Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรมวันพยาบาลแห่งชาติ มอบโล่รางวัลเกียรติคุณ และรางวัลคนดีศรีดอกปีบ

ที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พล.ร.ต.กิติศักดิ์ สายนุช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีกล่าวอาศิรวาทราชสดุดี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยฝ่ายการพยาบาลโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ จัดขึ้น เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 21 ตุลาคม 2568 และวันพยาบาลแห่งชาติ ประจำปี 2568

น.อ.หญิงสุมาลี ไวยเนตร รองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล กล่าวรายงานว่า องค์กรพยาบาลฯ ได้ให้ความสำคัญยิ่งกับพยาบาลวิชาชีพผู้ประพฤติตนตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยสืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ที่มุ่งให้การช่วยเหลือด้านสุขภาพประชาชนอย่างทั่วถึงเท่าเทียม โดยไม่หวังประโยชน์และสิ่งตอบแทนใดๆ 
และเพื่อยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบ คนดี ศรีดอกปีบของ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ให้เกิดความภาคภูมิใจ และปฏิบัติตนตามรอยพระบาท ฝ่ายการพยาบาลฯ จึงได้จัดพิธีแสดงความยินดี มอบโล่รางวัลกับผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณพิเศษและรางวัลคนดีศรีดอกปีบ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สำหรับพยาบาลวิชาชีพและพนักงานช่วยเหลือผู้ป่วย 

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีต่อวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และจัดให้มีกิจกรรมวิชาการ การเสวนาในโครงการ “Healthy habits for aging สุขกายสุขใจวัยเก๋า” โดยเผยแพร่ความรู้สำหรับผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไป ในการดูแลสุขภาพตนเอง การค้นหาความเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ การป้องกันการหกล้ม การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยภายในบ้าน 

อีกทั้งจัดนิทรรศการแสดงบอร์ดพระราชกรณียกิจเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า บอร์ดวิชาการทางด้านสุขภาพ และบูทกิจกรรมสุขภาพจำนวน 10 บูท ถวายเป็นพระราชกุศลฯ 

พล.ร.ต.กิติศักดิ์ สายนุช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เน้นย้ำว่า การทำงานของพยาบาลคือ การสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ ที่ต้องใช้ความเสียสละ กรุณา และยึดมั่นในหลักคุณธรรม น้อมนำและดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ในฐานะ "พยาบาลของพระราชา" ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

สมุทรปราการ-สมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ แถลงข่าวเตรียมจัดใหญ่!! งานแสดงสินค้าจากโรงงาน  FACTORY OUTLET FAIR 2025 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ภายในร้านบ้านเกาะยอ ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ทางสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ เปิดแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ในการเตรียมจัดงานแสดงสินค้าจากโรงงานและพี่น้องชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025 

นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานแถลงข่าวถึงการจัดงาน โดยมี นายชาญณรงค์ รมย์ทอง เลขานุการจัดงาน พร้อมด้วย นายสมเกียรติ ทองเหลือ นายอรุณ บุญเพชรทอง นายถาวร รัตนพันธุ์ คณะกรรมการฝ่ายจัดงาน และป๋าเท็ดดี้ โลโซ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานครั้งนี้

มีสมาชิกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าว โดยสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดการจัดงาน "สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ Factory Outlet Fair 2025" ในวันที่ 5 - 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 - 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 สมุทรปราการ ถนนตำหรุ-บางพลี ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

สำหรับวัตถุประสงค์ ทางสมาคมมีนโยบายการจัดงานขึ้นเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้รวมถึงพี่น้องประชาชน อีกทั้ง จัดหาทุนดำเนินกิจกรรมของสมาคมสู่พี่น้องชาวใต้ทั่วประเทศ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานจะนำไป จัดซื้อจัดหา วัสดุอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคที่จำเป็นนำไปมอบให้ทหารชายแดนที่กำลังปกป้องรักษาชายแดนไทย 

จากสถานกาณ์ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ และรายได้อีกส่วนหนึ่งจะดำเนินการดูแลบรรเทาทุกข์พี่น้องตามเหตุสถานการณ์ต่างๆ ต่อไป 

ทั้งนี้ การจัดงานสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้ดำเนินการจัดงานมาเป็นระยะเวลาถึง 12 ปี โดยการจัดงานจะจัดขึ้นทุกสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาคมของทุกปี ในการจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พี่น้องชาวได้ ทั้งในสมุทรปราการและพี่น้องพันธมิตรได้รวมตัวพบปะสังสรรค์ 

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเพื่อส่งต่อสาธารณะประโยชน์ในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายพบปะสังสรรค์โดยมีสมาชิกพี่น้องชาวใต้เข้าร่วมงาน รวมถึงหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และเอกชน โรงงานอุตสาหกรรม สถานศึกษา ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการขับเคลื่อนการสร้างอาชีพ การกระจายรายได้ในท้องถิ่น สนับสนุนส่งเสริม-พัฒนาความสามารถของเยาวชน ส่งเสริม-รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าในราคาถูก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานพิเศษกว่าทุกครั้ง 

โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุน จากองค์กรต่างๆ มากมาย เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และได้รับประโยชน์ในการจัดกิจกรรม ครั้งนี้ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงาน จำนวน 2,000 คน โดยได้รับการสนับสนุนร่วมมือจากโรงงานอุตสาหกรรม การจำหน่ายสินค้าธงฟ้า การจำหน่ายสินค้า ของใช้ อาหาร เครื่องดื่ม จากประชาชนทั่วไปบูธจัดแสดงสินค้าต่างๆ 

