Sunday, 21 June 2026
NEWS FEED

สตม. รวบคู่รักแสบ จีน-คาซัค นำนาฬิกาปลอมหรูเกรด A+ หลอกขายร้านนาฬิกาแบรนด์ดัง ความเสียหายกว่า 12 ล้านบาท

กก.4 บก.สส.สตม. จับกุมคนต่างด้าว จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายอัลคัส (นามสมมติ) อายุ 32 ปี สัญชาติคาซัคสถาน ตามหมายจับของศาลแขวงพระนครใต้ ที่ จ.163/2567 ลงวันที่ 21 พ.ค.2567 ความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” 

2. นางสาวบิลลี่ (นามสมมติ) อายุ 38 ปี สัญชาติจีน ตามหมายจับของศาลแขวงพระนครใต้ ที่ จ.164/2567 ลงวันที่ 21 พ.ค.2567 ความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม คอนโดมิเนียมภายใน ซ.สุขุมวิท 32 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ

จากกรณีที่นายอัลคัส และนางสาวบิลลี่ ผู้ต้องหาได้ร่วมกันหลอกให้นายหน้านำนาฬิกายี่ห้อ Patek Philippe ของผู้ต้องหา โดยแจ้งกับผู้เป็นนายหน้าซื้อขายว่าจะจ่ายเงินค่าตอบแทนในการนำไปขายให้ เรือนละ 800 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนายหน้าตกลง ผู้ต้องหาได้นำนาฬิกายี่ห้อ Patek Philippe พร้อมเอกสารจากร้านที่รับตรวจสอบนาฬิกาที่มีชื่อเสียง โดยอ้างว่าเป็นเอกสารรับรองของจริง เมื่อนายหน้าได้นำนาฬิกาไปขายให้กับร้านนาฬิกาชื่อดังแห่งหนึ่งซึ่งเป็นผู้เสียหาย จากนั้นนายหน้าได้โอนเงินให้กับผู้ต้องหาจากการขายนาฬิกาจำนวนหลายครั้ง เมื่อเจ้าของร้านนาฬิกาผู้เสียหาย ได้ทำการตรวจสอบพบว่านาฬิกาและเอกสารรับรองนาฬิกาเป็นของปลอม รวมมูลค่าการซื้อขายกว่า 12 ล้านบาท ผู้เสียหายจึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้เป็นนายหน้าและได้มีการเจรจายอมความกันโดยนายหน้ายินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหาย และได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ให้ดำเนินคดีกับนายอัลคัส นางสาวบิลลี่ ซึ่งต่อมาศาลแขวงพระนครใต้ได้ออกหมายจับนายอัลคัส นางสาวบิลลี่ ความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” นั้น 

กก.4 บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งจากสายลับว่าพบเห็นนายอัลคัส นางสาวบิลลี่ ได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ในห้องพักของคอนโดมิเนียมภายใน ซ.สุขุมวิท 32 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ จึงได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นต่อศาลแขวงพระนครใต้เข้าทำการตรวจค้นห้องพักดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบนายอัลคัส และนางสาวบิลลี่ จึงได้จับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงผลปฏิบัติการยุทธการ “พิทักษ์ประชาราษฎร์ 767” ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และแก๊งอาชญากรรมทั่วประเทศ ค้น 183 จุดทั่วประเทศ

วันนี้ (3 กรกฎาคม 2567) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตำรวจภูธรภาค 1-9 และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ร่วมแถลงผลปฏิบัติการปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และแก๊งอาชญากรรมทั่วประเทศ ตามยุทธการ “พิทักษ์ประชาราษฎร์ 767” ณ ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์  กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หลังจาก ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ระดมกำลังตำรวจจาก บช.น. , ตำรวจภูธรภาค 1-9 และ บช.ก. กระจายกำลังเข้าตรวจค้น รวม 183 จุด ทั่วประเทศ เมื่อวานที่ผ่านมา (2 กรกฎาคม 2567) 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร., พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผบช.ภ.1, พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.2, พล.ต.ท.ฐากูร นัทธีศรี ผบช.ภ.3, พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4, พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6, พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7, พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบช.ภ.8 และ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9

พฤติการณ์ ตามที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานให้ข้าราชการตำรวจ เพื่อให้มีผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหนึ่งในนโยบายนั้น เป็นเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. (รรท. ผบ.ตร.ในขณะนั้น) เร่งรัดดำเนินการ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ รรท.ผบ.ตร ได้สั่งการและมอบหมายให้ พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. /อนุกรรมการในการขับเคลื่อนการดำเนินการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล ดำเนินการประชุมวางแผน ทำลายเครือข่ายผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และผู้ร้ายสำคัญที่น่าจะก่ออาชญากรรมร้ายแรงในบ้านเมือง

พล.ต.ท.อัคราเดชฯ ได้มอบหมายให้ บช.ก. เป็นหน่วยงานหลัก ในการขับเคลื่อน มีการเรียกประชุมวางแผนกับ ภ.1 – 9 และ บช.น. มาโดยตลอด เพื่อรวบรวมประสานข้อมูล พร้อมคัดกรองเป้าหมาย ซึ่งก่อนที่จะมีปฏิบัติการในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 20-24 มิ.ย.67 ตร.ได้มีการได้มีตรวจค้นอาวุธปืนทั่วประเทศในจุดสำคัญ 1,500 จุด เพื่อให้ได้อาวุธ และลดปัญหาการปะทะกันในปฏิบัติการครั้งนี้ และล่าสุดวานนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.จึงได้สั่งการออกแผนปฏิบัติการ ยุทธการ “พิทักษ์ประชาราษฎร์ 767” ในครั้งนี้ ซึ่งแบ่งเป็นเป้าหมายประเภท ผู้มีอิทธิพล 20 ราย, แก๊งอาชญากรรม 116 ราย, กลุ่มเงินกู้โหด 31 ราย, ฮั้วประมูล 19 ราย และ บุกรุกที่สาธารณะ 14 ราย รวมกว่า 200 ราย ตรวจค้น 183 จุดทั่วประเทศ ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการกว่า 2,500 นาย มีผลการปฏิบัติที่น่าสนใจ จำนวน 19 เป้าหมาย โดยแบ่งแยกเป็นกองบัญชาการ ดังนี้

