Monday, 15 June 2026
NEWS FEED

ผบ.ตร ชื่นชม 'ทีมตำรวจไทย' ที่สามารถโชว์ผลงานในการแข่งขัน UAE Swat Challenge 2025  ได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างชื่อเสียงให้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประเทศไทย 

(6 ก.พ.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งทีมปฏิบัติการพิเศษทางยุทธวิธี เข้าร่วมการแข่งขัน ชุดปฏิบัติการพิเศษทางยุทธวิธี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE Swat Challenge 2025  ระหว่างวันที่ 1 - 5 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 120 ทีม จาก 50 ประเทศทั่วโลก  โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษทางยุทธวิธี เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 3 ทีม แบ่งเป็น ทีมชาย 2 ทีม และทีมหญิง 1 ทีม  ซึ่งในปีนี้ ทีมตำรวจไทย ที่เข้าร่วมแข่งขันสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ติด Top 5 และ Top 10  สุดยอดทีมปฏิบัติการพิเศษระดับโลก

สำหรับการแข่งขัน UAE SWAT CHALLENGE 2025 ทำการแข่งขันทั้งหมด 5 สถานี ประกอบด้วย 1. การช่วยตัวประกัน (Hostage Rescue) , 2. สถานการณ์โจมตี (Assault Event) , 3. ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ (Officer Rescue) , 4. การโจมตีอาคารสูง (Tower Assault) และ 5. การผ่านอุปสรรคและสิ่งกีดกั้น (Obstacle Course) 

หลังจากการแข่งขันเสร็จสิ้นผลปรากฎว่า ตำรวจไทย ทีม ROYAL THAI POLICE  A  ได้ลำดับที่ 6 , ทีม ROYAL THAI POLICE B ได้ลำดับที่ 5, ทีม ROYAL THAI POLICE C ได้ลำดับที่ 48  และเป็นที่ 1 ของทีมหญิง ที่เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ 

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ชื่นชม 'ทีมตำรวจไทย' นักกีฬา ผู้ฝึกซ้อม และผู้เกี่ยวข้องทุกนาย ที่ทุ่มเทฝึกซ้อม พัฒนาทักษะ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างชื่อเสียงให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประเทศไทย ได้รับการยกย่องในเวทีระดับโลกอย่างเป็นที่ประจักษ์ โดย 'สุดยอดทีม' จะเป็นกำลังสำคัญ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการทำหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อดูแลปกป้องพี่น้องประชาชนต่อไป

โฆษก ตร. ยืนยันสำนักงานกำลังพลยังไม่เคยได้รับหนังสือ หรือมีการประสานขอรับสมัครใจโอนตำรวจ 500 นายไปหน่วยอื่นแต่อย่างใด พร้อมฝากประชาชน การรับสมัครหรือโอนข้าราชการ ให้รับฟังติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐ 

(6 ก.พ.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจ (ผบช.สกพ./โฆษก ตร.) กล่าวถึงกรณีโชเชียลมีเดียแชร์ข้อความมีหนังสือมาที่สำนักงานกำลังพล เพื่อคัดเลือกตำรวจ ยศสิบตำรวจตรี ถึงดาบตำรวจ (ส.ต.ต. - ด.ต.) จำนวน 500 นาย เพื่อโอนย้ายไปหน่วยอื่นนั้น  

ขอเรียนว่า ตนในฐานะ ผบช.สกพ. ที่รับผิดชอบเรื่องกำลังพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่เคยเห็นหนังสือในลักษณะดังกล่าว หรือได้รับการประสานจากหน่วยงานใด ในการจะขอรับสมัครหรือขอโอนตำรวจ 500 นาย ยศ ส.ต.ต.-ด.ต. ไปสังกัดหน่วยอื่นแต่อย่างใด 

 พร้อมฝากพี่น้องประชาชนขอให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะทำการแชร์ หรือส่งต่อ โดยรับข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐโดยตรง บางครั้งหากเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือข่าวปลอม แล้วเกิดความเสียหาย จะมีโทษทางอาญา

อธิบดี พพ. พร้อมคณะ เยี่ยมชม เจริญชัย “นวัตกรรมไทย Platform AI Net Zero เพิ่มพลังงาน Solar ถึง 20% และ ลดค่าไฟฟ้า 5-20% ” (รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ อันดับ1 NiA)

เมื่อวันที่ (31 ม.ค.68) นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, นายนันทนิษฎ์ วงศ์วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, นางมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์,นายนิรุติ สังข์แป้น ผู้อำนวยการกองพัฒนาพลังงานทดแทน และนายสมชาติ ตั้งลิขสิทธิ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมคณะกองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์, กลุ่มเทคโนโลยีด้านความร้อน กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์, กลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์และกลุ่มเทคโนโลยีด้านไฟฟ้า กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ เยี่ยมชม Platform AI บริหารจัดการ Solar กับ Energy Storage ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) ประโยชน์สูงสุดและเสถียรภาพ พร้อมทำ Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response และประหยัดค่าไฟฟ้า ณ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด 

