Saturday, 27 June 2026
NEWS FEED

‘เริงชัย ประภาษานนท์’ ศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้าง ‘อินทรีแดง’ เสียชีวิตในวัย 94 ปี

(7 ก.พ. 67) นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า นายเริงชัย ประภาษานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2562 ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ณ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สิริอายุ 94 ปี โดยทางครอบครัวแจ้งว่าจะมีกำหนดรดน้ำศพ ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 14.00 น. และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพ วันที่ 7, 8 กุมภาพันธ์ เวลา 18.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ เวลา 19.00 น. ณ วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต ศาลา 2 ซอยวัชรพล ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และกำหนดการพิธีฌาปนกิจ ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 14.00 น.

อธิบดีสวธ. เปิดเผยอีกว่า นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม มอบหมายให้กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม โดยกลุ่มสวัสดิการศิลปินแห่งชาติฯ ดำเนินการจัดสวัสดิการช่วยเหลือ ดังนี้ มอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท ค่าเครื่องเคารพศพ 3,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท ด้วย

สำหรับประวัติของ นายเริงชัย ประภาษานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2562 เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 ที่อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร ขณะศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนันทนศึกษา เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2487 โรงเรียนปิดลง เริงชัยออกมาทำงานที่โรงไฟฟ้าสามเสน เมื่อโรงไฟฟ้าถูกระเบิดทำลาย ได้งานทำใหม่เป็น ช่างเรียงพิมพ์

และเริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ ‘พรหมบันดาล’ ตีพิมพ์ในนิตยสาร ‘รัตนโกสินทร์’ ใช้นามปากกา ‘สุริยา’ ต่อมาเขียนนวนิยายแนวบู๊ใช้นามปากกา ‘เศก ดุสิต’ เรื่อง ‘สี่คิงส์’ และ ‘ครุฑดำ’ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์อักษรสมิต 

ตามมาด้วยเรื่องในชุด ‘อินทรีแดง’ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น มีชื่อเสียงเป็นที่นิยม จนต้องนำตัวละครจากทั้ง 2 เรื่อง คือ ‘คมน์ พยัคฆราช’ และ ‘โรม ฤทธิไกร’ มามีบทบาทร่วมกันในเรื่อง ‘จ้าวนักเลง’ ต่อมาเรื่อง ‘พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ’ ตีพิมพ์ในนิตยสารอาทิตย์รายสัปดาห์ของสำนักพิมพ์อักษรโสภณ เริงชัยใช้นามปากกา เศก ดุสิต, เกศ โกญจนาศ, ศิรษา, ดุสิตา, สุริยา และลุงเฉื่อย

ในสมัยสื่อสิ่งพิมพ์ เฟื่องฟู ผลงานของเริงชัยเป็นที่ต้องการของหนังสือต่าง ๆ ในสัปดาห์หนึ่งจึงต้องเขียนนวนิยายส่งนิตยสารถึง 5 เล่ม ผลงานมีทั้งหมดกว่า 50 เล่ม ส่วนใหญ่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ เริงชัยได้รับรางวัลนราธิป จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2552 ผลงานชุด ‘อินทรีแดง’ เป็นหมุดหมายของอาชญนิยายไทย เริงชัยสามารถสร้างตัวละคร ‘อินทรีแดง’ ให้เป็นบุคคลในอุดมคติเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเยียวยาจิตใจของผู้คนในสังคมให้มีพลังและแกร่งกล้า เพื่อต่อสู้กับอำนาจ ความชั่วร้าย อินทรีแดงเป็นวีรบุรุษในหัวใจนักอ่าน เป็นคนดี คนเก่งที่ช่วยแก้ปัญหา ไม่เพียงแต่ในสังคมเล็ก ๆ หรือ ชุมชน หากหมายรวมถึงปัญหาของบ้านเมืองด้วย เป็นตัวแทนของคนไทยในการปราบปรามความชั่วร้ายในสังคม

ผลงานของเริงชัยมีพลังทางวรรณศิลป์ ผ่านโครงสร้างนวนิยายอันซับซ้อน และด้วยภาษาอันทรงประสิทธิภาพ ผลงานจึงได้รับความนิยม และยืนยงข้ามกาลเวลา อยู่ในความทรงจำของนักอ่านมาทุกยุคทุกสมัย นายเริงชัย ประภาษานนท์ จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2562

'มส.16' รับผิดชอบต่อสังคม เติมความสุข-ปันรัก นักเรียนชายขอบ ตชด.บ้านโป่งลึก

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ ได้มีพิธีมอบเงินสนับสนุนงบประมาณและสิ่งของเพื่อสนับสนุนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านโป่งลึก อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี นำโดย พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง และประธานหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.) พล.อ.ดร.มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคง ขั้นสูง (มส.) ผศ.พล.อ.ต.หญิง ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ รองผู้อำนวยการฯ ดร.วรวุฒิ ไชยศร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ พล.ต.ต.ดร.ภาดล  ประภานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตร พร้อมนักศึกษาหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.) รุ่น 16 โดยมี พล.ต.ต.บรรพต มุ่งขอบกลาง รอง ผบช.ตชด. และคณะครู ให้การต้อนรับ พร้อมนำนักเรียนบ้านโป่งลึก มาร่วมรับมอบ

พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรม CSR ครั้งนี้ เป็นวิสัยทัศน์ของหลักสูตร มส. 4 สร้าง คือ สร้างความมั่นคงแห่งชาติ สร้างความมั่นคงของมนุษย์ สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร มส. แต่ละรุ่น ได้เห็นความสำคัญ รวมพลังทั้ง ความรัก ความสามัคคี และการให้ ในการแบ่งปันต่อสังคม โดยเฉพาะเยาวชนในระบบการศึกษา ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล อย่างเช่น รร.ตชด.บ้านโป่งลึก จ.เพชรบุรี ในครั้งนี้ 

ทั้งนี้เพื่อให้ครู นักเรียน ได้มีกำลังใจ มีโอกาส ในการเข้าถึงความจำเป็นขั้นพื้นฐานต่อการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพต่อไปในอนาคต ในนามมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง และหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง( มส.) ขอขอบคุณรองผู้บัญชาการ และครูใหญ่ นักเรียน ที่ได้ให้โอกาส อำนวยความสะดวก ให้พี่ๆ มส.16 ได้มาจัดกิจกรรม CSR ในครั้งนี้ 

ด้าน น.พ.ไพศาล รัมณีย์ธร ประธาน มส.16 กล่าวว่า กิจกรรม CSR ครั้งนี้เป็นกิจกรรมแรกของรุ่น และเป็นการสานต่อจากรุ่นพี่ที่ดำเนินกิจกรรมดีๆต่อสังคมมาแล้วในหลายพื้นที่ ซึ่ง มส.รุ่น 16 ได้สำรวจและเลือกโรงเรียนตชด.บ้านโป่งลึก เนื่องจากเป็นโรงเรียนชายขอบอยู่ห่างไกลความเจริญ แล้วยังขัดสนสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษา จึงได้ระดมทุนทรัพย์จากพี่ๆชาว มส.16 นำมาเติมเต็มให้กับอนาคตของชาติ พร้อมสนับสนุนงบประมาณ 140,000 บาท เพื่อนำไปสร้างทางเชื่อมอาคารและป้องกันดินสไลด์ นอกจากนี้ยังได้บริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น มูลค่า 334,565 บาท ร่วมมอบให้กับเด็กและโรงเรียน

ทางด้าน ด.ต.รัฐพล ศุภางค์กูล ครูใหญ่ รร.ตชด.บ้านโป่งลึก กล่าวว่า ในนามบุคลากรของโรงเรียน ขอขอบพระคุณพี่ๆ มส.16 ทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่เสียสละเงิน และสิ่งของ บริจาคให้เกิดประโยชน์กับโรงเรียนชายขอบ ตามวัตถุประสงค์ครั้งนี้

โฆษกเกษตรฯ เคลียร์ชัด เลิกโยงการเมือง ปมไฟไหม้เจ้าหน้าที่สรุป ”ไฟฟ้าลัดวงจร“

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้ ชั้น 2 ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า หลังจากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน, นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนักเคมี-ฟิสิกส์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุและเก็บพยานหลักฐานหลังเกิดเหตุ ประกอบกับกล้องวงจรปิดบันทึกภาพตรงกันกับคำให้การของพยานในที่เกิดเหตุ เบื้องต้นสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุไฟฟ้าลัดวงจรจากรางเก็บสายไฟ ภายในห้องครัว ชั้น 2 ไม่มีการลอบวางเพลิง หรือ มีประเด็น “ลับลวงพราง” ทางการเมืองแต่อย่างใด วอนสังคมหยุดโยงประเด็นทางการเมือง และอยากให้เปิดพื้นที่ด้านผลงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ที่กำลังดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลเพื่อพี่น้องเกษตรกรแทนจะดีกว่า ส่วนเอกสารสำคัญอื่นๆ ไม่ได้รับความเสียหาย มีเพียงแค่เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในจุดเกิดเหตุ รวมไปถึงกลิ่นควันไฟไหม้ที่ยังคงรุนแรง  ส่วนระยะเวลาในการปรับปรุงพื้นที่คาดการณ์ว่าประมาณ 2-3 เดือน จะปรับปรุงแล้วเสร็จ สามารถกลับเข้ามาทำงานได้ตามปกติ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะทำรายงานสรุปผล มอบให้กับพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีต่อไป

สมาคมแม่บ้านตํารวจจับมือนมตรามะลิแบรนด์ยอดขายอันดับ 1 ทําโครงการ สร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ มีอาชีพที่ยั่งยืนและมีรายได้ช่วยเหลือ ครอบครัวเพิ่มมากขึ้นผ่านแฟรนไชส์ “อาซ้อคาเฟ่”

เมื่อวานนี้ (6 ก.พ.67) สมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมมือกับ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์นมตรามะลิ ได้จัดทำ โครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจเพื่อให้ครอบครัวตำรวจมีอาชีพที่ยั่งยืนและมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวเพิ่มมากขึ้นผ่านแฟรนไชส์ "อาซ้อคาเฟ่“ คาดลุย 77 จังหวัดใน 1 ปีโดยมีพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) โครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ ระหว่างสมาคมแม่บ้าน และบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์นมตรามะลิ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมตรามะลิที่ครองใจคนไทยมากว่า 60 ปีมอบแฟรนไซส์ “อาซ้อคาเฟ่” Kiosk พร้อมทั้งจัดการฝึกอบรมการชงกาแฟขั้นพื้นฐาน

