Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

‘มวยไทยรากหญ้า’ ครวญ!! ค่าตัวนักชกลดฮวบ แต่ค่าเช่าเวทีพุ่งกระฉูด วอน!! ‘บิ๊กก้อง’ แก้ด่วน

(24 พ.ย. 66) ‘เฮียตี๋’ นายสรศักดิ์ แซ่ตั้ง เจ้าของค่ายมวยทีเด็ด 99 ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ดร.ก้องศักด คุณลงมาเดินดินบ้างครับ ไม่ใช่คุยกันอยู่ในห้องอย่างเดียว ทุกวันนี้เวทีมีกำไรวันละ 600,00-700,000 แต่นักมวยค่าตัวถูกยังกับขี้ ช่วยลงมาดูแลหน่อย?”

จากโพสต์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง ‘เฮียตี๋’ โดยได้รับการเปิดเผยว่า ปัญหาของวงการมวยไทยตอนนี้คือ ตกต่ำ ถ้าไม่มีศึกมวย ONE แชมเปี้ยนชิพ นักมวยไทยเลิกชกกันหมดแล้ว ค่าตัวนักมวยไทยตอนนี้ถูกมาก รายการปกติทั่ว ๆ ไปตามเวทีมาตรฐานต่าง ๆ ค่าตัวนักมวยคู่เอกอยู่ที่ 30,000 บาท เมื่อก่อนจะอยู่ที่ 70,000-80,000 บาท ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจากเวทีมวยมาตรฐานเวลานี้ไม่ได้แคร์แฟนมวยชาวไทย จึงเก็บค่าเข้าชมการแข่งขันแพงมากจะอยู่ที่ 1,000 บาท สำหรับชาวไทย แล้วสมัยก่อนโปรโมเตอร์แต่ละคน จะจัดมวยไทยแต่ละรายการจะเสียงบฯ ให้กับเวทีมวย 1-2 แสนบาท แต่ปัจจุบันถูกดันราคาไปจนถึง 7-8 แสนบาท นั่นจึงเป็นปัญหาและสาเหตุที่ทำให้โปรโมเตอร์ต้องไปลดค่าตัวนักมวย บางคู่เหลือค่าตัว 10,000 บาท แล้วต่อยแต่ละไฟต์ ต้องพัก 21 วัน คำถามคือ วงการมวยไทยจะอยู่กันอย่างไร จะเดินกันไปข้างหน้าอย่างไร สำหรับมวยไทยระดับรากหญ้า

‘เฮียตี๋’ กล่าวต่อว่า เมื่อ 4-5 เดือนก่อน ตนได้เข้าไปพบกับ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เพื่อสะท้อนปัญหาดังกล่าวของวงการมวยไทย ให้ทางผู้ว่าการ กกท. รับทราบและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน แต่ที่ผ่านมา 4-5 เดือน ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ ไม่มีการเรียกไปให้ข้อมูลอีก พอสอบถามไปก็โดนปฏิเสธ จึงอยากเรียกร้องให้ กกท. เห็นใจคนวงการมวย และเข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ ไม่ใช่รับฟังปัญหาอยู่ที่สำนักงาน อยากให้ลงพื้นที่มาดูตามเวทีต่าง ๆ ด้วย ที่ผ่านมาแฟนมวยไทยเข้าเวทีน้อยมาก เพราะตั๋วแพง บรรดาเซียนมวยต่าง ๆ จากช่วงแรกที่พ้นโควิด-19 มีประมาณ 300 คน ตอนนี้เหลือกันอยู่ 100 กว่าคน แล้วใครจะเข้าไปดูได้ทุกวัน ค่าตั๋ววันละ 1,000 บาท ที่ตนต้องออกมาเรียกร้องเพราะอยากให้เข้าใจว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อวงการมวยไทยระดับรากหญ้า ให้อยู่รอด มิเช่นนั้นเราจะเหลือแต่ชาวต่างชาติเข้าดูมวยไทยในบ้านเรา

ทั้งนี้ เจ้าของค่ายมวยทีเด็ด 99 ยังได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาไปยัง ‘บิ๊กก้อง’ ประกอบด้วย 

