Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

พร้อมรับมือ สอ.รฝ.เตรียมกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ เพื่อบรรเทาสาธารณภัย

เมื่อวันที่ 11 ต.ค.66 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) เตรียมความพร้อมกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย ร่วมพิธีตรวจความพร้อมจาก พลเรือโท สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ณ บริเวณหน้ากองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี นาวาโท ศิวดล แปลงแดง ผู้บังคับกองพันต่อสู้อากาศยานที่ 11 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นหัวหน้าชุดรับตรวจความพร้อม ประกอบด้วย กำลังพล 30 นาย ชุดค้นหาและกู้ภัย (USAR) จำนวน 15 นาย พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ รถผลิตน้ำดื่ม รถครัวสนาม รถพยาบาล พร้อมเจ้าหน้าที่พยาบาล 

ทั้งนี้ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จัดกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์จากหน่วยต่าง ๆ ประกอบกำลังเป็นหน่วยบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ที่มีขีดความสามารถในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อเป็นการเน้นย้ำ สร้างการตระหนักรู้ ในหน้าที่ของกำลังพลของหน่วยบรรเทาสาธารณภัย และยุทโธปกรณ์ ที่ได้รับการตรวจทดลอง รวมทั้งซ่อมบำรุง เพื่อให้พร้อมในการบรรเทาภัยพิบัติ ตามที่กองทัพเรือ ได้สั่งการให้หน่วยต่าง ๆ เตรียมการรับคำสั่งการปฏิบัติในช่วงฤดูมรสุม ให้ความช่วยเหลือประชาชน และผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ อีกทั้งยังมีขีดความสามารถในการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กำลังพลของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท และเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติได้ทันทีเมื่อมีการสั่งการ เพื่อเป็นกำลังหลักของกองทัพเรือ พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างแท้จริง

ตรัง-ม.อ. ตรัง โชว์ผลงานวิจัยขับเคลื่อนชุมชนผนึกกำลังเครือข่ายสัมพันธ์ สงขลานครินทร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดโครงการเครือข่ายสัมพันธ์ สงขลานครินทร์ ครั้งที่ 4 (The 4th PSU Network on Trang Campus) เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะผลงานเพื่อชุมชน รวมทั้งเป็นการกระชับความสัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายการสื่อสารผลงานและกิจกรรมมหาวิทยาลัยสู่สื่อมวลชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยในปีนี้จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม 2566 โดยมี ผศ. ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ผศ. ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ และรักษาการแทนรองอธิการบดีวิทยาเขตตรัง ผศ. ดร.เถกิง วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนจากส่วนกลาง ภาคเหนือ และพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ตลอดจนเครือข่ายประชาสัมพันธ์ทั้ง 5 วิทยาเขต ที่เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

ผศ. ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี กล่าวว่า ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้มีการดำเนินภารกิจทั้งการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ การผลิตบัณฑิต การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัย การขับเคลื่อนสังคมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน การวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ การมีระบบรักษาพยาบาลที่มั่นใจในคุณภาพ คุณธรรมและการรักษาพยาบาลที่เป็นเลิศ รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการ มีการพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และได้นำผลงานนวัตกรรมและบริการวิชาการ สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพในระดับต้น ๆ ของประเทศและระดับโลก การวางแผนการดำเนินงานใน 4 ปี จนถึงปี 2570 

มหาวิทยาลัยได้มีการกําหนดวิสัยทัศน์ใหม่ให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าของโลก เพื่อสร้างศักยภาพในการดำเนินการเรื่องที่สําคัญและส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งต่อชุมชนภาคใต้ ประเทศไทยและสังคมโลกได้อย่างแท้จริง จะมีการปรับวิธีการทำงานให้พร้อมที่จะร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ในการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของสังคม โดยใช้ศักยภาพของสถาบันที่เป็นสมองของประเทศที่ทุกคนให้ความเชื่อถือและไว้วางใจ โดยจะเน้นการขับเคลื่อนเพื่อวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ 5 ประเด็น คือ เรื่องเกษตรอาหาร สุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สังคมพหุวัฒนธรรม และการสร้างนวัตกรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทย และเป็นความพร้อมของสงขลานครินทร์