การประกวดดนตรีระดับเยาวชนและประชาชนทั่วไป โดยมีรางวัลให้แก่ผู้เข้าประกวด เพื่อยกระดับความสามารถของเยาวชนและประชาชนเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมธุรกิจบันเทิง และยังต่อยอดให้ได้ใช้ความสามารถในการประกอบอาชีพต่อไป โดยการประกวดนี้ได้รับความร่วมมือจาก ค่ายเพลง และศิลปิน มาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน 

นอกจากนี้ กิจกรรมภายในงาน งานออกร้านจากศิลปินดารา การแสดงบนเวที พบกับคอนเสิร์ต ศิลปิน 5 ธันวาคม 2568 BIG BROTHER วันที่ 4 ศิลปิน Dit Smile Buffalo-But Nursery Sound-B-Angle- Syam วันที่ 6 ธันวาคม วง ซูซู วันที่ 10 ธันวาคม ตัวตึงก๊อปปี้โชว์ วันที่ 12 ธันวาคม วงไก่กะละมัง วันที่ 13 ธันวาคม บ เบิ้ล 300 วันที่ 14 ธันวาคม รถแห่ ช.ช้าง มิวสิค ชัยภูมิ

กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ จัดโครงการต้นกล้าความดีของสังคม รุ่นที่ 6 ปลุกพลังเยาวชน เฟ้นหาทีมไอเดียรักษ์โลก สู่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

จุดประกายอนาคต กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน CSR จัดโครงการ “ต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” เฟ้นหา ผสานกำลังพัฒนาเยาวชน จากทั่วทุกภูมิภาคให้ก้าวเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม เตรียมลุ้นทีมแชมป์ เพื่อสานต่อ และขับเคลื่อนสร้างอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมให้เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืนร่วมกัน

เมื่อวันที่ (21 - 22 ตุลาคม 2568) กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน จัดโครงการ “ต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” มาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ นำโดย ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และเป็นประธานมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ มุ่งมั่นขับเคลื่อนตามเจตนารมณ์ เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด และพัฒนาเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้จริง สำหรับปีนี้ โครงการได้เพิ่มความพิเศษด้วยการเชื่อมโยงแนวคิดด้าน “สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์โลก” ให้เยาวชนได้ออกแบบสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้ง ผู้เข้าร่วมแข่งขันจะได้มีโอกาสแสดงไอเดียทางการขาย เพื่อนำสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจะได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการ

ซึ่งได้ดำเนินการเฟ้นหาทีมตัวแทนเยาวชนจากทั่วประเทศ กว่า 100 ทีม ร่วมกันแสดงความคิดสร้างสรรค์ และเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในการอนุรักษ์โลก สำหรับปีนี้ คัดผู้ผ่านเข้ารอบ เพียง 15 ทีม เพื่อค้นหาผู้ชนะเพียง 1 เดียว ชิงทุนการศึกษา มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท พร้อมรับโล่ประกาศเกียรติคุณ และรางวัลพิเศษ “โล่เกียรติคุณสุดยอดแห่งความยั่งยืน” เพื่อต่อยอดโครงการไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในอนาคตต่อไปได้

นอกจากนี้ โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6 ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝังแนวคิดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล พร้อมกับต้องการปลูกฝังให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งหวังให้เยาวชนได้เรียนรู้ เผยแพร่พระบรมราโชวาท พระราชดำรัสฯ ในรัชกาลที่ 9 นำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน ต่อยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ในอนาคต เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รู้จักการใช้ศักยภาพของตน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนาตนเองต่อไปได้อย่างมีคุณภาพอีกด้วย 

อีกทั้ง ภายในโครงการแข่งขัน ยังมีฐานกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ และประสบการณ์ให้กับเยาวชนอย่างรอบด้าน ทั้งกิจกรรมฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เทคนิคการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี การเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นคุณค่าของพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์แล้ว ยังช่วยให้เยาวชนเข้าใจถึงผลกระทบของปัญหาขยะที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และเห็นคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.สามารถ สว่างแจ้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาชุมชน มาร่วมเป็นวิทยากรพิเศษในหัวข้อ “กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา : Knowledge of Land” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับเยาวชนในการเรียนรู้เรื่องการทำงานร่วมกัน การสร้างพลังบวกในทีม และการเข้าใจบริบทของพื้นที่ตนเอง เพื่อนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ ไปต่อยอดใช้ในการดำเนินชีวิต รวมถึงการนำไปพัฒนาชุมชนในอนาคตได้อย่างสร้างสรรค์ และเพื่อเป็นกำลังเสริมความคิดที่ดีในการแข่งขันนี้อีกด้วย 

โดยการประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ในปีที่ 6 แต่ละผลงานได้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ต่อสิ่งแวดล้อม และความตั้งใจที่จะเปลี่ยน “ของเหลือใช้” ให้กลายเป็น “ของมีค่า” อย่างแท้จริง ผลงานที่เข้าร่วมประกวด มีความหลากหลาย และน่าสนใจเป็นอย่างมาก เช่น ซังข้าวโพด เปลือกแก้วมังกร กาบกล้วย ก้านผักตบชวา อวนทะเล และขยะพลาสติก โคมไฟ ซองใส่เครื่องปรุง ดอกไม้ประดิษฐ์ กระเป๋าผ้า รวมถึงเศษวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้แล้ว มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว 