1.กกท. จำเป็นต้องเชิญเวทีมวยมาตรฐานมาหารือและกำหนดเกณฑ์เรื่องค่าเช่าสนาม ค่าตั๋วเข้าชมของแฟนมวย รวมไปถึงช่วยเหลือดูแลเรื่องการถ่ายทอดสดเพื่อให้เวทีต่าง ๆ หาสปอนเซอร์ได้ เพราะปัญหาที่ผ่านมาคือ ค่าเช่าสนามแพง ค่าตั๋วเข้าชมแพง

2.หากเวทีมวยต่าง ๆ ไม่ยอมที่จะให้ กกท. มากำหนดดังกล่าวก็อยากเสนอให้ กกท. หารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อหาทางออกที่ควรจะเป็นคือ มีเวทีมวยที่เกิดขึ้นจากภาครัฐ โดยให้ กกท. ตั้งเวทีมวยมาตรฐานขึ้นมาอีก 1 เวที เพื่อเป็นทางเลือกเพราะบุคลากรต่าง ๆ ของกีฬามวยไทยนั้น กกท. ก็ออกใบอนุญาตให้อยู่แล้ว จึงเชื่อมั่นว่า หาก กกท. จริงใจที่จะแก้ปัญหาให้คนมวยไทยระดับรากหญ้าจริง ๆ วงการมวยไทยจะเดินหน้าต่อไปได้แน่นอน

สมาคมนิสิตเก่ารุ่นเยาว์แห่งวิศวฯจุฬา จัดงาน IYA Forum 2023 ดึงศิษย์เก่าร่วมถ่ายทอดประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจ

สมาคมนิสิตเก่ารุ่นเยาว์แห่งวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน IYA Forum 2023 (Intania Young Alumni Forum 2023) หวังเปิดพื้นที่กลางสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรค

สำหรับรูปแบบการจัดงานเน้นการพบปะใกล้ชิดระหว่างรุ่นพี่น้องกัน ‘นิสิต วิศวฯจุฬาฯ’ พร้อมกับการจัดกิจกรรม Talk ถ่ายทอดประสบการณ์ของบรรดาศิษย์เก่า รวมถึงผู้มีความรู้และมีบทบาทในสังคม เพื่อเพิ่มเติมความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับชาววิศวฯจุฬาฯ

ในปี 2023 นี้ มาในหัวข้อ ‘Career x Politics’ โดยเริ่มจาก Career Pathways - Entrepreneur vs Corporate vs Startup ทางเลือกสู่ความสำเร็จ โดยผู้ที่จะมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ประกอบด้วย  คุณเอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา วศ. 2543 (พี่หลุยส์) COO Lifestyle & Solution Services, LINE MAN Wongnai, คุณสมิทธ์ พนมยงค์ วศ. 2532 (พี่สมิทธ์) Chief Asset Management & Investment Officer, GULF และคุณนที จรัสสุริยงค์ วศ. 2549 Co-founder, Guss Damn Good

จากนั้นจะเป็น Political Outlook Session #1- Decoding the Political Puzzle ไขความซับซ้อน อดีต ปัจจุบัน และเกมการเมืองในอนาคต จะมีผู้ร่วม Talk ประกอบด้วย คุณชัยธวัช ตุลาธน วศ. 2539 (พี่ต๋อม) หัวหน้าพรรคก้าวไกล, คุณวทันยา บุนนาค มธ. 2546 (พี่เดียร์), คุณรัฐ คลังแสง วศ. 2544 (พี่รัฐ) ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ มหาสารคาม เขต 6 พรรคเพื่อไทย และ คุณชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ วศ. 2533 (พี่โอ๋) รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ปิดท้ายด้วย Political Outlook Session #2 - Engineering Political Blueprint วางพิมพ์เขียวการเมืองแบบวิศวฯ จุฬาฯ ซึ่งจะมี คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร วศ. 2538 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, คุณสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ วศ. 2538 (พี่เชษฐ์) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, คุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร วศ. 2541 (พี่โจ) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และคุณวรภพ วิริยะโรจน์ วศ. 2549 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์บนเวที

โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 ณ Amari Bangkok ห้อง Grand Ballroom ชั้น 6 โดย Political Session I เริ่มเวลา 14.30 - 16.30 น. และ Political Session II เริ่มเวลา 16.30 - 18.00 น.

