Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

ศิษย์เก่าหมอนทองฯ โพสต์ให้ข้อมูล โรงเรียนหมอนทอง ก่อนชิงแชมป์ฟุตบอล 7 สี ชี้ชื่อ รร.ไม่ได้มาจากชื่อสายพันธุ์ทุเรียน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมน่ารัก

(8 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก Da DewDem แชร์เรื่องราวที่ตอนนี้ต้านกระแสไม่ไหวแล้วจริง ๆ หลังวันนี้เห็นสำนักข่าวต่าง ๆ อินฟลู ฯ เพจที่ติดตามมาตลอด และเพื่อน ๆ หลายคนใน FB โพสต์เกี่ยวกับน้อง ๆ ทีมฟุตบอล “โรงเรียนหมอนทองวิทยา” กันเต็ม FB เลยอดโพสต์ด้วยไม่ได้ ในฐานะศิษย์เก่าของโรงเรียน (สมัยม. ต้น)

ขอขอบคุณแฟนบอล ที่เอ็นดูน้อง ๆ นักกีฬา และช่วยกันส่งกำลังใจให้ทีม หมายเหตุ: ชื่อ “โรงเรียนหมอนทองวิทยา” (ม.ว.) มาจากชื่อ ต. หมอนทอง …ใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา (ติดเขตหนองจอก แต่อยู่แบบใกล้ชิดธรรมชาติ มาก ๆๆๆ เหมือนอยู่ไกล๊ไกลกรุงเทพ) คติพจน์ : อ่อนน้อม ถ่อมตน อดทน ซื่อสัตย์

หมอนทองที่ไม่ได้มาจากชื่อสายพันธุ์ทุเรียน แต่มีตำนานจาก การพบหมอนที่ใส่ทองไว้ ถึงครอบครัวเราจะเป็นชาวพุทธ ที่เป็นส่วนน้อยในตำบล เรามีเพื่อนบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมที่น่ารัก รักความสงบ และเราก็มีความสุขมากที่ได้อยู่ในพื้นที่นี้ค่ะ

สนามฟุตบอลที่น้อง ๆ นักกีฬาใช้ซ้อม คือสนามเดิมที่เห็นกันตั้งแต่พี่น้องในครอบครัวเราจำความได้ มีประวัติการใช้งานที่ยาวนาน และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมความสุขของคนในหมู่บ้าน

ขอขอบคุณ  “ชมรมฟุตบอลศิษย์โรงเรียนหมอนทองวิทยา” และผู้ใหญ่ใจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานฯ ดร. สุเมธ (คุณครูผู้ใจดีของหนู) ที่ช่วยกันผลักดัน สร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็ก ๆ รักการเล่นกีฬา ห่างไกลอบายมุข มอบความสุขให้พวกเราชาวตำบลหมอนทอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา

ติดตามเชียร์น้อง ๆ ทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา รอบชิงชนะเลิศ ในวันพรุ่งนี้ (8/11/68) กันนะคะ
ป.ล. ป้า…เอ๊ย! พี่ ยกเลิกนัดทั้งหมดเพื่อไปเชียร์ น้อง ๆ เลยนะ

แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 เยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสานความร่วมมือกับกองทัพประชาชนลาว เพื่อสร้างความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย - ลาว

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พลตรี มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย - ลาว และหน่วยความมั่นคง (ฝ่ายไทย) เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ กระทรวงป้องกันประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์ โดยได้เข้าเยี่ยมคำนับ/พบปะพัฒนาสัมพันธ์ (แบบเป็นทางการ) กับ พลตรี วันทอง  บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว, หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้ถือโอกาสหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน, ปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะปัญหาด้านยาเสพติด, การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, สินค้าหนีภาษี และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดน รวมถึงมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ (Scammer) เพื่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อการส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดน และขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือน การหารืออย่างสม่ำเสมอ ยกระดับความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่มิตรภาพอันดี และการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศให้ มั่นคง ยั่งยืน สืบไป

