Saturday, 6 June 2026
NEWS FEED

‘อนุทิน’ เดือด!! ซัดสายการบินบางแห่งฉวยโอกาส ขึ้นราคาเส้นทาง ‘หาดใหญ่–กทม.’ ขู่เพิกถอนใบอนุญาตทันที ลั่นไม่มีประนีประนอม หากผิดจริง

(29 พ.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่สังคมออนไลน์ร้องเรียนว่าสายการบินบางแห่งฉวยโอกาสขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทางหาดใหญ่–กรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม รับทราบเรื่องแล้ว พร้อมรายงานว่ามีสายการบินยกเลิกการจองตั๋วเก่า และปรับเพิ่มราคาค่าโดยสาร ซึ่งรัฐบาลทราบรายชื่อสายการบินในข่ายแล้ว แต่จะขอตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน

นายอนุทินย้ำว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการเอาเปรียบประชาชนจริง รัฐบาลพร้อมเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการทันที ยืนยัน “ไม่ประนีประนอม” กับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสช่วงประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะในภาวะที่หลายคนต้องเดินทางกลับบ้านหรือหลบภัย แต่กลับต้องมาติดค้างอยู่ที่สนามบินเพราะค่าตั๋วแพงเกินเอื้อม

“ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดดีก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถ้ายังเอาความเดือดร้อนของประชาชนไปแสวงหากำไร ถ้าผู้ประกอบการไม่มีจรรยาบรรณ ก็ไม่ต้องประกอบการ เพิกถอนใบอนุญาตไม่ยากเลย” นายอนุทินกล่าว พร้อมฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดูแลไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบในช่วงสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้

ในหลวงทรงห่วงใยราษฎร รับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่งกำลังใจบุคลากรแพทย์-จิตอาสาแนวหน้า พระราชทานเงิน 100 ล้านฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ และโดรนช่วยค้นหา-ขนส่งอาหาร

เมื่อเวลา 12.48 น. วันที่ 29 พ.ย. 68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ภาพเอกสารจากหน่วยราชการในพระองค์ 904 ลงเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความกราบบังคมทูลขอบพระราชหฤทัย แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อพสกนิกรในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์อุทกภัยรุนแรง

เนื้อหาในเอกสารระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับศพผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในภาคใต้ทุกรายไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงเจ้าหน้าที่และจิตอาสาทุกคนที่เสียสละทุ่มเททำงานท่ามกลางภาวะวิกฤต โดยทรงชื่นชมการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ในด้านการฟื้นฟู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจำนวน 100,000,000 บาท แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อใช้ซ่อมแซมฟื้นฟูและจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ทดแทนส่วนที่เสียหายจากน้ำท่วม พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเงินดังกล่าว

พร้อมกันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) สำหรับภารกิจค้นหาและโดรนสำหรับขนส่งอาหาร แก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำไปใช้เร่งช่วยเหลือ บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และปฏิบัติการด้านสาธารณภัยแก่ประชาชนอย่างทันท่วงที โดยมีพลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ลงนามเชิญพระราชกระแสมาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ

‘ทนายเกิดผล’ ยอมรับผิด ยกมือไหว้ขอขมากองทัพเรือ ปมโพสต์พาดพิง ‘เขต 8’ จับหน่วยซีล ชี้รับข้อมูลต่อมาโดยไม่ตรวจสอบ ลั่นหากถูกฟ้องพร้อมสู้คดีตามกฎหมาย

(29 พ.ย. 68) จากกรณี นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กพาดพิงหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ (หน่วยซีล) ทำนองว่าเจ้าหน้าที่ถูกกลุ่มในเขต 8 จับเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ 40,000 บาท ก่อนจะลบโพสต์ทิ้งภายในราว 2 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนในโซเชียลมีเดียตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

