกรณ์ยังได้นำเสนอตัวเลขการส่งออกปี 2564 ซึ่งสามารถส่งออกทำสถิติสูงสุด ทุเรียนทะลุแสนล้านทั้งนี้ 11 เดือน(ม.ค.-พ.ย.)ของปี 2564 ส่งออกผลไม้ 7 ชนิดได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย ลิ้นจี่และมะม่วง จำนวน1,992,751ตันคิดเป็นมูลค่า 165,624ล้านบาทเพิ่มขึ้น 40.75% 

เทียบกับปี 2563 ที่ส่งออก1,718,228 ตัน มูลค่า 117,673ล้านบาท สำหรับทุเรียนส่งออก 903,700ตัน ปริมาณเพิ่มขึ้น38.29% คิดเป็นมูลค่า115,459ล้านบาทเติบโต59.11%เทียบกับปี2563ส่งออก653,476ตันมูลค่า72,566ล้านบาท ทางด้านฤดูกาลผลิตปี2565คาดว่าจะมีผลผลิตออกมา5,200,009ตันเพิ่ม11.39%หรือเพิ่มกว่า5แสนตันเทียบกับปี2563ที่มีปริมาณ4,668,435ตัน โดย 17 มาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2565 

เพื่อดูแลบริหารจัดการผลไม้ทั้งระบบ เป็นมาตรการหลักในการขับเคลื่อน เช่น

1.มาตรการเร่งรัดตรวจและรับรอง GAP ซึ่งมีเป้าหมายในปี 2565 ไม่ต่ำกว่า 120,000 แปลง

2.มาตรการช่วยผู้ประกอบการหรือเกษตรกรหรือล้งกระจายผลผลิตผลไม้ออกนอกแหล่งผลิต กิโลกรัมละ 3 บาท ปริมาณ 80,000 ตัน

3.มาตรการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ส่งออกโดยจะช่วยเหลือดอกเบี้ย 3 %และช่วยผู้ส่งออกที่ส่งออกผลไม้อีกกิโลกรัมละ 5 บาท ปริมาณ 60,000 ตัน

4. กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้มีการใช้พระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญา การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านผลไม้ โดยจะสนับสนุนให้มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเกษตรกรได้ทราบว่าขายผลไม้ได้เท่าไหร่ มีคนซื้อที่มีหลักประกัน เซ็นสัญญาตามกฎหมายชัดเจนไม่ต่ำกว่า 30,000 ตัน 

5.มาตรการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ในประเทศเป็นต้น
ส่วนในกรณีเกิดวิกฤติได้มีการออก5มาตรการแก้ไขปัญหาล่วงหน้าทั้งระบบ ปี 2565ได้แก่
1) มาตรการป้องกันเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเหตุการณ์ไม่ปกติ
2) มาตรการช่วยเหลือในการกระจายสินค้า ควบคุม คุณภาพและกระตุ้นการบริโภคผลไม้
3) มาตรการช่วยเหลือสนับสนุนการส่งออกผลไม้ไทย
4) มาตรการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มผลไม้
5) มาตรการช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่ปกติ

'บิ๊กโจ๊ก'​ ลุย!! ตรวจเรือประมงพาณิชย์ทั้งประเทศ 10,000 ลำ วางระบบให้มีมาตรฐาน สร้างความมั่นใจ ประมงไทยไร้ IUU

(3 ก.พ.65)​ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผช.ผบ.ตร.​ในฐานะประธานคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมง IUU เป็นประธานการประชุม การตรวจเรือประมงแบบบูรณาการ ณ ห้องประกุลาดำ ชั้น​ 7 อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมงโดยมีหน่วยงานเข้าร่วมประกอบด้วย กรมประมง กรมเจ้าท่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.)

ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 กำหนดให้เรือประมงพาณิชย์ที่จะออกทำการประมงต้องได้ใบอนุญาตจากกรมประมง คราวละ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 31 มีนาคม โดยได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมา 3 ครั้งแล้ว ได้แก่ ช่วงปี 2559-2561 ช่วงปี 2561-2563 และช่วงปี 2563-2565 โดยที่ใบอนุญาตทำการประมงกำลังจะสิ้นสุดอายุลงในวันที่ 31 มีนาคม 2565 เจ้าของเรือประมงพาณิชย์จึงต้องยื่นขอใบอนุญาตรอบใหม่ (2565-2567 ) ซึ่งกรมประมงจะต้องออกใบอนุญาตให้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2565