'สุวรา' ผู้ว่า กปน. เปิดงานวันสภาธรรมาภิบาล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด 'วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน' สร้างจิตสำนึกจริยธรรมขององค์กร โดยมี 'พลโท บุญสิน' เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ

กปน. จัดงานวันสภาธรรมาภิบาล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน”

เมื่อวันที่ (6 พ.ย. 68) เวลา 13.30 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 อาคารสุทธิอุทกากร การประปานครหลวง (กปน.) สำนักงานใหญ่ นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการ กปน. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันสภาธรรมาภิบาลการประปานครหลวง ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน” เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรมขององค์กร ส่งเสริมค่านิยมด้านวินัย คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความโปร่งใส ในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความยั่งยืน

โดยได้รับเกียรติจาก พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้เป็นแบบอย่างนักรบ นักปรัชญา นักการทูต ผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติไทย มาทอล์คโชว์ ถ่ายทอดเรื่องราวในหัวข้อ “วินัย...กุญแจสู่ความสำเร็จในการทำงานและการพัฒนาตนเอง” ให้กับสมาชิกสภาธรรมาภิบาล และบุคลากร กปน.

นางสาวสุวรา กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 9 นับตั้งแต่สภาธรรมาภิบาล กปน. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สภาธรรมาภิบาลได้ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลภายในองค์กร ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การยึดหลักธรรมาภิบาลจึงเป็นรากฐานของการทำงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างมีคุณภาพ หากทุกคนในองค์กรเป็นผู้มีวินัย จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่กำหนด ส่งผลให้ กปน. เป็นองค์กรที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป แนวคิด “วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน” จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของ กปน. ในการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลมีวินัยในทุกกระบวนการทำงาน และยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว

พลโท บุญสิน พาดกลาง หรือ “แม่ทัพกุ้ง” กล่าวว่า วินัยคือความรับผิดชอบในทุกช่วงของชีวิต ตั้งแต่ตื่นนอน รู้หน้าที่ของตน และวางแผนอย่างเป็นระบบ เพราะผลสำเร็จของงานขึ้นอยู่กับวินัยของพนักงานทุกระดับ ต้องพิจารณาปัจจัยให้ครบทั้ง “คน เงิน เครื่องมือ และเวลา” และดำเนินงานตามลำดับความสำคัญ

นอกจากนี้ การทำงานต้องมีคุณธรรมอยู่ในใจ เพราะความรู้ต้องคู่กับคุณธรรม มีวินัย รู้หน้าที่ ทั้งต่อตนเอง และส่วนรวม ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว เคารพผู้บังคับบัญชาและผู้อาวุโส ซึ่งผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดี มีวินัย ตรงต่อเวลา มีความจริงใจ เห็นอกเห็นใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และเมื่อเรา”ให้ใจ” กับเขา เราก็จะ”ได้ใจ” เขากลับมา

นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรมาภิบาล และการส่งเสริมวินัยในการทำงาน อาทิ การจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับวินัย การประชาสัมพันธ์ศูนย์คุณธรรม (องค์กรมหาชน) และกิจกรรมสภาธรรมภิบาล กปน. เป็นต้น

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมรักษ์ทะเลไทย เปิดกิจกรรมเก็บขยะชายหาด 10 แห่ง สู่วันทะเลโลก 8 มิถุนายน 2569 สานต่อความงามแห่งท้องทะเลไทย

เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 68) พลเรือตรี ไพฑูรย์ เส็งเจริญ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานเปิดกิจกรรม “เก็บขยะชายหาด” เนื่องในวันทะเลโลก ประจำปี 2569 ณ ชายหาดอุทยานใต้ทะเลเกาะขาม ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อร่วมกันฟื้นฟูความสะอาดและความงดงามของชายฝั่งทะเล พร้อมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลให้คงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน ประกอบด้วยกำลังพลจากกองพันรักษาฝั่งที่ 12 กรมรักษาฝั่งที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง บุคลากรจากองค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร และข้าราชการจากทัพเรือภาคที่ 1