'เชียงราย' รับตัวคนไทยจากพื้นที่ขัดแย้งในเมียนมาจากฝ่ายเมียนมาเพิ่มเติมอีก 24 คนกลับไทย ณ จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 อำเภอแม่สาย

 

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 เวลา 11.30 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย พันเอก ณฑี ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง/ประธานคณะกรรมการชายแดน ส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา (TBC) ฝ่ายไทย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย สถานีตำรวจภูธรแม่สาย อำเภอแม่สายด่านศุลกากรแม่สาย ร่วมรับตัวคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบกลับภูมิลำเนา จำนวน 24 คน (ชาย 16 คน, หญิง 8 คน) ณ จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และส่งมอบให้กับ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย ดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรมวันเบาหวานโลก ให้กำลังพลกองทัพเรือ รู้เท่าทันโรคเบาหวาน

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.66 พลเรือตรี วีระชัย หลีค้า รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผู้แทนผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เป็นประธานในการจัดกิจกรรมวันเบาหวานโลก ( World Diabetes Day) พร้อมด้วย ดร.ศิวัสสา จันโท ประธานชมรมภริยานาวิกโยธิน พร้อมคณะกรรมการแม่บ้านฯ ข้าราชการ ลูกจ้าง กำลังพลและครอบครัว สังกัดหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ร่วมกิจกรรมฯ 

โดย พล.ร.ต.ดนัย ปานแดง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา และคลินิกเบาหวาน กลุ่มงานอายุรเวชกรรมฯ ร่วมกับคณะกรรมการทีมผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน คณะกรรมการ Good home Good health รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดทำกิจกรรมวันเบาหวานโลก ชื่อกิจกรรม “รู้ว่าเสี่ยง เราเลี่ยงได้ Know your risk Know your response” ให้แก่ ข้าราชการ และครอบครัว ของกองทัพเรือ เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของโรคเบาหวานในระยะแรกของโรคได้ทันท่วงที ลดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่จะตามมา ให้ความรู้ในการดูแลรักษาตนเอง รวมไปถึงความดันโลหิต น้ำหนักตัว โรคอ้วน และโรคหัวใจ ณ หอประชุม ศูนย์การฝึกนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ค่ายกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี 

ฉะเชิงเทรา-กต.ตร.เมืองแปดริ้ว มอบ 100,000 บาท ร่วมกิจกรรมล้วงไหทองการกุศล วันลอยกระทง รายได้จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.วัดสมานรัตนาราม

วันที่ 24 พ.ย.66 นายประชา คล้ายสิงห์ ที่ปรึกษาตำรวจภูธรภาค2 /ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ผู้ใหญ่มานัส โท้เป๋า ประธานที่ปรึกษา กต.ตร. และคณะกต.ตร.สภ.เมืองฉะเชิงเทรา มอบเงิน 100,000 บาท แด่ เจ้าคุณพระประชาธรรมนาถ เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา (ธ) เจ้าอาวาสวัดสมานรัตนาราม เพื่อร่วมกิจกรรมล้วงไหทองการกุศล วันลอยกระทง วัดสมานรัตนาราม อ.เมืองฉะเชิงเทรา รายได้จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.วัดสมานรัตนาราม

'บิ๊กต่าย' แถลง ตำรวจ ปส. ทลาย 2 เครือข่ายค้ายา ภาคเหนือ และภาคอีสาน ยึดยาบ้ากว่า 14 ล้านเม็ด ปะปนมากับแตงกวา และไอซ์ 100 กก. หวังกระจายในพื้นที่ชั้นใน

ตามนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นการจับกุมทำลายเครือข่ายวงจรยาเสพติด ยึดทรัพย์ที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด และเร่งรัดในการทำลายยาเสพติดของกลาง โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้รับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี มาดำเนินการ และได้สั่งการให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. และ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้รับผิดชอบงานยาเสพติด เข้าไปกำกับดูแลสั่งการ 

ซึ่งวันนี้ 24 พ.ย.66 เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. เป็นประธานการแถลงผลการกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ 2 เครือข่าย พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส., พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต. ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส. และ พล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. ด้าน ผบช.ปส. เผยว่า บช.ปส. จะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทุกเครือข่ายอย่างหนัก รวมไปถึงการสืบสวนขยายผล  ใช้เครื่องมือและกฎหมายที่มีอยู่เพื่อเอาผิดกับเครือข่ายและผู้ที่ร่วมกันให้การสนับสนุนเครือข่ายค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด เพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติด ขณะเดียวกันก็ได้ขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันยาเสพติดควบคู่ไปด้วย ล่าสุด ตำรวจ ปส. สามารถจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดยาเสพติดได้เป็นจำนวนมาก ได้แก่ ไอซ์ 100 กก. และ ยาบ้า 13,400,000 เม็ด 

คดีที่ 1 ตำรวจ กก.3 บก.ปส.2 ร่วมกับตำรวจ บก.ขส. ร่วมกันสืบสวนติดตามกลุ่มเครือข่ายที่มีพฤติการณ์ลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ กระทั่งช่วงบ่ายของวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา พบความเคลื่อนไหวกลุ่มเครือข่ายจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดน ด้าน จว.นครพนม ไปส่งให้กับลูกค้าในเขตพื้นที่ตอนในประเทศ โดยใช้รถยนต์ หมายเลขทะเบียน xx 61xx กรุงเทพมหานคร ในการลำเลียงยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงประสานกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เฝ้าติดตามตามเส้นทางที่ได้รับแจ้ง พบรถเป้าหมายวิ่งไปตามถนนเส้นสกลนคร - อ.สมเด็จ จว.กาฬสินธุ์ ต่อเนื่อง จว.มหาสารคาม  ก่อนจะมาจอดรถติดสัญญาณไฟจราจรที่บริเวณแยกวังยาว ต.เกิ้ง อ.เมือง จว.มหาสารคาม ตำรวจชุดจับกุมได้แสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมตรวจสอบพบ นายจักรกฤษ อายุ 36 ปี ชาว จว.กาฬสินธุ์ เป็นผู้ขับขี่ ผลการตรวจค้นรถพบไอซ์ ซุกซ่อนในฝากระโปรงท้ายรถยนต์ รวมจำนวน 100 กก. ด้านผู้ต้องหาให้การว่า ประมาณเดือนกันยายน ที่ผ่านมาได้รู้จักและไปทำงาน กับผู้รับเหมาก่อสร้างรายหนึ่งในหมู่บ้านโคกกลาง ต.ลำปาว อ.เมือง จว.กาฬสินธุ์ ที่ตนอาศัยอยู่ เมื่องานเสร็จผู้รับเหมาได้ย้ายไปที่อื่น ตนจึงไม่มีงานทำ ก่อนจะโทรศัพท์ติดต่อเพื่อของานกับผู้รับเหมารายนี้ จึงแนะนำให้ตนขับรถขนยาเสพติดและถูกจับกุมดังกล่าว ซึ่งหลังการจับกุมเจ้าหน้าที่จะขยายผลหาตัวการใหญ่ในการว่าจ้างลำเลียงยาเสพติดจำนวนนี้ต่อไป เบื้องต้น แจ้งข้อหา “ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท 1 (สารไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”

