Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

ฟันดาบเยาวชนไทยสร้างชื่อ!! ฟันดาบไทยอนาคตไกล เยาวชนทีมชาติโชว์ผลงานยอดเยี่ยมบนเวทีเอเชีย กวาด 1 ทอง 2 ทองแดง ศึก Asian Cadet Cup Taipei 2026

นักกีฬาเยาวชนทีมชาติฟันดาบไทย ศุภากร ไชยนาเคนทร์ น้องนิว วรกร นพพรพรหม น้องอั่งเปา ชยุตพันธุ์ โพธิ์ทอง น้องนาย ธฤต จำปาแพง น้องเพื่อน ร่วมการแข่งขันรายการ Asian Cadet Cup Taipei 2026 ระหว่างวันที่ 31 ก.ค. – 2 ส.ค. ณ.ประเทศไทเป

ผลการแข่งขันรายการน้องนิวคว้าเหรียญทอง ในรอบชิงชนะเลิศได้เข้าไปพบกับนักกีฬาเจ้าภาพ ซึ่งเป็นนักกีฬาอันดับที่ 1 ของรายการแข่งขัน และเอาชนะไปด้วยสกอร์ 15-9

ส่วนน้องไนน์คว้าเหรียญทองแดง ในรอบ 4 คนสุดท้ายเป็นการเข้าไปพบกันเอง ก่อนพ่ายไปอย่างสูสี น้องอั่งเปา เหรียญทองแดง โดยในรอบ 4 คนสุดท้ายเข้าไปพบกับนักกีฬาเจ้าภาพก่อนพ่ายไปด้วยสกอร์ 15-6 และน้องเพื่อน ได้อันดับที่ 5 โดยในรอบ 8 คนสุดท้ายเป็นการเข้าไปพบกันเองก่อนพ่ายไปอย่างสูสี

อย่างไรก็ตาม ขอแสดงความยินดีและขอชื่นชมน้อง ๆ ทุกคนที่แสดงผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม การแข่งขันครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราสามารถคว้าเหรียญทองในประเภทบุคคลหลังจากปี 2568 สามารถคว้าเหรียญทองประเภททีมมาได้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10350893

ไทย–สหรัฐฯ ยุคสงครามเย็น!! บทบาทสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปั้นไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค จากมิตรประเทศสู่พันธมิตรแนวหน้า โลกเสรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.3)

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 โลกค่อย ๆ แบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจหลัก ซึ่งนำไปสู่ยุค สงครามเย็น
1. ขั้วโลกเสรี (Western Bloc) นำโดย สหรัฐอเมริกา ยึดหลัก ประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและตลาดเสรี การคุ้มครองทรัพย์สินเอกชน
2. ขั้วโลกคอมมิวนิสต์ (Eastern Bloc) นำโดย สหภาพโซเวียต ยึดหลัก ลัทธิคอมมิวนิสต์ ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง พรรคการเมืองเดียว

สหรัฐอเมริกาเป็น ผู้นำในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น (ค.ศ. 1947–1991) จากปัจจัยสำคัญทั้งด้านอุดมการณ์ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และบทบาทในเวทีโลก ดังนี้
1. ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ สหรัฐฯ มองว่าการขยายตัวของคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อเสรีภาพและระเบียบโลกที่ตนสนับสนุน

2. นโยบาย "การสกัดกั้น" (Containment) ในปี 1947 ประธานาธิบดี Harry S. Truman ประกาศ Truman Doctrine ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย "Containment" มีเป้าหมายเพื่อ
-ป้องกันไม่ให้คอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลไปยังประเทศอื่น
-สนับสนุนรัฐบาลที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร
แนวคิดนี้กลายเป็นพื้นฐานในการดำเนินนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ตลอดช่วงยุคสงครามเย็น

3. ทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) สหรัฐฯ เชื่อว่า หากประเทศหนึ่งตกเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านก็อาจล้มตามกันเป็นลูกโซ่ แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในหลายภูมิภาค เช่น เกาหลี เวียดนาม ลาว กัมพูชา และไทย

4. ปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ต้องการรักษา การค้าเสรี การลงทุนระหว่างประเทศ เส้นทางคมนาคมทางทะเล และการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ ด้วยเพราะ หากประเทศต่างๆ เปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ กังวลว่าจะสูญเสียตลาดและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ

5. การแข่งขันกับสหภาพโซเวียตในฐานะมหาอำนาจ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหลือมหาอำนาจหลักเพียงสองประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา กับ สหภาพโซเวียต โดยทั้งสองแข่งขันกันในหลายด้าน ได้แก่ กำลังทหารและอาวุธนิวเคลียร์ เทคโนโลยีและอวกาศ เศรษฐกิจ การสร้างพันธมิตร การแผ่อิทธิพลทางการเมือง ฯลฯ การต่อต้านคอมมิวนิสต์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเพื่อความเป็นผู้นำของโลก

6. การสร้างพันธมิตรทั่วโลก สหรัฐฯ จัดตั้งหรือสนับสนุนพันธมิตรหลายแห่ง เช่น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ North Atlantic Treaty Organization (NATO) ในยุโรป และ องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia Treaty Organization (SEATO) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ สนับสนุนนพันธมิตรเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายคือการยับยั้งการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตและจีน

7. บทบาทในประเทศไทย ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยมีบทบาทเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ติดกับอินโดจีน ซึ่งเป็นพื้นที่การแข่งขันอิทธิพลระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐฯ กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน บทบาทของสหรัฐฯ ต่อไทยสามารถแบ่งได้ดังนี้

