Saturday, 6 June 2026
NEWS FEED

ทหารผู้กล้า สละชีพเพื่อแผ่นดิน

ขอแสดงความเสียใจ และร่วมสดุดีวีรกรรมเหล่าทหารกล้าที่พลีชีพรักษาอธิปไตยไทย ความเสียสละของทุกท่านจะอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป

แบดมินตันสาวไทยรวมพลังพลิกเกม คว้าทองทีมซีเกมส์สมัยที่ 10 ผงาดครองแชมป์ 7 สมัยติด ย้ำภาพ ‘เจ้าแม่ซีเกมส์’ ตัวจริง

(11 ธ.ค. 68) การแข่งขันแบดมินตันซีเกมส์ 2025 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ทีมแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย พลิกสถานการณ์จากที่ตามหลังอินโดนีเซีย 0-1 คู่ เอาชนะไป 3-1 คู่ คว้าเหรียญทองประเภททีมเป็นสมัยที่ 10 และครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 7

การแข่งขันเริ่มด้วยประเภทหญิงเดี่ยวมือหนึ่ง "หมิว" พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ พ่ายให้กับมืออันดับ 7 ของโลกชาวอินโดนีเซีย ทำให้ทีมไทยตามหลัง 0-1 คู่ ทว่าหญิงคู่มือหนึ่ง "มูนา" เบญญาภา เอี่ยมสอาด และ "เฟม" ศุภิสรา เพียวสามพราน พลิกเกมชนะ 2-1 เกม ช่วยทีมไทยตีเสมอ 1-1 คู่

ในประเภทหญิงเดี่ยวมือสอง "เมย์" รัชนก อินทนนท์ แสดงความมุ่งมั่นและนิ่งยืน ควบคุมเกมได้เหนือกว่าเอาชนะไป 2-0 เกม นำทีมแซงนำอินโดนีเซีย 2-1 คู่ ก่อนที่คู่หญิงคู่ "มุก" อรณิชา จงสถาพรพันธุ์ และ "เจน" เฌอย์ณิชา สุดใจประภารัตน์ ปิดเกมชนะในสองเกมรวด ทำให้ทีมไทยชนะรวม 3-1 คู่ คว้าเหรียญทองอย่างสง่างาม

ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการได้ทองเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำความแข็งแกร่ง และความลึกของขุมกำลังทีมชาติไทย ที่ผสมผสานประสบการณ์และดาวรุ่งได้ลงตัว โดยเฉพาะผู้นำทีม "เมย์ รัชนก" ที่ช่วยให้ทีมพลิกเกมกลับมาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมชาติไทยแบดมินตันหญิงกลายเป็นตัวเต็งระดับอาเซียนและนานาชาติ ด้วยการเล่นที่มั่นใจ การรับมือแรงกดดัน และทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง ซึ่งชัยชนะครั้งนี้สะท้อนถึงหัวใจแห่งมาตรฐานสูงที่มากกว่าผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง

จากนายอำเภอ สู่รองผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ด้วยประสบการณ์ดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มุ่งขับเคลื่อนหมู่เกาะและพื้นที่ทั้งจังหวัด สู่เมืองท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน

การโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ปลายปี 2568 ของกระทรวงมหาดไทย เป็นอีกครั้งที่โครงสร้างทีมบริหารจังหวัดทั่วประเทศถูกปรับใหม่ คำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 3512/2568 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ระบุให้ “นายกล้าณรงค์ ยุติธรรม” หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขึ้นดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี” มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ต่อเนื่องจากนั้น หน่วยงานในจังหวัด อาทิ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ได้เผยแพร่ข่าวแสดงความยินดีในโอกาสที่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ ขณะที่เว็บไซต์จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ปรับปรุงทำเนียบผู้บริหาร ระบุชัดเจนให้ชื่อนายกล้าณรงค์ เป็นหนึ่งในรองผู้ว่าราชการจังหวัดชุดปัจจุบันเคียงข้างผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ อีกหลายท่าน

ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าฯ นายกล้าณรงค์สะสมประสบการณ์ยาวนานในฐานะ “คนทำงานแนวหลังของจังหวัด” โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่สนับสนุนงานผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ ในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาจังหวัด การประสานงานระหว่างส่วนราชการ และงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและพระราชพิธี หลายปีที่ผ่านมา เรามักเห็นชื่อของเขาในข่าวประชุมเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและการถวายความปลอดภัยในวาระสำคัญ รวมถึงการประชุมกับหน่วยงานทหาร-ตำรวจ-สาธารณสุข เพื่อรองรับภารกิจระดับประเทศที่จัดขึ้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มีบทบาทด้านการวางยุทธศาสตร์และประสานการทำงานร่วมกันของหลายจังหวัดในกลุ่ม ทำให้คุ้นเคยกับโจทย์พัฒนาระดับ “กลุ่มจังหวัด” ไม่ใช่เพียงจังหวัดเดียว

ในมุมประสบการณ์ภาคสนาม นายกล้าณรงค์ไม่ใช่เพียงข้าราชการที่อยู่กับโต๊ะประชุมในศาลากลาง แต่เคยทำงานใกล้ชิดประชาชนในฐานะ “นายอำเภอ” ทั้งในพื้นที่ภูเขา-เขื่อน-ป่า และเมืองท่องเที่ยวริมทะเล เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอบ้านตาขุน ซึ่งเป็นอำเภอที่มีเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) และอุทยานแห่งชาติเขาสกอยู่ในพื้นที่ มีบทบาทเป็นประธานการประชุม “กลุ่ม Line ท้ายเขื่อนเชี่ยวหลาน” เพื่อประสานความร่วมมือในการบริหารจัดการลำน้ำตาปีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและสาธารณสุขอำเภอในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อชุมชน เช่น โครงการ “1 ตำบล 1 ถนนกินได้ปลอดภัยไร้สารพิษ” ที่ส่งเสริมให้ชุมชนปลูกผักปลอดภัยริมถนน ตามแนวคิดพึ่งพาตนเองและรักษาสิ่งแวดล้อม

อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือการทำงานในพื้นที่ “เมืองท่องเที่ยว-เกาะยอดฮิต” อย่างเกาะสมุย ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเกาะสมุย เขาเป็นผู้แทนอำเภอนำจัดพิธีลอยอังคารเถ้าดอกไม้จันทน์กลางทะเลอ่าวไทย ภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องประสานงานทั้งหน่วยงานราชการ กองทัพเรือ ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในด้านการบังคับใช้กฎหมายและดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองท่องเที่ยว ทั้งการรณรงค์กิจกรรมจิตอาสา ดูแลชายหาด และการทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญของประเทศ

แม้ข้อมูลรายละเอียดด้านการศึกษาที่เผยแพร่ต่อสาธารณะของนายกล้าณรงค์จะมีไม่มาก แต่จากเส้นทางราชการสะท้อนภาพข้าราชการสายการปกครองที่เติบโตในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในบทบาทนายอำเภอ พื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ-เขื่อน-อุทยาน เมืองท่องเที่ยวทางทะเล และงานยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด-กลุ่มจังหวัด ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เมื่อเขาขยับมารับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี บทบาท “จากคนทำงานแบ็กออฟฟิศจังหวัด สู่ผู้บริหารเมืองท่องเที่ยว-เกาะยอดฮิต (สมุย-พะงันฯ)” จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยเชื่อมให้ “ข้อมูลและประสบการณ์จากหลังบ้าน” แปลออกมาเป็นการบริหารหน้าเมืองที่สมดุลระหว่างการท่องเที่ยว คุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หากเขาใช้ความเข้าใจทั้งระบบราชการ งบประมาณ และพื้นที่จริง มาบูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนท่องเที่ยว และชุมชนฐานราก สุราษฎร์ธานีย่อมมีโอกาสยกระดับบทบาทเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืนยิ่งขึ้น

มูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จัดพิธีเททองรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” ศิลปินแห่งชาติ และตำนานนักแสดงผู้ล่วงลับ ณ บ้านโนนกุ่ม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.49 น. ณ บริเวณพลับพลาภายในมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี บ้านโนนกุ่ม ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ในหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและเททองหล่อรูปเหมือนพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)เมตตาบารมี

โดยนางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และนายพิศรุตม์ และนายพัทธกฤต เทียมเศวต สองพี่น้องบุตรชายสรพงศ์ฯ นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ฤทธิ์ ลือชา, นางปิยะมาศ โมนยะกุล, นางนัยนา ชีวานันท์ ดารานักแสดงชื่อดังในอดีต คณะกรรมการมูลนิธิฯ ตลอดจนประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ผู้ที่เคารพนับถือและแฟนคลับของสรพงศ์ ชาตรี พระเอกตลอดกาล ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

นางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประธานมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี เปิดเผยว่า “พิธีเททองหล่อรูปเหมือนของพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง เป็นดำริของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย ที่อยากจะสร้างพิพิธภัณฑ์ของพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมนิทรรศการชีวประวัติและผลงานการแสดงของพี่เอกที่มีกว่า 600 เรื่อง รวมถึงรางวัลพระราชทานและรางวัลต่างๆ ที่เคยได้รับตลอดจนจะเป็นสถานที่บอกเล่าถึงคุณประโยชน์ที่พี่เอกบำเพ็ญต่อสังคมเพื่อให้แฟนคลับและประชาชนทั่วไปเชิดชูและรำลึกถึง”

“สำหรับรูปหล่อเหมือนสรพงศ์ ชาตรี เป็นการออกแบบของนายศิระ เลิศภูมิปัญญา โรงหล่อพระปติมากรรมประทานพรของอาจารย์สุรินทร์ ขนาดความสูงเท่ากับตัวจริง โดยรูปหล่อใช้ทองเหลืองหล่อทั้งตัว หลังเททองหล่อเสร็จสิ้นแล้ว จะนำไปติดตั้งไว้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์ ‘สรพงศ์ ชาตรี’ ภายในมูลนิธิฯ เมื่อทุกอย่างมีความพร้อมสมบูรณ์ก็จะทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมต่อไป” นางสาวดวงเดือน กล่าว

ด้านนายพัทธกฤต เทียมเศวต บุตรชายของสรพงศ์ ชาตรี กล่าวว่า “ขอบคุณประชาชนและแฟนภาพยนตร์ ละครของพ่อ พ่อถือเป็นแบบอย่างที่ดีด้านการแสดงและการประกอบคุณงามความดีให้กับสังคมและประเทศชาติ ตนเองภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อ และตนก็เชื่อว่าพิพิธภัณฑ์สรพงศ์ ชาตรี จะเป็นประโยชน์แก่รุ่นแฟนภาพยนตร์และลูกหลานจะได้รำลึกถึงคุณพ่อ ซึ่งตนก็ขอเชิญชวนทุกคนมาเยี่ยมชมได้ที่มูลนิธิสมเด็ตพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา” นายพัทธกฤต กล่าว

“กีฬาแหลมทอง” เมื่อปี 1959 ถึง SEA Games 2025 เดินหน้าสู่เวทียุทธศาสตร์กีฬา ภายใต้สโลแกน “Ever Forward”

(10 ธ.ค. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯและชลบุรี โดยถือเป็นครั้งที่ 7 ที่ไทยรับบทเจ้าภาพมากที่สุดในอาเซียน สะท้อนบทบาทสำคัญในวงการกีฬาระดับภูมิภาค

ประเทศไทยเดินหน้ารับบทเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งแรกเมื่อปี 1959 ในชื่อ "กีฬาแหลมทอง" ที่สนามกีฬาแห่งชาติ แม้เป็นครั้งแรกแต่ไทยคว้าเหรียญทองรวมอันดับ 1 ของตารางและได้รับคำชื่นชมว่าการจัดงานสำเร็จ รูปแบบนี้เป็นต้นแบบที่เติบโตมาเป็น SEA Games ปัจจุบัน

ยุคสงครามเย็น ไทยเป็นเจ้าภาพปี 1967 และ 1975 ในฐานะเวทีเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศแม้เผชิญความท้าทายด้านการเมือง ในปี 1985 ไทยรับไม้เจ้าภาพ SEA Games ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพฯ โดยเพิ่มชนิดกีฬาและจำนวนประเทศสมาชิกมากขึ้น