ต่อมา ทีมข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงจากนายเกิดผล เจ้าตัวยกมือไหว้กล่าวคำขอโทษต่อกองทัพเรือและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยอมรับว่าที่โพสต์ออกไปเพราะเข้าใจผิดจากข้อมูลที่ได้รับมา โดยไม่ได้ตรวจสอบให้รอบด้านก่อนเผยแพร่ ระบุว่าขณะนี้ได้มีการพูดคุยปรับความเข้าใจกับโฆษกกองทัพเรือแล้ว ซึ่งทางกองทัพเรือยืนยันว่าเข้าใจว่าเป็นเหตุจากความเข้าใจผิด แต่โพสต์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในพื้นที่ปฏิบัติงาน

นายเกิดผลอธิบายว่า ข้อมูลที่นำมาโพสต์ได้มาจากผู้สื่อข่าวช่องหนึ่งที่มาสอบถามความเห็นด้านกฎหมาย พร้อมแสดงข้อความอ้างว่าหน่วยซีลถูกเรียกไปปฏิบัติงานในเขต 8 และถูกจับเรียกค่าไถ่ 20,000–40,000 บาท ตนจึงให้ความเห็นทางกฎหมายและเข้าใจว่าข้อมูลผ่านการกลั่นกรองจากสำนักข่าวแล้ว จึงนำมาโพสต์เพื่อให้สังคมจับตาพฤติกรรมในพื้นที่เขต 8 โดยไม่ทันนึกถึงมิติด้านความมั่นคงและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

ทนายเกิดผลยอมรับว่ากรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญ ไม่เฉพาะตัวเขาเองแต่รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารข่าวสารทุกคน ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาและรายละเอียดให้รอบคอบก่อนโพสต์ ย้ำว่าตนไม่ได้มีข้อมูลพิเศษเกี่ยวกับเขต 8 เกินกว่าที่สังคมรับรู้ทั่วไป และหากภายหลังมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือข้อหาใด ตนพร้อมรับผิดและต่อสู้คดี เพราะยอมรับว่าทำไปโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีตั้งแต่ต้น

‘จุรี’ เล่าโมเมนต์คืนหอบถุงยังชีพ 16 ตัน เครียดโพสต์หาวัยรุ่นช่วย คิดว่าไม่มีใครมา สุดท้ายเด็กมารอเพียบหน้าโรงเรียน ตะโกน “ไปพี่จุรี ของอยู่ตรงไหน ผมช่วย”

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 จากการที่ นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่วันแรกๆ และมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเป็นระยะ ให้เห็นถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง 

ล่าสุด นายจูรี โพสต์ ตอนแรกฉันเครียดมากช่วง 22.30 กำลังเดินไปนวมินทร์สงขลา เพื่อเอาถุงยังชีพทั้งหมด 16 ตันลงจากรถบรรทุก เพื่อเตรียมกระจายให้ชาวบ้านที่น้ำท่วมพรุ่งนี้ ซึ่งตอนนั้นมีพี่คนขับรถบรรทุกแค่ 2 คน ฉันว่าตายแน่ เขาขนกันไม่รอด ฉันเลยโพสต์หาวัยรุ่นแถวนั้นให้มาช่วย ซึ่งก็คิดว่าคงไม่มี เพราะมันไกลและดึกมากแล้ว

พอ 23.00 ฉันถึงนวมินทร์ ฉันตกใจ ฉันเจอเงาซึ่งไม่รู้ว่าใครเต็มไปหมด เขาเหล่านี้ได้นั่งรออยู่หน้าโรงเรียนและเปล่งเสียงพร้อมกันว่า “ไปพี่จุรี ของอยู่ตรงไหน ผมมาช่วย”

น้ำตาไหล ซึ้งอ่า นี่แหละที่เขาบอกว่า เมื่อถึงช่วงเวลาตกทุกข์ได้ยาก “คนใต้ ไม่ทิ้งคนใต้” #น้ำท่วมหาดใหญ่68 ขอบคุณโรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณ ของฉันด้วย ที่อนุเคราะห์สถานที่

“แซค ธราวุฒิ” ขอความเป็นธรรมให้ชาวหาดใหญ่–สงขลา ยันคนเขต 8 ไม่ได้เป็น ‘บ้านป่าเมืองเถื่อน’ ตามที่ถูกเหมารวม