บช.ก. จำนวน 6 เป้าหมาย ได้แก่

1. แก๊งฮั้วประมูล กำนันนก มีการดำเนินการทั้งหมด 11 โครงการ ซึ่งมี 2 โครงการ พบพยานหลักฐานว่า เครือข่ายกำนันนก มี บริษัทของผู้ใหญ่โยชน์ พ่อของกำนันนก ชนะการประมูล โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยมีทีมฮั้วประมูล, ทีมซื้อขายรายชื่อ และ บริษัทที่สมยอม โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่า 70 คน 

ก่อนเกิดเหตุ บริษัท ป.รวีกนก ก่อสร้าง จำกัด และ บริษัท ป.พัฒนารุ่งโรจน์ก่อสร้าง จำกัด เป็นบริษัทในเครือของกำนันนก ก่อนปี 2558 มีรายได้น้อยกว่า 30 ล้านบาท/ปี  ต่อมาได้เข้าร่วมการประมูลโครงการรัฐบาลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทดังกล่าวชนะโครงการ จำนวน 100-200 โครงการ/ปี ซึ่งมีผลประกอบการมากที่สุดใน จ.นครปฐม โดยเข้าร่วมประมูลเข้าร่วม 1,527 โครงการ ชนะ 1,327 โครงการ บริษัทที่แพ้และยื่นซองในโครงการส่วนใหญ่ จะเป็นบริษัทเดิมๆ ที่เคยเข้าประมูล มีการทำเป็นขบวนการ เห็นได้ว่าทั้งสองบริษัทมีพฤติการณ์ทุจริตฮั้วการประมูลโครงการของรัฐ จึงได้ทำการสืบสวน พบว่า 9 โครงการ มีมูลเหตุเชื่อว่าเป็น โครงการที่มีการฮั้วประมูล แต่พบว่า ปี 2564 มี 2 โครงการ ที่ บริษัท ป.พัฒนารุ่งโรจน์ก่อสร้าง จำกัด ชนะการประมูล โดยมีทีมฮั้วประมูล ซื้อรายชื่อ 1.2 % จากขบวนขายรายชื่อ และฮั้วไม่ให้บริษัทอื่นยื่นซองประมูล มีบริษัทที่เกี่ยวข้องกว่า 70 บริษัท และจากการตรวจค้นที่ผ่านมา มีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่า เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูล บริษัทของผู้ใหญ่โยชน์ พ่อกำนันนก มีทีมฮั้วประมูล, ทีมซื้อขายรายชื่อ และ บริษัทที่สมยอม ทั้งหมด 32 ราย เมื่อวันที่ 24 - 25  มิ.ย.67 พงส.ได้เรียกมาแจ้งข้อกล่าวหา แต่มารับทราบข้อกล่าวหา จำนวน 23 ราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ในส่วน 9 รายที่ยังไม่มาพบ อยู่ระหว่างประสานงาน ซึ่งคดีดังกล่าวได้มีการพิจารณาร่วมกับพนักงานอัยการ เนื่องจากเป็นคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการต่อไป นอกจากเครือข่ายฮั้วการประมูลที่ จ.นครปฐมแล้ว ยังมีเครือข่าวฮั้วประมูล ในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม 

2. นายณัฐกิตติ์ฯ (ผู้มีอิทธิพล จ.นครปฐม) ฉายา ส.อบต.นายณัฐกิตติ์ฯ
นายณัฐกิตติ์ฯ สมาชิก อบต.ห้วยขวาง เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เคยต้องคดีอาญาในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่น” ของ สภ.กำแพงแสน ซึ่งมีพฤติการณ์ในคดีเป็นการใช้อาวุธปืนยิงคู่กรณีเสียชีวิต เนื่องจากผู้ตายยืมเงินแล้วไม่คืน อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดเหตุในคดี “ฆ่าผู้อื่น” นายณัฐกิตติ์ฯ ยังสามารถซื้ออาวุธซึ่งมีใบอนุญาตตามกฎหมายได้อีกจำนวนมากถึง 14 กระบอก จากการสืบสวนพบว่านายณัฐกิตติ์ฯ มีการทำธุรกรรมสีเทาทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ปล่อยกู้ดอกเบี้ยเกินอัตรา และการพนันรูปแบบต่างๆ

3. นายเฉลิมพงศ์ฯ (ผู้มีอิทธิพล จ.ปราจีนบุรี) ฉายา คิกคาปู้ ปราจีน อดีตลูกน้อง สจ.โต้ง ขาใหญ่เมืองปราจีน มีประวัติทำร้ายร่างกาย, ครอบครองอาวุธปืน และยาเสพติดจำนวนมาก ถือเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เป็นที่เกรงกลัวของชาวบ้านจนมีการกล่าวกันว่า “ตำรวจไม่สามารถทำอะไรมันได้” ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.67 มีพฤติกรรมก่อเหตุทำร้ายร่างกายหน้าสถานบันเทิงชื่อดังใน จ.ปราจีนบุรี จนมีผู้เสียหายโพสต์ร้องเรียนพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของนายเฉลิมพงศ์ฯ ลงโซเชียล ถึงรายการโหนกระแส และสายไหมต้องรอด

4. บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่สลิด-ป่าโปร่งแดง 
ผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มีพฤติกรรมบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ จากการตรวจสอบพบมีร่องรอยการนำรถแบ็คโฮเข้ามาปรับพื้นที่ เปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าธรรมชาติ ตัดต้นไม้ทั่วบริเวณมีร่องรอยการจุดไฟเผาซากตอไม้จำนวนมาก ลักษณะเป็นการจับจองพื้นที่เพื่อทำการเกษตรในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างร้ายแรง

5. นายเพ็ญเพชรฯ (แก๊งอาชญากรรม จ.สุพรรณบุรี) ฉายา “เพชร ภูธร” มีพฤติกรรมเป็นนักเลงอันธพาล ชอบความรุนแรง มีการใช้และสะสมอาวุธปืนผิดกฎหมาย โพสต์ภาพตนเองพร้อมอาวุธปืนข่มขู่ผู้อื่นทางโซเชียล แอบอ้างสนิทสนมบุคคลสำคัญ และหน่วยงานรัฐต่างๆ

6. นายอภินันท์ฯ หลาน ศักดิ์ ปากรอ (แก๊งอาชญากรรม จ.สงขลา) หลาน "ศักดิ์ ปากรอ" อดีตฆาตกรโหดคดีดังฆ่ายกครัว 5 ศพ เหตุเกิดในพื้นที่ สภ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งต่อมานายอภินันท์ฯ ถูกจับกุมตัวพร้อมอาวุธปืนสงคราม จำนวน 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนเกือบ 100 นัด จากการตรวจสอบอาวุธปืนที่ตรวจพบที่นายอภินันท์ฯ พบเคยถูกใช้ยิงถล่มรองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบาลนาสีทอง เสียชีวิตในพื้นที่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ปมเหตุจากการขัดแย้งเรื่องการเมืองท้องถิ่น ภ.1 จำนวน 2 เป้าหมาย ได้แก่

1. นายภีรวัฒน์ฯ (หัวหน้าแก๊งหนองไทร จ.สระบุรี) มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดและความรุนแรง มีความอาจเสี่ยงที่จะก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.67 แก๊งหนองไทรได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงถล่มหน้าบ้านคู่อริแต่ลูกกระสุนไปถูกชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ปมเหตุขัดแย้งระหว่างแก๊ง จากการตรวจสอบพบมีประวัติการต้องคดีในข้อหา ครอบครองอาวุธปืน, ยาเสพติด และ ทำร้ายร่างกายหลายคดี

2. แก๊งยาเสพติดเครือข่ายจิ๊บไผ่เขียว จ.พระนครศรีอยุธยาแก๊งยาเสพติดเครือข่ายจิ๊บไผ่เขียว ถือเป็นกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่ากลุ่มดังกล่าวมีการนำยาเสพติดไปซุกซ่อนในพื้นที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี จึงขยายผลจับกุมเพิ่มเติมจนกระทั่งสามารถตรวจยึดยาเสพติดได้รวมกว่า 7 ล้านเม็ด ถือเป็นการปราบปรามแก๊งยาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่

ภ.2 จำนวน 1 เป้าหมาย ได้แก่

1. นายศุภกฤชฯ (เงินกู้โหด จ.จันทบุรี) 
หัวหน้าแก๊งปล่อยเงินกู้ตัวตึงตัวแรงในพื้นที่ จ.จันทบุรี แนววัยรุ่นสร้างตัว มีการใช้โซเชียล ข่มขู่ คุกคาม ผู้อื่น, ทำร้ายร่างกาย, ทวงหนี้ มีประวัติคดีการพนัน จำนวน 2 ครั้ง, ลักทรัพย์จำนวน 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังทำธุรกิจสีเทาปล่อยเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูง มีพฤติการณ์ทวงหนี้โหด ทำร้ายร่างกายลูกหนี้บาดเจ็บหลายราย  

ภ.3 จำนวน 3 เป้าหมาย ได้แก่

1. นายอำนาจฯ (แก๊งอาชญากรรม จ.ชัยภูมิ)
มีพฤติการณ์ลักลอบผลิตอาวุธปืนเถื่อนส่งขายทั่วประเทศ มีอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบอาวุธปืน เช่น ลำกล้องปืน, ด้ามปืน และอุปกรณ์อื่นๆมากมาย ตั้งตัวเป็นแก๊งมอมเมาเยาวชนมั่วสุมเสพยาเสพติด มักยิงปืนโดยไม่มีเหตุอันควร สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก
 
2. นายยุรนันท์ฯ (แก๊งอาชญากรรม จ.ศรีสะเกษ)
มีพฤติการณ์เป็นกลุ่มลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ เพื่อส่งให้ลูกค้าตามอำเภอต่างๆใน จ.ศรีสะเกษ ทำให้เกิดผู้ค้ารายย่อย และ ผู้เสพยาเสพติดเกิดขึ้นจำนวนมาก ถือเป็นภัยต่อสังคมอย่างสูง นอกจากนี้ยังมีประวัติการใช้อาวุธปืนข่มขู่บุคคลที่ติดค้างหนี้ยาเสพติด และคดีสมคบจำหน่ายยาเสพติดอีกด้วย 