1. สนับสนุนความมั่นคงและการป้องกันประเทศ สหรัฐฯ มองว่าไทยเป็น "แนวหน้าของโลกเสรี" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ส่งความช่วยเหลือทางทหาร สนับสนุนอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และกระสุน ฝึกอบรมกำลังพลไทย และสนับสนุนการพัฒนากองทัพไทยให้ทันสมัย ฯลฯ เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ การจัดตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี 195 และ การประกาศ แถลงการณ์ถนัด–รัสก์ (1962) ซึ่งสหรัฐฯ แสดงเจตนาช่วยเหลือไทยหากถูกคุกคามจากคอมมิวนิสต์

2. ใช้ประเทศไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ ในช่วงสงครามเวียดนาม ไทยกลายเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของสหรัฐฯ มีการใช้ฐานทัพอากาศหลายแห่ง เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ฐานทัพอากาศโคราช ฐานทัพอากาศอุดรธานี และฐานทัพอากาศตาคลี ฯลฯ บทบาทของฐานเหล่านี้ ได้แก่ สนับสนุนปฏิบัติการทางอากาศในเวียดนาม ปฏิบัติการลาดตระเวนและข่าวกรอง และลำเลียงกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 มีทหารอเมริกันประจำอยู่ในไทยหลายหมื่นนาย

3. ความร่วมมือด้านข่าวกรอง ไทยและสหรัฐฯ ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการ ต่อต้านการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ แลกเปลี่ยนข่าวกรอง พัฒนาขีดความสามารถของหน่วยข่าวกรองไทย และสนับสนุนการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรับมือภัยคุกคามภายในประเทศและบริเวณชายแดน

4. ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ให้เงินช่วยเหลือจำนวนมากแก่ไทยผ่านโครงการต่างๆ เช่น เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนด้านเกษตรกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการศึกษา ฯลฯ หน่วยงานสำคัญที่ดำเนินโครงการคือ องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID)

5. ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ สหรัฐฯ สนับสนุน ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกอบรมข้าราชการ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนามหาวิทยาลัย บุคลากรไทยจำนวนมากได้รับการศึกษาจากสหรัฐฯ และกลับมามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

6. ความร่วมมือทางการแพทย์และสาธารณสุข มีความร่วมมือด้าน การควบคุมโรคติดต่อ การวิจัยโรคเขตร้อน การแพทย์ทหาร การพัฒนาห้องปฏิบัติการ ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยในระยะยาว

7. การลงทุนและการค้า สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของไทย โดยมีการลงทุนใน อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมปิโตรเลียม โทรคมนาคม ธุรกิจบริการ การส่งออกของไทยสู่ตลาดโลก ฯลฯ ความร่วมมือดังกล่าวมีส่วนช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงทศวรรษ 1960–1980

ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับ
-ได้รับการคุ้มครองด้านความมั่นคงในช่วงที่ภูมิภาคเผชิญสงคราม
-กองทัพได้รับการพัฒนาและทันสมัยขึ้น
-เศรษฐกิจเติบโตจากเงินช่วยเหลือและการลงทุน
-โครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนา เช่น ถนน สนามบิน และระบบสื่อสาร
-บุคลากรไทยได้รับการพัฒนาด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
-ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ผลกระทบ แม้ความร่วมมือจะนำมาซึ่งประโยชน์หลายด้าน แต่ก็มีประเด็นที่นักวิชาการอภิปราย เช่น
-การใช้ฐานทัพไทยสนับสนุนสงครามเวียดนาม ทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์
-การพึ่งพาความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในบางช่วงอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
-การปรากฏตัวของทหารสหรัฐฯ จำนวนมากส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจในบางพื้นที่ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ

ช่วงสงครามเย็นถือเป็นยุคที่ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ แน่นแฟ้นที่สุดยุคหนึ่ง โดยสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในฐานะ "มิตรประเทศ" ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคง การทหาร เศรษฐกิจ การพัฒนา การศึกษา และสาธารณสุข ขณะเดียวกัน ความร่วมมือนี้ก็ทำให้ไทยมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และข้อถกเถียงที่ยังเป็นหัวข้อศึกษาทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วย จึงเป็นทั้งการแข่งขันเชิงอุดมการณ์และการแข่งขันด้านอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

สร้างบังเกอร์ชายแดนจันทบุรี-ตราด

สร้างบังเกอร์ชายแดนจันทบุรี-ตราด
ใช้งบคุ้มค่าหรือไม่ ?
.
สส.ฉัตร สุภัทรวณิชย์
รองประธานกรรมาธิการการทหาร พรรคประชาชน

.

นี่เหรอคือ..“ผู้ทรงคุณวุฒิ”ที่ถูกคัดเลือกให้เป็น“รองประธานกรรมาธิการทหาร”
ของสภาผู้แทนราษฎรไทย
ไม่ต้องเป็นหรอกครับ สส. แค่ทำตัวให้สมควรเป็น“คน”
ที่เกิดในแผ่นดินไทยก็พอครับ
.
วิทัย ลายถมยา
โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย
.
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10162724218930426&id=709290425&rdid=oDHEIRuXtGgSWLy4#

นักท่องเที่ยวอิสราเอลก่อเรื่อง!! โซเชียลเดือดกระแสต่อต้านพฤติกรรม นักท่องเที่ยวอิสราเอลกร่างที่กระบี่ กดดันไล่เรือในอุทยานทะเลแหวก พบเบี้ยวค่าอาหารสร้างความวุ่นวาย

โซเชียลเดือด 'นักท่องเที่ยวอิสราเอล' ก่อเรื่องไม่หยุด ไล่เรือพ้นที่จอดอุทยานฯ แถมชี้ยวเบี้ยวค่าอาหาร

​กระบี่ – กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ที่ทำเอาคนไทยและผู้ประกอบการท่องเที่ยวสุดจะทน เมื่อมีผู้ใช้โซเชียลออกมาเปิดเผยพฤติกรรมสุดเอือมระอาของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ที่ก่อเหตุวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวันในพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดกระบี่

​รายงานข่าวระบุว่า ผู้ใช้บริการเรือนำเที่ยวรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความสะท้อนความตึงเครียดในพื้นที่ "ทะเลแหวก" และ "อ่าวนาง" อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โดยระบุว่า ตนเองถูกกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้ามากดดันและไล่ไม่ให้จอดเรือในพื้นที่อุทยานฯ

​"วันนี้ผมโดนไล่ที่ทะเลแหวก เอ่อ ไล่เช่นเดียวกัน พอนักท่องเที่ยวมากับผมและที่ยืนอยู่บนชายหาด เห็นผมถูกไล่... กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่คนอิสราเอลจึงเข้ามาช่วยไล่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลออกไป พร้อมย้ำชัดว่า 'นี่คือประเทศไทย ไม่ใช่อิสราเอล!'"