คดีที่ 2 ตำรวจ บก.สกส. จับกุม 3 ผู้ต้องหา คือ นายไตร, นายสมชาย และ เยาวชน 1 ราย หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีเครือข่ายยาเสพติดเตรียมลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.เชียงใหม่ เพื่อไปส่งให้กับเครือข่ายในพื้นที่ จว.นครศรีธรรมราช โดยบรรทุกมากับกระบะแบบมีคอก และ มีรถนำเส้นทางอีก 1 คัน กระทั่งวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา พบความเคลื่อนไหวของรถเป้าหมายคือ รถกระบะหมายเลขทะเบียน xx 92xx เชียงใหม่ และ รถยนต์หมายเลขทะเบียน xx 5xx เชียงใหม่ กำลังเดินทางลงสู่พื้นที่ภาคใต้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงตรวจสอบพบว่ารถได้ขับผ่านพื้นที่ อ.ท่าแซะ จว.ชุมพร แต่ไม่พบรถออกนอกพื้นที่ จึงคาดว่าอาจจะหลบพักอยู่ในพื้นที่ กระทั่งพบรถกระบะจอดพักบริเวณรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จว.ชุมพร 

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าตรวจสอบพบว่ารถยนต์คันแรก มีนายไตรภพ เป็นผู้ขับขี่ ให้การว่า ขับรถบรรทุกแตงกวามาเต็มคันรถเพื่อไปส่งลูกค้าที่ จว.นครศรีธรรมราช ส่วนรถคันที่ 2 มีนายสมชาย เป็นผู้ขับขี่ และมีเยาวชน 1 ราย โดยสารมาด้วย เมื่อนายสมชาย เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้สารภาพว่าได้ขับรถนำสำรวจเส้นทาง สำรวจด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ ให้กับรถยนต์ที่ซุกซ่อนยาเสพติดมากับแตงกวา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงคุมตัวผู้ต้องหา และรถทั้งหมดไปตรวจเอ็กซ์เรย์ที่ด่านตรวจยานพาหนะท่าแซะ จว.ชุมพร ของ กก.2 บก.ปส.4 พบยาบ้าถูกซุกซ่อนอยู่รวมจำนวน 13,400,000 เม็ด สอบถามผู้ต้องหา ให้การว่ายาเสพติดของกลาง ดังกล่าวเป็นของตนเองจริง ซึ่งมีคนว่าจ้างให้ไปรับยาเสพติดในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท ๑ (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และเป็นการก่อให้ เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

สำหรับเดือน ตุลาคม 2566 – ปัจจุบัน ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ได้จับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ  34 คดี ผู้ต้องหา 58 คน ของกลาง ยาบ้า 34,601,643 เม็ด, ไอซ์ 872.76 กก. เฮโรอีน 25.99 กก., โคเคน 3.61 กก. และตรวจยึดทรัพย์ ไว้ตรวจสอบมูลค่าประมาณ 131.62 ล้านบาท

ผบ.ตร.เปิดการอบรมสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล (Stronger Together) ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเรื่องจิตอาสา และการป้องกันตัวจากเหตุกราดยิง

วันนี้ (24 พ.ย.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการอบรมผู้นำประชาชน ตามโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล (Stronger Together) ของตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย  พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมคณะ ณ อาคารกีฬาศูนย์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าอบรมจำนวน 1,900 คน เป็นผู้แทนของประชาชนในพื้นที่ตําบลต่างๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตํารวจในสังกัด 38 สถานี สถานีตํารวจละ 50 คน ใช้เวลาในการอบรมรุ่นละ 1 วัน จํานวน 3 รุ่น ในวันนี้เป็นการอบรม รุ่นที่ 3

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลในการดำเนินโครงการ “สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล เพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม Stronger Together” มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอและแก้ไขปัญหาชุมชน สังคมมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ ส่งเสริมวัฒนธรรม
และการท่องเที่ยว เพื่อความผาสุกของประชาชนอย่างยั่งยืน

การอบรมในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้เข้ารับการอบรมทุกท่านคือผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ที่จะสรรค์สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ชุมชน ท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่ จึงขอให้ทุกท่านได้ภาคภูมิใจ และร่วมกันขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สร้างชุมชนและสังคมให้เติบโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน เชื่อมั่นว่าจะสามารถเป็นพลังสำคัญในการแก้ไขความเดือดร้อนของสังคมได้ตรงกับความต้องการ