ทั้งนี้ ทัพเรือภาคที่ 1 มีเป้าหมายจัดกิจกรรมเก็บขยะต่อเนื่องจำนวน 10 ครั้ง ใน 10 ชายหาด ตั้งแต่จังหวัดตราดถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้โครงการ “มุ่งสู่วันทะเลโลก 8 มิถุนายน 2568” เพื่อร่วมกันลดขยะทะเล ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และสร้างจิตสำนึกในการรักษ์ทะเลให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคม

ทัพเรือภาคที่ 1 ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องอธิปไตยทางทะเล ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อให้ “กองทัพเรือเป็นกองทัพที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ” อย่างแท้จริง

ผบ.ตร.ประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำชับเข้ม 8 ข้อ ดูแลประชาชนเข้าถวายความอาลัยฯ รุกปราบสแกมเมอร์ ต่างด้าวผิดกฎหมาย ย้ำแนวทางแต่งตั้งวาระ 68 ยึดกฎหมายและข้อวินิจฉัย ก.พ.ค.ตร. พัฒนางานสอบสวนเร่งด่วน

เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำชับในที่ประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการหน่วยต่าง ๆ ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ผบ.ตร.ย้ำนโยบายเร่งด่วนและนโยบายสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ทุกหน่วยป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเด็ดขาด เนื่องจากรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการปฏิบัติร่วมกันหน่วยงานอื่น เพื่อการปราบปรามอาชญากรออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ให้ประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ
 
ผบ.ตร.มีข้อสั่งการและกำชับ 8 ข้อ ในการขับเคลื่อนภารกิจการดูแลความสงบเรียบร้อย บริการประชาชนที่เข้าถวายถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, การปราบปรามอาชญากรรมเชิงรุก, การพัฒนางานสอบสวน, การแต่งตั้งตำรวจ วาระปี 2568 รวมถึงการดูแลสวัสดิการตำรวจและครอบครัว ฯลฯ ดังนี้

1 .ให้ข้าราชการตำรวจทุกนายที่ร่วมปฏิบัติภารกิจในการดูแลความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยในกรณีที่ประชาชนจะเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ให้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และให้ความช่วยเหลือ ดูแลประชาชนด้วยความเป็นมิตร

2. ให้คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายการบริหารราชการ ผบ.ตร. ประจำปีงบประมาณ 2569 กำหนดกรอบการติดตาม และขับเคลื่อน นโยบาย "6 เร่งรัด" อาทิ ขับเคลื่อนส่งเสริมโครงการพระราชดำริ พัฒนางานสอบสวน กวดขันเสริมสร้างวินัยจราจร ปรับปรุงสวัสดิการตำรวจและครอบครัว ฯลฯ ให้เห็นความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แล้วรายงานทุก 3 เดือน

3. ให้ศูนย์พัฒนางานสอบสวน ตามคำสั่ง ตร.ที่ 458/2568 รวบรวมติดตามประเด็นจากคณะกรรมการ คณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง พัฒนางานสอบสวน ที่มีอยู่หลายคณะ เพื่อนำข้อสังเกตมาปรับปรุง เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ กำหนดไทม์ไลน์ เป็นระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว
 
4. ให้ศูนย์อำนวยการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เป็นกลไกหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการขับเคลื่อนงาน โดยกำหนดแผน มาตรการ ให้ทุกหน่วยปฏิบัติ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่รัฐบาลกำหนดเป็น "วาระแห่งชาติ"  โดยรายงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาล ทุก 7 วัน และ 1 เดือน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทราบว่า “ตำรวจไทย แก้ไขปัญหา สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง"

5. ให้ศูนย์อาชญากรรมพิเศษ จัดทีมรวบรวมผลการปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์ฯ ที่สามารถนำไปใช้ในการกำหนด ทิศทางการทำงานของศูนย์และรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบ ทุก 7 วัน 
 