​นอกจากประเด็นการกร่างกร่างไล่ที่จอดเรือแล้ว ในโพสต์ดังกล่าวยังเผยถึงพฤติกรรมน่ารังเกียจอื่นๆ ที่เกิดขึ้นบนเกาะ เช่น การซื้ออาหารรับประทานแล้วพยายามจะไม่จ่ายเงินและเตรียมจะหนี จนเจ้าหน้าที่ต้องวิ่งไล่ตามกดดันจึงยอมควักเงินจ่ายในที่สุด

​เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งผู้ประกอบการไทยและนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก โดยชาวเน็ตต่างพากันแชร์ข้อมูลและติดแฮชแท็กเตือนภัยให้ระมัดระวังกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเข้ามาจัดระเบียบและดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยไปมากกว่านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1389703793280459&id=100067225537993&rdid=GT2xMDqzHZK51mM6#

ด้วยความอาลัยยิ่ง 'สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์' ร่วมไว้อาลัย การจากไปของ 'ประกิต อภิสารธนรักษ์' ยกย่องคุณูปการและจิตสาธารณะ ขอแสดงความเสียใจถึงครอบครัวอย่างสุดซึ้ง

ด้วยความอาลัยยิ่ง ต่อการจากไปของ คุณประกิต อภิสารธนรักษ์ ที่ปรึกษาสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ศิษย์เก่าผู้เป็นบุคลากรทรงคุณค่า ผู้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ มีจิตสาธารณะช่วยเหลือคณะฯ มหาวิทยาลัย และสังคมส่วนรวม เป็นที่รักยิ่งของประชาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์

สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ขอแสดงความเสียใจ และอาลัยอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวอภิสารธนรักษ์มา ณ ที่นี้ และขอดวงวิญญาณของ คุณประกิต อภิสารธนรักษ์ จงเดินทางสู่ความสุขสงบในสุคติภพด้วยเทอญ

ประวัติ คุณประกิต อภิสารธนรักษ์
คุณประกิต อภิสารธนรักษ์ คือ "เจ้าพ่อโฆษณา" ระดับตำนานของประเทศไทย ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท ประกิต โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานและขับเคลื่อนวงการเอเจนซี่โฆษณาไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง

ประวัติส่วนตัวและการศึกษา
-อายุ: ปัจจุบันมีอายุประมาณ 86 ปี (จัดงานฉลองครบรอบอายุ 84 ปี ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567)
-การศึกษา: เป็นศิษย์เก่า คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น "ศิษย์เก่าเกียรติยศ" ของคณะ

การทำงานและตำแหน่งหน้าที่หลัก
-ประธานกรรมการ บริษัท ประกิต โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน): ผู้นำกลุ่มบริษัทโฆษณาชั้นแนวหน้าของไทย (Prakit Holdings)
-กรรมการบริษัท โรงพยาบาลรวมใจรักษ์: ร่วมบริหารและพัฒนาธุรกิจการแพทย์และการสาธารณสุข
-ผลงานเขียน: ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตผ่านหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ "ชีวิตต้องสู้" เพื่อสร้างแรงบันดาลใจด้านการศึกษาและการสร้างรากฐานชีวิต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1568398205319065&id=100064467021293&rdid=Bx6ItF3CHSt9SFjr#

ชาวสงขลาเฮ!! ชาวหาดใหญ่ลุ้นระบบขนส่งใหม่ ครม.อนุมัติหลักการให้ รฟม.เดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าสงขลา โมโนเรล 12 สถานี ลดจราจร ดันเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยวหาดใหญ่

ชาวสงขลา! ได้เฮ ครม. ไฟเขียว รฟม. เดินหน้าโมโนเรลหาดใหญ่ เตรียมศึกษาปรับแบบสถานีรับสถานการณ์น้ำท่วม ริเริ่มสมัย “นิพนธ์”เป็นนายกฯอบจ.

วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลาได้ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันโครงการระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดให้เดินหน้าต่ออย่างเป็นรูปธรรม

กล่าวสำหรับโครงการรถไฟฟ้าโมโนเรล ริเริ่มขึ้นสมัย “นิพนธ์ บุญญามณี” เป็นนายกฯอบจ.สงขลา ท่ามกลางเสียงกล่าวถึงว่า ”เป็นไปไม่ได้“ ช่วงหลายปีมานี้มีการกล่าวถึงว่า หัวเมืองไหนจะเกิดก่อน หาดใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น วันนี้หาดใหญ่ก้าวนำหน้าไปแล้ว
หลังจากนี้ รฟม. จะเดินหน้าทบทวนผลการศึกษาโครงการภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี เพื่อปรับรายละเอียดโครงการให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะการปรับรูปแบบสถานีและองค์ประกอบของโครงการให้รองรับสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) จังหวัดสงขลา มีระยะทาง 12.54 กิโลเมตร จำนวน 12 สถานี เชื่อมเส้นทางจาก สี่แยกคลองหวะ - สถานีรถตู้ตลาดเกษตร พร้อมโรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุงที่สถานีคลองหวะ และจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในเมืองหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดสงขลา ลดปัญหาการจราจร เพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรองรับการเติบโตของเมือง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในอนาคต

“ผมจะติดตามและผลักดันให้ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องชาวสงขลาครับ”
สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าว

โครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลหาดใหญ่ ระยะทาง 12.54 กิโลเมตร มีทั้งหมด 12 สถานี โดยเริ่มจาก แยกคลองหวะ ไปตามถนนกาญจนวนิช ก่อนเลี้ยวเข้าถนนเพชรเกษม และสิ้นสุดที่ สถานีรถตู้หาดใหญ่ ดังนี้

1. สถานีคลองหวะ
2. สถานีเซ็นทรัล
3. สถานีคลองเรียน
4. สถานี มอ. (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
5. สถานีคอหงส์
6. สถานีบิ๊กซี
7. สถานีหาดใหญ่วิทยาลัย
8. สถานีน้ำพุ
9. สถานีกิมหยง
10. สถานีชุมทางรถไฟหาดใหญ่
11. สถานีหาดใหญ่ใน
12. สถานีรถตู้หาดใหญ่

จุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง (Interchange) ที่วางไว้ 3 แห่ง
* คลองหวะ
* คอหงส์
* สถานีรถตู้หาดใหญ่

แนวเส้นทางโดยสรุป

* เริ่มต้นที่แยกคลองหวะ
* ผ่านเซ็นทรัล หาดใหญ่
* คลองเรียน
* มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
* แยกคอหงส์
* บิ๊กซี
* หาดใหญ่วิทยาลัย
* วงเวียนน้ำพุ
* ตลาดกิมหยง
* สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่
* หาดใหญ่ใน
* สิ้นสุดที่สถานีรถตู้หาดใหญ่

ใช้มายแมพอย่างไร ให้ทบทวนบทเรียนได้เร็วขึ้น วิธีทบทวนเน้นเชื่อมโยง เลือกหัวข้อหลักแล้วแตกกิ่ง ใช้คำสั้นภาษาตนเองช่วยจำ ฝึกปิดหนังสือตรวจสอบความเข้าใจ

เคยไหม อ่านหนังสือไปหลายหน้า ขีดเส้นใต้แทบทั้งบท แต่พอปิดหนังสือกลับนึกไม่ออกว่าใจความสำคัญมีอะไรบ้าง ยิ่งใกล้สอบก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องกลับไปเริ่มอ่านใหม่ตั้งแต่หน้าแรก ทำให้เสียทั้งเวลาและกำลังใจ

ปัญหานี้ไม่ได้แปลว่าเราเรียนไม่เก่งหรือความจำไม่ดีเสมอไป แต่อาจเกิดจากวิธีทบทวนที่เน้นรับข้อมูลมากเกินไป โดยยังไม่ได้จัดระเบียบ เชื่อมโยง หรือทดลองดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมาจากความจำ
การอ่านซ้ำทำให้เนื้อหาดูคุ้นตา แต่ความคุ้นตาไม่เหมือนกับการจำได้จริง เมื่อต้องเจอข้อสอบที่เปลี่ยนรูปแบบคำถาม เราอาจตอบไม่ได้ เพราะจำตำแหน่งของข้อความในหนังสือได้มากกว่าความหมายและความสัมพันธ์ของเนื้อหา

ดังนั้น การทบทวนที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่การใช้เวลาให้นานที่สุด แต่คือการทำให้เราเห็นภาพรวม รู้ว่าเรื่องใดสำคัญ และตรวจพบได้อย่างรวดเร็วว่าส่วนไหนยังไม่เข้าใจ
ทำไมอ่านหลายรอบ แต่ยังจำบทเรียนไม่ค่อยได้
.
บทเรียนหนึ่งบทอาจมีทั้งคำศัพท์ นิยาม สูตร ตัวอย่าง วันที่ บุคคล และข้อยกเว้น หากเราอ่านตามลำดับหน้าเพียงอย่างเดียว ข้อมูลเหล่านี้อาจยังคงแยกออกจากกันเป็นชิ้นเล็ก ๆ
พอถึงเวลาตอบคำถาม สมองจึงต้องพยายามค้นข้อมูลทีละส่วน ทำให้คิดช้า สับสน และไม่แน่ใจว่าคำตอบครบหรือไม่ โดยเฉพาะข้อสอบที่ต้องอธิบายเหตุผล เปรียบเทียบ หรือเชื่อมโยงหลายประเด็นเข้าด้วยกัน

อีกพฤติกรรมที่พบได้บ่อยคือการจดทุกประโยคตามหนังสือ หลายคนตั้งใจทำสมุดสรุปให้ครบและสวย แต่สุดท้ายกลับได้เนื้อหาฉบับใหม่ที่ยังยาวเกือบเท่าต้นฉบับ
การจดลักษณะนี้ใช้เวลามาก และอาจทำให้เราใส่ใจกับการคัดข้อความมากกว่าการคิดว่าอะไรคือหัวใจของบทเรียน ทางออกจึงไม่ใช่การจดให้มากขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็นโครงสร้างที่มองเห็นและเข้าใจได้ง่าย
แผนผังความคิดช่วยให้ทบทวนเร็วขึ้นอย่างไร