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ได้เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เรื่องโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ การสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แก่ผู้เข้าร่วมอบรมจากนั้น ผบ.ตร.บรรยายให้ความรู้ในเรื่องการเอาตัวรอดจากเหตุกราดยิง (Active Shooter) หนี ซ่อน สู้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการเอาตัวรอดจากเหตุดังกล่าวด้วย

จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษจาก พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เรื่อง การสร้างเครือข่ายพลังแผ่นดิน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของบ้านเมือง และการมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ (การก่อเกิด การพัฒนา การรักษา การคงอยู่) , และ พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ บรรยายในหัวข้อ การปฏิบัติงานของตำรวจในยุคปัจจุบัน รายการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ด้วย

‘หลวงพ่อพัฒน์’ พระเกจิดัง วัดห้วยด้วน จ.นครสวรรค์ มรณภาพแล้ว สิริอายุ 101 ปี บวช 77 พรรษา

(24 พ.ย. 66) แฟนเพจเฟซบุ๊ก ‘สำนักงานพระราชมงคลวัชราจารย์’ แจ้งประกาศจากวัดธารทหาร หรือ ‘วัดห้วยด้วน’ เรื่อง การมรณภาพของพระราชมงคลวัชราจารย์ หรือ ‘หลวงพ่อพัฒน์ ปุญฺญกาโม’ ว่า…

“ท่านเจ้าคุณพระราชมงคลวัชราจารย์ อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ และอดีตเจ้าอาวาสวัดธารทหาร ได้ถึงแก่มรณภาพ ในวันนี้ วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 เวลาประมาณ 01.35 น. ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ด้วยอาการอันสงบ”

สำหรับหลวงพ่อพัฒน์ ท่านเกิด 12 พ.ค.2465 สิริอายุ 101 ปี บวช 77 พรรษา เป็นพระเกจิอาจารย์ ชาว จ.นครสวรรค์ ส่วนใหญ่ จะรู้จักท่านเรื่องการสร้างวัตถุมงคล เช่น การสร้างเหรียญต่างๆ ของหลวงพ่อพัฒน์ ซึ่งที่ผ่านมาจะอนุญาตให้ดำเนินการ ด้วย เจตนาอันเป็นกุศล เพื่อนำปัจจัยรายได้มาร่วมกันสร้างสาธารณสมบัติให้กับประชาชน ประกอบด้วย การบูรณะวัดธารทหาร การก่อสร้างโรงพยาบาล การนำเงินไปช่วยพัฒนาบูรณะวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ และการให้ทุนการศึกษาแก่เด็ก

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2564 หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน ถูกกลุ่ม ไวยาวัจกรวัด ทุจริตเงินวัดกว่า 60 ล้านบาท จนเกิดเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินวัด ที่ไม่โปร่งใส ทำให้คณะศิษย์ เข้าแจ้งความกองปราบปราม จนกระทั่งสามารถติดตามเงินมาคืนได้ ส่วนกลุ่มไวยาวัจกรวัด ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายฉ้อโกง

รองผู้บัญชาการทหารเรือติดตามความก้าวหน้างานจัดซื้อจัดจ้างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพล

กองทัพเรือและครอบครัวในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ภายใต้กรอบงานคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินส่วนแบ่งรายได้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 