ผลการแข่งขัน ทีมเยาวชนผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ 

ทีม บุปผาดอกไม้ประดิษฐ์  โรงเรียนปราจีนกัลยาณี จังหวัดปราจีนบุรี

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1

ทีม เยาวชนพลเมืองสันกำแพง โรงเรียนสันกำแพง สพม. จังหวัดเชียงใหม่

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2

ทีม ปุ๋ยชีวภาพสูตรสามพี่น้อง RN โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จัดหวัดอุดรธานี

 รางวัลสุดยอดแห่งความยั่งยืน

ทีม NW GREEN BRANK โรงเรียนหนองหานวิทยา จ.อุดรธานี

ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กล่าวเพิ่มอีกว่า “โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ในปีนี้ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ภายใต้แนวคิดหลักที่แข็งแกร่งที่ว่า “เพราะคุณ คือ เมล็ดพันธุ์ที่พร้อมเติบโต เป็นต้นกล้าที่ดีของประเทศ” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนา และส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทย ให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมในอนาคต แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลาการจัดโครงการต้นกล้าความดี เราได้เห็นพลัง ความตั้งใจ และความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยที่ต้องการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลงานที่ส่งเข้าประกวดแต่ละชิ้น ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และจิตสำนึกอันงดงามของคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อนำพาให้เยาวชนทุกคนที่ร่วมแสดงศักยภาพในเวทีนี้ จุดประกายแรงบันดาลใจให้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันสร้างโลกที่น่าอยู่ให้คงอยู่กับคนรุ่นต่อไป เพราะการแข่งขันในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการประกวด แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแบ่งปันแนวคิด และการปลูกจิตสำนึก เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสีเขียวให้ยั่งยืนค่ะ”

“โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการประกวดเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการ ปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ให้พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมในอนาคต ซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้จะเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็น “แรงบันดาลใจ” ที่ส่งต่อแนวคิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่สังคมในวงกว้าง เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืนต่อไป เพราะพลังของเยาวชน และความคิดสร้างสรรค์ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม และสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน อย่าหยุดที่จะคิด และอย่าหยุดที่จะลงมือทำ เพราะโลกใบนี้ต้องการ ‘ต้นกล้าความดี’ จากเราทุกคน

แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมให้การต้อนรับ ฮาบีบ อูมัร อิบนีมูฮำหมัด ผู้นำจิตวิญญาณมุสลิมโลก เยือนอาเซียนและประเทศไทย พร้อม ลงพื้นที่ จชต.

ผู้สื่อข่าวรายงาน (วานนี้) วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมอัลมีรอช กรุงเทพมหานคร  พลโท นรธิป โพยนอกแม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ร่วมให้การต้อนรับ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสาย จากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33  ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และคณะ ในโอกาสมายืนประเทศไทย ในฐานะแขกของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามและนำคณะ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33  ผู้นำจิตวิญญาณของ  พี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน  

ในการนี้ได้เข้าเยี่ยมนาย อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรีและพบปะผู้นำศาสนาอิสลาม ประจำสำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำกิจการ
ด้านศาสนาอิสลามในประเทศไทย เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านศาสนาอิสลามร่วมกัน


ทั้งนี้ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัด แห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และ โดยคณะมีหมายกำหนดการ เยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในระหว่างวันที่ 21 -23 ตุลาคม 2568  ซึ่งการมาเยือนของผู้นำศาสนาระดับโลก จะเป็นผลดีต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในมิติการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่จะได้ทำความเข้าใจในหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง ผ่านผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ที่ทุกคนยอมรับและเคารพนับถือ

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดการฝึกทบทวนผู้ปฏิบัติหน้าที่ครูฝึก ให้มีความพร้อมการอบรมและดูแลทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68

วันอังคารที่ 21 ต.ค.68 น.อ.ทิวา  อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทบทวนผู้ปฏิบัติหน้าที่ครูฝึก โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา และครูฝึก จำนวนทั้งสิ้น 240 นาย เข้าร่วมพิธีฯ ณ อาคารฝึกอบรมรวม ศฝท.ยศ.ทร. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ และเพิ่มประสบการณ์ ให้ครูฝึกสามารถดูแล และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 ที่จะมารายงานตัวและฝึกอบรมระหว่างวันที่ 1 พ.ย.68 - 1 ม.ค.69 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหัวข้อการฝึกอบรมประกอบด้วย 

         - วิชาทหารราบบุคคลท่ามือเปล่า ท่าอาวุธ ตามคู่มือแบบฝึกพระราชทานโรงเรียนทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
         - การกู้ฟื้นคืนชีพ (CPR)
         - บรรยายเรื่องโรคลมร้อน (Heat Stroke)
         - แนวทางการดูแล กำลังพล ที่มีปัญหา ด้านสุขภาพจิตและมีประวัติการใช้สารเสพติด
         - บรรยายเรื่องการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ทั้งนี้ การฝึกทบทวนจะเน้นหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการรับทหารใหม่ ตลอดจนหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของทหารใหม่ในระหว่างการฝึกอบรม 

โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการเน้นย้ำครูฝึกทุกนายให้คำนึงอยู่เสมอในการดูแลทหารใหม่ทุกนาย เสมือนน้องเล็กของกองทัพเรือ

 