ในการยื่นขอใบอนุญาตทำการประมงดังกล่าว ปกติกรมประมงจะดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานเครื่องมือประมงและจัดเก็บข้อมูลเรือประมงทุกลำ แต่ยังมีข้อมูลบางประการที่ต้องการความรู้ ความชำนาญ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมเจ้าท่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มาร่วมเติมเต็มให้ระบบตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมง มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นในการขอรับใบอนุญาตทำการประมงของเรือประมงพาณิชย์​ ทาง​ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์  จึงได้ประสานงานให้บูรณาการการตรวจเรือประมงพาณิชย์จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งระบบ ครบวงจร โดยกรมประมงรับผิดชอบการตรวจมาตรฐานเครื่องมือประมง  กรมเจ้าท่ารับผิดชอบการตรวจอัตลักษณ์เรือประมง และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับผิดชอบการตรวจเรือประมงเพื่อให้แรงงานบนเรือประมงมีสภาพการจ้างที่สอดคล้องตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ยิ่งไปกว่านั้น พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ผช.ผบ.ตร. ยังได้จัดชุดปฏิบัติการจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วมการตรวจเรือประมงในครั้งนี้ด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ประมงไทย ไร้ IUU อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายการตรวจเรือประมงพาณิชย์ทุกลำที่ขอรับใบอนุญาตทำการประมง จำนวนกว่า 10,000 ลำ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2565 นี้ ซึ่งเจ้าของเรือประมงพาณิชย์ทุกท่านสามารถนัดหมายการตรวจได้ที่ ศูนย์แจ้งเข้าออกเรือประมง (PIPO) หรือสำนักงานประมงจังหวัดทุกแห่ง

เพจดัง ‘LOOK Myanmar’ โต้ ‘ศิโรตม์’ แจงเมียนมาไม่ร้าง-ปชช.ยังใช้ชีวิตปกติ

เพจ LOOK Myanmar ได้โพสต์ข้อความโต้ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ คอลัมน์นิสต์และพิธีกรรายการทีวี ที่โพสต์ข้อความ “เมียนมาปิดประเทศต้านทหาร หยุดทุกกิจการจนแทบทุกเมืองเป็นเมืองร้าง โชว์พลังประท้วงอ่องลายแบบไม่ลงถนน” โดยระบุ ว่า เพจ FB ของ Sirote Klampaiboon ได้โพสต์ถึงสถานการณ์ในเมียนมา แอดในฐานะคนทำงานในเมียนมาขอชี้แจงดังนี้นะ

1.) ทหารเมียนมาจะรบกับชนกลุ่มน้อยไม่ว่าจะเป็นคะฉิ่น กะเหรี่ยง ไทใหญ่ ว้า ปะหล่อง ปะโอะ หรือ ชาวอาระกัน ทุกปีหลังมรสุม พอมรสุมก็จะหยุดยิงกันไป ถามคนในพื้นที่ก็จะพอทราบ เหตุผลมีมากมายตามแต่ละชาติพันธุ์

2.) ปัจจุบันคนพม่าใช้ชีวิตปกติ แต่ความรุนแรงมีมากขึ้นหลังรัฐประหาร ซึ่งมาจากการกระทำของทั้งสองฝ่าย แต่ส่วนใหญ่คนพม่าก็ยังใช้ชีวิตกันปกติเหมือนทุกๆ วัน ดูจากคลิปของคุณ Prasan Barua ได้
 

‘ปูติน’ เริ่มของขึ้น!! ออกสื่ออัด ‘สหรัฐฯ-ยุโรป’ หลังตั้งใจดึงรัสเซียเข้าสู่สงครามให้ได้

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ฉุนขาด!! ออกมาอัดยับ เหล่าบรรดาชาติตะวันตกที่กำลังสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครน เพื่อดึงรัสเซียเข้าสู่สงครามให้ได้ โดยไม่สนใจข้อต่อรองขั้นพื้นฐานของรัสเซียในเรื่องความมั่นคงภายในของยูเครนและรัสเซียเลยแม้แต่น้อย

ท่ามกลางกระแสข่าวว่ารัสเซียเตรียมนำกองทัพบุกยึดยูเครนในไม่ช้านี้ที่หลุดออกมาสะพัด แต่จนแล้วจนรอดรัฐบาลเครมลินก็ปฏิเสธในทุกทีไป เฉกเช่นเดียวกันกับปูตินเอง ที่ไม่ได้ออกสื่อแสดงความเห็นโดยตรงเกี่ยวกับความตึงเครียดบริเวณชายแดนยูเครน-รัสเซียมานาน 