3. นายสุทธิชัยฯ (แก๊งอาชญากรรม จ.สุรินทร์)
กลุ่มเครือข่ายขายอาวุธปืนออนไลน์ผ่านกลุ่มไลน์ ชื่อ “บาร์เหล้า .01” เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ทำการล่อซื้ออาวุธปืนไทยประดิษฐ์ชนิดหักลำ จึงได้สืบสวนติดตามจับกุมตัว พบนายโชติธนภัทร์ฯ เป็นผู้จัดส่งอาวุธปืน จึงได้มีการขยายผลเข้าตรวจค้นในพื้นที่ ภาค 3 และ ภาค 6 จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดของกลางอีกจำนวนหลายรายการ ซึ่งถือเป็นการทลายแหล่งผลิตและจำหน่ายอาวุธปืนสำคัญในย่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ใกล้เคียงได้ในที่สุด

ภ.4 จำนวน 2 เป้าหมาย ได้แก่

1. นายกานี หรือ มืด (แก๊งอาชญากรรม จ.สกลนคร)
เป็นแก๊งจำหน่ายยาเสพติดที่มีพฤติกรรมอุกอาจ รุนแรง มักใช้อาวุธปืนในการข่มขู่ชาวบ้าน มีประวัติยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ขณะทำการล่อซื้อยาเสพติดจนหลบหนีการจับกุมไปได้ นอกจากนี้สมาชิกแก๊งของนายกานีฯ 
ยังประวัติคดีจำหน่ายยาเสพติด, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่, มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง และ พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะหลายคดี

2. นายณัฐวุฒิ (แก๊งอาชญากรรม จ.บึงกาฬ)
เป็นตัวการทำอาวุธปืน ประกอบ ซ่อมแซม ขายอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จากการตรวจสอบพบมีประวัติคดีโชกโชน ไม่ว่าจะเป็น คดีเสพยาเสพติด, ครอบครองปืนไม่มีทะเบียน, ทำ อาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืน และสำหรับผลิตอาวุธปืนเพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต จากการตรวจค้นที่พักพบอาวุธปืน, เครื่องกระสุนปืน และ สิ่งของผิดกฎหมายหลายรายการ 

ภ.5 จำนวน 1 เป้าหมาย ได้แก่

1. นายภาณุ หรือซิว (แก๊งอาชญากรรม จ.เชียงใหม่)
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สืบทราบว่า นายภาณุฯ มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย พบมีการนำปืนหลากหลายชนิดมายิงเล่นภายในพื้นที่ฟาร์มกัญชา ในพื้นที่ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม

‘นายกฯ’ สั่ง!! เร่งแก้ปัญหา ‘เด็ก-เยาวชน’ หลุดระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ผ่านมาตรการ ‘ค้นหา-ช่วยเหลือ-ส่งต่อ-ดูแล’ ทุกจังหวัดเริ่มดำเนินการ ก.ค.นี้

เมื่อวานนี้ (2 ก.ค.67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายสมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า สถานการณ์เด็กออกกลางคัน หรือเด็กหลุดระบบการศึกษาในปัจจุบันหนักหน่วง โดยมีตัวเลขเด็กออกกลางคันเมื่อปี 2566 ประมาณ 1 ล้านคน จากเดิมปีละ 5 แสนคน เนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งจากปัญหาสังคม การเมือง และเศรษฐกิจนั้น ด้วยความห่วงใยของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ต่ออนาคตของเยาวชน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการการทำงาน แก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ค้นหาช่วยเหลือเยาวชน อายุ 3-18 ปี ที่ไม่พบข้อมูลในระบบการศึกษา และดูแลช่วยเหลือเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ตามมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ โดยเริ่มปฏิบัติการค้นหาช่วยเหลือเยาวชนนอกระบบการศึกษาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ในทุกจังหวัด เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของไทย และเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

นายชัยกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ได้แสดงถึงความห่วงกังวลที่รัฐบาลมีต่อเด็กและเยาวชนนอกระบบ จัดให้เป็นวาระแห่งชาติ ประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญคือ 

1.มาตรการค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาผ่านการบูรณาการ และเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การค้นพบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา

2.มาตรการติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยบูรณาการ การทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแต่ละรายอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการศึกษา สุขภาวะ สภาพความเป็นอยู่ และสภาพสังคม 

3.มาตรการจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่น มีคุณภาพ และเหมาะสม กับศักยภาพของเด็กและเยาวชนแต่ละราย มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษา และการพัฒนาเต็มศักยภาพของตนเอง 

4.มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษา หรือเรียนรู้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา หรือการเรียนรู้ในลักษณะ Learn to Earn โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ให้ทุกจังหวัดคิกออฟกระบวนการค้นหา และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั้งประเทศ ใช้ Application Thai Zero Dropout สนับสนุนภารกิจ สำรวจค้นหา วางแผน ช่วยเหลือ และเชื่อมโยง ส่งต่อการช่วยเหลือทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ รวมถึงติดตามความก้าวหน้า

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ศธ.ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเด็กออกกลางคันอย่างมาก โดยเร่งแก้ไขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการทำนโยบาย ไทยแลนด์ซีโร่ดร็อปเอาต์ การขยายโมเดล 1 โรงเรียน 3 ระบบ ที่เอื้อให้เกิดการจัดการศึกษา 3 รูปแบบ ได้แก่ 