6. ให้ศูนย์อำนวยการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาบุคคลต่างด้าวทำผิดกฎหมาย กำหนดแผนให้ทุกหน่วยบูรณาการกำลังในการปฏิบัติร่วมกัน พร้อมรายงานผลการปฏิบัติทุก 7 วัน และ 1 เดือน 
 
7. การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในวาระประจำปี 2568 ให้หัวหน้าหน่วยซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง ดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการไว้ รวมถึงให้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการพิจารณาให้ถูกต้อง ตามกฎหมาย และแนวทางที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้เคยวินิจฉัยในประเด็นต่าง ๆ ไว้ อย่างเคร่งครัด
 
8. ให้เร่งรัดการพิจารณาให้ความช่วยเหลือข้าราชการตำรวจและหน่วยงานตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม และสาธารณภัยอื่น ๆ โดยเร็ว

ชื่นชม นร.เทพศิรินทร์ ฮีโร่กระโดดช่วยลูกแมวตกคลองผดุงฯ หนึ่งชีวิตก็มีความหมายในคืนวันลอยกระทง สน.พลับพลาไชย ซูฮก-ผอ.มอบรางวัล ให้ข้อคิด ทำดีและต้องห่วงความปลอดภัย

(7 พ.ย. 68) สน.พลับพลาไชย 1 โพสต์เรื่องราวสุดประทับใจเมื่อเย็นวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา นักเรียนชายโรงเรียนเทพศิรินทร์เห็นลูกแมวกำลังจมน้ำในคลองผดุงกรุงเกษม จึงกระโดดลงไปช่วยจนปลอดภัย ก่อนห่อตัวด้วยผ้าให้ความอบอุ่น โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ต่อและได้รับคำชื่นชมล้นหลามจากชาวเน็ต

เพจเฟซบุ๊ก สน.พลับพลาไชย 1 ระบุแคปชันว่า “สุดยอดเรื่องราวดีๆ ในคืนวันลอยกระทง… หนึ่งชีวิตก็มีความหมายเสมอ” พร้อมเผยบทสัมภาษณ์นักเรียนเจ้าของเหตุการณ์ที่เล่าว่า เพื่อนๆ พยายามช่วยด้วยบันไดและไม้แต่ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำ เพราะว่ายน้ำได้และคิดว่าแมวอาจมีเจ้าของ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 68 นายวิธาน พรหมสินธุศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ เชิญนักเรียนชั้น ม.2/1 โครงการ English Program ที่เกี่ยวข้อง 3 คน ได้แก่ เด็กชายชลภัทร คงสมพงษ์ เด็กชายพิชยะ เรืองรอด และเด็กชายอิทธิพัทธ์ รัตนากรสิริ (ผู้ที่ลงน้ำช่วยแมว) เข้าพบและเล่าเหตุการณ์ ซึ่งเกิดบริเวณใต้สะพานนพวงศ์ ริมคลองผดุงฯ ในคืนลอยกระทง

โดยผู้อำนวยการกล่าวชื่นชมและมอบเสื้อเป็นรางวัลแก่ทั้ง 3 คน พร้อมให้ข้อคิดว่า “การทำความดีเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ต้องประเมินสถานการณ์และคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง” สะท้อนบทเรียนสำคัญว่าความกล้าหาญควรมาพร้อมสติและการป้องกันความเสี่ยง

“ตรีนุช” นั่งประธาน คบต. ทบทวนขยายเวลาทำงานแรงงานต่างด้าว ลาว เมียนมา และเวียดนาม ผ่อนผันต่อใบอนุญาต ลดหลักประกันนายจ้าง แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์  คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวนมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานภายในประเทศและสภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้