“โครงการเครือข่ายสัมพันธ์ สงขลานครินทร์ ครั้งที่ 4” นอกจากสื่อมวลชนจะได้เยี่ยมชมหน่วยงานและผลงานของวิทยาเขตตรัง เพื่อการนำข้อมูลข่าวสารออกเผยแพร่ทางสื่อแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายระหว่างสื่อมวลชนและผู้ปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย เพื่อความร่วมมือกันต่อไปในอนาคต

ผศ. ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ และรักษาการแทนรองอธิการบดีวิทยาเขตตรัง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประกอบด้วย 5 วิทยาเขต แต่ละวิทยาเขตมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ภาพของมหาวิทยาลัยโดยใช้ข้อมูลและสถานที่การจัดกิจกรรมหมุนเวียนกันทุกวิทยาเขตในแต่ละปี เพื่อแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเป็นการสานสัมพันธ์ทั้งระหว่างบุคลากรผู้ปฏิบัติงานภายในมหาวิทยาลัยด้วยกันเอง และกับเครือข่ายสื่อมวลชนในส่วนกลางและในพื้นที่ 

การจัดโครงการนี้ ผู้เข้าร่วมได้นำเยี่ยมชม หลักสูตรการเรียนการสอนที่น่าสนใจของวิทยาเขตตรัง เช่น ด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ และผลงานเด่น ๆ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ทำเพื่อชุมชน เช่น ผลงานวิจัยเส้นทางการท่องเที่ยวในชุมชนย่านเมืองเก่ากันตัง ชุมชนย่านตาขาวหรือย่านตาขาวโมเดล และสัมผัสวิถีชิวิตชาวเลที่ชุมชนบ้านน้ำราบ เป็นต้น เพื่อประชาสัมพันธ์วิทยาเขตตรัง และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น 

นอกจากยังมี นิทรรศการ และผลงานเด่นหน่วยงาน ของมหาวิทยาลัย ได้แก่ นครตรัง Innovation City (TRM+ICM+PART+PA), โครงการ U2T, โครงการมูลนิธิชมรมรากแก้ว, การทำ Digital Marketing ให้กับสถานประกอบการ (IDTM+DBIZ), MikroTik, Equity, BE Hall of Frame, Digital Accounting รางวัลสหกิจศึกษา – ACC Microneed, แผ่นเข็มขนาดไมครอนแบบสลายตัวได้, กรรมวิธีการผลิตไบโอแคลเซียม, เจลลี่พร้อมดื่มจากน้ำส้มสายชุหมัก, ผลิตภัณฑ์/สินค้าจากงานวิจัย ของศูนย์แสดงงานวิจัยและนวัตกรรม Research and Innovation Exhibition Center : RIEC (ริเอะ), สหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน, งานพันธกิจเพื่อสังคม, งานบริการวิชาการ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน, งานพัฒนาการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในภาคใต้, ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงโอเลโอเคมีแบบครบวงจร, โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพชุมชนและผู้ประกอบการเพื่อยกระดับรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวของชุมชน เกาะแรต จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ผลิตภัณฑ์จากชุมชนภายใต้การสนับสนุนจากโครงการ Pattani Heritage City วงแหวนพหุวัฒนธรรม โครงการวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจนแบบบูรณาการจังหวัดปัตตานี และสถาบัน ขงจื๊อภูเก็ต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ตรัง-สงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน YICMG 2024ประกวดออกแบบนวัตกรรม แก้ปัญหาพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง จัดแถลงข่าวเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประกวดออกแบบนวัตกรรม “The Youth Innovation Competition on Lancang-Mekong Region’s Governance and Development” หรือ YICMG 2024 โดยมี ผศ. ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี พร้อมด้วย ผศ. ดร.ปาริชาติ มณีมัย คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการจัดการ และ ดร.สุธิภรณ์ ตรึกตรอง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ วิทยาเขตตรัง ร่วมแถลงข่าว ณ โรงละคร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 The Youth Innovation Competition on Lansang – Mekong Region’s Governance and Development (YICMG) เป็นการประกวดออกแบบนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาในมิติต่าง ๆ บนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาในระดับปริญญาตรี ไม่จำกัดคณะ ชั้นปี ของทุกมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงรวม 6 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพเมียนมาร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ราชอาณาจักรไทย และราชอาณาจักรกัมพูชา ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนหลายหน่วยงานของจีน โดยมีมหาวิทยาลัยฟู่ต้าน เมืองเซี่ยงไฮ้ เป็นผู้ดำเนินการหลัก พร้อมกับมหาวิทยาลัย อีก 2 แห่งในจีน คือ มหาวิทยาลัยชิงไห่ และมหาวิทยาลัยกว่างซี ร่วมดำเนินโครงการ โดยได้จัดการแข่งขันครั้งแรกในปี 2559 ณ เขตการปกครองตนเองยูซู (Yushu Tibetan Autonomous Prefecture) มณฑลชิงไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง มีส่วนร่วมในการแข่งขันโครงการ YICMG ตั้งแต่การจัดการแข่งขันในครั้งที่ 1 โดยนักศึกษาให้ความสนใจและสมัครเข้าส่งผลงานในทุกปี และได้รับรางวัลต่าง ๆ อาทิ รางวัลชนะเลิศประเภท The Best Multi-national Team ในปี 2559 รางวัล The Best Incubation ในปี 2561 รางวัล The Best Creative Award ในปี 2564 และล่าสุดได้รับรางวัล The Most Valuable Question และ รางวัล The Most Creative Team จากการแข่งขันครั้งที่ 7 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา

นอกจากการส่งนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันในทุกๆ ปีแล้ว มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังส่งอาจารย์เข้าร่วมโครงการ YICMG ในฐานะ Expert อีกด้วย โดยมีหน้าที่หลักในการให้ความรู้ คำแนะนำ ข้อคิดเห็นต่อผลงานของนักศึกษาจากทุกทีมและทุกประเภทที่เข้าร่วมการแข่งขัน อีกทั้งยังร่วมกับ Expert จากประเทศอื่น ๆ ในการลงคะแนนตัดสินผลงานของผู้เข้าประกวด

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังได้ร่วมลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยฟู่ต้าน และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั้ง 6 ประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ณ มหาวิทยาลัยฟู่ต้าน เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการสร้างความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการ YICMG โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับการพิจารณาให้จัดตั้งศูนย์ YICMG ซึ่งจะเป็นศูนย์บริการในการศึกษา ค้นคว้าวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงของประเทศไทย โดยจัดตั้ง ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง

สำหรับการแข่งขัน YICMG ครั้งที่ 8 ประจำปี 2024 ซึ่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นเจ้าภาพ จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต โดยมหาวิทยาลัยมีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านพื้นที่ อาคาร สถานที่ที่เอื้อต่อการจัดการแข่งขัน เช่น ห้องประชุมที่มีหลายขนาด ตามรูปแบบการใช้งานที่ต้องการ ที่พักสำหรับคณะทำงาน PSU Lodge โรงแรมที่พักสำหรับผู้เข้าร่วมการแข่งขัน และแขก VIP จากทุกชาติสมาชิก 

ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่วิทยาเขตภูเก็ต อีกทั้งยังมีอาจารย์ บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดโครงการระดับนานาชาติกระจายอยู่ในทุกวิทยาเขต ซี่งสามารถร่วมมือกันเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในครั้งนี้ นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังเล็งเห็นถึงโอกาสอันดีที่มหาวิทยาลัยฯ ได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพ ในการฝึกฝนนักศึกษาให้มีทักษะสากล ผ่านการเรียนรู้จากการทำงานจริงในระดับนานาชาติ และมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมทุกด้านต่อการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในครั้งนี้

‘กองทุนดีอี’ หนุนทุกภาคส่วนร่วมต่อยอดเทคโนโลยี 5G เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยดิจิทัลครบทุกมิติ

สดช. จัดเวทีสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ (ร่าง) มาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G หวังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มศักยภาพในทุกมิติ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2566 นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ (ร่าง) มาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G โดยมีนายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนานโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วม ณ โรงแรม PULLMAN BANGKOK KING POWER กรุงเทพฯ

นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า สดช. ได้ดำเนินโครงการจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ซึ่งได้ทำการศึกษายุทธศาสตร์ชาติ นโยบายและแผนระดับชาติ แผนงาน มาตรการ โครงการ และแนวปฏิบัติที่ดีของต่างประเทศ รวมถึงข้อมูลด้านกฎหมาย กฎ ระเบียบ และรูปแบบแนวทางในการจัดทำมาตรการฯ โดยผลการดำเนินงานในปัจจุบัน สดช. ได้จัดทำ (ร่าง) มาตรการฯ และเอกสารคู่มือที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยมาตรการ 3 กลุ่ม ได้แก่ มาตรการสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และมาตรการการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุน เพื่อกระตุ้นการขับเคลื่อนและผลักดันภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสู่การปฏิบัติจริงที่จะก่อให้เกิดการลงทุนและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างระบบนิเวศด้านการลงทุนให้พร้อมต่อการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยต่อไป