ไม่เพียงแค่กรุงเทพฯ ไทยยังส่งเสริมกีฬาโดยจัดครั้งแรกในเมืองเชียงใหม่ปี 1995 แล้วขยับไปที่นครราชสีมาในปี 2007 ซึ่งสร้างมิติใหม่ของกีฬา เริ่มมาตรฐานโมเดิร์น และกีฬาผูกกับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น

สำหรับ SEA Games 2025 พบว่ามี 11 ชาติร่วมมากกว่า 9,000 คนแข่ง 574 เหรียญใน 50 ชนิดกีฬา รัฐบาลไทยต้องการยกระดับมาตรฐานให้ใกล้เคียงเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก โดยใช้สโลแกน "Ever Forward" สื่อถึงการเดินหน้าของกีฬาไทยและอาเซียนอย่างยั่งยืน
 

‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ กับบทบาทผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ปักหมุด กฟผ. เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย เน้นบริหารสมดุล โรงไฟฟ้า-เชื้อเพลิง-พลังงานยุคใหม่ พาไทยก้าวทันยุค Energy Transition อย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าวันนี้เราเปิดไฟ เปิดแอร์ ชาร์จมือถือ หรือเดินห้างสรรพสินค้าแล้วทุกอย่างทำงานได้ตามปกติ เบื้องหลังความ “ปกติ” นี้ คือการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักภายใต้กระทรวงพลังงาน กฟผ. มีหน้าที่ผลิตและจัดหาไฟฟ้าให้ทั้งประเทศ ดูแลระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่เชื่อมโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง และในต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมทั้งบริหารจัดการการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ในยุคที่โลกหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด บทบาทของ กฟผ. ยิ่งชัดเจนขึ้น กฟผ. ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) ที่ใช้พื้นที่ผิวน้ำเขื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังต่อยอดสู่โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ช่วยปูทางระบบคมนาคมพลังงานสะอาดในอนาคต

ควบคู่กับการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ยังเดินหน้าด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงการที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ที่ดำเนินงานมายาวนานกว่า 30 ปี ช่วยให้ครัวเรือนและธุรกิจเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าสะสมไปแล้วหลายหมื่นล้านหน่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งยังทำงานในมิติ “พลังงานเพื่อสังคม” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ห้องเรียนสีเขียว การรณรงค์ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และการทำงานเคียงข้างชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน เพื่อให้การพัฒนาด้านพลังงานเดินหน้าไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้คนและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล 

จะเห็นได้ว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานด้านไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตพลังงานสะอาด ลดคาร์บอน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศไปพร้อมกัน

ผู้นำยุค Energy Transition ที่เติบโตจาก “หน้างานจริง”

ในบริบทที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุค Energy Transition อย่างจริงจัง การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งเทคนิคของระบบไฟฟ้า นโยบายพลังงาน และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในคนที่เติบโตมากับภารกิจนี้ คือ “นายนรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2568 

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ถือเป็น ผู้ว่าการฯ ที่ผ่านงานทั้งด้านวิศวกรรมโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารเชื้อเพลิง ทำให้เข้าใจทั้งมิติหน้างานและมิติยุทธศาสตร์ ทำให้มีพื้นฐานความรู้ที่รอบด้านก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารขององค์กร 

จาก “ผู้ผลิตไฟฟ้า” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ”

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ไม่ได้มองบทบาทของ กฟผ. ว่าเป็นเพียง “ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง” อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับขึ้นไปเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ” ที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำด้านเชื้อเพลิง ระบบผลิต ระบบส่ง ไปจนถึงโซลูชันด้านพลังงานที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายคือระบบพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในระยะยาว

ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ได้ฉายภาพ “บริบทโลกใหม่” ที่ภาคพลังงานต้องเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้ภัยพิบัติถี่และรุนแรงขึ้น กระทบทั้งที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพ และห่วงโซ่อุปทานอาหาร ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูง สะท้อนออกมาในรูปค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคม ที่ผู้คนมีส่วนร่วมและคาดหวังต่อรัฐวิสาหกิจมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยียุคใหม่อย่าง AI ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือ” มากกว่าคู่แข่ง โดยเชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยให้การทำงานแม่นยำขึ้น 

SENSE: เข็มทิศใหม่ของ กฟผ. 