1.การศึกษาในระบบ 

2.การศึกษานอกระบบที่ยืดหยุ่นด้วยเนื้อหา หลักสูตรที่สอดคล้องกับปัญหา และความต้องการของผู้เรียน

3.การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ 

เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง ยังมีเรื่องของชุดนักเรียน ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้ประกาศเรื่องการยกเว้น หรือผ่อนผัน

‘น้องฉัตร’ สะบัดแปรง แปลงโฉม ‘น้องยี่หวา’ แม่ค้าไก่ทอด กลายเป็น ‘ลิซ่า Rockstar’ จนชาวเน็ตยกนิ้ว!! ฝาแฝดชัดๆ

(3 ก.ค.67) หลังจากโซเชียลแห่แชร์ภาพแม่ค้าไก่ทอด ‘น้องยี่หวา’ จนกลายเป็นไวรัลดังข้ามคืน เพราะหน้าตาไปละม้ายคล้ายคลึงกับนักร้องดังระดับโลก ‘ลิซ่า BLACKPINK’ หรือ ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ เป็นอย่างมาก

ล่าสุดทางด้านเมคอัพอาร์ทิสต์ชื่อดัง ‘น้องฉัตร ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ’ ไม่รีรอคว้าตัว ‘น้องยี่หวา’ มาสะบัดแปรง แปลงโฉม กลายเป็นสาว Rockstar ตามรอย ‘ลิซ่า’ พร้อมเขียนข้อความว่า ‘จากแม่ค้าไก่ทอด สู่การเปลี่ยนลุคเป็นน้องลิซ่า น้องยี่หวา @yx_07kw Makeup and hair by Nongchat’

ซึ่งหลังจากที่ภาพเซตดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนในวงการบันเทิงและแฟนคลับแห่เข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชมกันยกใหญ่ อาทิ เหมือนมากกกก / แฝดเลยค่ะ / เหมือนเกิ๊นน เหมือนมากก / เต็ม 100 ไม่มีหักค่ะ

‘รร.โพธิสารพิทยากร’ แสดงความยินดีกับ ‘น้องวุ้นเส้น’ ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ‘MV Rockstar’ ของสาว ‘ลิซ่า’

(2 ก.ค. 67) เมื่อไม่นานมานี้ เพจเฟซบุ๊ก ‘Potisarnpittayakorn Alumni Association’ หรือ โรงเรียนโพธิสารพิทยากร ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

ยินดีและชื่นชมกับดาวดวงน้อยของเรา น.ส.ชลิดา พุกชาญค้า ศิษย์เก่า รุ่นเปลวเทียน (ม.6 ปี 2565) ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผลงานมิวสิควิดีโอ (MV) เพลง ‘Rockstar’ ของ Lisa ลลิษา มโนบาล ศิลปินระดับโลก ซึ่งถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากและมีค่ามาก

อย่างไรก็ตาม น.ส.ชลิดา พุกชาญค้า (วุ้นเส้น) จบชั้น ม.6  แผนการเรียนเตรียมศิลปกรรม (สาขาศิลปะการแสดง) โรงเรียนโพธิสารพิทยากร

ปัจจุบัน น.ส.ชลิดา พุกชาญค้า กำลังศึกษาหลักสูตรนาฏศิลป์สร้างสรรค์และการจัดการ วิชาเอกนาฏศิลป์สากล คณะศิลปกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

“อลงกร” ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ห่วงโลกรวนทำไทยประเทศเสี่ยงท็อปเทน ของโลก เร่งผลักดันนวัตกรรมลดก๊าซเรือนกระจก

“จิรวัฒน์” เปิดตัว “คาร์บอนเทค” (CARBON Tech) มั่นใจช่วยลดโลกร้อนสร้างโอกาสใหม่คาร์บอน เครดิตให้ประเทศไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์ (FKII Thailand) เปิดเผยวันนี้ว่าจากรายงานดัชนีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก( Global Climate Risk )ล่าสุดเปิดเผยว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 9 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)มากที่สุด ซึ่งกลุ่มคนยากจนได้รับความเสียหายมากกว่าประชากรกลุ่มรายได้อื่นๆ “สถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์จึงเร่งผลักดันนวัตกรรมลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกรวนโลกร้อนทะเลเดือดที่มาเร็วและแรงกว่าที่คาดหมายโดยในปี2566ต่อเนื่องถึง5เดือนแรกของปีนี้มีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดต่ำลงเกษตรกรมีรายได้น้อยลงและครึ่งหลังของปีนี้อาจเผชิญภาวะน้ำท่วมอย่างรุนแรงในวงกว้างจากปรากฏการณ์ลานีญ่า”

นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไม้ และหนึ่งในองค์ปาฐกของงานเอฟเคไอไอ.ครั้งที่ 1ได้นำเสนอรายงานพร้อมกับเปิดตัว“คาร์บอนเทค“(CARBON Tech)โดยแสดงความมั่นใจว่าจะช่วยลดโลกร้อนสร้างโอกาสใหม่คาร์บอน เครดิต(Carbon Credit)ให้ประเทศไทย
“ปัจจุบันทั่วโลกต่างเร่งพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อแข่งกับเวลาในการแก้ไขปัญหา "โลกเดือด" รวมทั้งงัดมาตราการบังคับใช้กับภาคธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้จ่ายเงินซื้อเครดิต หรือที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิตกับโครงการต่างๆ ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถส่งออกคาร์บอนเครดิตจากการปลูกต้นไม้ได้เป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา "โลกเดือด" และไม่ทันต่อความต้องการคาร์บอนเครดิตจากภาคธุรกิจทั่วโลก จึงได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอนจากสาหร่าย (Algae-Based Carbon Sequestration), เทคโนโลยีการเพาะปลูกแบบผสมผสานเชิงนิเวศ (Eco-Interwoven Cultivation), เทคโนโลยีการเพิ่มความเป็นด่างในมหาสมุทร (Ocean Alkalinity Enhancement) และเตรียมขยายผลนวัตกรรมต่างๆเหล่านี้ออกมาเป็นเชิงพาณิชย์ โครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 30-40 ภายในปี 2030 และเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 แต่ยังสร้างโอกาสในการขาย Carbon Credit ที่มีมูลค่าตลาดหลายล้านล้านบาทในอนาคตให้กับประเทศอีกด้วย นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ให้กับประเทศไทย ซึ่งสามารถเป็นผู้นำในการผลิตและส่งออก Carbon Credit ในภูมิภาคและทั่วโลก”

สำหรับสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์(FKII Thailand: Field for Knowledge Integration and Innovation)เป็นองค์กรวิสาหกิจเพื่อสังคม100%(Social Enterprise)ทำหน้าที่ส่งเสริมและเผยแพร่นวัตกรรมและองค์ความรู้รวมทั้งเป็นตัวกลางเชื่อมประสานระหว่างหน่วยงานวิจัยกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี.ตลอดจนองค์กรภาคเกษตรและเกษตรกรสามารสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

‘ดีอี’ ปั้น ‘โคราชโมเดล’ ต้นแบบ ‘มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต’ ยกระดับศักยภาพประเทศรับ Digital Economy Hub

(1 ก.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมสัมมนา เชิงปฏิบัติการหัวข้อ ‘Digital Korat: The Future Starts now - โคราช มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต’ ซึ่งโดยกระทรวงดีอีจัดขึ้น ในวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่จังหวัดนครราชสีมา ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2557 ศูนย์การศึกษาหนองระเวียง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดนครราชสีมา โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 

พร้อมศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และหน่วยงานในสังกัด กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (บีดีไอ) บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (เอ็นที) บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) พร้อมทั้งเครือข่ายและพี่น้องประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน เข้าร่วมงาน 

นายประเสริฐ กล่าวว่า โครงการ ‘Digital Korat: The Future Starts now - โคราช มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต’ เป็นการขับเคลื่อนและยกระดับจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นจังหวัดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ เป็นประตูสู่ภาคอีสาน ที่มีศักยภาพความพร้อมในหลายด้าน สู่การเป็นเมืองดิจิทัลในระดับภูมิภาค ภายใต้ภารกิจของกระทรวง ดีอี ใน 4 มิติ ประกอบด้วย 1. ดิจิทัลเพื่อความเท่าเทียม (ด้านสังคม) 2. ดิจิทัลเพื่อความปลอดภัย (ด้านความมั่นคง) 3. ดิจิทัลเพื่อโอกาสที่ดีกว่า (ด้านเศรษฐกิจ) 4. ดิจิทัลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ด้านการดำเนินงานภาครัฐ)  ผ่านการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวง ดีอี และภาคส่วนต่าง ๆ ในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 

1.การขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในจังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นจังหวัดต้นแบบในการใช้ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ (Paper Less) การส่งเสริมการใช้งานด้านดิจิทัลในระบบบริการสาธารณสุข และการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล

2.ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เพื่อร่วมมือกันในการพัฒนากำลังคน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านดิจิทัล ให้กับนักศึกษาและบุคลากรของสถาบันการศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา

3.ความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กับ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา เพื่อพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในจังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistic Hub) และส่งเสริม Soft Power ของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อการเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่น ศิลปะ และการสร้างสรรค์ผลงานผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

นายประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากนี้กระทรวงดีอี ยังได้จัดกิจกรรมสัมมนาและอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดิจิทัลในด้านต่างๆ ได้แก่ การจัดกิจกรรมอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการฯ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนกลุ่มนักเรียน นักศึกษา เครือข่ายอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) และเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยมีผู้เข้าร่วมการอบรมกว่า 2,000 คน , กิจกรรมแนะนำอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) และแอปพลิเคชัน อสด. โดยผู้แทน สดช. เพื่อให้เกิดการพัฒนาและขยายเครือข่าย อสด. , กิจกรรมแนะนำบริการและข้อมูลที่ถูกต้องจากภาครัฐ โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวออนไลน์ , โครงการ GCC 1111 แจ้งเบาะแสข่าวปลอม เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย สื่อลามก อนาจาร เว็บไซต์พนัน 

รวมทั้งข้อมูลอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ ผ่านโทรสายด่วน 1111 , ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ให้คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากภัยออนไลน์ ประสานเรื่องการแจ้งความดำเนินคดี ระงับบัญชีธนาคาร และกิจกรรมจัดแสดงนิทรรศการของกระทรวงดิจิทัลฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และภาคเอกชน ได้แก่ 1) การนำเสนอภารกิจ/โครงการสำคัญของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง ดีอี , 2) การนำเสนอหลักสูตรวิชาการด้านดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ที่ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เช่น VR Training และ EV เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ  และ 3) การนำเสนอนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของภาคเอกชน ได้แก่ Smart City ของบริษัท Huawei และ AI Mapping Robot ของบริษัท Metthier รวมถึงเทคโนโลยีทางการสื่อสารจาก บริษัท AIS และ True