และวิธีการบริหารจัดการร้านกาแฟ โดยใช้ศักยภาพความเป็นมืออาชีพในการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ วัตถุดิบที่มีมาตรฐานสูงจาก นมตรามะลิ ให้กับครอบครัวตำรวจที่มีบุตรข้าราชการตำรวจที่เป็นเด็กพิเศษ และครอบครัวตำรวจที่เกิดอุบัติเหตุ ทุพพลภาพ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพหรือดูแลครอบครัวลดลง โดยเน้นการลงทุนแบบครั้งเดียวจบ ไม่มีค่าแฟรนไชส์ ไม่เก็บเปอร์เซนต์จากยอดขายรายเดือน สร้างอาชีพอย่างยั่งยืน พร้อมเอาใจคนยุคใหม่ที่รักกาแฟ ได้สัมผัสประสบการณ์การดื่มกาแฟรสชาติดีแก้วโปรด โดยเฉพาะเมนูอาซ้อคอฟฟี่ ที่เป็นแก้วซิกเนเจอร์ เพราะเป็นเครื่องดื่มที่ทำจากวัตถุดิบคุณภาพจากนมตรามะลิ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายคุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องจากโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” สร้างอาชีพเพื่อเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการที่ทำตามแผน
กลยุทธ์ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2567 ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวตำรวจ โดยมีการช่วยเหลือและสนับสนุนบุตรข้าราชการตำรวจที่เป็นเด็กพิเศษช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจที่มีบุตรเป็นเด็กพิเศษ โดยส่งเสริมให้เด็กพิเศษมีโอกาสประกอบอาชีพ มีรายได้ประจำที่มั่นคงตามศักยภาพและความสามารถ รวมถึงครอบครัวตำรวจที่เกิดอุบัติเหตุ ทุพพลภาพ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพหรือดูแลครอบครัวลดลง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ได้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ประจำ สร้างขวัญกำลังใจบรรเทาทุกข์ให้ครอบครัวข้าราชการตำรวจและช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้สมาคมแม่บ้านตำรวจยังได้มีแนวคิดพัฒนาและต่อยอดจากโครงการปันรักษ์ คาเฟ่ ซึ่งมีรูปแบบเป็นร้านค้า
ขนาดเล็ก หรือร้านค้าที่เป็นลักษณะเคาน์เตอร์ หรือคีออส (Kiosk) จำหน่ายกาแฟสด พร้อมเครื่องดื่มชง ประเภทต่าง ๆ ราคาย่อมเยา แต่ยังคงคุณภาพและมาตรฐานไว้ สมาคมแม่บ้านตำรวจ จึงได้มีแนวคิด ช่วงแรกจะมีการสนับสนุน ตู้คีออส (Kiosk) ให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว ที่มีความประสงค์จะดำเนินธุรกิจแฟรนไซส์กาแฟแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะพิจารณาจากเหตุผลและความจำเป็นรวมไปถึงทำเลที่ตั้งในการขาย และประชาสัมพันธ์ให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวที่มีความสนใจธุรกิจแฟรนไชส์กาแฟ ในราคาสวัสดิการตามขนาดของตู้คืออส (Kiosk) นอกจากนั้นยังมีการสอนวิธีการชงกาแฟขั้นพื้นฐาน และวิธีการบริหารจัดการร้านกาแฟอีกด้วย
นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า รู้สึกดีใจมาก อย่างนมตรามะลิเข้ามาช่วยดูแลโครงการแฟรนไชส์ อาซ้อคาเฟ่ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่มาต่อยอดจากร้านกาแฟปันรักษ์คาเฟ่ เราอยากให้ครอบครัวตำรวจอยู่แบบช่วยเหลือกันช่วยสร้างอาชีพให้กับกลุ่มแม่บ้านตำรวจเพิ่มเติม โดยที่แน่นอนต้องไม่ต้องเสียเงินค่าแฟรนไชส์ โดยมีเงื่อนไขง่าย ๆ มีเพียงอย่างเดียวคือ ให้ทางครอบครัวตำรวจเข้ามานำเสนอแผนธุรกิจกับสมาคม ทำเลที่ตั้งเป็นอย่างไร ตั้งใจทำมากน้อยแค่ไหน เราก็ยินดีส่งเสริม อยากให้เกิดรายได้ช่วยเหลือครอบครัวตำรวจจริงๆ โดย 10 แฟรนไชส์แรก ต้องขอบคุณทางนมตรามะลิที่สนับสนุนมาให้เพื่อให้แฟรนไซส์เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมภายในสิ้นปี 2567 นี้โดยเปิดอบรมการชงกาแฟรุ่น 1 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มาในวันนี้ซึ่งเป็นการอบรมรุ่นที่ 2 แล้ว