นายนรินทร์ เล่าถึงกรอบบริหาร กฟผ. ภายใต้คำว่า “SENSE” ซึ่งรวบรวมทั้งเรื่องความปลอดภัย ระบบไฟฟ้ามั่นคง พลังงานสะอาด ความรับผิดชอบต่อสังคม และราคาค่าไฟที่เข้าถึงได้ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

เริ่มด้วย
S-Safety Operation กฟผ. ยึดหลัก “งานปลอดภัย-คนปลอดภัย” เป็นอันดับแรก ยกระดับมาตรฐานการทำงาน การซ่อมบำรุง และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุและเหตุขัดข้องในระบบไฟฟ้า เป้าหมายคือให้ทั้งพนักงานและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อมีเหตุไม่คาดคิด

E-Energy Security ภารกิจหลักของ กฟผ. คือการทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ตั้งแต่การวางแผนกำลังผลิต การผสานโรงไฟฟ้าหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) การจัดหาเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ LNG ในราคาที่เหมาะสม การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ฯลฯ 

N-Naturality (พลังงานคาร์บอนต่ำ) กฟผ. ศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงการศึกษา SMR ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ใช้ไฟก็ได้รับการขับเคลื่อนผ่านมาตรการอย่างฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 และแนวคิด “3 อ.” ได้แก่ อาคาร อุปกรณ์ และอุปนิสัย เพื่อให้ทั้งฝั่งผลิตและฝั่งใช้ไฟร่วมกันลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

S-Social Responsibility กฟผ. ให้ความสำคัญในมิติด้านสังคมและชุมชน ผ่านการขับเคลื่อนและการต่อยอดโครงการเพื่อชุมชน เช่น การพัฒนาอาชีพ พื้นที่สีเขียว และแหล่งเรียนรู้รอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน ตลอดจนโครงการสร้างการเรียนรู้ด้านพลังงานให้เยาวชนและประชาชน เป้าหมายคือการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนรอบข้าง ไม่ใช่เติบโตเพียงลำพัง

E-Economic Energy ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน กฟผ. ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนพลังงานอย่างรอบคอบ ทั้งจัดหา LNG ทั้งสัญญาระยะสั้น-ระยะยาว การใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำ และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายคือ “ค่าไฟที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้” ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ที่ขยับเร็วขึ้นจากปี ค.ศ.2065 เป็นปี ค.ศ.2050 

ก้าวต่อไปของ กฟผ. ภายใต้ผู้ว่าการฯ คนที่ 17

จะเห็นได้ว่า นายนรินทร์ เผ่าวณิช มองการบริหาร กฟผ. ในบทบาทของการดูแลความสมดุลของระบบไฟฟ้าไทย ทั้งด้านความมั่นคง ความยั่งยืนและพลังงานที่เป็นธรรม และพร้อมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเดินหน้าด้านพลังงานสะอาดและสอดรับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เช่น การเดินหน้าโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั้ง 3 แห่งที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ฯลฯ

“กฟผ. จะไม่เป็นเพียง “ผู้ผลิตฟ้าเพื่อความมั่นคง” เท่านั้น แต่จะเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ” เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน”

‘อ.อุ๋ย’ กระตุก ‘นายกหนู’ ยกเลิก MOU 43-44 ตอนนี้ เชื่อพลิกเกมโลก!! สร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชา

(9 ธ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ในสถานการณ์ที่ไฟสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้น เช่นนี้ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศผมถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบสูงสุดให้กับไทย

เมื่อวิเคราะห์เชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์แล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU ปี 2544 ว่าด้วยความร่วมมือในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ต่างก็เป็น “พันธกรณีที่เกิดจากความร่วมมือยามปกติ” 