“ทั้งนี้ สดช. ยังมีภารกิจสำคัญในการกำหนดทิศทางและวางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งเป็นแกนกลางในการส่งเสริม ประสาน และบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มศักยภาพในทุกระดับและทุกมิติของภาคเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยที่ผ่านมา สดช. ได้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย ระยะที่ 1 ที่ได้สิ้นสุดไปในปีที่ผ่านมา และปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าว ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) ซึ่งประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการพัฒนาโครงข่าย 5G ประสิทธิภาพสูง ยุทธศาสตร์ที่ 2 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านเทคโนโลยี 5G ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยี 5G และยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาระบบนิเวศให้พร้อมต่อการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G สำหรับการจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องและสนับสนุนยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ของแผนปฏิบัติการว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย รวมถึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2561-2580 ฉบับทบทวน โดยมีตัวชี้วัดในภาพรวม 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ มูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Digital Contribution to GDP) ปี พ.ศ. 2570 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน World Digital Competitiveness Ranking ปี พ.ศ. 2570 อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก หรืออยู่ใน 3 อันดับแรกของอาเซียน และสถานภาพการเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy: DL) ของประชาชนคนไทยมากกว่า 80 คะแนน ในปี พ.ศ. 2570” นายภุชพงค์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

ด้านนางสาวสิริกาญจน์ สุขผล ผู้อํานวยการกลุ่มบริหารกองทุน ได้กล่าวถึงบทบาทของกองทุนฯ บนเวทีเสวนา "การส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี5G" ว่า กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือกองทุนดี มีหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัล โดยการจัดสรรเงินทุนสนับสนุนในแต่ละปีนั้น จะขึ้นอยู่กับงบประมาณที่กองทุนดีอีได้รับมากจาก กสทช. 

ทั้งนี้ ทางกองทุนดีอี จะจัดสรรเงินทุนสนับสนุนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยแบ่งเป็น 2 ด้าน ส่วนแรก เป็นการสนับสนุนด้านการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนที่สอง เป็นการสนับสนุนด้านการวิจัย โดยโครงการที่จะนำเสนอเข้ามานั้น ทางกองทุนฯ อยากให้คำนึงถึงโครงการที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในเชิงสาธารณะ 

“การนำเสนอโครงการที่ต้องทุนสนับสนุน เพื่อการจะพัฒนาขึ้นนั้น จะต้องส่งผลประโยชน์ต่อมุมกว้าง มีการให้บริการประชาชนในหลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล อาจจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ขณะเดียวกันในส่วนของการวิจัยนั้น จะเน้นไปที่โครงการที่ทำการวิจัยด้วยเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ๆ เช่นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G โดยทางกองทุนฯ เปิดกว้างให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน หรือกลุ่มบุคคลทั่วไป สามารถจะเสนอขอรับทุนได้ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี 5G ไปต่อยอดประยุกต์ใช้กับบริการด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษาการ การพัฒนากำลังคนดิจิทัล และพัฒนาเมืองปลอดภัยน่าอยู่ หรือ สมาร์ทซิตี้ ซึ่งหน่วยงานที่มีโครงการอยู่ในมือ ต้องการจะพัฒนาขึ้น แต่ยังขาดเงินทุนสนับสนุน ก็สามารถนำเสนอโครงการเข้ามาได้ที่กองทุนฯ ซึ่งจะเปิดรับในช่วงต้นปี ประมาณเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ ของแต่ละปี” นางสาวสิริกาญจน์ กล่าว

‘ฟิวเจอร์พาร์คฯ’ แจงปมเด็ก 4 ขวบถูกบันไดเลื่อนหนีบนิ้วหลุด ยัน!! ไม่นิ่งนอนใจ ย้ำ!! ระบบบันไดเลื่อนเป็นไปตามมาตรฐาน