คุณหนึ่ง- สุดถนอม กรรณสูต กรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของ แบรนด์นมตรามะลิ กล่าวว่า “ทางนมตรามะลิ ดีใจที่ได้เป็นผู้ช่วยขับเคลื่อน แฟรนไชส์ อาซ้อคาเฟ่ กับสมาคมแม่บ้านตำราจได้ ซึ่งภายในสิ้นปี พ.ศ. 2567 เราจะนำร่อง 10 สาขาทั่วประเทศ โดยนมตรามะลิสนับสนุนมอบชุดธุรกิจ อาซ้อคาเฟ่ จำนวน 10 ชุด ผ่านสมาคมแม่บ้านตำรวจ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกับครอบครัวตำรวจกำลังพลที่ประสบอุบัติเหตุในระหว่างปฎิบัติราชการ โดย เริ่มจาก จังหวัดสงขลา ราชบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยชุดธุรกิจแฟรนไชส์อาซ้อคาเฟ่ ราคาเริ่มต้นเพียง 35,000 บาท เท่านั้น ที่มุ่งเป้าการขายกาแฟในราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 45 บาท แต่เต็มไปด้วยคุณภาพจากวัตถุดิบนมตรามะลิ เน้นพัฒนาและต่อยอดสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์นมตรามะลิที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของร้าน ในโอกาสนี้ ทางนมตรามะลิยังร่วมมอบผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์สนับสนุนในทุกๆ ชุดธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืนอีกด้วย”

 ผบช.สตม. ประชุมเตรียมพร้อมรับมือคลื่นนักท่องเที่ยวเทศกาลตรุษจีน 2567

ตามนโยบายสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดย พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. ซึ่งตระหนักเห็นความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลตรุษจีน 2567 
สอดรับกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของนายกรัฐมนตรี และมาตรการยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจีนโดยรัฐบาลไทย - จีน ได้ร่วมกันลงนาม “ความตกลง” ยกเว้นวีซ่าไทย-จีน” หรือฟรีวีซ่า มีผลบังคับใช้ 1 มีนาคม 2567

วันที่ 6 ก.พ.67 เวลา 14.00 น. พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม. ได้มาเป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารช่วงเทศกาลตรุษจีน 2567 
โดยมี พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้อง ศปก.บก.ตม.2 
ชั้น 4 อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้จัดทำมาตรการในการรองรับการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมือง
ภายใต้หลักความมั่นคง ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามแผนอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมืองในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2567 โดยจะมีการปฏิบัติในช่วงวันที่ 8 – 14 ก.พ.67 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าว จำนวนวันละกว่า 80,000 คน และมีมาตรการในการเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 
และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ที่สำคัญ ดังนี้
1. มีการจัดกำลังพลเต็มอัตราทุกช่องตรวจในช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่น เพื่อเร่งระบายผู้โดยสารที่สะสม
ในโถงพักคอยให้ได้ภายในเวลา 30 นาที
2. กรณีเกิดระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมืองขัดข้อง ให้ ด่าน ตม.ทอ.ในสังกัด บก.ตม.2 ถือปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ (COMDOWN 67)
3. เพิ่มศักยภาพในการระบายผู้โดยสารโดยมีการเปิดใช้เครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ Automatic channel นำร่องที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
4. เตรียมความพร้อมโดยให้ ศท.ตม. เตรียมเจ้าหน้าที่พร้อมรองรับการแก้ปัญหาในกรณีฉุกเฉินเมื่อเกิดสถานการณ์ระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมืองขัดข้อง
นอกจากนั้นยังให้ ศท.ตม. และ บริษัทผู้ดูแลระบบ Biometrics ยืนยันและรับรองความเชื่อมั่นในการป้องกันระบบขัดข้องเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเหมือนที่เกิดสถานการณ์ช่วงปลาย ม.ค.67 ที่ผ่านมาอีก โดย ศท.ตม. และบริษัทผู้ดูแลระบบให้การรับประกัน

หลังจากนี้วันที่ 8 - 9 ก.พ.67 ทาง พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม.จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ ด่าน ตม.ทอ.ภูเก็ต และ ด่าน ตม.ทอ.เชียงใหม่ เพื่อกำชับการปฏิบัติตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีต่อไป

สาวถามชาวเน็ต มีแฟนดีมาก 'ไม่ดื่มเหล้า-ไม่สูบบุหรี่' แต่รายได้ต่ำ ดูไม่มีอนาคต ไม่ปรับตัว ควรไปต่อมั้ย

(6 ก.พ. 67) ผู้ใช้พันทิปรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้ถามว่า แฟนเป็นคนดีมากแต่ไม่มีอนาคตควรไปต่อไหมคะ โดยได้เขียนทิ้งไว้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 

โดยในข้อความ เธอเล่าว่า ได้คบหากับแฟนมาเกือบ 6 ปี เขาเป็นคนดี ไม่สูบบุหรี่ไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวกลางคืน แต่พอได้ลองใช้ชีวิตด้วยกันแล้ว เขากลับดูไม่มีอนาคตเสียเลย เหมือนเธอคนเดียวที่คิดไปเองวางแผนชีวิตวางแผนครอบครัวอยู่คนเดียว เขาเองไม่เคยพูดสักครั้งว่าจะวางแผนชีวิตคู่ยังไงบ้าง

โดยเธอทำธุรกิจส่วนตัว มีรายได้มากกว่าแฟนหลายเท่า เวลาที่เขามาช่วยงาน เธอต้องจ่ายค่าเหนื่อยให้ และเวลาไปเที่ยว เธอเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายให้แทบจะทุกอย่าง มีบ้างที่เขาช่วยออกค่าน้ำมัน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เธอไม่สามารถไปเที่ยวระยะทางไกล ๆ หรือต่างประเทศได้บ่อย เพราะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง

ซึ่งเธอบอกอีกว่าแทบจะเป็นผู้นำในทุกเรื่อง ทั้ง ๆ ที่เธออายุน้อยกว่าเขา 5 ปี อยู่กันทุกวันนี้เหมือนอยู่ไปวัน ๆ ไม่มีคิดสักนิดว่าจะวางแผนดำเนินไปอย่างไร เหมือนมีเธอเพียงคนเดียวที่วางแผนครอบครัว

เธอไม่กล้าเลิกกับแฟน เพราะคบกันมานานและไม่ค่อยทะเลาะกัน ซึ่งหวังว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่เขาไม่ปรับปรุงตัวเลย และเธอยังเครียดเรื่องเศรษฐกิจย่ำแย่ หาเงินคนเดียว จ่ายเงินคนเดียว 

หลังจากกระทู้นี้ถูกเผยแพร่ออกไปชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์ โดยส่วนใหญ่บอกว่า การไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ใช่เกณฑ์วัดความดีเสมอไป สิ่งที่แฟนเจ้าของกระทู้ทำเรียกว่าเอาเปรียบ เพราะเขาไม่สามารถดูแลคนรักได้ ถ้าคบกันแล้วไม่โอเคก็แยกย้าย อย่าไปเสียดาย

'มช.' ร่วมมือ 'เจริญชัย' ประสบความสำเร็จ วิจัยหม้อแปลง IoT และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage

ด้วยโปรแกรม Sustainable Green Energy Management System ของคนไทยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA ภายใต้โครงการ 'Low Carbon Transformer ระบบจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response'

ด้วยสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับบริษัท เจริญชัย หม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ได้ร่วมวิจัยและได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้ดำเนินงานวิจัยหม้อแปลง IoT และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage ด้วยโปรแกรม Sustainable Green Energy Management System ภายใต้โครงการ “Low Carbon Transformer ระบบจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response” ซึ่งจากการดำเนินงานพบว่าหม้อแปลงที่ใช้ในการดำเนินโครงการ ที่กล่าวในข้างต้น ตอบโจทย์ ด้านการประหยัดพลังงาน ในภาคอุตสาหกรรม Smart Factory, Smart Building ในด้าน Net Zero & Near Zero, Peak Demand และ Demand Response และการประหยัดพลังงาน โดยสามารถลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา 2 – 5  ปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า 

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าวขอขอบคุณ ศ.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รศ. ประเสริฐ ฤกษ์เกรียงไกร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รศ.ดร. สิริชัย คุณภาพดีเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์, ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี และดร. ณัฐวุฒิ จารุวสุพันธุ์  ที่ได้ร่วมวิจัยในครั้งนี้ ทำให้การวิจัยในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ หม้อแปลง Low Carbon และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage ด้วยโปรแกรม Sustainable Green Energy Management System เพิ่มอายุการใช้งานให้กับ Energy Storage มากถึง 20 ปี ทำให้ระบบไฟฟ้าเกิดความเสถียรภาพ เกิดความมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response ตอบโจทย์การประหยัดพลังงาน ของภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ อาคารสถานที่ ที่สามารถลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และลดคาร์บอน เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม และประชาชน ด้านความปลอดภัย, ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติร่วมงาน UAE SWAT Challenge 2024 เกาะขอบสนามให้กำลังใจ 3 ทีมตำรวจไทย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติร่วมงาน UAE SWAT Challenge 2024 เกาะขอบสนามให้กำลังใจ 3 ทีมตำรวจไทย แข่งขันสุดยอดทีมปฏิบัติการพิเศษระดับโลก ที่เมืองดูไบ ผ่าน 2 สเตจ “ยุทธวิธี - การโจมตี” ตำรวจไทยทำผลงานดี ลุ้นอีก 2 สเตจ ชิงยอดทีมตำรวจสุดแกร่ง

วานนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2567) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปยังเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อร่วมชมการแข่งขัน UAE SWAT Challenge 2024  เฟ้นหาสุดยอดทีมปฏิบัติการพิเศษระดับโลก ซึ่งปีนี้มีกว่า 30 ประเทศส่งทีมหน่วยปฏิบัติการเข้าแข่งขัน รวม 73 ทีม ทั้งนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจแก่ทีมตำรวจไทยที่เข้าร่วมการแข่งขัน  ซึ่งปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งตัวแทน 3 ทีม เข้าแข่งขัน คือ ทีม Royal Thai Police A และ B เป็นตำรวจชาย และทีม Royal Thai Police C เป็นตำรวจหญิง โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เข้าชมการแข่งขันอย่างใกล้ชิด สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ตัวแทนตำรวจไทยที่ลงแข่งขันอย่างมาก

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ฯ กล่าวว่า การเข้าร่วมการแข่งขันเป็นการฝึกทักษะ ประสบการณ์และความสามารถเชิงยุทธวิธี ตลอดจนเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ผลการแข่งขันเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งวันนี้ตนเดินทางมาให้กำลังใจทีมตำรวจไทย โดยข้าราชการตำรวจที่เข้าแข่งขัน ทีมผู้ฝึกสอน ทีมพี่เลี้ยง ล้วนเป็นตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่มีความสามารถและทักษะสูง จากหลายหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาทิ นเรศวร 261, คอมมานโด, อรินทราช 26 , หนุมาน , หน่วยปฏิบัติพิเศษ ตำรวจภูธรภาค 1-9 ที่เคยผ่านการปฏิบัติงานคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตมาหลายครั้ง  ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งทีมเข้าแข่งขันรายการ UAE SWAT Challenge มาเป็นปีที่ 4 และการเข้าแข่งขันรายการนี้จะทำให้ได้ทักษะเพิ่มเติมเพื่อนำไปพัฒนา และเสริมความแข็งแกร่งให้ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนตำรวจในหลาย ๆ ประเทศ 