วันที่ 22 พ.ย.66 พล.ร.อ.สุวิน  แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองประธานกรรมการบริหารกองทุนเงินส่วนแบ่งรายได้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (กบรอ.) และคณะ เดินทางตรวจความก้าวหน้างานจัดซื้อจัดจ้างของ กบรอ. (งบประมาณปี ๖๖) โดยรับฟังการบรรยายสรุปการดำเนินการ ณ ห้องประชุมสโมสรสัญญาบัตรกองเรือยุทธการ และติดตามความก้าวหน้าตามแผนงานของหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ทั้งนี้ ในภาพรวมของการดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างฯ มีความก้าวหน้าตามแผนงาน ประกอบด้วย
กองเรือยุทธการ - การซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารพักสัญญาบัตร ขนาด ๑๖ ห้อง และปรับปรุงห้องเรียน โรงเรียนสัตหีบ สาขากองเรือยุทธการ
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน - การปรับปรุงห้องเรียน โรงเรียนโยธินบูรณะ ให้เป็น E - Learning
หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง - การซ่อมแซมอาคารเรือนแถวประทวน จำนวน ๑๐ ครอบครัว
ฐานทัพเรือสัตหีบ - การปรับปรุงห้องเรียน โรงเรียนสัตหีบ สาขาฐานทัพเรือสัตหีบ
กองการบินทหารเรือ - การซ่อมแซมเรือนแถวประทวน จำนวน ๒ แถว
อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ - การซ่อมแซมอาคารพักสัญญาบัตร จำนวน ๑ อาคาร

ในการนี้รองผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำหน่วยต่างๆ ให้เร่งรัดติดตามการดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจรับพัสดุ ครุภัณฑ์ให้ถูกต้องได้มาตรฐานตามสัญญา ตรวจรับงานซ่อมทำให้เรียบร้อย ได้คุณภาพ  และให้สามารถเบิกจ่ายเป็นไปตามแผนงาน  ซึ่งการใช้งบประมาณในส่วนนี้ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นอกเหนือจากงบประมาณปกติที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลกองทัพเรือ และครอบครัว รวมท้ังสถานศึกษาในพื้นที่สัตหีบ ให้เกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น 

เป็นไปตามเจตนารมย์ของผู้บัญชาการทหารเรือในการเร่งรัดติดตามการใช้งบประมาณที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของกำลังพลกองทัพเรือ และครอบครัวให้ดีขึ้น บนพื้นฐานของการบริหารจัดการอย่างถูกต้อง และรวดเร็ว

#เทิดทูนสถาบัน_ยึดมั่นระเบียบวินัย_ประชาชนภูมิใจ_ทะเลไทยมั่นคง
#Fitforthefuture

‘คมนาคม’ เตรียมเพิ่มโทษปรับ ‘รถบรรทุกน้ำหนักเกิน’ ชี้!! จากเดิม 1 หมื่นบาท เพิ่มสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท

(23 พ.ย. 66) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมหารือเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกิน ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้ความสำคัญและตั้งใจแก้ไขปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกิน หรือส่วยสติกเกอร์ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งจากข้อเท็จจริงการตรวจสอบพบว่ามีรถบรรทุกน้ำหนักเกินจริง และมีข้อบกพร่องในโครงสร้างและกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมในทุกมิติ ป้องกันปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น และ ลดงบประมาณในการซ่อมบำรุงถนน 

ทั้งนี้เนื่องจากการบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนด ทำให้กระทรวงคมนาคมต้องใช้งบประมาณซ่อมบำรุงถนนจำนวนมาก โดย กรมทางหลวง (ทล.) ต้องจ่ายค่าซ่อมถนนปีละ 26,000 ล้านบาท และ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ปีละ 18,000 ล้านบาท

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาที่นำมาดำเนินการให้ประสบความสำเร็จจะต้องสร้างความมั่นใจ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ พร้อมกำชับการทำงานทุกขั้นตอน ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ปฏิบัติงานด้วยความสุจริต และปราศจากการทุจริต เน้นย้ำว่าช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม จะต้องไม่มีการทุจริต หรือมีส่วยสติกเกอร์ทางหลวงเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้มีแนวทางแก้ไขปัญหาดังนี้ 1.ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทางหลวง 2535 มาตรา 73/2 เกี่ยวกับบทลงโทษการบรรทุกน้ำหนักเกิน ปัจจุบันระบุว่า ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ โดยจะปรับแก้ไขกฎหมายให้มีโทษปรับในอัตราที่สูงขึ้น คือปรับสูงสุดไม่เกิน 100,000-200,000 บาท แล้วแต่กรณีการกระทำความผิด 