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์ในการบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1 ได้แก่ กองพันทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองพันรักษาฝั่งที่ 12 กรมรักษาฝั่งที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยกองเรือยุทธการ และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์การตรวจเยี่ยมครั้งนี้จัดขึ้นที่บริเวณหน้า กองร้อยต่อสู้อากาศยานที่ 2 กองพันต่อสู้อากาศยานที่ 21 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 2 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง

โดยผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้กล่าวว่า “การช่วยเหลือประชาชนในยามที่เกิดภัยพิบัติเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติได้อย่างทันท่วงที กำลังพลและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานทุกเมื่อ เพราะภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 1 มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ” ได้เน้นย้ำให้กำลังพลและหน่วยบรรเทาสาธารณภัย (นบภ.) ตรวจสอบและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ให้พร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ยังไม่ออกจากสถานี รัฐส่งมอบพื้นที่ไม่ครบ เอกชนขาดสภาพคล่อง เมกะโปรเจกต์แสนล้านที่กลายเป็นทางตัน คำถามใหญ่? ใครคือ "ผู้ต้องรับผิดชอบ"

โครงการ “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา)” ถูกวางให้เป็นเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคมระดับชาติของไทย ตั้งแต่ปี 2561 ด้วยเป้าหมายเชื่อมสนามบินหลักภายใน 1 ชั่วโมง และขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจ EEC สู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน แต่ผ่านมา 6 ปี “ยังไม่มีการตอกเสาเข็มจริง” เกิดอะไรขึ้นกันแน่ และใครควรถูกมองว่าเป็นฝ่าย “ผิดพลาด” ในเกมลงทุนระดับแสนล้านนี้

🧭 จุดเริ่มต้นของความฝัน
เดือนตุลาคม 2562 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลงนามสัญญาร่วมลงทุน (PPP) กับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (AERA1) ในเครือ กลุ่ม ซีพี เพื่อก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมูลค่ากว่า 224,000 ล้านบาท ตามสัญญาเอกชนต้องลงทุน ออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการ 50 ปี โดยรัฐถือครองที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่หลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่นาน ทุกอย่างเริ่ม “สะดุด” เมื่อโลกเผชิญ COVID-19 ซึ่งกระทบการบิน ท่องเที่ยว และสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมกับการส่งมอบพื้นที่ของรัฐที่ล่าช้ากว่ากำหนด หลายพื้นที่ยังมีปัญหาการรื้อถอนสาธารณูปโภคและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้เอกชนไม่สามารถเริ่มงานจริงได้

⚖️ ฝ่ายรัฐ — ระบบราชการที่เดินช้า
ฝ่ายรัฐโดย รฟท. และ EEC ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า “ส่งมอบพื้นที่ช้า” และขั้นตอนอนุมัติซับซ้อน ต้องผ่านหลายหน่วยงาน ทั้งบอร์ด รฟท., บอร์ด EEC, สำนักงานอัยการสูงสุด และ คณะรัฐมนตรี ทำให้ทุกการแก้สัญญากินเวลานานหลายเดือน นอกจากนี้ยังมีความกังวลจากภาครัฐว่า หากยอมให้เอกชนเปลี่ยนรูปแบบจ่ายเงินเป็น “รัฐจ่ายระหว่างก่อสร้าง” อาจเป็นภาระงบประมาณหรือสร้าง “ค่าโง่” หากโครงการไม่สำเร็จ จึงทำให้การตัดสินใจยิ่งชะลอ

💼 ฝ่ายเอกชน — สัญญาที่หนักเกินไป
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่ม AERA1 ในฐานะเอกชนผู้ร่วมทุน ก็ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขได้เต็มที่ โดยเฉพาะเรื่อง “แหล่งเงินทุน” ที่ต้องหาให้ครบกว่า 1.6 แสนล้านบาท ภายใน 270 วัน หลังเซ็นสัญญา เมื่อเจอ COVID-19 และภาวะต้นทุนสูง ธนาคารหลายแห่งลังเลจะปล่อยกู้ ขณะที่เงื่อนไขการค้ำประกันของรัฐยังไม่ชัด จึงกลายเป็นทางตันด้านการเงิน จนต้องขอเจรจาแก้ไขสัญญาหลายครั้ง

🌍 ปัจจัยภายนอกที่ซ้ำเติม
ทั้งสองฝ่ายยังถูกกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน ราคาน้ำมันและโลหะพุ่งสูง เงินเฟ้อทั่วโลก และอัตราดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นล้านบาท ทำให้ไม่มีฝ่ายใดยอมเดินหน้าจนกว่าจะได้เงื่อนไขใหม่ที่รับได้ทั้งคู่
.
🚦 แล้วใครคือ “ผู้ผิด”?
เมื่อวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะเห็นว่าไม่มีฝ่ายใดที่ “ผิด” แต่ทั้งสองฝ่ายต่าง “มีส่วนผิด” ในบริบทของตนเอง
- ฝ่ายรัฐ: ผิดพลาดในด้านการบริหารพื้นที่และความล่าช้าในระบบราชการ
- ฝ่ายเอกชน: ผิดในแง่การบริหารเงินทุน และความพร้อมทางการเงินที่ไม่เป็นไปตามสัญญา
- ปัจจัยภายนอก: เป็นตัวเร่งที่ทำให้ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและเวลาเดือดจนอาจต้อง “รีเซ็ตสัญญาใหม่” ทั้งหมด

