Thursday, 18 June 2026
NEWS FEED

สาวสั่งข้าวซอย ผงะ!! เจอ ‘หมูดิบ’ แม่ค้าแก้ปัญหา ด้วยการเติมน้ำร้อนให้

(15 ธ.ค. 67) กลายเป็นโพสต์ไวรัลวิจารณ์สนั่น เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชี คุกกี้ซ์ โพสต์แชร์ประสบการณ์ทานอาหารที่จำไม่รู้ลืม ลงใน กลุ่มพวกเราคือผู้บริโภค

แนบภาพอาหารขึ้นชื่อทางภาคเหนืออย่าง ข้าวซอย ทว่าอาหารจานดังกล่าวในภาพ กลับเห็นหมูสีชมพูสดชันเจน ลักษณะคือ หมูยังมีเนื้อบางส่วนที่ไม่สุก หรือ สุกไม่ทั่วกันทั้งชิ้น

โดยเธอเขียนข้อความเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุว่า ‘ข้าวซอยหมู ณ ร้านข้าวซอยแห่งหนึ่งในลำปาง’

‘จะกินอะไรก็ดูกันดี ๆ ก่อนกินนะคะ นี่แจ้งทางร้านไปแล้ว ปรากฎเขาเทน้ำมาเพิ่ม น้ำปริ่มขอบเลย คงกะเพิ่มความร้อนให้มันสุก แต่มันก็ยังแดงค่ะ ทำไมไม่เอาไปลวกใหม่สุก ๆ มาให้นะ งง’

ทั้งนี้ การทานหมูดิบมีอันตรายต่อร่างกาย อาจเสี่ยงติดเชื้อโรคไข้หูดับได้ อาการอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทำให้โซเชียลต่างเข้ามาคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์จวกร้านกันสนั่น ทั้งความประมาทในการประกอบอาหาร และวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกสุขอนามัย พร้อมเรียกร้องให้ทางร้านออกมาชี้แจง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบเพื่อให้มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม

มีความคิดเห็นส่วนหนึ่งจากโลกโซเชียล ยกตัวอย่างเช่น 

เป็นเราจ่ายตังแล้วเดินออกเลย หมูไม่สุกแบบนี่เสี่ยงเป็นไข้หูดับ

ข้าวซอยสูตรไหน สีแบบนี้ แล้วข้าวซอยหมูก็ไม่เคยเจอนะ เจอแต่ไก่กับเนื้อ ร้านทำไมมักง่ายแบบนี้

งานหยาบมาก

ข้าวซอยหมูหูดับ

หูจะดับเอานะคะ คืนเขาเถอะค่ะ

โหยอันตรายมาก!!! หมูนะไม่ใช่เนื้อจะเน้นสดๆมันไม่ใช่555

เราคนลำปางกินข้าวซอยมาก็หลายร้านแต่ไม่เคยเห็นแบบนี้เลยค่ะ

รัฐบาล เผย!! มูลค่าความเสียหาย ภัยออนไลน์จากมิจฉาชีพ มี.ค.65 - พ.ย.67 รวม 7.7 หมื่นล้านบาท เตือน ปชช. อย่าหลงกล

(15 ธ.ค. 67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยถึงยอดแจ้งความออนไลน์สะสม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.  2565 - 30 พ.ย. 2567 ผ่าน thaipoliceonline มีจำนวน 739,494 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 77,360 ล้านบาท เฉลี่ยความเสียหายวันละ 77 ล้านบาท ผลการอายัดบัญชี จำนวน 560,412 บัญชี ยอดอายัดได้ จำนวน 8,627 ล้านบาท

นายคารม กล่าวต่อว่าทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่  1 - 30  พ.ย. 2567 พบผลการแจ้งความออนไลน์ รวม 31,353 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 2,540 ล้านบาท เฉลี่ยวันละ 85 ล้านบาท ผลการอายัดบัญชี จำนวน 16,229 บัญชี ยอดขออายัด จำนวน 1,864 ล้านบาท ยอดอายัดได้ จำนวน 383 ล้านบาท