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาเข้าสู่สถานะ คู่สงคราม (Belligerent) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์พื้นฐานอย่างรุนแรง (Fundamental Change of Circumstances - Rebus Sic Stantibus) ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และได้รับกระบวนการประมวล (codified) อยู่ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties - VCLT) มาตรา 62 ซึ่งให้อํานาจคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว 

ซึ่งเมื่อไทยยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับแล้ว จะทําให้ไทยมีความได้เปรียบ ดังนี้

1. ปลดภาระทางกฎหมาย: การยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในช่วงสงคราม จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากพันธกรณีในการเจรจาหรือความร่วมมือใดๆตามที่ระบุไว้ MOU 43 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะปลดล็อกไทยจากกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนทางบก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือการทหารโดยฝ่ายกัมพูชา

2. กุมอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรทางทะเล โดยการ ยกเลิก MOU 44 ที่เป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะทำให้ไทยสามารถอ้างสิทธิในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรเหล่านั้นได้โดยไม่ติดกรอบของการที่ต้องแบ่งปันหรือร่วมมือกับคู่สงคราม ซึ่งถือเป็นการ แสดงอำนาจอธิปไตยของไทยอย่าง ชัดเจนในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ

3. สร้างแรงกดดันระหว่างประเทศ: การใช้สิทธิยกเลิกสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองไว้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นว่าไทยจริงจังในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และทำให้กัมพูชาเสียเปรียบทันทีที่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายที่สั่นคลอนของความตกลงเหล่านั้นต่อหน้าประชาคมโลก 

สรุปแล้ว หากรัฐบาลไทยกล้าใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตัดสินใจยกเลิก MOU 43 และ 44 ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่การถอนตัวธรรมดา แต่คือการปรับกระบวนทัพทางกฎหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์เหนือคู่สงครามในเวทีโลกอย่างเด็ดขาด! ด้วยความปรารถนาดี
 

แสดงให้เห็น "กัมพูชา" สร้างภาพเป็นเหยื่อ-ถูกรุกราน ย้ำชัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ชี้แจงกับคณะทูตตานุทูต สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้ไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อ และมีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยไทย และทำทุกทางที่จะยุติภัยคุกคามจากกัมพูชา และพยายามให้เห็นว่าวิธีการของกัมพูชาตลอดมาคือปฏิเสธ เบี่ยงเบน พยายามสร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาโดยไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ทุ่นระเบิด รวมทั้งเรื่องก่อนหน้านั้น ซึ่งคิดว่าประชาคมโลกคงเห็นแล้วว่าวิธีการของกัมพูชา โดยเฉพาะที่ตนไปประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ที่เจนีวา เกี่ยวกับการห้ามใช้ทุ่นระเบิด ไทยนำหลักฐานไปแสดงรวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่มีทหารไทยทั้งเสียชีวิตและรับบาดเจ็บก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งไม่ใช่หลักฐานของไทยเพียงฝ่ายเดียว มีการยืนยันจากคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนด้วย เมื่อเรานำคลิปไปแสดง กัมพูชาคงเดือดร้อน เพราะสิ่งที่ฝ่ายไทยพูดมีหลักฐาน

"ผมคิดว่าที่เราชี้แจงมา ก็มาถูกทาง เพราะเหตุการณ์นี้ต้องให้ประชาคมโลกเข้าใจ เพราะบางครั้งสิ่งที่เขาต้องการสร้างสถานการณ์ สร้างภาพว่าเป็นฝ่ายถูกรุกราน เป็นเหยื่อ จากประเทศเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ความจริงไม่ใช่ เพราะประเทศเล็กก็สามารถยั่วยุ รุกรานได้ จากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ของเขา" รมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้สื่อสารให้ประชาคมโลกรับทราบแล้ว อีกส่วนหนึ่งฝ่ายไทยต้องทำหนังสือออกไป เชื่อว่าต่างชาติน่าจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ แต่ถึงอย่างไรต่างชาติคงอยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน แต่สำหรับประเทศไทยประตูเจรจายังไม่พร้อม เพราะไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายรู้สึกว่าอยากเป็นฝ่ายเจรจา