🔧 ทางออกจากทางตัน
1. ปรับสัญญาแบบ Pay-as-you-Build หรือ “สร้างไปจ่ายไป” ให้รัฐและเอกชนแบ่งความเสี่ยงอย่างยุติธรรม
2. เร่งส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างและลดขั้นตอนราชการ โดยตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีอำนาจตัดสินใจได้เร็ว
3. เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน
4. เตรียมแผน B เช่น ระบบความเร็วกลาง (Medium-Speed) หากโครงการหลักยังติดขัด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์บางส่วนและไม่เสียเวลาเปล่า

🧩 บทสรุป
“รถไฟ 3 สนามบิน” จึงไม่ใช่โครงการที่ล้มเหลวเพราะคนใดคนหนึ่ง แต่เพราะ “ระบบการทำงานของรัฐและเอกชนที่ไม่เดินพร้อมกัน” เมื่อโครงการใหญ่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วของราชการแต่ต้องการเงินทุนระดับเอกชน ผลลัพธ์คือความชะงักที่เห็นอยู่ในวันนี้

ถ้าไทยต้องการเห็นรถไฟความเร็วสูงคันแรกวิ่งจริงในชีวิตนี้ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่เพียงราง แต่คือ “ระบบคิดและระบบทำงานร่วมกัน” ของทุกภาคส่วน

(สุรินทร์) มทบ.25 ร่วมงานวันพยาบาลแห่งชาติ วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ วันอาสาสมัครไทย และวันรักต้นไม้แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2568

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ห้องประชุมกุญชรศุภศรี ชั้น 9 อาคาร 100 ปี การสาธารณสุขไทย โรงพยาบาลสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ไชยนคร  กิจคณะ ผู้บัญชาการมณพลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้  พันเอก อัครสิทธิ์ ปะกิระตา รอง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25(1) ร่วมงานวันพยาบาลแห่งชาติ วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ วันอาสาสมัครไทย และวันรักต้นไม้แห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์ ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในฐานะที่พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวิชาชีพการพยาบาลและทุกวิชาชีพ รวมทั้งให้ผู้ประกอบวิชาชีพในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ตระหนักและสำนึกในหน้าที่ เยี่ยงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติเสมอมา และยังเป็นการเดินตามรอยพระบาทในการสร้างสรรค์สุขภาพดีถ้วนหน้าให้แก่ประชาชน ให้เป็นศูนย์รวมความสามัคคีของประชาชนตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดสุรินทร์ โดยมี นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีฯ มี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรม ซึ่งกิจกรรม ประกอบด้วย พิธีสงฆ์ พิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี การกล่าวคำอาศิรวาทราชสดุดีโดยประธานในพิธี พิธีมอบเกียรติบัตร พยาบาลดีเด่น และทันตบุคลากรทรงคุณค่า จังหวัดสุรินทร์ ประจำปี 2568 รวม 40 ราย การร่วมร้องเพลงมาร์ชพยาบาล และบันทึกภาพร่วมกัน และเหล่าพยาบาลร่วมยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลกันอย่างชื่นมื่น นายแพทย์ยุทธนา วรรณโพธิ์กลาง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนงานพยาบาลของจังหวัดสุรินทร์ จะเพิ่มศักยภาพในการดูแลพี่น้องประชาชน ในเรื่องที่สำคัญคือเรื่องคุณภาพการพยาบาล คุณภาพการให้บริการหรือความสัมพันธ์ที่ดี ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขด้าน Care D+ ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ด้วยมาตรฐานและการบริการที่ดี ด้วยการร่วมมือกันของพยาบาลทุกหน่วยบริการ  ด้านนายแพทย์ชวมัย สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ กล่าวด้วยว่า จังหวัดสุรินทร์มีพีๆ น้อง ๆ พยาบาลในการกำกับดูแลนับพันคน ผ่านเครือข่ายจากโรงพยาบาลต่าง ๆ อาทิโรงพยาบาลศีขรภูมิ โรงพยาบาลปราสาท ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลชุมชนอีกหลายแห่ง ที่มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยทุกระดับ ซึ่งจังหวัดสุรินทร์สามารถดูแลผู้ป่วยในระดับซับซ้อนที่ไม่ต้องส่งต่อไปที่อื่นได้แล้ว ซึ่งโรงพยาบาลสุรินทร์พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการทำงานตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์อย่างเต็มที่ต่อไป นอกจากนี้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ยังได้ฝากถึงพี่น้องพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ว่า ที่ผ่านมาทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยภาวะที่หนัก เหนื่อย เครียด เสียสละทั้งส่วนรวมและส่วนตัว ในการทำงานเพื่อประชาชน จึงพร้อมที่จะให้กำลังใจและช่วยเหลือในทุก ๆ ทาง ทั้งความก้าวหน้า ความเป็นอยู่ และสุขภาวะทั้งพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติ "ยุทธการทำลายล้างเครือข่ายยาเสพติด ถล่มจุดพัก ทุบคลัง ปิดเส้นลำเลียง" ทั่วประเทศ ยึดยาบ้า 33 ล้านเม็ด ไอซ์-คีตามีนอีกนับตัน พร้อมเร่งล่าตัวการระดับสั่งการ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ณ บช.ปส. โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล  เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด., พลโทณัฐศิษฐ์ คงชินศาสตร์ธิติ ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.และผู้บังคับบัญชา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการ “ต้องชนะยาเสพติด” ให้ได้อย่างเด็ดขาด

จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านการปราบปรามยาเสพติด โดยให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก และให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมสั่งการให้ “อัปเดต - อัปเกรด” การทำงานให้ทันต่ออาชญากรรมยุคใหม่ 