ประเภทคดีออนไลน์ที่มีการแจ้งความมากที่สุด 5 อันดับแรก ดังนี้
1. หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ (ไม่เป็นขบวนการ) มูลค่าความเสียหาย 146  ล้านบาท
2. หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 526  ล้านบาท
3. ข่มขู่ทางโทรศัพท์ (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 444 ล้านบาท  
4. หลอกให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 99ล้านบาท
5. หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น มูลค่าความเสียหาย 221  ล้านบาท 

“จากรายงานข้อมูลดังข้างต้น ยังมีประชาชนหลงกลตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ขอประชาชนระมัดระวังอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่เชิญชวน ชักชวนโดยวิธีการต่างๆ หากถูกหลอก สามารถแจ้งที่เบอร์ 1441 หรือ 081-866-3000” นายคารม กล่าวทิ้งท้าย

‘นิด้าโพล’ เผย!! ‘คนกรุง’ ค้านมาตรการใหม่ เก็บค่าธรรมเนียมรถติด เชื่อไม่สำเร็จ แต่หนุน!! ค่าธรรมเนียมเก็บขยะ ตามพฤติกรรมแยกขยะ

(15 ธ.ค. 67) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง ‘สองมาตรการใหม่ คน กทม. จะเอาไง’  สำรวจระหว่างวันที่ 27-29 พ.ย.  2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  จำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของคนกรุงเทพมหานคร หากมีการใช้มาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเก็บขยะและค่าธรรมเนียมรถติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นิด้าโพลเมื่อถามความคิดเห็นของคนกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับ

ค่าธรรมเนียมการเก็บขยะในอัตราที่แตกต่างกัน ตามพฤติกรรมการคัดแยกขยะ พบว่า  
• 50.31% ระบุว่า เห็นด้วยมาก
• 23.66% ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย
• 15.73% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

การรับรู้ของคนกรุงเทพมหานครต่อการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคัดแยกขยะพร้อมส่งภาพประกอบการคัดแยกขยะ เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมการเก็บขยะต่อเดือนในอัตรา 20 บาท พบว่า  
• 80.76 %ระบุว่า ไม่ทราบเลย
• 13.21% ระบุว่า พอทราบอยู่บ้าง
• 6.03% ระบุว่า ทราบดี

การให้ความร่วมมือของคนกรุงเทพมหานครในการเข้าร่วมโครงการคัดแยกขยะ พบว่า
• 44.81% ระบุว่า ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ
• 28.93% ระบุว่า ค่อนข้างให้ความร่วมมือ  
• 15.65% ระบุว่า ไม่ให้ความร่วมมือเลย  
• 9.69% ระบุว่า ให้ความร่วมมือมาก

การจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติดเฉพาะรถเก๋ง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและเพื่ออุดหนุนกองทุนซื้อคืนรถไฟฟ้า พบว่า  
• 49.92% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย
• 18.24% ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย  
• 17.10% ระบุว่า เห็นด้วยมาก
• 13.98% ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย 

การประสบความสำเร็จในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติดในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดของกระทรวงคมนาคม พบว่า  
• 55.50% ระบุว่า ไม่ประสบความสำเร็จเลย
• 28.47% ระบุว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
• 12.29% ระบุว่า ค่อนข้างประสบความสำเร็จ  
• 2.44% ระบุว่า ประสบความสำเร็จมาก

‘ซูเปอร์โพล’ เผยผลสำรวจ!! ความพึงพอใจปชช. ผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ‘เอกนัฏ’ ได้คะแนนสูงสุด ทำอุตสาหกรรมขยายตัว แก้ปัญหากากสารพิษจากโรงงาน