การแข่งขัน UAE SWAT Challenge 2024 นั้น จัดขึ้นวันที่ 3 – 7 กุมภาพันธ์ 2567 โดยการแข่งขันแบ่งเป็น 5 สเตจ หรือสถานการณ์  ได้แก่ สเตจ 1 ยุทธวิธี (Tactical) , สเตจ 2 การโจมตี (Assault Event) , สเตจ 3 การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ (Officer Rescue) , สเตจ 4 การโจมตีตึกสูง (Tower Assault) และสเตจ 5 เครื่องกีดขวาง (Obstacle Course) โดยผลการแข่งขันทีมตำรวจไทยทั้ง 3 ทีม ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยสเตจที่ 1 ยุทธวิธี ทีม A ได้ลำดับที่ 8, ทีม B ได้ลำดับที่ 17  ส่วน ทีม C ได้ลำดับที่ 39 , สเตจ 2 การโจมตี ทีม A ได้ลำดับที่ 14, ทีม B ได้ลำดับที่ 8 ทีม C ได้ลำดับที่  28 , และวานนี้ สเตจที่ 3 การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ทีม A ได้ลำดับที่ 14, ทีม B ได้ลำดับที่ 30 ส่วน ทีม C ได้ลำดับที่ 42 สำหรับคะแนนรวม 3 วัน ผ่านการทดสอบ 3 สเตจ ทีม A อยู่ในอันดับที่ 8, ทีม B อยู่ในอันดับที่ 11 และทีม C อยู่ในอันดับที่ 39 จากทีมที่เข้าแข่งขันจากทั่วโลกทั้งหมด 73 ทีม ซึ่งถือได้ว่าผลการแข่งขันเป็นที่น่าพอใจ 

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้พบปะกับตำรวจดูไบ และ NYPD พร้อมกล่าวว่า ในวันนี้ (6 ก.พ.67) เป็นการแข่งขันในสเตจที่ 4️ การโจมตีตึกสูง (Tower Assault) และวันพรุ่งนี้ เป็นการแข่งขันสเตจสุดท้าย คือ เครื่องกีดขวาง (Obstacle Course) ซึ่งทีมตำรวจไทยมีความพร้อมและกำลังใจดีในการลงแข่งขัน พร้อมขอเชิญชวนพี่น้องข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมถึงพี่น้องประชาชน ร่วมลงใจเชียร์ทีมตำรวจไทยได้ที่ https://m.youtube.com/@dubaipolicehq/streams

ทุเรียนไทย VS ทุเรียนมาเลเซีย ตัดสินโดย ติ๊กต็อกสาวชาวเกาหลี

(6 ก.พ.67) ทุเรียนถือได้ว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ และก็มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทุเรียนก็มีอยู่หลากหลายพันธุ์ทั่วทั้งภูมิภาค แต่ตอนนี้ทุเรียนที่กำลังเป็นที่ต้องการ และโด่งดังมากที่สุด คือ ‘ทุเรียนมูซานคิง’ ของมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่มาเลเซียเท่านั้น หากแต่ทุเรียนก็ยังถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยด้วย ส่วนจะมีรสชาติที่ดีและถูกปากใครมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็แล้วแต่รสนิยม...

เพียงแต่ไม่นานมานี้ ก็มีคนมาลองตัดสินรสชาติของทุเรียนทั้ง 2 ประเทศให้แล้ว โดยติ๊กต็อกเกอร์สาวชาวเกาหลี ที่ใช้ชื่อว่า ‘Tara Choi’ ซึ่งอาศัยอยู่ในมาเลเซีย ได้ถ่ายคลิปการลองชิมทุเรียนไทยระหว่างที่ได้มาเที่ยวกรุงเทพฯ โดยเธอได้แชร์คลิปวีดีโอดังกล่าว และได้เปรียบเทียบระหว่างทุเรียนที่ซื้อในตลาดที่กรุงเทพฯ กับทุเรียนมาเลเซียที่เธอเคยกินมาหลายครั้งแล้ว 

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวก็กลายเป็นกระแสไวรัลขึ้นมาทันที โดยมียอดคนดูมากกว่า 708,800 ครั้ง และยอดไลก์ 36,200 ครั้ง ในเวลาเพียงแค่ 2 วัน ซึ่งภายในคลิปวิดีโอดังกล่าว สาว Tara กำลังยืนเลือกทุเรียนอยู่ และสุดท้ายเธอก็ได้ทุเรียนหมอนทองกลับมา แต่เธอถึงกับผงะทันทีเมื่อเห็นพนักงานที่ร้าน ได้ทำการตัดทุเรียนด้วยวิธีแปลกๆ