จากกรณีที่เพจ ‘อยากดังเดี๋ยวจัดให้รีเทริน์ part6’ แชร์โพสต์ของกลุ่มข่าวถึงชาวรังสิตที่ระบุข้อความว่า “รบกวนพี่ ๆ ในกลุ่มนี้หน่อยนะคะ ลูกไปห้างชื่อดังย่านรังสิตกับแม่และพ่อ เหตุเกิดเมื่อประมาณวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม ที่ห้างดังกล่าว มีใครพอมีรูปหรือถ่ายภาพ เห็นผู้ชายอุ้มเด็กเลือดไหลไหมคะ พอดีลูกโดนบันไดเลื่อนที่ห้าง หนีบนิ้วขาด แล้วเด็กแค่ 4 ขวบเองค่ะ วอนพี่ ๆ ใครมีรูปหรือคลิปส่งให้หนูหน่อยนะคะ”

นอกจากนี้ เธอได้ระบุเพิ่มเติมว่า “วอนพี่ ๆ ส่งรูปหรือแชตส่วนตัวก็ได้ค่ะ หนูมีลูกคนเดียว หัวอกคนเป็นแม่ใจจะขาด” พร้อมกับโพสต์รูปเด็กชายวัย 4 ขวบ ที่มีการพันผ้าก๊อซพันแผลที่นิ้วมือข้างขวา

หลังจากที่โพสต์มี การเผยแพร่ออกไป ผู้สื่อข่าว พยายามติดต่อไปยังผู้ปกครองของเด็กชายผู้บาดเจ็บดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อได้และได้ไปติดตาม ที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ก็ไม่พบว่า มีการไปลงบันทึกประจำวันหรือว่าแจ้งความไว้

ล่าสุด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ออกประกาศชี้แจงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ระบุว่า จากภาพที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ และสำนักข่าว ณ ขณะนี้ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ขอเรียนแจ้งให้ทราบ ว่าทางศูนย์การค้าฯ เสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นอุบัติเหตุบริเวณบันไดเลื่อน ในวันที่ 7 ตุลาคม 2566 เวลาประมาณ 14.22 น.

ทางศูนย์ฯ มิได้นิ่งนอนใจ เมื่อได้รับการแจ้งเหตุก็ได้รีบเข้าไปให้การช่วยเหลือทันที พร้อมทั้ง ประสานส่งตัวเด็กเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลเปาโล โดยมีเจ้าหน้าที่ทางศูนย์ฯ เข้าไปดูแลอำนวยความสะดวกและได้ดูแลค่ารักษาพยาบาลเด็กอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันเกิดเหตุ

ทางศูนย์ฯ ตระหนักและคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าทุกท่านเป็นสำคัญ โดยมีมาตรการในการตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์การใช้งานต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอโดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญ กรณีที่เกิดเหตุได้มีการประสานไปยังบริษัท ที่ดูแลเพื่อทำการตรวจเช็กระบบการทำงานซึ่งได้รับการยืนยันว่าการทำงานเป็นไปตามมาตรฐาน ‘ไม่ได้เกิดจากตัวอุปกรณ์แต่อย่างใด’

กรณีที่ทางศูนย์ฯ มิได้นำภาพวิดีโอขณะเกิดเหตุมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ด้วยศูนย์ฯ คำนึงถึงสิทธิเด็ก และสภาพจิตใจของครอบครัวที่ได้รับอุบัติเหตุในครั้งนี้

ทางศูนย์การค้าฯ ขอน้อมรับทุกความคิดเห็นและขอบคุณในคำแนะนำอันเป็นประโยชน์ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาในการให้บริการในครั้งต่อไป    

'ขนส่งชื่อดัง' รับ!! ลดค่าคอมไรเดอร์ เป็นไปตามกลไกอุตสาหกรรม ยัน!! กลุ่มพนักงานอ้างถูกใช้งานเกินขอบเขต ไม่เป็นความจริง

(11 ต.ค.66) กรณี เพจสหภาพไรเดอร์ โพสต์ข้อความ “พนักงาน…..ลาออกเกือบทั้งประเทศ ถูกลดค่าคอม และต้องส่งสินค้าต่อวัน 200-500 ชิ้น และทำงานหกโมงเช้าถึงเที่ยงคืนไม่มี OT”

พร้อมระบุว่า “พนักงานบางท่านถูกลดค่าคอมจาก 8,000 บาท เหลือไม่ถึง 500 บาท และบริษัทออกกฎระเบียบใหม่คือพนักงานต้องทำงาน 92% ต้องส่งสินค้าวันละ 300-500 ชิ้น และจะได้ค่าคอมเพียงแค่ 40-80 ชิ้นท่านั้น ที่เหลือคือทำงานฟรี ไม่มีค่าน้ำมัน ค่าคอมมิชชันก็น้อยลง รวมถึงไม่มีค่า OT ยุคที่ทุนขูดรีดแรงงานได้ตามอำเภอใจ รัฐไทยมั่วทำอะไรอยู่?”