มายแมพหรือแผนภาพความคิด เป็นเครื่องมือที่วางหัวข้อหลักไว้ตรงกลาง แล้วแตกประเด็นออกเป็นกิ่ง ทำให้เนื้อหาหลายหน้าถูกจัดให้อยู่ในภาพรวมเดียวกัน จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่การวาดให้สวย แต่เป็นการบังคับให้ผู้เรียนเลือก จัดกลุ่ม และเชื่อมโยงข้อมูลด้วยความเข้าใจของตัวเอง
งานวิเคราะห์อภิมานซึ่งรวบรวมการศึกษา 21 งาน พบว่าโดยรวมแล้ว การจัดการเรียนรู้ด้วยแผนผังลักษณะนี้ส่งผลเชิงบวกต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านความคิดเมื่อเทียบกับการสอนแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลอาจแตกต่างกันตามระดับชั้น วิชา และวิธีนำไปใช้ จึงไม่ควรมองว่าเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้แทนวิธีเรียนอื่นได้ทั้งหมด

หัวใจสำคัญคืออย่าใช้เครื่องมือนี้เป็นเพียงการคัดข้อความจากหนังสือ หากเปิดหนังสือแล้วถอดทุกประโยคลงในแต่ละกิ่ง เราอาจได้กระดาษที่ดูเป็นระเบียบ แต่ยังไม่ได้ฝึกคิดหรือเรียกความรู้กลับมาด้วยตัวเอง

วิธีที่เหมาะกับการทบทวนมากกว่าคือ ปิดหนังสือก่อน สร้างโครงจากสิ่งที่จำได้ แล้วจึงเปิดตรวจภายหลัง กระบวนการดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับการฝึกเรียกคืนข้อมูลจากความจำ ซึ่งงานทบทวนการทดลองในโรงเรียนและห้องเรียนพบว่าสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ได้ในหลายระดับชั้นและหลายสาขาวิชา
7 ขั้นตอนสร้างแผนผังสำหรับทบทวนบทเรียน

1. กำหนดเป้าหมายของการทบทวน
อย่าเริ่มด้วยเป้าหมายกว้าง ๆ ว่าจะอ่านบทนี้ให้จบ เพราะเราอาจอ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าต้องจับประเด็นใด
ลองเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นคำถาม เช่น บทนี้อธิบายกระบวนการอะไร มีองค์ประกอบใดบ้าง เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะอะไร หรือสูตรแต่ละสูตรใช้ในสถานการณ์ใด คำถามเหล่านี้จะช่วยกำหนดว่าข้อมูลแบบไหนควรอยู่ในแผนผัง
หากบทเรียนยาวมาก ควรแบ่งเป็นตอนย่อย โดยหนึ่งแผ่นตอบเรื่องหลักเพียงเรื่องเดียว การพยายามใส่เนื้อหาทั้งหน่วยลงในหน้าเดียวมักทำให้ข้อมูลแน่น อ่านยาก และกลับไปทบทวนช้าเหมือนเดิม

2. เขียนหัวข้อกลางจากความจำ
หลังเรียนจบหรืออ่านเนื้อหาครบหนึ่งรอบ ให้ปิดหนังสือแล้วเขียนหัวข้อหลักไว้ตรงกลาง จากนั้นลองนึกว่า หากต้องอธิบายเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เราจะเริ่มจากประเด็นใดบ้าง
จดทุกอย่างที่นึกออกโดยยังไม่ต้องกังวลเรื่องความสวย หากนึกไม่ออก อย่าเพิ่งรีบเปิดหนังสือ ลองใช้เวลาคิดประมาณหนึ่งถึงสองนาที เพราะช่วงที่เราติดขัดกำลังบอกว่าความรู้ส่วนใดยังไม่แข็งแรง

3. แตกกิ่งตามโครงสร้างของเนื้อหา
กิ่งหลักควรเป็นหมวดใหญ่ที่สะท้อนโครงสร้างของบทเรียน เช่น ความหมาย องค์ประกอบ ขั้นตอน สาเหตุ ผลกระทบ ตัวอย่าง และข้อควรระวัง
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องใช้หมวดเดียวกันกับทุกวิชา วิทยาศาสตร์อาจแบ่งเป็นโครงสร้าง หน้าที่ กระบวนการ และความผิดปกติ ประวัติศาสตร์อาจแบ่งเป็นภูมิหลัง เหตุการณ์สำคัญ บุคคล และผลลัพธ์ ส่วนคณิตศาสตร์อาจแบ่งเป็นนิยาม สูตร เงื่อนไข วิธีทำ และจุดที่มักคำนวณผิด
การเลือกโครงให้เหมาะกับเนื้อหาจะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ได้ชัดกว่าการพยายามใช้รูปแบบสำเร็จรูปกับทุกบทเรียน

4. ใช้คำสั้นและภาษาของตัวเอง
หนึ่งกิ่งไม่ควรกลายเป็นย่อหน้ายาว ควรเลือกใช้คำสำคัญ วลีสั้น สูตร วันที่ หรือตัวอย่างที่เห็นแล้วทำให้นึกต่อได้
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะคัดประโยคอธิบายกระบวนการทั้งหมด อาจเขียนเพียงวัตถุดิบ ขั้นตอน และผลลัพธ์ แล้วใช้ลูกศรแสดงทิศทางของกระบวนการ
อย่างไรก็ตาม อย่าย่อจนกลับมาอ่านแล้วไม่เข้าใจ คำสั้นที่ดีต้องทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทาง เมื่อเห็นแล้วควรนึกออกว่าต้องอธิบายอะไรต่อ หากเป็นศัพท์เฉพาะ อาจเพิ่มความหมายสั้น ๆ หรือตัวอย่างไว้ใกล้กัน