ภายใต้แผนยุทธการทำลายล้างเครือข่ายยาเสพติด ถล่มจุดพัก ทุบคลัง ปิดเส้นลำเลียง" ทั่วประเทศ   12 วัน (9–20 ต.ค.) ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมหน่วยงานความมั่นคง จับกุมผู้ต้องหา 16 ราย จาก 10 คดีสำคัญ ยึดของกลางยาบ้าได้กว่า 33.84 ล้านเม็ด, ไอซ์ 800 กิโลกรัม, คีตามีน 500 กิโลกรัม และทรัพย์สินอีกจำนวนมาก พร้อมเดินหน้าขยายผลตามยึดทรัพย์กลุ่มผู้บงการเครือข่าย โดยมีคดีสำคัญ  ที่สะท้อนถึงความเด็ดขาดในการสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ตั้งแต่ชายแดนจนถึงพื้นที่ชั้นใน ดังนี้


 
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จับกุมเครือข่ายสำคัญ 8 คดี 
1. บก.สกส. จับยกครัว! ยึดยาบ้า 6 ล้านเม็ด ซุกในรถของเก่า
วันที่ 12 ต.ค. 68 บก.สกส., บก.ปส.3, ภ.6 และทหาร ร่วมจับ 4 ผู้ต้องหาเป็นเครือญาติ พ่อ แม่ ลูก และลูกสะใภ้ พร้อมของกลางยาบ้า 6,000,000 เม็ด ซุกในรถบรรทุกของเก่า  กลุ่มผู้ต้องหารับจ้างขนยาจาก อ.งาว จ.ลำปาง ปลายทาง จ.สุพรรณบุรี โดยใช้รถ 2 คัน พ่อแม่ขับนำ ลูกชายกับสะใภ้ขนยา ถูกจับได้ที่ปั๊ม อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ก่อนนำรถ X-ray พบยาบ้าซ่อนเต็มคัน เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ดำเนินคดี และขยายผลถึงผู้ว่าจ้างในเครือญาติ
2. บก.ปส.1 ทลายเครือข่าย “สงครามส่งด่วน” ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด, ไอซ์-คีตามีน รวมกว่า 1 ตัน 
ตำรวจ บก.ปส.1, บก.ขส. และ ขกท.ศปก.นสศ. บุกจับเครือข่ายค้ายา "สงครามส่งด่วน" ขยายผลจาก              คดีเก่า รวบผู้ต้องหาเพิ่ม 5 คน ยึดของกลางรวมมหาศาล เจ้าหน้าที่เดินหน้าขยายผล ล่าตัวผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เตรียมขอหมายจับขบวนการเบื้องหลังต่อไป
คดีที่ 1 (13 ต.ค. 68) จับ 4 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด พร้อมรถกระบะตู้ทึบ 2 คัน ที่ จ.สุพรรณบุรี และรถนำทางอีก 2 คัน ที่ จ.อุตรดิตถ์
คดีที่ 2 ขยายผลพบโกดังพักยา จ.เพชรบูรณ์ ตรวจยึดคีตามีน 500 กก. จับผู้ต้องหา 1 คน  พร้อมรถกระบะ 2 คัน
คดีที่ 3 ตรวจค้นโกดังอีกแห่งใน จ.เพชรบูรณ์ ใกล้จุดแรก 400 เมตร ยึดไอซ์ 500 กก. พร้อมรถกระบะ 1 คัน
3. บก.ปส.3 เดินหน้ากวาดล้างยาเสพติด 4 คดี ยึดของกลางกว่า 11.36 ล้านเม็ด ไอซ์ 300 กิโลกรัม
ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.2 บก.ปส.3 เดินหน้าลุยต่อเนื่อง ตรวจยึดยาเสพติดล็อตใหญ่จากหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ รวม 4 คดี และเดินหน้าขยายผล หาตัวผู้เกี่ยวข้องในทุกคดี มั่นใจเชื่อมโยงเครือข่ายใหญ่ข้ามชาติ พร้อมนำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมาย
คดีที่ 1 (8 ต.ค. 68) ตรวจยึดยาบ้า 4,000,000 เม็ด ซุกในกระสอบสีรุ้งริมถนนสายบายพาสเชียงราย–เชียงแสน อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย หลังแก๊งลำเลียงอาข่าทิ้งของหลบหนี
คดีที่ 2 (16 ต.ค. 68) จับ 2 ผู้ต้องหา ยึดไอซ์ 300 กก. ในรถยนต์มุ่งหน้าเข้าเมืองเชียงราย บริเวณถนนบายพาสเชียงราย–เชียงของ หลังขยายผลจากพื้นที่พักคอยบ้านสบเปา อ.พญาเม็งราย
คดีที่ 3 (16 ต.ค. 68) จับผู้ต้องหา 1 คน พร้อมรถบรรทุก 6 ล้อ ตรวจพบยาบ้า 5,000,000 เม็ด ซุกช่องลับบริเวณพื้นรถ ในปั๊มน้ำมัน อ.สารภี จ.เชียงใหม่
คดีที่ 4 (17 ต.ค. 68) ตรวจยึดยาบ้า 2,360,000 เม็ด ซุกในป่าริมถนนชนบทสายบ้านร้องอ้อ–บ้านต้นส้าน  ต.แม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ หลังกลุ่มวัยรุ่นมีพิรุธหลบหนี

กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) จับกุม 2 คดีซ้อน ยึดยาบ้า 6.48 ล้านเม็ด เครือข่าย “ไม้สั้นเชียงราย”
ตชด.327 บุกจับ 2 คดีใหญ่ ในรอบ 4 วัน ยึดยาบ้ารวม 6,480,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหา 4 คน และรถของกลาง 2 คัน ทั้งสองคดีเชื่อมโยงเครือข่ายค้ายารายใหญ่ “ไม้สั้นเชียงราย” เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลลากตัวผู้บงการมาดำเนินคดีต่อไป
คดีแรก (13 ต.ค. 68) สกัดรถกระบะต้องสงสัย พร้อมผู้ต้องหา 2 คน บนถนนสายแม่จัน–เชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พบยาบ้า 2,080,000 เม็ด
คดีที่สอง (17 ต.ค. 68) ขยายผลตามจับผู้ต้องหา 2 คน ได้อีกบนถนนเชียงแสน–เมืองเชียงราย พบยาบ้าอีก 4,400,000 เม็ด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการจัดหาเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการวาง “กลไกเชิงระบบ” ที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อใช้เป็นแนวทางถาวรในการต่อสู้กับอาชญากรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยยาเสพติด อาชญากรรม
ข้ามชาติ หรือรูปแบบอาชญากรรมยุคใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น  และกล่าวแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ร่วมกันปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท กล้าหาญ และไม่หวั่นไหว แม้ต้องเสี่ยงชีวิต เพื่อขจัดภัยร้ายที่คุกคามความมั่นคงของชาติ และเพื่อรักษาความสงบสุขของสังคมไทยโดยรวม  และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายประสบความสำเร็จในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย พร้อมทั้งปลอดภัยในการปฏิบัติงานทุกขั้นตอน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  ผบ.ตร. กล่าวแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่า ผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและยึดของกลางจำนวนมาก ถือเป็นผลงานที่สะท้อนถึง
ความตั้งใจจริงของเจ้าหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา  รอง ผบ.ตร. / ผอ.ศอ.ปส.ตร. กล่าวว่า “ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศอ.ปส.ตร. เดินหน้าเชิงรุกในทุกมิติ ปิดล้อม ตรวจค้น สืบสวน ขยายผล ปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและนอกประเทศ พร้อมยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง 
เพื่อทำลายโครงสร้างทางการเงินของขบวนการอย่างเด็ดขาด ยืนยัน! เราจะไม่ปล่อยให้ ‘ยานรก’ มาทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้อีกต่อไป!”
 


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้  ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา ให้ห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อสังคมปลอดภัยและอนาคตรุ่นใหม่ที่มั่นคง  หากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วนยาเสพติด 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน
 

'แม่ค้าออนไลน์' ตัวท็อปของไทย จากสองสำนักไลฟ์คอมเมิร์ซ ยอดขายร้อยล้านเหมือนกัน แต่มีสไตล์ต่างกันชัดเจน

ในยุคที่ “ไลฟ์คอมเมิร์ซ” กลายเป็นห้องทดลองยอดขายแบบเรียลไทม์ สองชื่อที่ขึ้นชั้นตัวท็อปของไทยคือ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” และ “พิมรี่พาย” ทั้งคู่สร้างมูลค่าการขายระดับแตะร้อยล้าน แต่สไตล์และเครื่องมือที่ใช้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนกันตรงไหน

 

• เอนเตอร์เทนก่อน ค่อยขาย: ไลฟ์คือโชว์—เสียงดัง จังหวะเร็ว ยิงโปรแรง สร้างความขาดแคลน และอ่านคอมเมนต์สดเพื่อเร่งการตัดสินใจ

• หลังบ้านเป็นระบบ: ทีมแอดมิน–ออเดอร์–คลัง–ขนส่ง ทำงานทันรอบบิล ไม่อย่างนั้น “ไวรัลก็แปลงเป็นรายได้จริงไม่ได้”

• ซื้อเพราะคน ไม่ใช่แค่เพราะของ: ทั้งคู่เล่าเรื่องตัวเองต่อเนื่อง จนผู้ชมรู้สึก “คบหา” มากกว่า “พบเจอครั้งเดียว”

ต่างกันอย่างไร (แก่นสไตล์)

ฝั่ง “เจนนี่”: สปีดจัด มาราธอน ไลฟ์แบบเทศกาล

• จังหวะ: เปิดยาวเป็นเซสชันมาราธอน สลับแบรนด์เร็ว ปิดดีลไว เน้น “ปักหมุด–ดันตะกร้า” ให้เห็นออเดอร์พุ่งต่อหน้า

• ตัวเลขไวรัล: มีเคสวันเดียวแตะ ~126 ล้านบาท จากรันไลฟ์ต่อเนื่อง และเคสร่วมไลฟ์กับ “อั้ม พัชราภา” รายงานว่ายอด ~60 ล้านบาทใน 10 นาที คนดูทะลุ ~1.1 ล้าน ขณะไลฟ์ (ตัวเลขจากสื่อหลัก)

• ข้อสังเกตสำคัญ: กระแส “ยอดร้อยล้าน” ถูกตั้งคำถามในแวดวงโซเชียลเรื่องนิยามยอด–การนับ–การยกเลิกออเดอร์ภายหลัง จึงควรอ่านตัวเลขคู่กับบริบทแพลตฟอร์มเสมอ