(15 ธ.ค. 67) สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ประเมินผลงานกระทรวงสังคมและเศรษฐกิจ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวมจำนวนตัวอย่างในการวิเคราะห์ทางสถิติทั้งสิ้น จำนวนทั้งสิ้น 1,156ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10 – 14 ธันวาคม พ.ศ.2567ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงรัฐมนตรีประจำกระทรวงด้านสังคมที่ประชาชนพึงพอใจ 3 อันดับแรก พบว่า กระทรวงมหาดไทยโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้คะแนนสูงสุดอันดับหนึ่ง เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้ 7.52 คะแนน โดยมีผลงานด้านการจัดระเบียบสังคม ทลายแหล่งมั่วสุมตามสถานบันเทิง การแก้ไขปัญหายาเสพติด การเยียวยาปัญหาน้ำท่วม ภัยพิบัติ การพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว เศรษฐกิจพอเพียง พึ่งพาตนเอง เศรษฐกิจสินค้าโอทอป (OTOP) และการพัฒนาท้องถิ่น สาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า ถนนหนทาง ที่ดินทำกิน สิ่งแวดล้อม พื้นที่สีเขียว ชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไปของประชาชน การพัฒนาชุมชนและเมือง เป็นต้น 

รองลงมาอันดับที่ 2 คือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ 7.41คะแนน โดยมีผลงานด้าน สิทธิประโยชน์ประกันสังคม การสนับสนุนให้ประชาชนมีงานทำ เพิ่มโอกาสการจ้างงานสำหรับประชาชน มีรายได้ มีความปลอดภัยในการทำงาน สวัสดิการสำหรับแรงงาน การดูแลผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การฝึกอบรมในด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับแรงงาน เป็นต้น

อันดับที่ 3 ได้แก่ นาย วราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ 7.22 คะแนน โดยมีผลงานด้านการดูแลผู้สูงอายุในหลายด้านเช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การส่งเสริมสุขภาพ การพัฒนาดูแลผู้สูงอายุศูนย์พักฟื้นและกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ การให้ความรู้เพิ่มทักษะการเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ การปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชน การส่งเสริมรับรองสิทธิเด็ก การเยียวยาดูแลผู้ยากไร้ผู้ประสบภัยในชุมชนที่ขาดแคลน การพัฒนาที่อยู่อาศัย การแก้ปัญหาชุมชนแออัด เป็นต้น

เมื่อสอบถามถึงกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่ประชาชนพึงพอใจ3 อันดับแรก ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1 เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้ 7.35 คะแนน โดยมีผลงานการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาการนิคมอุตสาหกรรม ทำคนไทยมีอาชีพในนิคมพื้นที่ต่าง ๆ อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานทดแทนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมสีเขียว การแก้ปัญหากากสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาอาชีพคนไทยในนิคมอุตสาหกรรม การสนับสนุนธุรกิจ SME และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมส่งออกสินค้าไทย เป็นต้น

อันดับที่ 2 ได้แก่ กระทรวงการคลัง โดย นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ 7.24 คะแนน โดยมีผลงานโดดเด่นได้แก่ การแจกเงินดิจิทัลให้ประชาชนกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริการของธนาคารออมสิน การส่งเสริมการลงทุน การกระจายรายได้ การยกเลิกการขึ้นภาษี การจัดการเงินทุนและสินทรัพย์ของรัฐ การบริการของธนาคารกรุงไทยกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายรายได้ให้ประชาชนผ่านแอปพลิเคชันการเงินต่าง ๆ และการใช้เทคโนโลยีการเงินของกระทรวงการคลัง เป็นต้น

อันดับที่ 3 ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ 7.01 คะแนน โดยมีผลงานด้านการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีค้าขายออนไลน์ การซื้อสินค้า การบริการเทคโนโลยีดิจิทัล อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การบริการของรัฐบาลดิจิทัล การสนับสนุนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai ในภาคธุรกิจ การแก้ปัญหามิจฉาชีพออนไลน์ แก๊งคอลเซนเตอร์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น

‘ดร.เสรี’ ฟาดใส่!! กระบวนการยุติธรรม ของประเทศ จัดการคนทำผิดกฎหมายไม่ได้ ไม่เป็นที่พึ่งให้ปชช.