“ส่วนกรณีการเพิ่มโทษจำคุกนั้นให้ ทล. ไปศึกษาผลดีผลเสียที่เหมาะสมต่อไป รวมทั้งเอาผิดกับผู้ประกอบการรถบรรทุกด้วย เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะเสนอการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และมีผลบังคับใช้ได้ภายใน 1 ปี เชื่อว่าการเพิ่มอัตราโทษปรับที่สูงขึ้นนี้ทำให้แก้ปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินได้ เพราะปัจจุบันรถบรรทุกน้ำหนักเกินมีโทษปรับน้อยสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ทำให้ผู้ประกอบการถบรรทุกเสี่ยงต่อการกระทำผิดด้วยการบรรทุกน้ำหนักเกินกฎหมายกำหนด เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้” นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะออกประกาศกฎกระทรวงคมนาคม ในการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล โดยเฉพาะตำรวจจราจร ในพื้นที่ กทม. ให้มีอำนาจตรวจจับรถบรรทุกน้ำหนักเกินในพื้นที่ กทม. ได้ จากเดิมตำรวจจราจรไม่มีอำนาจหน้าที่ตรวจจับ เพราะ พ.ร.บ.ทางหลวง ไม่ได้ให้อำนาจส่วนนี้แก่ตำรวจจราจร ซึ่งเรื่องดังกล่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องเสนอเรื่องนี้มาที่กระทรวงคมนาคม เพื่อให้ตนลงนามในประกาศกฎกระทรวงและมีผลบังคับใช้ต่อไป

2.เพิ่มประสิทธิภาพตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกิน เพิ่มความถี่ อัตรากำลัง ยานพาหนะ ติดตามตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกินของตำรวจ และ ทล. และ 3.นำเทคโนโลยีมาใช้ดำเนินงาน อาทิ การนำเทคโนโลยี AI พร้อมกล้อง CCTV มาช่วยประเมินรถบรรทุกที่มีแนวโน้มบรรทุกน้ำหนักเกิน การบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระบบจีพีเอส ของ ขบ. ร่วมกับ กองบังคับการตำรวจทางหลวง และ ทช. ช่วยติดตามจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน และบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูล Call Center เรื่องร้องเรียนรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

ทั้งนี้ทางภาคเอกชนเสนอขอให้ตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กทม. เพื่อนำปัญหามาหารือกันเป็นระยะๆ และหาแนวทางป้องกันไม่เกิดรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนดต่อไป

ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า ปัจจุบัน ทล. มีโครงข่ายถนนที่รับผิดชอบกว่า 50,000 กม. เพื่อป้องกันการบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนด ได้ดำเนินการติดตั้งระบบเครื่องชั่งอัตโนมัติสำหรับชั่งน้ำหนักรถยนต์ขณะเคลื่อนที่ หรือ WIM ช่วยคัดกรองรถบรรทุกที่มีน้ำหนักไม่เกินกฎหมายกำหนด สามารถวิ่งผ่านได้โดยไม่ต้องเข้าชั่งที่สถานี โดยมีแผนจะติดตั้งระบบ WIM บนโครงข่ายทางหลวงทั่วประเทศ จำนวน 960 แห่ง ซึ่งติดตั้งไปแล้ว 182 แห่ง อยู่ระหว่างติดตั้ง 21 แห่ง และ ที่เหลืออีก 757 แห่ง จะทยอยติดตั้งให้ครบต่อไป โดยในแต่ละปีจะได้รับงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว เน้นติดตั้งในจุดที่จำเป็นและมีปริมาณรถบรรทุกใช้เส้นทางจำนวนมากก่อน

ขณะที่ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีรถบรรทุกขนาด 6 ล้อ และ รถบรรทุกขนาด 10 ล้อขึ้นไป จดทะเบียนกับ ขบ. มากกว่า 1,000,000 คัน ซึ่งมีการติดตั้งระบบจีพีเอสเกือบครบทั้งหมดแล้ว และ ขบ. ได้ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลจีพีเอสรถบรรทุก กับ ทล. และ ทช. แล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมข้อมูลกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลในเรื่องดังกล่าวต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top