อย่างไรก็ตามแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา และชาติพันธมิตรตะวันตก ซึ่งได้ส่งกองทหารหนุนยูเครน กดดันรัสเซียอย่างหนัก โดยล่าสุด โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ เตรียมส่งกองหนุนเพิ่มให้อีกกว่า 3,000 นาย เข้าไปในเยอรมัน, โรมาเนีย และโปแลนด์ นอกเหนือจากกองกำลังต่างหากของ NATO โดย จอห์น เคอร์บี โฆษกของแพนทากอน ได้กล่าวว่า กองกำลังส่วนนี้มีภารกิจเพื่อสกัดการรุกราน และเสริมกำลังให้กับกองรบแถวหน้าให้กับพันธมิตรของเรา ซึ่งพร้อมเคลื่อนพลประจำการได้ในทันทีเร็วๆ นี้

พอมาถึงจุดนี้ ก็เหมือนจะทำให้ผู้นำรัสเซียเริ่มเดือด และดูท่าจะไม่อดทนอีกต่อไป จนได้มีการออกมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวขณะไปเยือนนายกรัฐมนตรีฮังการีว่า “จนถึงตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ชาติพันธมิตรตะวันตกไม่ได้สนใจข้อเรียกร้องของรัสเซียเรื่องความมั่นคงเลย”

'โค้ชเช' เฮ 'บิ๊กตู่' เซ็นมอบสัญชาติไทย หลังทุ่มเทเพื่อวงการกีฬาไทย  

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ได้ลงนามคำสั่งมอบสัญชาติไทยเพิ่มเติมประจำปีตามวาระ ซึ่งวันนี้นายยอง ซอก เช หรือโค้ชเช หัวหน้าผู้ฝึกสอนนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย  ก็ได้รับสัญชาติไทยเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นคนไทยตามที่เขาข้อร้องมา เพราะเขาดูแลการกีฬาให้ประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร 

“ผบ.ทบ.” เยือนราชอาณาจักรกัมพูชา สานสัมพันธ์ ความร่วมมืองานความมั่นคง

พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมคณะ เดินทางเยือนราชอาณาจักรกัมพูชา อย่างเป็นทางการในฐานะแขกของ กองทัพบกกัมพูชา ระหว่าง 3-4 ก.พ. 2565  นับเป็นการเดินทางไปยังประเทศกลุ่มอาเซียนครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่ง ในโอกาสนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้เข้าเยี่ยมคำนับผู้นำประเทศและผู้บริหารระดับสูงของกองทัพกัมพูชา สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา, สมเด็จพิชัยเสนาเตียบันห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา, พล.อ.วงษ์ ปิเซน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา และพบปะแลกเปลี่ยนประสานความร่วมมือกับ พล.อ.ฮุน มาเน็ต ผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา  

โดยเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และสานต่อความร่วมมือของกองทัพบกทั้งสองประเทศในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ตามแนวชายแดนและด้านสิ่งแวดล้อม การฝึกศึกษา การแลกเปลี่ยนการเยือนของเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ 

ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบก ระบุว่า ประเทศไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เป็นมิตรแท้ที่จริงใจต่อกัน ความสามัคคีและความร่วมมือถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะทำให้ทั้งสองประเทศ สามารถเผชิญกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ได้อย่างมั่นคง รวมทั้งกองทัพบกจะผลักดันและส่งเสริมในความร่วมมือต่างๆตามกลไกที่มีอยู่ต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ทั้งเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือการพัฒนาหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ ตลอดจนการช่วยเหลือผู้ป่วยเจ็บตามแนวชายแดน เป็นต้น 

“ผบ.ทร.” ประณามนายทหารชั้นยศนาวาตรี สังกัดกองทัพเรือ ซ่อนกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำหญิง สั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ลงโทษให้ถึงที่สุด

พล.ร.ท.ปกครอง  มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีที่มีกำลังพลกองทัพเรือชั้นยศ “นาวาตรี” ตั้งกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำหญิง ภายในสำนักงาน โดยผู้ตกเป็นเหยื่อประกอบด้วยข้าราชการพนักงานลูกจ้างและนักเรียนฝึกงาน โดยผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ  จังหวัดชลบุรีไปแล้วนั้น
     