(29 พ.ย. 68) “แซค” ธราวุฒิ ฤทธิอักษร ผู้ประกาศข่าว-ผู้สื่อข่าวท็อปนิวส์ โพสต์โซเชียลฯ ขอความเป็นธรรมให้ชาวหาดใหญ่-สงขลา และคนเขต 8 อย่าเหมารวมว่าเป็น “บ้านป่าเมืองเถื่อน” หรือเป็นอย่างที่บางคนมโน ย้ำในฐานะคนพื้นที่ขอการันตีเอง

กฟผ. - มูลนิธินายช่างไทย ระดมทีมวิศวกรและช่างอาสา เตรียมลงพื้นที่ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า หลังมหาอุทกภัยสงขลา วันที่ 5 - 9 ธันวาคม นี้

(29 พ.ย. 68) กฟผ. จับมือมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา ระดมทีมวิศวกรและช่างอาสาเตรียมลงพื้นที่ฟื้นฟูระบบไฟฟ้าจากอุทกภัยใหญ่สงขลา 5-9 ธ.ค. นี้

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า มหาอุทกภัยที่ จ.สงขลา ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการต่าง ๆ ได้รับความเสียหายมาก กฟผ. จึงร่วมกับมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา เตรียมนำทีมวิศวกรและช่างอาสา กฟผ. ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายบ้านเรือนและระบบไฟฟ้าจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และ อ.จะนะ จ.สงขลา ในวันที่ 5 - 9 ธันวาคม นี้ เพื่อเร่งฟื้นฟู ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย 

ส่วนถุงยังชีพ กฟผ. ได้เร่งกระจายให้แก่พลังงานจังหวัด สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผู้นำชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อนำไปมอบให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 5,000 ชุด และกำลังเร่งจัดส่งเพิ่มเติม ทั้งนี้ กฟผ. ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้โดยเร็ว กฟผ. เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต

ตำรวจภูธรภาค 9 จับแล้ว 6 ราย ร่วมลักสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์รถไฟ ในสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ย้ำเร่งรัดทุกคดีสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ยืนยันตำรวจออกตรวจต่อเนื่อง รักษาความสงบ คืนความสุขเมืองหาดใหญ่ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ตำรวจภูธรภาค 9 ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผบ.ศปก.ตร.สน. ให้ตำรวจเร่งรัดติดตามจับกุมผู้ที่ก่อเหตุวุ่นวายก่ออาชญากรรมในช่วงน้ำท่วม 

(29 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) พร้อมด้วย รอง ผบช.ภ.9 และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงกรณีกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา และ สภ.หาดใหญ่ จับกุมชาย 6 คน ร่วมกันลักทรัพย์สินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ขบวนรถไฟ เหตุเกิดบริเวณพื้นที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงสถานการณ์อุทกภัย

ทั้งนี้ ตามที่ปรากฏภาพและคลิปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ มีบุคคลก่อเหตุลักทรัพย์งัดตู้คอนเทนเนอร์สินค้าขบวนรถไฟที่จอดไว้บริเวณสถานีรถไฟหาดใหญ่ ขณะเกิดอุทุกภัยน้ำท่วมสูงทั่วเมือง ซึ่งภายในมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่ง ในภาพปรากฏกลุ่มคนกำลังงัดตู้คอนเทนเนอร์ 4 ตู้ ตรวจสอบพบว่าภายในมีเครื่องดื่มฯ 7,560 ลัง มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วม ตำรวจฝ่ายสืบสวน, ฝ่ายป้องกันปราบปราม และฝ่ายเทคนิคดิจิทัล ร่วมกันตรวจสอบกล้องวงจรปิด เส้นทางหลบหนี พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงข้อมูลจากโซเชียลมีเดียจนสามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างแม่นยำ พบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุมี 10 ราย มี นาย อ.เป็นผู้สั่งการ ซึ่งยังอยู่ระหว่างติดตามคุมตัว ขณะที่จับกุมตัวได้แล้ว 6 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของบ้านที่นำของกลางเก็บไว้ พร้อมตรวจยึดของกลางได้จำนวนหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อขยายผลถึงผู้ร่วมกระทำผิดทั้งหมด รวมถึงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับซื้อของโจร มาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด 