5. เติมสี เส้นเชื่อม และสัญลักษณ์
สีช่วยแบ่งหมวดและทำให้มองเห็นส่วนสำคัญได้รวดเร็ว แต่ไม่จำเป็นต้องใช้หลายสีจนเสียเวลา ควรกำหนดหน้าที่ของแต่ละสีให้ชัด เช่น สีหนึ่งสำหรับแนวคิดหลัก อีกสีสำหรับตัวอย่าง และอีกสีสำหรับเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ
เส้นเชื่อมเหมาะกับข้อมูลที่สัมพันธ์กันข้ามหมวด เช่น สาเหตุหนึ่งนำไปสู่ผลกระทบหลายด้าน หรือสูตรหนึ่งใช้ได้เฉพาะเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่าง
ส่วนรูปภาพและสัญลักษณ์ควรใช้เพื่อช่วยจำ ไม่ใช่ตกแต่งทุกพื้นที่ เป้าหมายคือกลับมาเห็นแล้วเข้าใจเร็ว ไม่ใช่ทำผลงานให้สวยที่สุดในห้อง

6. เปิดหนังสือตรวจสอบประเด็นที่ตกหล่น
เมื่อวาดจากความจำเสร็จแล้ว ค่อยเปิดหนังสือ สมุด หรือเอกสารประกอบ เพื่อตรวจสอบสามเรื่อง ได้แก่ มีประเด็นสำคัญตกหล่นหรือไม่ มีความสัมพันธ์ใดเชื่อมผิดหรือไม่ และมีรายละเอียดใดที่ใส่มากเกินความจำเป็น
ใช้ปากกาอีกสีเติมเฉพาะส่วนที่ขาด วิธีนี้จะทำให้เห็นจุดอ่อนของตัวเองทันที หากกิ่งใดมีข้อมูลเพิ่มเติมจำนวนมาก แสดงว่าส่วนนั้นควรได้รับการทบทวนมากกว่าส่วนอื่น
ไม่จำเป็นต้องลบแล้วทำใหม่ให้สะอาด เพราะร่องรอยการแก้ไขคือข้อมูลที่ช่วยบอกว่าเราควรกลับมาเรียนเรื่องใดในรอบต่อไป

7. เปลี่ยนข้อมูลสำคัญเป็นคำถาม
เมื่อได้แผนผังหนึ่งแผ่นแล้ว อย่าเพิ่งถือว่าการทบทวนเสร็จสมบูรณ์ ลองเปลี่ยนหัวข้อในแต่ละกิ่งเป็นคำถาม เช่น กระบวนการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ปัจจัยนี้มีผลต่อระบบอย่างไร สูตรนี้ใช้ไม่ได้ในกรณีใด หรือเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อช่วงเวลาถัดมาอย่างไร

จากนั้นปิดคำตอบและทดลองอธิบายออกมาด้วยปากเปล่า หากตอบไม่ได้ ให้ทำเครื่องหมายไว้แล้วกลับมาทบทวนเฉพาะจุดนั้นก่อนส่วนที่ตอบได้คล่องแล้ว
วิธีนี้เปลี่ยนแผนผังจากกระดาษสรุปธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องมือทดสอบความเข้าใจของตัวเอง
ตัวอย่างการนำไปใช้กับวิชาต่าง ๆ

สำหรับวิชาชีววิทยา สมมติหัวข้อกลางคือการสังเคราะห์ด้วยแสง กิ่งหลักอาจประกอบด้วยสถานที่เกิด สารตั้งต้น ขั้นตอน ผลผลิต และปัจจัยที่มีผล จากนั้นใช้เส้นเชื่อมว่าแสงเกี่ยวข้องกับขั้นตอนใด และผลผลิตถูกนำไปใช้อย่างไร

วิชาประวัติศาสตร์ไม่ควรจดเพียงลำดับปี แต่ควรแบ่งเป็นภูมิหลัง ผู้เกี่ยวข้อง จุดเปลี่ยน ผลโดยตรง และผลระยะยาว แล้วใช้ลูกศรเชื่อมเหตุการณ์กับผลกระทบ วิธีนี้ช่วยเตรียมพร้อมสำหรับข้อสอบเชิงวิเคราะห์ได้ดีกว่าการจำวันที่เพียงอย่างเดียว

ส่วนวิชาคณิตศาสตร์สามารถทำเป็นแผนเลือกวิธีแก้โจทย์ เริ่มจากโจทย์ให้ข้อมูลอะไร ต้องการหาอะไร มีเงื่อนไขใด แล้วจึงแตกไปยังสูตรหรือวิธีที่เหมาะสม ใต้แต่ละวิธีควรมีโจทย์ตัวอย่างสั้น ๆ และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เช่น ลืมเปลี่ยนหน่วย ใช้เครื่องหมายผิด หรือเลือกสูตรไม่ตรงกับเงื่อนไข
สูตรทบทวนบทเรียนภายใน 15 นาที

หากมีเวลาน้อย ลองแบ่งการทบทวนออกเป็นสามช่วง
ห้านาทีแรก ปิดหนังสือแล้ววาดโครงจากความจำให้เร็วที่สุด ไม่ต้องตกแต่งและไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะครบหรือไม่

ห้านาทีถัดมา เปิดเอกสารเพื่อตรวจสอบ เติมสิ่งที่ขาด และวงส่วนที่ยังสับสน
ห้านาทีสุดท้าย ปิดเอกสารอีกครั้ง แล้วตอบคำถามจากกิ่งหลักด้วยคำพูดของตัวเอง
หลังจบรอบ ให้เลือกเพียงสองหรือสามจุดที่ยังตอบไม่ได้ไปทบทวนต่อ ไม่ควรเริ่มอ่านใหม่ทั้งหมด เพราะจะทำให้เสียเวลากับส่วนที่รู้อยู่แล้ว

วันถัดไป ลองวาดโครงเดิมใหม่โดยไม่ดูแผ่นเก่า หากทำได้เร็วขึ้น อธิบายได้ชัดขึ้น และมีข้อมูลตกหล่นน้อยลง แสดงว่าความเข้าใจเริ่มมั่นคง