พล.ร.ท.ปกครอง กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ได้ถูกเปิดเผย เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ภายหลัง มีผู้พบกล้อง 2 ตัวติดตั้งอยู่บนฝ้าเพดานห้องน้ำ ในสำนักงานของหน่วยงานราชการในสังกัดกองทัพเรือ  ขณะทำการซ่อมแซมระบบสายไฟ ซึ่งเมื่อตรวจสอบจึงพบว่ามีการซ่อน กล้องต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของ ว่าที่ นาวาตรีเกียรติกร มั่งคั่ง สังกัดแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  กรมแพทย์ทหารเรือ ซึ่งการตรวจสอบข้อมูลภายในคอมพิวเตอร์

พบหลักฐานคลิปวีดีโอของผู้เสียหายขณะทำภารกิจส่วนตัวซึ่งถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558  ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดของ ว่าที่ นาวาตรี  เกียรติกรทได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยได้ทำการกักควบคุมตัว ว่าที่ นาวาตรี เกียรติกูล เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ ไปข่มขู่ผู้เสียหายและมิให้ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ระหว่างสอบสวน ซึ่งผลการสอบสวนเบี้องต้นพบว่า ว่าที่ นาวาตรี เกียรติกรกระทำความผิดจริง 

"จุติ" นำทีม พม. ช่วย "โกดังชาบู" ดึง เชฟชุมพล สอนเมนูใหม่ สู้ชีวิตอีกรอบ!!!

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมด้วย นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทีมผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ พม. ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหาครอบครัวนางสาวมธุรา  อดเหนียว (แก้ว) อายุ 31 ปี เจ้าของร้านโกดังชาบู ย่านตลาดพลู เขตธนบุรี กทม. ซึ่งออกมาไลฟ์สดปิดกิจการทั้งน้ำตา หลังเปิดมานานกว่า 4 ปี และพยายามทำทุกทางเพื่อให้ร้านได้ไปต่อ เนื่องจากได้รับผลกระอย่างต่อเนื่องจากวิกฤตโควิด-19  ทำให้มีหนี้สินจำนวนมาก อีกทั้งต้องดูแลสามีที่มีอาการป่วยเป็นซึมเศร้า ลูกเล็กวัยเรียน 2 คนและคนงานอีก 7 คน

นายจุติ กล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมาที่ร้านโกดังชาบู เพราะเห็นข่าวจากสื่อออนไลน์  โดยทราบว่าปัญหาลักษณะนี้มีมากมายทั่วประเทศ แต่ปัญหาทุกอย่างมีทางออกทางแก้เสมอ มันไม่ง่ายแต่ชีวิตต้องสู้  ซึ่งตนเห็นความเป็นนักสู้ของน้องแก้วและสามีที่มีภาระหนัก ซึ่งวันนี้ ตนมาในฐานะตัวแทนรัฐบาล เพื่อมาช่วยเหลือประชาชน  ขณะนี้ รัฐบาลมีโครงการประนอมหนี้ โดยให้ธนาคารของรัฐและเอกชน เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ทั้งนี้  รัฐบาลอยากให้ทุกท่านรู้ว่า ท่านไม่ได้อยู่คนเดียว  เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  และพร้อมให้โอกาสคนที่ทำงานโดยสุจริต เมื่อเศรษฐกิจฟื้นจากสถานการณ์โควิด-19 ก็จะทำให้ชีวิตเดินต่อไปได้

นายจุติ กล่าวว่า กระทรวง พม. มีความเป็นห่วงในเรื่องครอบครัว  เพราะลูกทั้ง 2 คนที่ไม่อยากไปโรงเรียนเพราะเห็นคุณพ่อคุณแม่เครียดจากปัญหาที่เกิดขึ้น ด้านคุณพ่อเครียดจากภาระหนี้สิน แต่มีคุณแม่ที่สู้ต่อและบอกให้โลกรู้ว่าจะสู้ต่อไป ดังนั้น กระทรวง พม. ได้เข้ามาช่วยเหลือครอบครัวนี้เท่ากับเราได้ช่วยอีก 11 ชีวิต รวมไปถึงลูกจ้างที่ไม่มีที่อยู่ ไม่มีงานทำ โดยเฉพาะช่วยให้เด็กๆ สามารถไปโรงเรียนได้

รวมไปถึงสามีให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม นับว่าเป็นการสร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง ไม่ให้ครอบครัวเปราะบาง ทั้งนี้ กระทรวง พม. ได้ให้ความสำคัญตามนโยบายรัฐบาลว่า เราจะดูแลทุกครอบครัวให้เข้มแข็ง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เหมือนกับปัญหาทุกครอบครัวที่มี มันไม่ง่ายที่จะแก้ปัญหา ถ้าหากเจ้าตัวไม่สู้  ทุกคนพร้อมที่จะช่วยเหลือ เมื่อสู้แล้ว ต้องมีสติ ทักษะ และด้วยสองมือที่ไม่ย่อท้อ แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไปได้