ฝั่ง “พิมรี่พาย”: คาแรกเตอร์จัด เล่าเรื่องเก่ง สร้างคอมมูนิตี้ยาว

• จังหวะ: โทนตรง–แรง–ขำ (แต่คุมฟีล “จริงใจ”) ผสม Storytelling และกิจกรรมเพื่อสังคมให้คนดู “เชียร์คนขาย” ไปพร้อมกับ “เชียร์สินค้า”

• ตัวเลขไวรัลในอดีต–ปัจจุบัน: เคส “กล่องสุ่ม” เคยมีรายงานว่าปิดยอด ~100 ล้านบาทใน ~10 นาที และในแคมเปญใหญ่ 9.9 ปี 2024 รายงานยอด ~34 ล้านบาทใน <2 ชั่วโมง—สะท้อนศักยภาพการปิดดีลเร็วจากฐานแฟนหนาแน่น

• ทุนทางภาพลักษณ์: งานกุศลและการสื่อสารด้าน “การให้” ทำให้ภาพตัวตนของพิมรี่พายถูกอ่านว่าเป็นผู้ให้/ผู้นำ ซึ่งส่งผลกับความน่าเชื่อถือเชิงแบรนด์

เมนูเครื่องมือที่ใช้บ่อย (และแตกต่าง)

• ฝั่งเจนนี่: ดีลสดหน้างาน–ต่อรองราคาในไลฟ์, ยิงของฮอตสลับเร็ว, เล่นสัญญาณ “ดันตะกร้าให้ 999+”, คอลแลบคนดังเพื่อสาดทราฟฟิกระยะสั้น

• ฝั่งพิมรี่พาย: คุมสคริปต์การเล่าเรื่อง, แทรกคอนเทนต์เพื่อสังคม, ขยายพอร์ตสินค้าหลากหลายตั้งแต่บิวตี้จนถึงแคมเปญพิเศษ/ไอเท็มมูลค่าสูง—ใช้คอมมูนิตี้เป็นตัวคูณการซื้อซ้ำ

ความเสี่ยงที่ต้องรู้

• เจนนี่: พึ่งพา “โมเมนตัมไวรัล + มาราธอน” สูง—เสี่ยงความล้าและช็อกโหลดฝั่งปฏิบัติการ หากหลังบ้านไม่หนาพอ

• พิมรี่พาย: คาแรกเตอร์แรงและการคาดหวังสาธารณะสูง—ดราม่าแต่ละครั้งกระทบทุนทางสังคม ต้องบริหารความเสี่ยงสื่อสารอย่างมืออาชีพ

แล้วแบรนด์ควรเลือกใคร—เมื่อไหร่?

• ต้องการ “ยอดระยะสั้นแบบสาดไฟ” บนแพลตฟอร์มไวอย่าง TikTok (เปิดตัว–ระบายสต็อก–เทสต์ตลาด): เอนฝั่ง “เจนนี่”—สปีดคืออาวุธ, โชว์แรง, ดึงคนดูใหม่ไว

• ต้องการ “แบรนด์ดิ้งระยะยาว” ที่ผูกความรู้สึก–คอมมูนิตี้ และเล่าเรื่องได้ลึก: เอนฝั่ง “พิมรี่พาย”—ทุนทางอารมณ์และความเชื่อใจคือแต้มต่อ

 

เช็กลิสต์ 7 ข้อ สำหรับทีมการตลาดที่อยาก “ยืมท่า”

1. 1) วางจังหวะไลฟ์: เปิดแบบบล็อกสั้น (ปิดดีลไว) สลับบล็อกยาว (เล่าเรื่อง/รีวิวลึก)

2. 2) ทำสินค้าหลัก–รอง: ปักหมุดตัวฮีโร่ดึงคน แล้วต่อด้วยตัวกำไร

3. 3) เตรียมสคริปต์ทางเลือก 2–3 แบบ: หากคอมเมนต์ไปทางไหน—มีมุก/โปร/รีวิวสำรอง

4. 4) ลงทุนหลังบ้าน: SLA ตอบแชต, แพ็ก, ส่ง, คืนเงิน—ให้เร็วเท่าจังหวะที่ขาย

5. 5) ใช้คอมมูนิตี้ให้เป็น: เปิดกรุเรื่องราวคนทำแบรนด์/ลูกค้า ให้แฟนมีส่วนร่วมในไลฟ์

6. 6) ตั้งเกจวัดผล 2 ชั้น: ยอดสั่ง+รับของจริง (ลดการยกเลิกหลังไลฟ์) และ LTV/ซื้อซ้ำ

7. 7) จัดการรีพุตเทชัน: เตรียม Playbook ดราม่า—ใครพูด, พูดอะไร, เมื่อไหร่, บนแพลตฟอร์มใด

 

เชิงอ้างอิง/กรณีศึกษาเด่น

• รายงานไลฟ์เจนนี่วันเดียวแตะ ~126 ล้านบาท (สื่อกระแสหลัก)

• เคสคอลแลบ “อั้ม พัชราภา” ยอด ~60 ล้านใน 10 นาที คนดูเกิน ~1.1 ล้าน (สื่อธุรกิจ)

• มุมมองตรวจทาน “ยอดจริงหรือจกตา” ในกระแสเจนนี่ (สำนักวิเคราะห์โซเชียล)

• เคส “กล่องสุ่ม” พิมรี่พายแตะ ~100 ล้านใน ~10 นาที (ข่าวบันเทิง/สังคม)

• แคมเปญ 9.9/2024 พิมรี่พายทำยอด ~34 ล้านใน <2 ชม. (สื่อสิ่งพิมพ์รายวัน)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top