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ทำมายแมพแล้วไม่ได้ผล
ใช้เวลากับความสวยมากเกินไป
หากเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเลือกสี วาดกรอบ หรือจัดตำแหน่งใหม่ เครื่องมือกำลังแย่งเวลาจากการเรียน ควรกำหนดเวลาทำฉบับแรกให้ชัด แล้วนำเวลาที่เหลือไปทดสอบตัวเอง

ใส่ทุกประโยคลงในกระดาษ
การสรุปไม่ใช่การย้ายหนังสือจากหลายหน้าให้มาอยู่บนแผ่นเดียว แต่คือการตัดสินใจว่าอะไรเป็นแกนหลักและอะไรเป็นข้อมูลสนับสนุน

อ่านแผนผังซ้ำโดยไม่ปิดคำตอบ
การมองแล้วรู้สึกคุ้นอาจทำให้คิดว่าจำได้ ทั้งที่ยังอธิบายเองไม่ได้ ควรทดลองวาดใหม่ ตอบคำถาม หรือสอนเพื่อนจากความจำ

พยายามใช้รูปแบบเดียวกับคนอื่น
บางคนจำได้ดีจากคำ บางคนต้องมีตัวอย่าง และบางคนเข้าใจเมื่อเห็นเส้นเหตุและผล จึงควรปรับจำนวนกิ่ง สี และรูปแบบคำถามให้เข้ากับวิธีเรียนของตัวเอง

สรุป
การทบทวนให้เร็วไม่ได้หมายถึงการอ่านให้ไวที่สุด แต่หมายถึงการใช้เวลาน้อยลงกับข้อมูลที่รู้อยู่แล้ว และมองเห็นจุดที่ยังไม่เข้าใจได้เร็วขึ้น
แผนผังที่ดีไม่จำเป็นต้องสวยหรือมีข้อมูลครบทุกบรรทัด แต่ต้องช่วยให้เราเห็นภาพรวม เชื่อมโยงเหตุผล และเรียกความรู้กลับมาอธิบายได้โดยไม่ต้องเปิดหนังสือตลอดเวลา
ลองเริ่มจากบทสั้น ๆ เพียงหนึ่งบท ปิดหนังสือ วางหัวข้อหลัก แตกกิ่งจากความจำ แล้วจึงเปิดตรวจ สิ่งที่ตกหล่นไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นเป้าหมายของการทบทวนครั้งต่อไป
เมื่อฝึกอย่างสม่ำเสมอ เราจะได้ชุดสรุปที่ไม่ได้ช่วยเฉพาะช่วงก่อนสอบ แต่ยังบอกได้ด้วยว่าเราเข้าใจเรื่องใดแล้ว และควรใช้เวลาเพิ่มเติมกับเนื้อหาส่วนไหน

งานวิจัยหักล้างความเชื่อ!! ศัลยแพทย์ยืนยัน กินไก่ทอดไม่กระทบเวร ทดสอบ 3 กลุ่มเวร 300 ครั้ง ผลไม่มีความแตกต่างชัดเจน

งานวิจัยหักล้างความเชื่อเรื่องการกินไก่ทอด KFC ขณะขึ้นเวรโรงพยาบาล
ศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลพัทลุงได้ทำการวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับนานาชาติ เพื่อพิสูจน์ว่าความเชื่อที่ว่าการกินไก่ทอด KFC ขณะขึ้นเวรในโรงพยาบาลจะทำให้มีคนไข้มากขึ้นและเวรยุ่งเหยิงนั้นไม่เป็นความจริง

รายละเอียดงานวิจัย:
-กลุ่มตัวอย่าง: ศัลยแพทย์ 5 คน

-การแบ่งเวร: แบ่งเป็น 300 เวร โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้:
กลุ่มที่ 1: ไม่กินอะไรเลย
กลุ่มที่ 2: กินไก่ย่าง 5 ดาว
กลุ่มที่ 3: กินไก่ทอด KFC

-การวัดผล: นับจำนวนคนไข้, จำนวนการผ่าตัด, เวลาที่ใช้ในการผ่าตัด รวมถึงปริมาณงานโดยรวมของแต่ละเวร

ผลการวิจัย:
-จากการเปรียบเทียบข้อมูล พบว่าทั้ง 3 กลุ่มไม่แสดงความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของจำนวนคนไข้ ปริมาณการผ่าตัด หรือปริมาณงานโดยรวม

ข้อสรุปที่สำคัญ:
-งานวิจัยนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าความเชื่อเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ชี้ให้เห็นว่า หากเราจะเลือกเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ก็ควรใช้เหตุผลและสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

ที่มา : https://www.tiktok.com/@dr.benz_masterpiece/video/7670331202494156039?_r=1&_t=ZS-98cvC7shjuS

‘BAFS’ ส่งต่อโอกาส สร้างอนาคต สนับสนุนตั้งแต่ปี 2569 เมล็ดพันธุ์นักเรียนกำพร้า ไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา ทุนรวม 200,000 บาทส่งต่อ

BAFS ส่งต่อโอกาส สร้างอนาคต มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน ประจำปีการศึกษา 2569

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนกำพร้าและเด็กนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปีการศึกษา 2569 จัดขึ้นโดยมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าของสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และนายอิฏฐ์ สุขพัฒน์ธี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มบริษัทบาฟส์ (BAFS Group) ร่วมมอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อสมทบกองทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนกำพร้า นักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ด้อยโอกาส โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยมี นางอัจฉรา สยามวาลา ณ สงขลา ประธานมูลนิธิฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารคูเวต

BAFS Group ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเปิดโอกาสทางการศึกษาคือการสร้างโอกาสที่ดีในอนาคต BAFS Group จึงมุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสนับสนุนให้เยาวชนเข้าถึงองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพของตนเอง พร้อมเดินหน้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็ง เติบโตอย่างทั่วถึง และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