‘ประธานกรรมการ เลิฟปริ้นเซสเฮ้าส์ ลักชัวรี’ นำนักปั่นทีมชาติไทย เข้าอวยพรปีใหม่(จีน)!! เลขาฯประธาน สตง. และอุปนายกสมาคมฯสื่อ

ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ถนนพระราม 6 คุณไชยเวทย์ สมราช / คุณอัจฉริยะญาณี สมราช ประธานกรรมการ และกรรมการ บริษัท เลิฟปริ้นเซสเฮ้าส์ ลักชัวรี (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมด้วยนางสาว เพรชดารินทร์ สมราช นักกีฬาจักรยานหญิง ทีมชาติไทย ชุดปัจจุบันและเจ้าของเหรียญทองแดง ซีเกมส์ ปี 2019 เข้าเยี่ยมพร้อมสวัสดีปีใหม่ และเทศกาลตรุษจีน พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง เลขานุการประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

จากนั้นประธานกรรมการ บริษัท เลิฟปริ้นเซสเฮ้าส์ ลักชัวรี (ไทยแลนด์) จำกัด เข้าอวยพรสวัสดีปีใหม่ นายสมชาย จรรยา อุปนายก สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย

‘ทิพานัน’ ชงท่าเรือเล็กเชื่อมรถ-ราง-เรือ ใต้ BTS วุฒากาศ เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว 

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากการที่นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัด กทม. ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำบริเวณคลองฝั่งธนบุรี ตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ตนต้องขอขอบคุณกรุงเทพมหานครที่ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำบริเวณคลองฝั่งธนบุรี ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของชาวชุมชน โดยเฉพาะคลองด่าน และคลองบางขุนเทียน ในเขตจอมทอง ซึ่งตนได้พยายามขับเคลื่อนให้พี่น้องประชาชนในชุมชนและนอกชุมชนเห็นสำคัญ สร้างความรู้ ความเข้าใจในการอนุรักษ์และฟื้นฟู รวมทั้งข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ในพื้นที่ ด้วยการจัดโครงการ ‘เดิน ล่อง ท่อง คลอง’ ไป เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเชื่อว่าเมื่อมีการเดินหน้าอย่างจริงจังจะได้ประโยชน์ทั้งการระบายการจราจร การรักษาสิ่งแวดล้อม และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ทำให้พี่น้องประชาชนในชุมชนริมคลองในพื้นที่จอมทอง-ธนบุรี และพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ในหลวง” ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ “พล.อ.สุรยุทธ์” เป็นผู้แทนพระองค์วางพวงมาลา เนื่องในวันทหารผ่านศึก 3 ก.พ.

ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พล.อ.สัณทัศน์ นันทิภาคย์หิรัญ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (ผอ.อผศ.)  เป็นประธานพิธีจุดตะเกียงโบราณ ประธานพิธีจุดตะเกียงตามประทีปดวงวิญญาณ และสักการะอัฐิ ณ ห้องจารึกชื่อผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ ภายในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เนื่องในวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2565  ก่อนดำเนินการพิธีวางพวงมาลาของหน่วยงานราชการต่างๆ สมาคม ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ตลอดจนทหารผ่านศึกทุกสมรภูมิ ในเวลา 09.30 น. เพื่อสดุดีวีรกรรมและระลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญ ความเสียสละของทหารผ่านศึกที่ได้สละเลือดเนื้อแม้ชีวิตเพื่อบ้านเมือง

สำหรับพิธีดังกล่าวได้มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมพิธี ซึ่งทุกคนต้องนำหลักฐานมาแสดง ประกอบด้วย ประวัติการฉีดวัคซีนมาแล้ว 2 เข็ม และผ่านการตรวจ ATK มาแล้วไม่เกิน 24 ชั่วโมง หรือ ผ่านการตรวจ RT-PCR มาแล้วไม่เกิน 72 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 

จากนั้นเวลา 11.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์วางพวงมาลา เนื่องในวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2565 เพื่อระลึกถึงและสดุดีวีรกรรมของทหารผ่านศึกในวันที่ 3 ก.พ. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยปีนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มอบหมายให้พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม เป็นตัวแทนร่วมพิธีแทน