1. อนุญาตให้แรงงานต่างด้าว สัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีหลักฐานการอนุญาตให้อยู่หรือทำงานในประเทศไทยแต่การอนุญาตทำงานหรือการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่เข้าเมืองผิดกฎหมายก่อนที่ประกาศจะมีผลบังคับใช้และต้องการทำงาน สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานได้ 1 ปี ในส่วนคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ต้องเป็นคนที่อยู่หรือเคยอยู่และทำงานในราชอาณาจักรแล้วเท่านั้น และต้องดำเนินการตามแนวทางที่กรมการจัดหางานกำหนด

2. ผ่อนผันให้คนต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567  ที่ได้รับอนุญาตถึง 31 มีนาคม 2569 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ได้รับอนุญาตถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่และทำงานได้ต่อไปเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน พร้อมเอกสารหลักฐาน ก่อนที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ เพื่อป้องกันการขาดแคลนแรงงานอันจะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของนายจ้าง สถานประกอบการ

3. แก้ไขการเก็บหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ (กรณีหลักประกันของนายจ้าง) ตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 และมติวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 โดยให้นายจ้างวางหลักประกัน 1 พันบาท ต่อการจ้างคนต่างด้าว 1 คน สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อช่วยบรรเทาและลดภาระต้นทุนให้กับนายจ้าง สถานประกอบการ โดยนายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทาง กรณีมีค่าใช้จ่ายเกินหลักประกันที่วางไว้

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการทั้ง 3 แนวทางนี้เป็นการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนแรงงานและช่วยลดภาระให้กับนายจ้างได้อย่างแท้จริง โดยกรมการจัดหางานจะเร่งรัดสรุปผลการพิจารณาทั้งหมดเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุดต่อไป โดยแรงงานต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผันก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และประกาศกระทรวงมหาดไทย รวมถึงประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าว ติดตามข่าวสารและรายละเอียด แนวทางการปฏิบัติจากกรมการจัดหางานอย่างใกล้ชิด ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

คุ้มครองสิทธิฯ เข้าร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม “10 ปี กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือเคียงข้างประชาชน”

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มอบหมายให้กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ โดยนางสาวศิวาพร ศรียาคะบุตร นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เข้าร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม “10 ปี กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือเคียงข้างประชาชน” โดยได้รับเกียรติจาก พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานแถลงผลการดําเนินงาน และมีนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายโกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวัลลภ นาคบัว โฆษกกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม คณะผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายภาคประชาชน (ผู้ไกล่เกลี่ย) และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้อง Jupiter โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนของกองทุนยุติธรรม และเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในภารกิจของกองทุนยุติธรรมให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ผ่านช่องทางสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ และสื่อสังคมออนไลน์

โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมากองทุนยุติธรรม ได้มุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับการให้บริการในการให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้ง 4 ภารกิจสำคัญ เพื่อการให้ความช่วยเหลือได้ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ มีการรับฟังและร่วมแก้ไขปัญหา นำความยุติธรรมเชิงรุกเข้าถึงทุกเสียงความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการงานยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม และในการก้าวสู่ปีที่ 11 กองทุนยุติธรรมยังคงมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์และการดำเนินงานเพื่อสร้างหลักประกันว่าประชาชนทุกคนจะสามารถเข้าถึงเส้นทางแห่งความยุติธรรม และได้รับโอกาสสู่ความเป็นธรรมอย่างเสมอภาค

ทั้งนี้ การดำเนินงานของกองทุนยุติธรรมตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ได้รับคำขอความช่วยเหลือจากประชาชน ผู้ได้รับความเดือดร้อนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม จำนวน 61,613 ราย คิดเป็นเงินช่วยเหลือ จำนวนกว่า 2,242 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีงบประมาณ 2568 กองทุนยุติธรรมได้รับคำขอความช่วยเหลือจากประชาชน จำนวน 5,217 ราย เป็นเงินช่วยเหลือ จำนวนกว่า 227 ล้านบาท

รมว.อรรถพล นำทีม พลังงานและ กฟผ. ร่วมกับชาวอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรมน้อมถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” ณ เขื่อนสิริกิติ์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