“กระทรวงดีอี พร้อมขับเคลื่อนและยกระดับ จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้นแบบของมหานครดิจิทัลแห่งอนาคต ก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ ที่มีศักยภาพ และความพร้อม ด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลอย่างทั่วถึง สร้างสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย สร้างองค์ความรู้ พัฒนาทุนมนุษย์ให้กับประชาชน และบุคลากรหน่วยงานรัฐ ต่อยอดไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างความมั่นคงปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน พร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล ( Digital Economy Hub ) ของภูมิภาค” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจัทัลเพื่อเศรฐษกิจและสังคมกล่าว

‘เจือ ราชสีห์’ ตรวจเยี่ยมโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา แก้ปัญหาการสัญจร-ผลักดันสู่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัด

(2 ก.ค.67) เมื่อไม่นานมานี้ ‘เจือ ราชสีห์’ ผลักดัน-ติดตามโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.เมืองสงขลา และ อ.สิงหนคร จ.สงขลา อย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จ.สงขลา

นายเจือ ราชสีห์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ร่วมประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในเบื้องต้นโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ระหว่าง อ.เมืองสงขลาและอ.สิงหนคร จังหวัดสงขลา ณ บริเวณท่าแพขนานยนต์ ฝั่งเทศบาลนครสงขลา 

ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่และได้มอบหมายให้คณะกรรมการชุดเล็ก โดยมีนายไผท ทันประจำสินธุ์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทสงขลา นางปิยวรรณ ชูนวล ตัวแทนโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสงขลา นางภัตติมา รุ่งพัฒนพันธ์ ปลัดอำเภอเมืองสงขลาตัวแทนนายอำเภอเมืองสงขลา และตัวแทนภาคประชาชน ได้ลงพื้นที่ดูทางขึ้น-ลงของสะพาน เพื่อสรุปรายงานผลให้กับที่คณะกรรมการที่ประชุมใหญ่ได้ทราบในครั้งต่อไป 

ซึ่งโครงการดังกล่าวจะสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องเดินทางสัญจรไป-มา ระหว่าง อ.เมืองสงขลาและอ.สิงหนคร ให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น และจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาได้อีกทางหนึ่งด้วย

‘ผู้ศรัทธา’ แห่สักการะ ‘หลวงปู่ขาว’ วัดอุทยาน จ.นนทบุรี เนืองแน่น นิยมขอพรด้านการงาน-เงิน กราบไหว้ด้วยน้ำตาลหลังสำเร็จผล

เมื่อวานนี้ (1 ก.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนจำนวนมากต่างเข้าไปที่วัดอุทยาน ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพื่อไปขอพรหลวงปู่ขาว ในวิหาร ข้างพระโอสถ โดยประชาชนได้เข้าไปกราบขอพร บ้างก็นำน้ำตาลมาไหว้ตลอดทั้งทั้งวัน โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ประชาชนที่เข้าวัดทำบุญปล่อยปลา และต้องเข้ามากราบขอพรหลวงปู่ขาว ที่มีเสียงเล่าขานกันปากต่อปากว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ขอพรด้านการงาน การเงิน ความสำเร็จ ต่างประสบความสำเร็จกันถ้วนหน้า

พระครูวิโรจน์กาญจนเขต, ผศ.ดร เจ้าอาวาสวัดอุทยาน กล่าวว่า “ในส่วนเรื่องดังกว่าเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล เราคิดดี ทำดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ นั่นคือคุณธรรมความดีที่อยู่กับตัวเรา ส่วนเรื่องความเชื่อความศรัทธาก็เป็นเรื่องของบุคคลที่จะให้ความเคารพและนับถือสิ่งที่เชื่อว่าสามารถช่วยเขาได้ทำจนสำเร็จ”

“สำหรับภูเขานั้นเป็นพระพุทธรูปที่อยู่คู่กับพระอุทยานมานาน ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาส ก็ได้พบเห็นท่านแล้ว เห็นว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ที่อยู่คู่กับทางวัดอุทยานมานาน จึงได้บูรณะวิหารและองค์หลวงปู่ขาว และได้เปิดให้ประชาชนได้เข้ามากราบไหว้ขอพร ตามความเชื่อของชาวพุทธ”

“หลังจากเปิดได้ไม่นานก็มีประชาชนต่างพูดกันปากต่อปากว่าเข้ามากราบไหว้ขอพรหลวงปู่ขาวแล้ว มีความศรัทธา ขอสิ่งใดก็ได้สมปรารถนา หลังจากได้สมปรารถนาแล้วก็นำน้ำตาลมาไหว้ จนปัจจุบันนี้มีประชาชนนำน้ำตาลมาไหว้หลวงปู่ขาวสัปดาห์ละ 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน เลยทีเดียว”

พระครูวิโรจน์กาญจนเขต, ผศ.ดร กล่าวอีกว่า “โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ ก็มีประชาชนมาขอพรหลวงปู่ขาว ทำสังฆทาน และทำบุญปล่อยปลา มาจนถึงทุกวันนี้”

สำหรับ ‘หลวงปู่ขาว’ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณเล่าต่อ ๆ กันมาว่าท่านสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ใกล้วัด ชอบมาไหว้ขอพร แล้วประสบผลสำเร็จ จึงนำน้ำตาลทรายมาแก้บน เพราะสมัยนั้นบริเวณรอบ ๆ วัดอุทยาน นิยมทำขนมไทยโบราณ ซึ่งมีรสชาติหวาน แล้วใส่เรือล่องขายในคลองบางกอกน้อย คลองอ้อม ซึ่งน้ำตาลทรายหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง จึงนำมาไหว้หลังจากขอพรสำเร็จ ปัจจุบัน เป็นที่รู้จักกันจำนวนมาก ทำให้คนเข้ามากราบไหว้อย่างหนาแน่นตลอดทั้งวัน