ล่าสุด แหล่งข่าวจากบริษัทขนส่งเอกชนรายนี้ ชี้แจงว่า

“กรณีทางบริษัทมีการปรับลดค่าตอบแทนพนักงานจริง เนื่องจากเป็นไปตามกลไกของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่มีการแข่งขันสูง และเป็นไปตามแผนการดำเนินการของบริษัท

ประกอบกับที่ผ่านมา ทางบริษัทมีการให้ค่าตอบแทนพนักงานสูงกว่าเจ้าอื่นๆ ในตลาด ซึ่งการปรับลดค่าตอบแทน อาจจะนำมาสู่ความไม่พอใจของพนักงานบางส่วน จนตัดสินใจลาออก ทำให้มีอดีตพนักงานบางคนออกมาโจมตีองค์กรผ่านโซเชียลมีเดียในทางเสียหาย โดยประเด็นที่มีการระบุว่า บริษัทให้ทำงานถึง 18 ชม. ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และกรณีให้ส่งสินค้า 300-500 ชิ้นไม่เป็นความจริงเช่นกัน

ส่วนประเด็นที่บางโกดังมีพัสดุตกค้าง ยอมรับว่ามีบางจุดที่มีปัญหาจริง จากการที่พนักงานลาออก เช่น พื้นที่ กทม.บางแห่ง ซึ่งบริษัทก็กำลังดำเนินการแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด และยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบภาพรวมการทำงานของทุกสาขา และยังสามารถให้บริการลูกค้าได้เหมือนเดิม

พัสดุที่ตกค้าง เรามีการรับคนเพิ่ม ดึงจากสาขาใกล้เคียง ที่ไม่ได้มีผลกระทบเข้าไปเติม ซึ่งกำลังเร่งเคลียร์อยู่ แต่เรื่องพัสดุคงค้างกับเรื่องของค่าที่เขาพูดกัน มันคนละเรื่องกัน ทำให้สังคมมองว่าคุณไม่ดูแลพนักงาน พนักงานก็เลยออก ก็เลยมีคนมาส่งพัสดุ ยืนยันเรื่องทั้งหมดไม่ใช่สาเหตุมาจากน้ำท่วม ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม และไม่ใช่เรื่องน้ำมันแพง”

ตร. ตีแผ่ “HOT” หลักคิดในการสังเกตวัตถุต้องสงสัยที่อาจเป็นระเบิด 

วันนี้ (11 ตุลาคม 2566) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งในด้านชีวิตร่างกาย และทรัพย์สิน ตลอดจนกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ สร้างความหวาดกลัวขึ้นในสังคม และเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุดคือ เหตุการณ์กราดยิงในห้างสรรพสินค้า แต่ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง แม้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็สร้างความเสียหายได้เป็นจำนวนมาก นั่นก็คือเหตุการณ์วางระเบิดในที่สาธารณะ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอมาตีแผ่หลักคิดในการสังเกต ว่าอะไรคือวัตถุต้องสงสัยที่อาจเข้าข่ายเป็นวัตถุระเบิด โดยใช้หลัก HOT ดังนี้

“H – Hidden” หรือ ถูกซุกซ่อน หมายถึง สิ่งของดังกล่าวถูกวางไว้ในจุดที่มองเห็นได้ยาก หรือถูกซุกซ่อนไว้โดยมีเจตนาอำพรางไม่ให้มองเห็น

“O - Obviously Suspicious” หรือ น่าสงสัย หมายถึง การพบสายไฟ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือชิ้นส่วนที่คล้ายระเบิด อยู่ที่สิ่งของดังกล่าว

“T - Not Typical” หรือ ผิดปกติ หมายถึง เป็นสิ่งของที่ปกติไม่ควรอยู่ในสถานที่ดังกล่าว หรืออยู่ในบริเวณที่หากมีการระเบิด จะเป็นอันตรายร้ายแรง

โดยหากพี่น้องประชาชนพบเห็นสิ่งของหรือวัตถุใด ที่เข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น ให้สงสัยไว้ก่อนว่าวัตถุดังกล่าวเป็นวัตถุต้องสงสัยที่อาจเป็นวัตถุระเบิด ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัส เว้นระยะห่าง และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบทันที

สุดท้ายนี้ แม้ว่าเหตุระเบิดในประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ถือเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างร้ายแรง พี่น้องประชาชนจึงควรที่จะศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปฏิบัติในเมื่อเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อเป็นการสร้างสังคมที่ปลอดภัย และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบเห็นวัตถุต้องสงสัย ให้แจ้งให้ผู้รับผิดชอบสถานที่ดังกล่าวทราบโดยเร็ว หรือโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่ สายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘การรถไฟฯ’ แจงดรามา!! ไม่ได้ออกก่อน 1 นาที ซ้ำ!! เช็กกล้องวงจรปิด พบผู้โดยสารขึ้นผิดฝั่ง

(11 ต.ค. 66) จากกรณีที่คุณแม่รายหนึ่งสอบถามในกลุ่ม ‘รถไฟไทย TrainThailand’ ว่าลูกสาวไปขึ้นรถไฟไม่ทัน แม้ว่าจะไปก่อนเวลา 1 นาที กล่าวคือตั๋วรถไฟระบุให้ขึ้นรถเวลา 15.24 น. ลูกสาวไปถึง 15.23 น. และรถไฟเคลื่อนตัวออกไปพอดี แม้จะวิ่งไปบอกคนโบกธงแต่ก็ไม่ทัน สุดท้ายตกรถไฟนั้น

ล่าสุด การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ตามที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข่าว กรณีผู้โดยสารที่เป็นเยาวชนเดินทางมาขึ้นรถไฟที่สถานีศาลายาไม่ทัน เนื่องจากขบวนรถมีการออกก่อนเวลา 1 นาทีนั้น

นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า เมื่อเกิดเหตุดังกล่าว นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟฯ ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที ซึ่งจากตรวจสอบข้อมูลจากกล้องวงจรปิดภายในสถานี รวมถึงสอบถามข้อมูลกับนายสถานีศาลายาที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่า ขบวนรถไฟได้เคลื่อนขบวนออกจากสถานีตามเวลาที่กำหนดในตั๋วโดยสาร 15.24 น. ไม่ได้มีการออกก่อนเวลาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ รายละเอียดข้อมูลที่ปรากฏจากกล้องวงจรปิดและคำให้การของนายสถานีศาลายามีรายละเอียดว่า ขบวนรถดังกล่าวคือขบวนรถด่วนพิเศษที่ 31 กรุงเทพฯ-ชุมทางหาดใหญ่ โดยในวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ขบวนรถได้มาถึงที่สถานีศาลายา เวลา 15.20 น. (ก่อนกำหนดเวลา 3 นาที) ซึ่งตามปกติขบวนรถจะหยุดเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารประมาณ 1 นาที

แต่ปรากฏว่าในวันดังกล่าวขบวนรถได้หยุดที่สถานีศาลายาเป็นเวลา 4 นาที จนกระทั่งถึงเวลา 15.24 น. ซึ่งเป็นเวลาขบวนรถต้องออกตามที่ระบุในตั๋วโดยสาร นายสถานีศาลายาได้ออกมาปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของผู้โดยสาร เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้ว และประตูขบวนรถไฟอัตโนมัติปิด จึงแจ้งให้พนักงานกั้นถนนนำเครื่องกั้นลง จากนั้นให้สัญญาณขบวนรถออกตามเวลาที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม หลังจากขบวนรถออกจากสถานีไปเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าได้มีผู้โดยสารเยาวชน 2 คน เข้ามาแจ้งนายสถานีว่าไม่สามารถขึ้นขบวนรถได้ทัน ซึ่งจากการสอบถามและตรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่า ผู้โดยสารเยาวชนทั้ง 2 คนได้วิ่งเข้ามาคนละฝั่ง ซึ่งไม่ใช่จุดขึ้นลงขบวนรถ และขบวนรถได้ออกไปแล้ว จึงไม่สามารถแจ้งให้ขบวนรถหยุดได้ เพราะอาจกระทบต่อกฎข้อบังคับด้านความปลอดภัย

เพจดัง แฉ!! สส.ปราจีนบุรี เขต 2 ก้าวไกล คุกคามทางเพศสาว แถมบทลงโทษพรรคแสนเบา ลั่น!! มีลูก 2 คนแล้วทำไมยังหื่น

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 66 เพจเฟซบุ๊ก ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ โพสต์ภาพข้อความใน X (ทวิตเตอร์) ที่มีผู้ใช้งานรายหนึ่งเขียนแคปชันว่า…