‘อ.พรหมคีรี’ เปิดแผนแม่บทเมืองศรัทธา!! ปักธงเมืองมรดกโลกนครศรี ศูนย์กลางพระพุทธสิหิงค์เก่าแก่ ดันเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน เชื่อมโยงเส้นทางสู่เมืองมรดก

“อ.พรหมคีรี” ปักธงสู่เมืองมรดกโลก ชู “พระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี“ ศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ดันเศรษฐกิจชุมชน

อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดแผนแม่บทการพัฒนาอำเภอ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประตูสู่เมืองมรดกโลกนครศรีธรรมราช เมืองแห่งพระพุทธสิหิงค์ ธรรมชาติ ผลไม้ และวัฒนธรรม” โดยมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ควบคู่กับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวจากพระบรมธาตุสู่พรหมคีรี

โครงการเร่งด่วนอันดับ 1 คือ การพัฒนาวัดอินทคีรี ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

แผนพัฒนาประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. ปรับปรุงภูมิทัศน์วัด พัฒนาลานจอดรถ สวนพุทธธรรม ทางเดินและทางลาด ระบบไฟส่องสว่าง รวมถึงจุดถ่ายภาพและจุดพักผ่อน
2. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้พระพุทธสิหิงค์ นำเสนอประวัติ ความสำคัญ ประวัติวัดอินทคีรี และกิจกรรมการศึกษาทางศาสนา
3. สร้างห้องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวบรวมโบราณวัตถุ เครื่องมือโบราณ วิถีชีวิตและภูมิปัญญาชุมชน
4. พัฒนาประเพณีและกิจกรรมสำคัญ โดยผลักดัน พิธีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ในเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นประเพณีประจำจังหวัด พร้อมยกระดับสู่ระดับประเทศ
5. พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและแลนด์มาร์ก อาทิ ซุ้มประตูเมืองพระพุทธสิหิงค์ ถนนคนเดิน ตลาดวัฒนธรรม ตลาดผลไม้และสินค้าชุมชน รวมถึงป้ายสื่อความหมายและจุดบริการนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ แผนแม่บทดังกล่าวมุ่งใช้ทุนทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของอำเภอพรหมคีรี เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันให้พื้นที่เป็นหนึ่งในประตูสำคัญรองรับการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราชในอนาคต

ทั้งนี้เมื่อ 4-5 ปีก่อน สมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ ได้ทำพิธีพุทธาพิเษกอันยิ่งให้ในวันอินทคีรี ในการจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์องค์จำลอง เป็นพิธีอันเข้มขลัง มีเกจิอาจารย์อาวุโสหลายองค์นั่งปรกภาวนา มีพราหมณ์ 20 คน เข้าร่วมพิธี เพื่อหารายได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ของวัดอินทคีรี หลังอุโบสถหลังเก่า ซึ่งเป็นอุขไม้ถูกไฟไหม้วอดทั้งหลัง

พิธีการจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์องค์จำลอง ดำเนินการโดย ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เกรียงไกร พิณทอง เลขาธิการสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ และคณะสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา

ประวัติพระพุทธสิหิงค์วัดอินทคีรี (บ้านนา)
พระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี ประดิษฐานอยู่ภายในวัดอินทคีรี (วัดบ้านนา) ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดแห่งนี้มีอายุราว 200 ปี แต่พระพุทธสิหิงค์เชื่อกันว่ามีอายุเก่าแก่กว่านั้นมาก และเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนครศรีธรรมราชเคารพนับถืออย่างยิ่ง

ตำนาน “สิหิงคนิทาน”

ตามคัมภีร์ สิหิงคนิทาน เล่าว่า พระพุทธสิหิงค์ถูกสร้างขึ้นในลังกา (ศรีลังกา) หลังพุทธปรินิพพานประมาณ 700 ปี หล่อด้วยสำริด และมีพระอุระสง่างามดุจราชสีห์ จึงได้รับพระนามว่า “พระพุทธสิหิงค์”

ต่อมาพระเจ้านครศรีธรรมราชได้รับอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกามายังนครศรีธรรมราช ก่อนจะมีการอัญเชิญไปยังสุโขทัย อยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย และเชียงใหม่ ตามลำดับ ก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานครในสมัยรัตนโกสินทร์

ความเชื่อของชาวนครศรีธรรมราช

อย่างไรก็ตาม ชาวนครศรีธรรมราชมีความเชื่ออีกสายหนึ่งว่า

พระพุทธสิหิงค์องค์แท้ ไม่เคยออกจากเมืองนครศรีธรรมราช

แต่ถูกอัญเชิญซ่อนและย้ายที่ประดิษฐานหลายครั้ง เพื่อป้องกันภัยสงครามและการถูกอัญเชิญไปยังเมืองอื่น จนท้ายที่สุดได้มาประดิษฐานที่ วัดอินทคีรี ซึ่งมีการดูแลองค์พระอย่างใกล้ชิดสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

อดีตเจ้าอาวาสวัดอินทคีรี พระครูวิมลอินทโชติ (พระปรีชา วิมโล) เคยให้สัมภาษณ์ว่า มีคำสั่งเสียที่สืบทอดกันจากเจ้าเมืองนครว่า

“เสียบ้านเสียเมือง ไม่ยอมเสียพระ”

สะท้อนความเชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ต้องรักษาไว้เหนือสิ่งอื่นใด

จุดเด่นของพระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี

* เป็นพระพุทธรูปสำริดศิลปะโบราณที่ชาวเมืองคอนให้ความเคารพสูง
* เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวอำเภอพรหมคีรีและจังหวัดนครศรีธรรมราช
* มีตำนานเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การก่อตั้งอาณาจักรนครศรีธรรมราชและการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกา
* เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่อำเภอพรหมคีรีกำลังผลักดันให้วัดอินทคีรีเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ตามแผนแม่บทพัฒนาอำเภอ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top