(15 ธ.ค. 67) ดร. เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสารโพสต์เฟซบุ๊ก ว่าเวลานี้การที่มีคนทำผิดกฎหมาย ไม่ให้ค่ารัฐธรรมนูญ บดขยี้กระบวนการยุติธรรมจนป่นปี้ แล้วไม่มีความผิดใดๆ เอาโทษไม่ได้ เป็นเพราะอะไร

เพราะเราไม่มีกฎหมายจะจัดการกับเขา?

เพราะกฎหมายเราอ่อน มีช่องโหว่ให้เขารอดได้?

หรือผู้รักษากฎหมายนิ่งเฉยด้วยเหตุผลบางประการ กลัว? เกรงใจ? เป็นหนี้บุญคุณ? ได้รับผลประโยชน์?

ท่านที่มีอำนาจในการใช้กฎหมาย ท่านไม่คิดจะทำหน้าที่ของพวกท่านบ้างเลยหรือ ใจคอท่านจะยอมเห็นประเทศพินาศต่อหน้าต่อตาหรือ

ประชาชนเจ็บช้ำแค่ไหนแล้ว ประเทศชาติย่ำแย่เสื่อมทรุดแค่ไหน พวกท่านไม่เห็นเลยหรือ ทำไมจึงเฉยอยู่ได้

ยังมีองค์กร หรือกระบวนการอันใดที่ประชาชนพอจะพึ่งได้ในการรักษาประเทศให้ดำรงคงมั่นอย่างยั่งยืนอีกบ้าง

หรือท่านมองไม่เห็นการกระทำที่ชั่วร้าย ทำลายประเทศ ท่านไม่รู้ หรือท่านแกล้งไม่รู้ เพราะท่านกลัวว่าท่านจะเดือดร้อน

มีหน้าที่ แต่ไม่ทำหน้าที่ ก็ออกไปดีกว่าไหมคะ

‘แพทองธาร’ ได้รับการจัดอันดับจาก ‘นิตยสาร Forbes’ ติดอันดับ 29 ‘สตรีทรงอิทธิพล’ จาก 100 คนทั่วโลก

(15 ธ.ค. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับการจัดอันดับจาก นิตยสาร Forbes ติดอันดับ 29 ‘สตรีทรงอิทธิพล’ จาก 100 คนทั่วโลก โดยได้อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศไทย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งถอดถอน นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ต่อมาสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ในเดือนสิงหาคม 2567

จากนั้นเธอสาบานตนเข้ารับตำแหน่งก่อนวันเกิดอายุครบ 38 ปีเพียงไม่นาน ถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แพทองธารเป็นบุตรสาวคนเล็กของทักษิณ ชินวัตร ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2544 ถึง 2549 ส่วนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาของเธอดำรงตำแหน่งดังกล่าวระหว่างปี 2554 ถึง 2559

ด้าน นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลการจัดอันดับ Top 100 The World’s Most Powerful Women ประจำปี 2024 ของนิตยสาร Forbes ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจและการเงินที่ทรงอิทธิพล มีชื่อเสียงระดับโลก ปรากฎชื่อ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ติดอันดับที่ 29 จากสตรีทรงอิทธิพล 100 คนทั่วโลก และถือเป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลอันดับ 3 ของเอเชีย ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่นานาประเทศเล็งเห็นถึงศักยภาพผู้นำหญิงของไทยที่มีความโดดเด่นในเวทีโลก 

นางสาวแพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยนับแต่ก้าวแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ได้แสดงภาวะผู้นำในการรับมือกับภาวะวิกฤตภายในประเทศหลายเหตุการณ์ โดยเฉพาะการจัดการปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด เหตุการณ์ไฟไหม้รถบัสนักเรียน ที่ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ รวมถึงเดินหน้าผลักดันนโยบายต่าง ๆ ต่อเนื่องจากรัฐบาล อดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งจากการแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาล รอบ 90 วันที่ผ่านมา มีหลายนโยบายที่ทำสำเร็จไปแล้ว และจะมีการดำเนินการต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น พักหนี้เกษตรกร 3 ปี การกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยฟรีวีซ่า โครงการเงินหมื่นฟื้นเศรษฐกิจ กฎหมายสมรสเท่าเทียม โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่  การแก้ปัญหาไร้สัญชาติให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงยังมี นโยบายที่ให้ความสำคัญกับสตรี เช่น การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดฟรีสำหรับผู้หญิงทุกคน เป็นต้น นางสาวจิราพร กล่าว

นางสาวจิราพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมานางสาวแพทองธารยังเคยถูกจัดอันดับ 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งอนาคต (Time 100 Next) ของนิตยสารไทม์ (Time) สหรัฐอเมริกา ในประเภทผู้นำ (Leaders) ร่วมกับผู้นำรุ่นใหม่ทั่วโลก รวมถึงยังได้รับความนิยมอันดับ 1 ในฐานะนักการเมืองที่โดดเด่นที่สุดของ ‘สวนดุสิตโพล’ แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำหญิงยุคใหม่ที่ได้รับความสนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

'เอกนัฏ' สั่ง!! สส. ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เร่ง!! ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

(15 ธ.ค. 67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยถึงกรณีให้ความช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ เนื่องจากมีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันว่า 

"จากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ทั้ง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง สส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ร้อน จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือน้ำท่วม โรงครัวอาหารและลำเลียงข้าวของเพื่อส่งต่อช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัย ผมขอให้กำลังใจพี่น้องผู้ประสบภัยและผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน" นายเอกนัฏ กล่าว

ตชด.ลุยน้ำท่วม ช่วยชาวบ้าน “ช้างศึก 1” สั่งกำชับ ตชด.ลงพื้นที่ช่วยประชาชน กาะติดสถานการณ์น้ำท่วมใต้ใกล้ชิด จัดกำลังช่วยเหลือทันท่วงที “ตชด.สิชล – ชุมพร” ส่งอาหาร น้ำดื่ม ยา บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย

เมื่อวันที่ (15 ธ.ค. 67) พล.ต.ต.นิตินัย หลังยาหน่าย รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( รรท.ผบช.ตชด. ) สั่งการชับ ให้ บก.ตชด.ภาค 4 และหน่วยงานในสังกัด ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม จว.ชุมพร จว.ระนอง จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากฝนตกหนัก น้ำท่วมสูงหลายพื้นที่ มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน ยานพาหนะได้รับความเสียหาย โดยให้ ตชด. นำ ยานพาหนะ และอุปกรณ์บรรเทาภัย เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม พร้อมบูรณาการทำงานกับหน่วยในพื้นที่เข้าให้การช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะเดียวกันให้ติดตามสถานการณ์น้ำ เฝ้าระวัง เตรียมพร้อมการเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันอีกระลอก

วันนี้ (15 ธ.ค. 67 ) พ.ต.ต.สมเกียรติ์ เทพฉิม ผบ.ร้อย ตชด.424 นำกำลังลงพื้นที่ ตำบลสำเภา อ.สิชล จว.นครศรีธรรมราช ซึ่งยังมีน้ำท่วมสูง ประชาชนได้รับความเดือดร้อน รถเล็กยังไม่สามารถสัญจรเข้าหมู่บ้านได้ ตชด.ได้ออกสำรวจพื้นที่ นำน้ำดื่มแจกจ่ายบรรเทาทุกข์ของประชาชน

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.สวี จว.ชุมพร ยังมีน้ำท่วมประชาชนได้รับความเดือดร้อนหลายครัวเรือน กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 41 นำ  โดย พ.ต.อ.จาริพัฒน์  ทองแดง ผกก.ตชด.41 พร้อมชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย ลุยน้ำนำข้าวกล่อง, น้ำดื่ม, ถุงยังชีพ พร้อมยาเวชภัณฑ์  แจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ต.ทุ่งระยะ ต.สวี อ.สวี ซึ่งมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม 33 ครัวเรือน กว่า 100 คน ปัจจุบันในพื้นที่ไม่มีฝนตกแล้ว แต่ยังคงมีน้ำท่วมสูง ซึ่งต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป.