“จริงครับ เพื่อนผมทำงานอาสากับ…ถูก สส.ปราจีนบุรี คุกคามทางเพศทั้งในแชทส่วนตัวแล้วยังลวนลามอีก แจ้งพรรค แจ้งใคร ก็ไม่มีใครสนใจ สส. ก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่”

โดย เพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร นำข้อความดังกล่าว มาโพสต์พร้อมแคปชัน ระบุว่า “พรุ่งนี้หนูจะนั่งรถตู้ไปปราจีนนะคะ แชทในคอมเมนต์ค่ะ”

อีกทั้งยังได้โพส์ตรูปภาพพร้อมแคปชันที่ระบุว่า “สส.ถูกกล่าวหาคุกคามทางเพศอีกแล้วค่ะ”

ตลอดทั้งวัน เพจดังกล่าวยังมีการโพสต์ภาพ สส.เขต 2 ปราจีนบุรี พรรคก้าวไกล พร้อมข้อความระบุว่า “#ทุกคนคะ ถ้าพี่แจ้ สส.ปราจีน เขาจะขายดิลโด้จริงบอกหนูรับซื้อเองค่ะ ขออีเมล์ด้วยค่ะ”

ก่อนจะมีอีกโพสต์ ระบุว่า “ว๊ายย!! ทำผิดวันนี้ ลงโทษอีก 3 ปี ไหวหรือคะ แถมทำผิดตั้งแต่เดือน ส.ค. จนถึงตอนนี้ยังสอบไม่เสร็จ พี่แจ้ลงพื้นที่ถ่ายรูปแบบนี้เหมาะสมหรือคะ ขอบคุณข้อมูลจากเพจ RightTeam ค่ะ”

และโพสต์สุดท้าย เขียนข้อความ ระบุว่า “#ทุกคนคะ พี่แจ้ลูก 2 แล้วนะคะ ทำไมยังหื่นอีกคะ?”

‘นายกฯ’ ห่วงคนไทยในเขตสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ สั่งเจ้าหน้าที่อพยพพลเมือง-ช่วยเหลือตัวประกันเร่งด่วน

(11 ต.ค. 66) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้เพิ่มเจ้าหน้าที่เพื่อดูแล ช่วยเหลือคนไทย โดยได้ชี้แจงถึงการทำงานรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งการ เริ่มทำงานตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง 

นายชัย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจง ว่า สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดำเนินอยู่นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชนคนไทย ในการเตรียมแผนอพยพคนไทยมีความคืบหน้าเพิ่มเติม 2 ทาง

ทางแรก กลับมาโดยสายการบินพาณิชย์
ทางที่สอง กลับโดยเครื่องบินกองทัพอากาศไปรับ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ชุด 
1. อพยพออกมาพรุ่งนี้ถึงไทยวันที่ 12 ต.ค. 66 ประมาณ 15 คน ชุดแรกนี้เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและแรงงานที่อพยพจากพื้นที่เสี่ยงภัย 
2. อพยพประมาณ 140 คน ออกจากไทยในวันที่ 14 ต.ค. 66 เป็นการส่งเครื่องบินกองทัพอากาศ Airbus A340 ไปรับ และจะไปถึงกรุงเทลอาวีฟ นครหลวงของอิสราเอลในวันที่ 15 เพื่อเตรียมพร้อมรับคนไทยกลับบ้านทันทีที่ได้รับอนุญาตจากทางการอิสราเอล 
3. ส่งคนไทยจำนวน 80 คนกลับทางเครื่องบินพาณิชย์ โดยจะถึงกรุงเทพฯในวันที่ 18 ต.ค. 66

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามอพยพคนไทยกลับให้เร็วที่สุดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ในส่วนของผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการพูดคุยกับบรรดามิตรประเทศต่าง ๆ ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และอยากขอให้ความมั่นใจว่า เราได้ทำทุกทาง และจะพยายามอย่างสูงสุดเพื่อช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงอิสรภาพของคนไทยที่ถูกจับตัวไปเป็นสำคัญที่สุด

โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเสริมข้าราชการไปสนับสนุนข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟในภารกิจช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย

“ผมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันเป็นกำลังใจให้ญาติ เพื่อน ของพี่น้องชาวไทยที่กำลังจะกลับมา และอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันปฏิบัติงาน อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือดูแล คนไทยทุกคน” นายชัย กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top