อย่างไรก็ตาม เธอก็ได้ซื้อมันกลับมายังห้องพักที่โรงแรมในกรุงเทพฯ เพื่อลองเอามากินดู เธอสังเกตเห็นว่าทุเรียนมีกลิ่นอ่อนกว่าและก็แห้งกว่าที่มาเลเซียเป็นอย่างมาก เธอยังอ้างอีกว่า "คนมาเลเซียหลายคนเคยบอกกับเธอว่า ทุเรียนไทยไม่อร่อยเลย" และหลังจากที่เธอได้ลองกัดไปคำหนึ่ง เธอก็ถึงกับพยักหน้า และบอกด้วยว่า “ตอนนี้ฉันเข้าใจในสิ่งที่ชาวมาเลเซียพูดเกี่ยวกับทุเรียนไทยแล้ว” และบอกอีกว่า “ทุเรียนไทยไม่อร่อย กลิ่นสี อ่อนกว่า อาจจะผลใหญ่กว่าแต่รสชาติสู้ของมาเลเซียไม่ได้” ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ใจชาวเน็ตมาเลเซียไปเต็มๆ พร้อมทั้งมีสื่อมาเลเซียให้การแพร่สะพัดข่าวนี้จนเป็นเรื่องใหญ่

ทั้งนี้หากสำรวจถึงความเห็นชาวเน็ตมาเลเซียจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันในการชื่นชมทุเรียนมาเลเซียเป็นทิศทางเดียวกัน อาทิ…

“ทุเรียน ‘มูซานคิง’ ของมาเลเซีย คือทุเรียนดีที่สุด” 
“ทุเรียนไทยชอบเคลมว่าตัวเองดีที่สุด” 
“อย่าเสียเวลาไปลองชิมทุเรียนไทย มันไม่อร่อยหรอก” 
“ทุเรียนมาเลเซีย คือ ที่สุดแล้ว” 
“ทุเรียนของไทยชนะแค่ขนาดเท่านั้น” 
“ยอมรับว่าชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับประเทศไทยเลย แต่กับทุเรียนขอยกให้มาเลเซีย”
“คนไทยชอบตัดทุเรียนตั้งแต่ยังไม่สุก แล้วมันจะไปอร่อยได้อย่างไร”
“ถึงทุเรียนไทยจะสู้ไม่ได้ แต่อื่นๆ ในประเทศนี้ทั้งการท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรมคือที่สุด”
“หากใครที่คุ้นเคยกับทุเรียนแบบมาเลเซีย ก็คงไม่แปลกที่จะไม่ชอบแบบของไทย”
“ส่วนตัวแล้วทุเรียนไทย ไม่อร่อยจริงๆ แถมยังแพงด้วย”

เหล่านี้ก็คือเสียงสะท้อนของชาวเน็ตจากฝั่งมาเลเซีย ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ว่ากัน เพราะถือเป็นรสนิยมในเรื่องของรสชาติที่ขอไม่ก้าวก่ายกัน…

‘โครงการช้างเผือก’ มธ. ลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เดินหน้ามอบโอกาสแก่เด็กเรียนดีจากชนบท เข้าสู่รุ่นที่ 43

ลองย้อนกลับไปในอดีต ‘การศึกษา’ ถือเป็นสิ่งไกลตัวและไม่อาจเอื้อมถึงสำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน ยิ่งอาศัยในแถบชนบท ห่างไกลความเจริญ ‘การศึกษา’ ก็ถือเป็นเรื่องห่างไกล เกินฝัน ซึ่งต่อให้เด็กคนนั้นหัวดี เรียนเก่งมากแค่ไหน แต่ก็มีความเสี่ยงหมดสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่ดี หากครอบครัวไหนที่ทำอาชีพเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ก็ต้องจำใจปิดประตูแห่งโอกาส เพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ปัญหาการเข้าไม่ถึงการศึกษาของเด็ก-เยาวชนไทย สะสม ทับถมมาเป็นเวลานาน ซึ่งอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ และพยายามหาทางบรรเทาปัญหานี้ให้เบาบางลงบ้าง ด้วยการริเริ่มโครงการช่วยเหลือเด็กเรียนดีจากชนบท ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘โครงการช้างเผือก’

สมัยที่ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2518 -2519) ได้ศึกษาและพบว่านักศึกษาที่มีโอกาสผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกือบทั้งหมดมาจากครอบครัวที่มีรายได้มากกว่า 1,000 บาทขึ้นไป ทำให้มีการสรุปว่าระบบการสอบคัดเลือกนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยยังมีความเป็นธรรมในเรื่องโอกาสให้การศึกษายังไม่เพียงพอ 

ทางทบวงมหาวิทยาลัยได้หันมาพิจารณาที่จะแก้ไขปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในส่วนภูมิภาคที่ยากจน และเป็นบุตรธิดาของเกษตรกร ให้ได้มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 

ซึ่งจากการวิเคราะห์ตัวเลขข้อมูลของผู้สอบเข้ามหาวิทยาลัยติดต่อกันมาโดยตลอด พบว่าผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นบุตรธิดาของเกษตรกรเพียง 7% เท่านั้น 

ทบวงมหาวิทยาลัยจึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมา เพื่อศึกษาและวิจัยความเป็นไปได้ของการปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ที่ประชุมคณะกรรมการทบวงมหาวิทยาลัย ได้พิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย มติการประชุมครั้งนั้นเห็นชอบด้วยในหลักการที่ว่า ‘ระบบการสอบคัดเลือกที่เหมาะสม ควรประกอบด้วยการคัดเลือกทั่วไปส่วนหนึ่ง และการคัดเลือกตามระบบโควตาอีกส่วนหนึ่ง’