จากพฤติการณ์ดังกล่าว ถือเป็นการกระทำความผิดในพื้นที่ เกิดเหตุอุทกภัยซึ่งมีโทษอัตราโทษหนักกว่าปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และ 335 ตำรวจจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ผู้ใดฉวยโอกาสกระทำผิดและซ้ำเติมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ กล่าวย้ำว่าคนหาดใหญ่เป็นคนน่ารัก เขต 8 ไม่ใช่พื้นที่น่ากลัวตามข่าว อยากให้เข้าใจสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ใครทำผิดก่ออาชญากรรมก็ต้องดำเนินคดี วันนี้ตนจะไปรับประทานอาหารกับผู้นำชุมชน จะทำเขต 8 ให้น่าอยู่ ทำหาดใหญ่ให้น่าอยู่เหมือนเดิม

ผบช.ภ.9 กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกันเร่งรัดสืบสวนจับกุมกลุ่มผู้ที่ก่อเหตุวุ่นวาย กระทำผิดกฎหมายสร้างความเดือดร้อนทุกคดี ในส่วนเหตุใช้อาวุธปืนในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ตามที่ปรากฏภาพข่าวนั้น ขณะนี้รู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว 1 ราย จาก 2 ราย กำลังเร่งรัดออกหมายจับติดตามจับกุมมาดำเนินคดี แต่อยากให้เข้ามามอบตัว ซึ่งตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา ได้รับแจ้งเหตุลักทรัพย์และอาชญากรรมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ผ่านสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 และอื่น ๆ แล้ว 15 คดี อยู่ระหว่างการสืบสวนและติดตามจับกุม 

ตำรวจภูธรภาค 9 ยืนยันจุดยืนในการทำงานด้วยความรวดเร็ว เข้มแข็ง และโปร่งใส เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและรักษาความสงบของบ้านเมือง ซึ่งจากการระดมกำลังลาดตระเวนเมืองหาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง สร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ซึ่งตำรวจภาค 9 จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องปรามก่อนเกิดเหตุ รักษาความสงบของบ้านเมือง และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในช่วงสถานการณ์หลังวิกฤตคลี่คลาย

ตำรวจภูธรภาค 9 ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมทั้งขอความร่วมมือ หากพบเห็นเบาะแสผู้กระทำผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

“เราจะปกป้องประชาชน และทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อความสงบและความปลอดภัยของสังคม”

เสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี ผู้ขับเคลื่อนบังคับคดีเชิงรุก เดินหน้าไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วไทย ยกระดับบริการโปร่งใส-เท่าเทียม

กรมบังคับคดีภายใต้กระทรวงยุติธรรม อาจเป็นชื่อที่คนทั่วไป “คุ้นหูแต่ไม่คุ้นใจ” รู้เพียงว่าเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์ หรือการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษาศาล แต่แท้จริงแล้วกรมฯ แห่งนี้คือฟันเฟืองสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย ทำหน้าที่เชื่อม “คำพิพากษา” ให้กลายเป็น “ความเป็นจริง” ทั้งการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย การฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ การประมูลทรัพย์เพื่อชำระหนี้ และการจัดสรรเงินคืนให้เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

ในระยะหลัง กรมบังคับคดีไม่ได้ยืนอยู่เพียงฝั่งเจ้าหนี้ หากแต่ทำหน้าที่ “ตัวกลาง” ที่พยายามช่วยทั้งสองฝ่ายเดินออกจากปัญหาหนี้ร่วมกัน ผ่านมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs การร่วมมือกับสถาบันการเงิน และหน่วยงานอย่างกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ ลดการเข้าสู่ชั้นฟ้องคดีและการยึดทรัพย์ ควบคู่กับการผลักดันบริการดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน LED e-Service ระบบสืบค้นทรัพย์ การอายัดเงินและขายทอดตลาดออนไลน์ ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก โปร่งใส และทันสมัยยิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือระดับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีที่ประชาชนให้คะแนนเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 96.51 ในปีงบประมาณ 2567