 

'นัท เลอทาน่า' เผยบทเรียนแสนแพง หลังลงคลิปเล่นดนตรีสด ถูกนักแต่งเพลงฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ 10 เพลง 1 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (1 ก.ค. 67) บนโซเชียลฯ แชร์คลิปจากติ๊กต็อก @letana_24hrs ของ นัท กิตติพันธ์ ลี้ศัตรูพ่าย หรือ นัท เลอทาน่า นักร้อง เจ้าของโรงแรมและร้านอาหารย่านบางพลี สมุทรปราการ กล่าวถึงการถูกฟ้องลิขสิทธิ์เพลงที่เผยแพร่ผ่านออนไลน์ ระบุว่า…

ขออนุญาตให้ความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ กับคนทำร้านอาหารที่มีดนตรีสด มีค่าใช้จ่ายปลีกย่อยมากมาย โรงแรมฯ มีค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ต่อปีโดยรวมนับล้านบาท ซึ่งตนโดนฟ้องลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการกับเพลง ‘ทนได้ทนไป’ ของวงออโต้บาห์น แต่ผู้ฟ้องคือนายฉัตรชัย ดุริยประณีต หรือนก สมาชิกวงเฉลียง ในฐานะผู้เขียนเพลงดังกล่าว

ก่อนหน้านี้เมื่อกลางปี 2566 ตนถูกแจ้งละเมิดลิขสิทธิ์จากเพลง ‘ถอนตัว’ ของเบิร์ดกะฮาร์ท คนที่ติดต่อมาคือเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงนี้ คือ นายวรวิทย์ นิมมานศิริกุล หรือไบร์ท ซึ่งเป็นผู้แต่งเพลง ได้จ่ายค่าเสียหายไป 50,000 บาท จากที่เรียกมาหลายแสนบาท นายวรวิทย์เป็นคนทำให้ตนเข้าใจคำว่าลิขสิทธิ์เพลงมากขึ้น ตอนแรกเข้าใจว่าลิขสิทธิ์การเล่นในร้านกับการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียคืออย่างเดียวกัน แต่ว่าไม่ใช่ การที่มีลิขสิทธิ์ในการเล่นดนตรีในร้าน ไม่ใช่ว่าเราจะตัดคลิปไปลงหรือถ่ายทอดสดในโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ยูทูบ ติ๊กต็อกได้ ต้องขอบคุณนายวรวิทย์ที่ทำให้ตนเข้าใจ

หลังจากนั้นตนก็ไปไล่ลบคลิปที่ละเมิดลิขสิทธิ์ออกทั้งหมด เหลือแต่เพลงที่ตนมีลิขสิทธิ์ไว้เท่านั้น หลังจากนั้นก็พยายามทำทุกอย่างให้รัดกุมและถูกต้องที่สุด พยายามเล่นเพลงที่เรามีลิขสิทธิ์ และเพลงที่มีลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่โซเชียลมีเดียด้วย เพื่อคนดูทางบ้านจะได้ฟังผลงานของตนทุกเพลงอย่างถูกต้อง บางครั้งเพลงไหนที่เราไม่มีลิขสิทธิ์ในการเล่นบนโซเชียลฯ ก็สั่งให้ช่างเสียงปิดเสียงเอาไว้ เพื่อคงความถูกต้องเอาไว้ และให้คนในร้านได้ฟังเพลงเหล่านั้น ผู้ชมไลฟ์อาจเสียอรรถรสไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้จ่ายค่าเสียหายแก่นายวรวิทย์ไปแล้ว หลังจากนั้น 1 เดือนต่อมา นายวรวิทย์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยนำเพลงที่ตนละเมิดลิขสิทธิ์มา 10 เพลง ส่วนใหญ่เป็นเพลงของนายฉัตรชัย เช่น ใจนักเลง ใจบางบาง ละลาย ถอยดีกว่า ต้องการเก็บค่าเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 1 ล้านบาท ซึ่งตอนที่นายวรวิทย์แจ้งละเมิดลิขสิทธิ์ตนได้ลบคลิปเพลงดังกล่าวตั้งแต่ถูกแจ้งเพลงถอนตัวไปแล้ว แสดงว่านายวรวิทย์บันทึกหน้าจอเพลงเหล่านั้นเอาไว้เมื่อครั้งมาแจ้งละเมิดลิขสิทธิ์เพลงของตัวเอง แต่ไม่บอกในตอนนั้น รอจัดการกับเพลงของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเอาเพลงของนายฉัตรชัย 10 เพลง มาแจ้งค่าละเมิดเราใน 1 เดือนถัดมาอีกที

นายกิตติพันธ์กล่าวว่า “เป็นผลจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์และเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์โดยตรงที่พบเจอ และตนเลือกแชร์ประสบการณ์ออกไปให้คนที่ยังไม่เจอ ให้มีประสบการณ์โดยอ้อม ไม่ต้องโดนโดยตรง และไม่ต้องไปลองผิดลองถูกแบบที่ตนเจอ ขอบคุณประสบการณ์เหล่านี้ที่ทำให้ตนมีความรู้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายแต่ก็เป็นบทเรียนที่ทำไปโดยไม่รู้ ไหน ๆ มีค่าใช้จ่ายแล้วขอให้ได้ความรู้ด้วย และอยากรู้ด้วยว่าเรื่องนี้ตนต้องจ่ายเท่าไหร่”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top