เมื่อทางทบวงมหาวิทยาลัยเห็นชอบในหลักการ ของระบบการสอบคัดเลือกแบบใหม่แล้ว จึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังแต่ละมหาวิทยาลัย เพื่อขอให้แต่ละมหาวิทยาลัยช่วยกันพิจารณาแนวทางการปรับปรุงระบบ การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งนี้โดยอาศัยเอกสารข้อเสนอของคณะอนุกรรมการปรับปรุง ระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นแนวทางประกอบการพิจารณา 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยอธิการบดีและคณะผู้บริหารจึงได้ดำเนินการพิจารณาเรื่องการรับนักศึกษา เข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามระบบโควตา 

แต่กระบวนการทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงัด เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ขึ้นเสียก่อน ทำให้สถานการณ์ของมหาวิทยาลัยไม่เอื้ออำนวยต่อการพิจารณาเรื่องนี้ จนกระทั่งปีการศึกษา 2522 ‘อาจารย์ประภาศน์ อวยชัย’ ได้นำเรื่องการรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยตามระบบโควตามาทบทวนอีกครั้ง พร้อมแต่งตั้ง ‘คณะที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการของอธิการบดี’ ขึ้น เพื่อให้หลักการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยตามระบบโควตาปรากฏขึ้นเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว เพราะจะได้สนับสนุนให้นักเรียนที่มีผลการเรียนดี ที่อยู่ในชนบทและมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยให้เข้ามาสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น

โดยอาจารย์ประภาศน์ แถลงเรื่องนี้แก่ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยครั้งที่ 7/2523 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 ว่า…

"ในการพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวที่ประชุมคณบดีได้พิจารณาหลายครั้ง โดยมีอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในคณะอนุกรรมการปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่ทบวงมหาวิทยาลัยแต่งตั้งเข้าร่วมชี้แจงอยู่ด้วย ผลการประชุมมีมติเห็นชอบด้วยตามหลักการที่ว่า การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยควรใช้การคัดเลือกตามระบบโควตา ประกอบกับการสอบคัดเลือกทั่วไป ในขณะที่เรื่องนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของทบวงมหาวิทยาลัยนั้น ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ควรดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเท่าที่สามารถจะกระทำได้ จึงขอให้ฝ่ายวิชาการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ เพื่อมหาวิทยาลัยจักได้ดำเนินการต่อไปในปี การศึกษา 2524"

ในปีการศึกษา 2524 มหาวิทยาลัยจึงเริ่มโครงการรับนักศึกษาเรียนดีจากชนบทขึ้นเป็นปีแรก ได้พิจารณารับนักศึกษาจำนวนประมาณ 50 คน จากอำเภอและจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจัดให้เข้าศึกษายังคณะและแผนกอิสระต่าง ๆ โดยเฉลี่ยตามสัดส่วนจำนวนนักศึกษาที่คณะหรือแผนกอิสระนั้น ๆ รับอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นนั้นต้องเป็นนักเรียนในชั้นมัธยมปลาย มีผลการเรียนดีเด่น มาจากครอบครัวเกษตรกรหรือด้อยฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินและโอกาสจะไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้

ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นโครงการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดิน มหาวิทยาลัยจึงมีภาระหนักในการหาทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาเหล่านี้ ทำให้ต้องพิจารณาจำกัดจำนวนและภูมิภาคที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเป็นประการแรก

ในหนังสือ ปฐมนิเทศและคู่มือนักศึกษาเรียนดีจากชนบท 2530 ระบุข้อความเชิญชวนบริจาคสนับสนุนนักศึกษาเรียนดีจากชนบท ว่า…

“เกษตรกรและชาวชนบท มีจำนวน 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยทั้งหมด แต่นักเรียนมัธยมปลายที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ในแต่ละปี มีลูกหลานของเกษตรกร และผู้มีรายได้ต่ำเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำในโอกาสของการศึกษาชั้นสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงจัดให้มีโครงการนักศึกษาเรียนดีจากชนบท โดยรับในระบบโควตาของมหาวิทยาลัยเองปีละ 150 คน”

สำหรับบัณฑิตจากโครงการรับนักศึกษาเรียนดีจากชนบท เช่น

-นายรัฐกรณ์ ทองงาม คณะรัฐศาสตร์ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างปีการศึกษา 2529 - 2532 ตุลาการศาลปกครอง

-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐปน ชื่นบาล คณะวิทยาศาสตร์ สาขาสิ่งแวคล้อม จากจังหวัดราชบุรี ปีการศึกษา 2529 - 2533 คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

-นางสาวทิพวรรณ กมลพัฒนานันท์ คณะรัฐศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ จากจังหวัดราชบุรี ระหว่างปีการศึกษา 2530 - 2533 ผู้อำนวยการกองบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

-นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร คณะรัฐศาสตร์ จากจังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างปีการศึกษา
2531 - 2534 รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

จากปี 2524 ที่เริ่มโครงการ จนถึงปัจจุบันโครงการรับนักศึกษาเรียนดีจากชนบท หรือธรรมศาสตร์ช้างเผือก ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เดินทางมาถึงรุ่น 43 แล้ว และยังคงเดินหน้ารับนักศึกษาเรียนดีจากชนบทต่อไป เพื่อเป็นการกระจายโอกาสการเข้าถึงการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพให้แก่ประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top