เมื่อถามว่า ล่าสุดทางสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้สองประเทศเจรจาให้ชัดเจน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาคือจะเจรจาเรื่องอะไร ถ้ากัมพูชายังไม่พร้อมที่จะเจรจา ก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิมอีก คือตกลงกันแล้วก็ไม่ปฏิบัติตามที่ตกลง ดังนั้น ก็ขอให้ฝ่ายกัมพูชาพร้อมจริงๆ ขณะนี้เราก็ต้องดำเนินการทางการทหารไปก่อนจนถึงจุดที่เขาพร้อมจริงๆ

“บิ๊กต้อม” รับ “ซีเกมส์ 2025” เจอ 5 ปัญหารุมเร้า สั่งเร่งแก้ไขด่วน ย้ำหลังพิธีเปิด ทุกอย่างต้องเข้าที่ เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

(9 ธ.ค. 68) ซีเกมส์สรุปยอดนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ร่วม 10,000 คน แต่เจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย หัวหน้านักกีฬาถึงกับอึ้ง สั่งประสานงานเร่งแก้ไขอย่างพัลวัน ทั้งเรื่องที่พัก , การขนส่ง และ อาหาร  ย้ำหลังพิธีเปิดการแข่งขันทุกอย่างต้องเข้าสู่ระบบเพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หลังจากที่ได้มีการเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาครบทั้ง 11 ชาติ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 9 ธันวาคม “บิ๊กต้อม” นายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาชุดซีเกมส์ พร้อมด้วย ดร.สุพิตร สมาหิโต และ นายวิสุทธิ์ ตั้งวาริธร รองหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย ได้ร่วมกันประชุมหัวหน้านักกีฬาทั้ง 11 ชาติ ขาดเพียงผู้แทนจาก ติมอร์เลสเต้ เพียงชาติเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมมีการกำหนดแบบวันเว้นวัน เพื่อเป็นการรับทราบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

โดยนายธนา ไชยประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ยอดนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 มีจำนวนร่วม 10,000 คน แต่สิ่งที่ได้รับทราบคือหลายชาติได้แจ้งถึงปัญหาจำนวนมาก

ปัญหาแรก การเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณถภูมิ ต้องรอรถที่ไปรับนักกีฬานาน 5-6 ชั่วโมง ทำให้เสียเวลาในการเข้าร่วมพิธีเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา

ปัญหาที่สอง เรื่องอาหารกลางวัน ทางเจ้าภาพได้จัดเป็น ลั้นช์ บ๊อก (อาหารกล่อง) แต่ได้สั่งแก้ไขเป็น บุฟเฟ่ต์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาที่สาม ปัญหาเรื่องรถรับ-ส่ง นักกีฬาไปซ้อมที่สนามยังไม่เพียงพอ ทำให้เสียเวลาในการฝึกซ้อมและวางแผนในแต่ละวัน

ปัญหาที่สี่ เรื่องอาหาร ฮาลาล ฟู๊ด (สำหรับนักกีฬาจากประเทศอิสลาม) บรูไน, มาเลเซีย,ติมอร์ฯ , อินโดฯ ขอความร่วมมือให้ทางโรงแรมจัดอาหาร ฮาลาล อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบางมื้อเป็นอาหารรวมทำให้ลำบากต่อการรับประทาน 

ปัญหาสุดท้าย เรื่องที่พักของนักกีฬาแต่ละชาติ ได้มีการสื่อสารกันอย่างผิดพลาด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธนา ไชยประสิทธิ์ ได้รับปัญหาทั้งหมดมาดำเนินการ และ รายงานตรงไปยัง นายปรีชา ลาลุน กับ นายแพทย์ มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้รับทราบ พร้อมเร่งแก้ไขให้อย่างเร่งด่วน 

นอกจากนี้ยังได้รับปากอีกด้วยว่า หลังจากพิธีเปิดการแข่งขันวันที่ 9 ธันวาคม จบสิ้นลง เริ่มแข่งขันชิงเหรียญทองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 10 ธันวาคม จะส่งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละส่วนเดินทางไปดูแลนักกีฬาอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเร่งด่วน

รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่คนใหม่ นักปกครองที่ทำงานใกล้ชิดวิถีชีวิตคนกระบี่ ผสานงานความมั่นคง การศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนกระบี่สู่เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย เป็นมิตรกับชุมชน

ช่วงปลายปี 2568 กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้ง-โยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดรวม 40 ตำแหน่ง เพื่อ “จัดทัพใหม่” ให้การบริหารงานจังหวัดสอดรับโจทย์พัฒนาเชิงรุกมากขึ้น หนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามอง คือ นายนิรันดร์ ปราบอักษร ปลัดจังหวัดกระบี่ ที่ได้รับโอนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ถือเป็นการขยับขึ้นสู่บทบาทบริหารระดับจังหวัดของข้าราชการสายปกครองที่เติบโตบนเส้นทางราชการในจังหวัดกระบี่ต่อเนื่องหลายปี

เส้นทางราชการของนายนิรันดร์สะท้อนภาพ “นักปกครองสายพื้นที่” ชัดเจน เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่ปี 2561 ก่อนจะเลื่อนมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองกระบี่ ดูแลงานความมั่นคงและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลักของจังหวัด จากนั้นจึงขยับขึ้นเป็นปลัดจังหวัดกระบี่ ทำหน้าที่ประสานและขับเคลื่อนงานร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับจังหวัด ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน

ในด้านผลงาน นายนิรันดร์ผ่านการทำงานที่สัมผัสประชาชนหลากหลายมิติ ตั้งแต่สมัยเป็นนายอำเภอเขาพนม เขามีบทบาทร่วมผลักดัน “โครงการธนาคารแห่งความสุข (The Happiness Bank)” ของเทศบาลตำบลเขาพนม ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและเปิดโอกาสให้คนในชุมชน “ฝากความดี-ส่งต่อความสุข” สู่กันและกัน

ต่อมาช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองกระบี่และปลัดจังหวัด เขามักได้รับมอบหมายให้กำกับแผนปฏิบัติการด้านความปลอดภัย เช่น การปล่อยแถวจัดระเบียบสังคมช่วงเทศกาลลอยกระทง การปราบปรามยาเสพติด และการบังคับใช้กฎหมายกับสถานบริการและกิจกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลกอย่างกระบี่
.
ในช่วงดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัด นายนิรันดร์ยังทำหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดในภารกิจสำคัญหลายด้าน ทั้งการเป็นประธานจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับจังหวัด สนับสนุนเวทีแสดงศักยภาพเยาวชนและ Soft Power ด้านการศึกษาในพื้นที่
.
การกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรำลึกครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์สึนามิ ที่ตอกย้ำบทเรียนเรื่องการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและการดูแลจิตใจผู้สูญเสียในพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน ตลอดจนการเข้ารับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายภาคประชาชนที่คัดค้านการระเบิดภูเขาทำเหมืองแร่ในจังหวัดกระบี่ สะท้อนบทบาท “ตัวกลาง” ที่ต้องฟังเสียงชุมชน ควบคู่กับการเดินหน้านโยบายของรัฐอย่างระมัดระวังและรอบด้าน

การได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ของนายนิรันดร์ จึงถูกคาดหวังว่า จะช่วยต่อยอดยุทธศาสตร์ “เมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลก” สู่การพัฒนาที่สมดุลมากขึ้น เส้นทางราชการที่เติบโตในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เขารู้จักภูมิประเทศ เครือข่ายผู้นำท้องถิ่น และข้อจำกัดของชุมชนทั้งฝั่งเมืองและชนบทอย่างลึกซึ้ง เมื่อผนวกกับประสบการณ์ดูแลงานความมั่นคง ความปลอดภัย การจัดการภัยพิบัติ และการสื่อสารกับภาคประชาสังคม ย่อมเป็นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนกระบี่ให้เติบโตบนฐานการท่องเที่ยวคุณภาพ มีความปลอดภัย เคารพสิ่งแวดล้อม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัด

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top