(7 พ.ย. 68) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์นับพันคน ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ เขื่อนสิริกิติ์ จัดขึ้นเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ 

โดยกิจกรรมประกอบด้วยการแปรอักษร “เรารักพระพันปีหลวง” บนสันเขื่อนสิริกิติ์ ตักบาตรพระสงฆ์ 48 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” แสดงพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จเยือนเขื่อนสิริกิติ์ และการประดับไฟบริเวณสวนสุมาลัย ที่ กฟผ. สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535

ทั้งนี้ เขื่อนสิริกิติ์ได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นชื่อเขื่อน ซึ่งยังประโยชน์ ให้แก่ประเทศ ทั้งด้านชลประทานและการผลิตไฟฟ้า เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กั้นแม่น้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มีความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 3 รองจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนภูมิพล 

โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 และเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดเขื่อนสิริกิติ์และโรงไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2520 จวบจนปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เขื่อนสิริกิติ์ ยังสนองพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” โดย กฟผ. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชน ปลูกป่าเทิดพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมในพื้นที่ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เมื่อปี 2565 จำนวน 400 ไร่ 900,000 ต้น และสร้างฝายชะลอน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ยืดอายุแหล่งน้ำ ดักตะกอนและวัสดุต่าง ๆ ไม่ให้ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินด้วย

กระทรวงพลังงาน กฟผ. และประชาชนชาวอุตรดิตถ์  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ณ เขื่อนสิริกิติ์ ทั้งกิจกรรมการแปรอักษร กิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” และที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ก็ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เช่น การปลูกป่า การสร้างอ่างเก็บน้ำ การสร้างฝาย การปลูกหญ้าแฝก รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนรอบเขื่อนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกัน กฟผ. ได้จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหาร กฟผ. ผู้บริหารบริษัทในกลุ่ม กฟผ. และผู้ปฏิบัติงาน ร่วมแสดงความอาลัยกว่า 600 คน ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานกลาง กฟผ. พร้อมทั้งทุกเขต เขื่อน โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ 

ผบ.ตร. มอบรางวัลดีเด่น “ปราบปรามอาวุธปืน จับโจรตามหมายจับ” พร้อมมอบเข็มแม่นปืนฯ 4 ผู้ช่วย ผบ.ตร. - รอง จตช.

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับ รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการหน่วยต่าง ๆ  ร่วมประชุม โดยก่อนการประชุมฯ ผบ.ตร.เป็นประธานมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ หรือ เข็มแม่นปืนกิตติมศักดิ์ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีของผู้ให้การสนับสนุนกิจการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และมอบแก่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่า โดยมีผู้เข้ารับมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ได้แก่ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. 

จากนั้น ผบ.ตร. มอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติดีเด่น และดี ด้านการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ จากการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ห้วงวันที่ 15 – 24 สิงหาคม 2568 ภายใต้แผนยุทธการ “พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี” ซึ่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีผลการปฏิบัติเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่หน่วยงานและข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ 

สำหรับรางวัลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติด้านการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน 
ดีเด่นกลุ่มที่ 1 ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 3 ตำรวจภูธรภาค 4 และ ตำรวจภูธรภาค 5  
ดีเด่นกลุ่มที่ 2 ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 

ประเภทที่ 2 หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติด้านการสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ 
ดีเด่นกลุ่มที่ 1 ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 4 และตำรวจภูธรภาค 3
ดีเด่นกลุ่มที่ 2 ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว 

นอกจากนี้ ได้มอบรางวัลให้กับหน่วยที่มีผลการปฏิบัติดี ทั้ง 2 ประเภท อีกจำนวน 21 รางวัล รวมทั้งสิ้น 30 รางวัล

ผบ.ตร. กล่าวให้กำลังใจ ชมเชยทุกหน่วยที่มุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรม และย้ำให้ตั้งใจในการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภทที่เป็นภัยคุกคามความสงบสุขของประชาชนอย่างต่อเนื่อง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top