เชียงใหม่-กองบิน 41 ร่วมพิธีเปิดปฏิบัติการ (Kick off) แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำให้ประชาชนมีความสุข

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2567 นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 ร่วมพิธีเปิดปฏิบัติการ (Kick off) แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำให้ประชาชนมีความสุข ซึ่งบูรณาการร่วมกัน เปิดปฏิบัติการ kick off ตรวจปัสสาวะกลุ่มเป้าหมาย เร่งค้นหาผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ ตั้งเป้าจะประกาศเป็น “จังหวัดสีขาว” ปลอดยาเสพติด ให้ได้ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี ณ สนามกีฬาเทศบาลตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ในโอกาสนี้ ผู้บังคับการกองบิน 41 ได้มอบหมายให้ นาวาอากาศเอก ชัยวัฒน์ เสมียนรัมย์ เสนาธิการกองบิน 41 ร่วมออกตรวจพื้นที่เทศบาลตำบลสุเทพ ที่ดำเนินการตรวจปัสสาวะกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 14-65 ปี ซึ่งจัดตั้ง ณ วัดโป่งน้อย ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และในการค้นหาผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ และนำผู้เสพ ผู้ติด และผู้มีอาการทางจิต เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาฟื้นฟู และฟื้นฟูสภาพทางสังคม สร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้อยู่ดีกินดีในระยะยาว โดยไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีกต่อไป

นภาพร/เชียงใหม่

ผลลัพธ์เยี่ยม! “เผ่าภูมิ” ชี้ “เงิน 10,000” ดันดัชนี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภค-SME-อุตสาหกรรม พุ่ง 3 ตัว พร้อมกัน

(15 ธ.ค. 67) ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงสถานการณ์ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือนตุลาคม 2567 และพฤศจิกายน 2567 ดีขึ้นต่อเนื่อง 2 เดือนติด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ 14.55 ล้านคน ที่ดำเนินตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน 2567 ที่ผ่านมา สะท้อนผ่านดัชนีทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 3 ดัชนี ดังนี้

1) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confident Index: CCI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2 เดือน จาก 55.3 จุด ในเดือนกันยายน 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 56.0 จุด ในเดือนตุลาคม 2567 และเพิ่มขึ้นเป็น 56.9 จุด ในเดือนพฤศจิกายน 2567 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้มีการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น

2) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises Sentiment Index: SMESI) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 เดือนติดต่อกัน จาก 49.6 จุด เพิ่มขึ้นเป็น 52.2 จุด ในเดือนตุลาคม 2567 และเพิ่มขึ้นเป็น 53.0 จุดในเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการเพิ่มกำลังซื้อในตลาด

3) ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (Thai Industrial Sentiment Index: TISI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 87.1 จุด เป็น 89.1 จุด ในเดือนตุลาคม 2567 จากการผลิตและยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ในบ้าน และอุปกรณ์การเกษตร และปุ๋ยเคมี ที่เพิ่มขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มฟื้นตัวและตอบสนองต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำเป็นที่ตอบโจทย์ความต้องการในชีวิตประจำวันและภาคการเกษตร

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวขึ้นทั้ง 3 ดัชนี ข้างต้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภค ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ SMEs ที่มีการตอบสนองที่ดีต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสะท้อนถึงความคาดหวังในทิศทางเศรษฐกิจที่ดี โดยเฉพาะการปรับตัวดีขึ้นในกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งส่งผลดีต่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศในระยะต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top