ท่ามกลางบทบาทที่ท้าทายนี้ “เสกสรร สุขแสง” อธิบดีกรมบังคับคดี คือข้าราชการที่เติบโตมาจากกรมฯ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเป็นนักศึกษาฝึกงาน จนก้าวขึ้นมาบริหารองค์กรในระดับสูงสุด เส้นทางชีวิตและประสบการณ์ทำงานยาวนานในทุกมิติของงานบังคับคดี กลายเป็นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนกรมบังคับคดีสู่ยุคใหม่ที่เน้นทั้ง “ความยุติธรรม” และ “ประสบการณ์ที่ดีของผู้รับบริการ”

>>ประวัติการศึกษา

-มัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย โรงเรียนวิเชียรชม และโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา
-นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีครึ่ง)
-ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านกฎหมาย ณ เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ประมาณ 1 ปี (พ.ศ. 2550)

>>ประวัติการทำงานและผลงานเด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี 

-นักศึกษาฝึกงานรุ่นแรกของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่กรมบังคับคดี

-พ.ศ. 2532 ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กองบังคับคดีล้มละลาย 2

-พ.ศ. 2534 เข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดี ณ สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 2

-เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสตูล และผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ต ช่วงเกิดเหตุการณ์สึนามิ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องลงพื้นที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานยุติธรรมอย่างเข้มข้น

-พ.ศ. 2553 ผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย 6 รับผิดชอบคดีล้มละลายของ “สัมพันธ์ประกันภัย” ซึ่งมีเจ้าหนี้จำนวนมากและมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ต้องติดตามรวบรวมทรัพย์สินมาขายทอดตลาดเพื่อจ่ายชดเชยผู้เสียหาย

-มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายการบังคับคดีแพ่ง กฎหมายล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ การยึด-อายัดทรัพย์ การขายทอดตลาด การบังคับคดีแบบกลุ่ม (class action) และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

-มีส่วนร่วมในคดีสำคัญของประเทศ เช่น คดีฟื้นฟูกิจการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และคดีแบบกลุ่มโรงงานรีไซเคิล จ.ราชบุรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนจำนวนมาก

-ขยับขึ้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมบังคับคดี และภายหลังเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566

เมื่อเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี นายเสกสรร สุขแสง เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด “บังคับคดีเชิงรุก สร้างสุขแก่ประชา นำพาความยุติธรรม” และนโยบาย “Driving towards Justice with LED 7Gs” ที่เน้นทั้งการยกระดับมาตรฐานงานบังคับคดี การคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย และการพัฒนาบุคลากรภายในกรมฯ ควบคู่กันไป

กรมบังคับคดีจึงไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานที่ “ยึด-ขายทรัพย์” แต่เป็นหน่วยงานที่ช่วยจัดการหนี้อย่างมีระบบ ลดความขัดแย้ง และคืนโอกาสให้ผู้ที่เคยก้าวพลาดสามารถกลับมาตั้งหลักในชีวิตได้อีกครั้ง

หนึ่งในผลงานสำคัญช่วงดำรงตำแหน่งอธิบดี คือการบูรณาการความร่วมมือกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดช่องทางให้ลูกหนี้สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่สำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ หรือลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ ลดภาระการเดินทาง ลดโอกาสถูกฟ้องและถูกบังคับคดี พร้อมทั้งช่วยให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดหลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เรียบร้อย แนวทางนี้สะท้อนมุมมองใหม่ของกรมบังคับคดีที่ไม่มองลูกหนี้เป็น “ผู้ผิด” หากแต่เป็นประชาชนที่ควรได้รับโอกาสปรับตัวกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตามสมควร

ในด้านการยกระดับบริการ กรมบังคับคดีภายใต้การนำของนายเสกสรรเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดใช้แอปพลิเคชัน LED e-Service ที่รวมบริการสำคัญ เช่น การค้นหาทรัพย์สินขายทอดตลาด (LED Property) การตรวจสอบยอดหนี้และสถานะการอายัดเงิน (LED Debt Info) การตรวจสอบบุคคลล้มละลาย (LED ABC) ระบบถ่ายทอดสดการขายทอดตลาด (LED Streaming) และระบบจองคิวออนไลน์ (LED Queue) ซึ่งช่วยเสริมความโปร่งใส ลดต้นทุนเวลา และทำให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการเสริมสร้างคุณธรรมและธรรมาภิบาลในองค์กร ผ่านหลักสูตรพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง และกิจกรรมต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง นายเสกสรรยังให้ความสำคัญกับ “งานภาคสนาม” และการรับฟังปัญหาจากพื้นที่จริง ลงไปมอบนโยบายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดต่าง ๆ ด้วยตนเอง รวมถึงการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย และการเข้าร่วมงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO 2025 ที่สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีสำเร็จ 207 เรื่อง ทุนทรัพย์กว่า 28.66 ล้านบาท ลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมให้ประชาชนกว่า 1.37 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน

จากเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมบังคับคดี ตั้งแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนถึงอธิบดี นายเสกสรร สุขแสง จึงไม่ใช่เพียงผู้บริหารที่มองเห็นภาพใหญ่ในเชิงนโยบาย แต่ยังเข้าใจรายละเอียดของงานบังคับคดีทุกขั้นตอน และเข้าใจชีวิตของผู้คนที่อยู่ในกระบวนการเหล่านี้เป็นอย่างดี ประสบการณ์ในคดีใหญ่ระดับประเทศ การบริหารจัดการคดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการที่ซับซ้อน ตลอดจนการผลักดันมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และยกระดับคุณภาพการให้บริการ ล้วนสะท้อนภาพผู้นำที่มีทั้งความรู้ ความเฉียบคม และหัวใจที่มุ่งมั่นต่อความเป็นธรรมในสังคม

การที่ประเทศไทยมี “เสกสรร สุขแสง” ทำหน้าที่อธิบดีกรมบังคับคดี จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของการยกระดับระบบบังคับคดีทั้งระบบให้ทันกับโจทย์เศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงต่อเนื่อง การฟื้นฟูกิจการธุรกิจหลังวิกฤตเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาครัฐ ภายใต้การนำของเขา กรมบังคับคดีมีแนวโน้มจะเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางที่ “เข้มแข็งในกฎหมาย โปร่งใสในกระบวนการ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อให้กระบวนการบังคับคดีไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของโอกาสสำหรับประชาชนจำนวนมากในสังคมไทย

‘พีระพันธุ์’ รับมอบสิ่งของ บริจาคจาก ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เร่งส่งต่อความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน แก่ผู้ประสบอุทกภัย

รวมใจ รวมไทยสร้างชาติ ‘พีระพันธุ์’ รับมอบสิ่งของบริจาค ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เร่งส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รับมอบสิ่งของบริจาคจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะตัวแทนของ ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนที่กำลังประสบอุทกภัย