ทั้งนี้ภายในงานยังได้เปิดวิดีโอคำปราศรัยของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ฝากมาถึงพี่น้องทหารผ่านศึกว่า “เนื่องในโอกาสที่วันทหารผ่านศึก ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่งในวันที่ 3 ก.พ. ตนขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังพี่น้องทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก ทหารนอกประจำการ และเพื่อนทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของชาติ ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พี่น้องทหารผ่านศึกที่รัก ท่านคือผู้เสียสละในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย ด้วยความกล้าหาญ หลายท่านต้องสูญเสียเลือดเนื้อ และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ได้รับบาดเจ็บพิการทุพพลภาพ ทำให้ประเทศไทยของเราคงความเป็นเอกราชมาได้จนถึงทุกวันนี้

‘ดร.เสรี’ เอ่ยปากชม 'โบว์ ณัฏฐา' ไม่ชนดะ มีตรรกะลดความเกลียดชัง 

3 ก.พ. 65 - ดร.เสรี วงษ์มณฑา ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ดังนี้

อ่านโพสต์ คุณโบว์ (ณัฏฐา มหัทธนา) ระยะหลังนี้ ขอบอกว่าชื่นชมความคิดที่มีเหตุผลของเธอที่จริงใจ ตรงไปตรงมา ดีก็ว่าดี ไม่ดีก็ว่าไม่ดี แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุมีผล มีตรรกะที่ยอมรับได้โดยสนิทใจ

สิ่งที่ถูกใจมากคือความคิดของเธอที่บอกว่าประเทศไม่ควรขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชัง และเราไม่ควรจะรักษาระดับความเกลียดชังเอาไว้

"เครือข่ายคนพิการไทยผู้ค้าสลาก" บุกรัฐสภา!! ร้องตั้งคณะทำงานศึกษาสลากออนไลน์

ที่อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) "เครือข่ายคนพิการไทยผู้ค้าสลาก" นำโดย นายณรงค์ ไปวันเสาร์ นายกสมาคมคนพิการภาคตะวันออก / นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย / นางราตรี พุ่มจำปา นายกสมาคมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการและผู้ด้อยโอกาส (ลาดกระบัง) / นายณรงค์ศักดิ์ มณี (เป๋คลองเตย) พร้อมด้วยสมาชิกคนพิการทางการเคลื่อนไหว คนพิการตาบอด เป็นตัวแทน ยื่นหนังสือต่อ "นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว" ผู้นำฝ่ายค้านรัฐสภา เสนอให้ตั้งคณะทำงานพิจารณาจัดจำหน่ายสลากแบบออนไลน์ของทางสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผ่านระบบแพลตฟอร์ม ( Digital Lottery) โดยจะใช้วิธีการสแกนสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวจริงแล้วนำไปโพสต์ขาย

โดย นายณรงค์ ไปวันเสาร์ กล่าวว่า "เครือข่ายคนพิการไทยผู้ค้าสลาก" เกิดจากการรวมกลุ่มของคนพิการและครอบครัวคนพิการ ซึ่งประกอบอาชีพจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล และถือได้ว่าเป็น "อาชีพหลัก" ของคนพิการ ที่เขาถึงได้โดยสะดวกกว่าอาชีพอื่นใด และเป็นอาชีพที่คนพิการทำมาอย่างยาวนานสร้างรายได้ ให้กับตนเองครอบครัวสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่เป็นภาระต่อครอบครัว ชุมชนสังคม ประเทศชาติ

แต่เวลานี้ตามข่าวข้างต้นของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้แสวงดวง แสวงโชค แต่ในประเด็นที่สำนักงานสลากฯ จะเป็นผู้ดำเนินการจัดทำขายในระบบออนไลน์อาจสุ่มเสี่ยงให้เด็ก เยาวชนเข้าถึงการพนันได้ง่ายหรือไม่ อย่างไร และยังส่งผลกระทบต่อคนพิการ และครอบครัวคนพิการที่จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล (แบบใบ) หรือไม่อย่างไร

จึงได้ ทำหนังสือถึง "นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว" ผู้นำฝ่ายค้านในสภา เสนอให้ตั้งคณะทำงานศึกษารับฟังความคิดเห็นผลกระทบต่าง ๆ โดยรอบด้าน และศึกษาเกี่ยวกับ "พระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล" ที่มีกฎหมายไม่ให้จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งการกระทำนี้อาจจะขัดต่อกฎหมายหรือไม่ อย่างไร จึงอยากให้พิจารณาอย่างถ่องแท้ และรับฟังจากสังคมในทุกมิติ

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top