นายพีระพันธุ์  กล่าวว่า วันนี้ต้องขอขอบคุณ นายนราพัฒน์ แก้วทอง (ตุ้ม) และ ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ ที่ได้รวบรวมสิ่งของและเงินสมทบทุนมาร่วมบริจาค ตนในฐานะหัวหน้าพรรคและคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนและตัวแทนของพรรคได้ลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวานนี้ นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ลงพื้นที่หาดใหญ่แล้ว และในวันนี้ยังได้รับความช่วยเหลือที่นายนราพัฒน์ช่วยประสานระดมสิ่งของจากกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิดเข้ามาอีกแรง ต้องขอขอบคุณแทนพี่น้องผู้ประสบภัย ซึ่งทางพรรคจะเร่งนำสิ่งของเหล่านี้ส่งไปให้ถึงมือผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ นายพีระพันธุ์ ได้ฝากความห่วงใยถึงประชาชนในพื้นที่ว่า “ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ผมขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ทุกจังหวัดที่กำลังเผชิญอุทกภัยอย่างรุนแรงในครั้งนี้ ทุกปัญหามีเข้ามาแล้วก็จะผ่านไป ชีวิตยังต้องเดินหน้าต่อ ผมขอยืนยันว่าพวกเราไม่เคยทิ้งกัน ในฐานะผู้แทนของประชาชน ผมพร้อมที่จะทำหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือพี่น้องอย่างเต็มที่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว เพื่อที่เราจะได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยกันอีกครั้งครับ”

บรรยากาศก่อนซีเกมส์ ไทยเจ้าภาพทดสอบระบบ สามคลัสเตอร์สุดท้าทาย ตั้งเป้า 241 เหรียญทอง จาก 50 ชนิดกีฬา

ปลายปี 2568 ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม ในฐานะเวทีโชว์ศักยภาพกีฬาและฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังปีที่เหนื่อยล้า แต่ซีเกมส์ 2025 ไม่ใช่แค่สนามกีฬาธรรมดา หากเป็นสนามสอบระบบประเทศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ งบประมาณ และบทบาท "ทีมชาติไทย" ที่ต้องพิสูจน์อย่างแท้จริง

งานจัดใน 3 คลัสเตอร์หลัก กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ซึ่งแต่ละแห่งมีความท้าทายแตกต่างกันไป แต่ถูกผูกด้วยเป้าหมายเดียวกัน ในขณะที่สงขลาถูกน้ำท่วมรุนแรง ระบบสาธารณูปโภคถูกทดสอบอย่างหนัก สะท้อนภาพความจำเป็นต้องมีแผนรับมือเชิงระบบกับวิกฤตภูมิอากาศมากกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้า

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สงขลากำลังเผชิญ น้ำท่วมหนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี มีทั้งคำเตือนน้ำหลาก-ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ-อพยพประชาชน โดยเฉพาะโซนหาดใหญ่ที่น้ำสูงและระบบขนส่งได้รับผลกระทบชัดเจน ฝ่ายการกีฬา (กกท. และ อลป.ไทย) เลยเตรียม “แผนสำรองย้ายบางชนิดกีฬาออกจากสงขลาไป กทม.-ชลบุรี” หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายใกล้วันแข่ง

ด้านซอฟต์พาวเวอร์ ไทยวางเกมด้วยดีไซน์โลโก้ที่ผสานลายไทยในรูปแบบมินิมอล มาสคอตช้างสีธงชาติไทย และเหรียญรางวัลที่สื่อความหมาย "การถักทอมิตรภาพ" ระหว่างชาติสมาชิก เพื่อสื่อสารไปยังผู้ชมและนักกีฬา แต่ความสำเร็จยังขึ้นกับความรู้สึก "มีส่วนร่วมและภูมิใจ" ของทุกคนในระบบกีฬา

การกีฬาแห่งประเทศไทยตั้งเป้า 241 เหรียญทองจาก 50 ชนิดกีฬา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำหรับนักกีฬาและสมาคมกีฬา ในขณะที่ระบบสวัสดิการและเงินอัดฉีดยังมีความไม่แน่นอน เสี่ยงกลายเป็นเป้าหมายที่สวยบนกระดาษมากกว่าความจริง

ซีเกมส์ 2025 จึงกลายเป็นบทพิสูจน์วิธีบริหารจัดการที่ครบวงจร ตั้งแต่การรับมือวิกฤตน้ำท่วมจนถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนของเมืองเจ้าภาพ ไทยจะไม่เพียงแค่โชว์เหรียญแต่ต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมระบบที่ตอบโจทย์อนาคต และรู้จักเคารพคนในระบบกีฬาทุกฝ่ายอย่างแท้จริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนหลังจบงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top