โดยมี นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด, ดร.ณัฐวุฒิ จารุวสุพันธุ์  หัวหน้ากลุ่มงาน smart energy & innovation และ นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศุภกิตติ์ โชติโก หัวหน้าภาคประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และผศ.ดร.อนวัช แสงสว่าง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมบรรยาย การบริหารจัดการพลังงานสะอาดหม้อแปลง Low Carbon + Solar + Energy Storage + EV พร้อมแก้ปัญหา Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Respon จากนั้นนำคณะเยี่ยมชมระบบบริหารจัดการพลังงานสะอาด หม้อแปลง Low carbon และ Submersible Transformer Low Carbon

นายประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าวว่า Platform บริหารจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด (Platform AI บริหารจัดการ Solar กับ Energy Storage ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) ประโยชน์สูงสุดและเสถียรภาพ พร้อมทำ Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response และประหยัดค่าไฟฟ้า ได้รับทุนการสนับสนุนโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA และ Platform ดังกล่าว ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานในกลุ่มเป้าหมาย ภาคอุตสาหกรรม, โรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย, ห้างสรรพสินค้า, โรงเรียน และบ้านเรือน เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคงและเสถียรภาพ อีกทั้งยังลดความสูญเสียพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานและราคาพลังงานในตลาด

‘อ.ปานเทพ’ เผย ‘ทนายเดชา’ ติดต่อขอไกล่เกลี่ย ด้าน ‘สนธิ’ ลั่นไม่ต้องมา ขอเดินหน้าแบบสุดซอย

(6 ก.พ. 68) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในรายการ News Hour ทาง สถานีข่าว NEWS1 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล และนายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือทนายเดชา ซึ่งมีการฟ้องร้องกันไปมา โดยระบุว่า ทนายเดชา ซึ่งรู้จักกับคุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ได้ไหว้วานให้ช่วยเป็นคนกลาง นําพาทนายเดชา เข้าไปขอขมาคุณสนธิ เพื่อจะได้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่าง ๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ ซึ่งปรากฏว่า ทางคุณอัจฉริยะได้ปฏิเสธไป เพราะมองว่า เป็นเรื่องของคนสองคน ที่เขาไม่ควรเข้าเกี่ยวข้องด้วย

นายปานเทพ ยังบอกด้วยว่า คุณสนธิ ได้ฝากข้อความหลังจากได้ทราบเรื่องแล้ว โดยระบุว่า ทนายเดชาไม่ต้องมาขมาหรือขอไกล่เกลี่ย เพราะคุณสนธิเขาจะเดินหน้าจัดการสุดซอยอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ถือว่าเป็นความความคืบหน้าของคดีความที่พิพาทกันระหว่างคนสองคนดังกล่าว

รอง ผบ.ตร. ขับเคลื่อนศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และผู้ร้ายสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มุ่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความสงบสุขอย่างยั่งยืน

(6 ก.พ.68) พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลที่ตระหนักและให้ความสำคัญในการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนตามปกติ มุ่งสร้างความสงบเรียบร้อยอย่างยั่งยืนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จึงได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน เร่งรัดจับกุมบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และผู้ร้ายสำคัญ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ โดยจัดตั้งศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และผู้ร้ายสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอร.ตร.) โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศปอร.ตร. และ พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็น รอง ผอ.ศปอร.ตร. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ระบบฐานข้อมูล ตลอดจนกำหนดแนวทางการทำงานให้เป็นระบบ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมทั้งเร่งรัดขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้บรรลุผลสำเร็จเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยได้ประชุมขับเคลื่อนศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และผู้ร้ายสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อมอบนโยบาย กำหนดแนวทาง กำชับการปฏิบัติให้กับทุกหน่วยทั่วประเทศ และร่วมบูรณาการการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน      

พล.ต.อ.ประจวบฯ กล่าวว่า สถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบันมีเรื่องของความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ เกิดปัญหาสังคมต่างๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดพฤติการณ์ที่เข้าข่ายผู้มีอิทธิพล 17 มูลฐานความผิด อาทิ นายทุนปล่อยเงินกู้นอกระบบ, รับจ้างทวงหนี้, ผู้มีอิทธิพลในการฮั้วประมูล, ลักลอบจับบ่อนพนัน, พนันออนไลน์, call center, มือปืนรับจ้าง, ผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด, หลอกลวงนักท่องเที่ยว และขบวนการค้ามนุษย์ เป็นต้น ซึ่งพฤติการณ์ต่างๆ เหล่านี้กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ที่มีลักษณะเป็นมาเฟียต่างชาติ เรียกค่าไถ่ หรืออาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ระดมสรรพกำลังดำเนินการปราบปรามอย่างเต็มกำลังมาโดยตลอด 

โดยในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีการคัดกรองเป้าหมาย รวม 943 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปฏิทินมือปืน 2564 จำนวน 240 ราย ผู้มีอิทธิพลที่ส่งมาจากกระทรวงมหาดไทย 130 ราย และกองบังคับการปราบปรามรวบรวม 573 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอิทธิพลเกี่ยวกับการฮั้วประมูล การบุกรุกที่สาธารณะ แก๊งเงินกู้โหด และแก๊งอาชญากรรม ซึ่งนำทั้งหมดมาคัดกรองเป็นเป้าหมายคุณภาพ เหลือเพียง 71 เป้าหมาย
           
สำหรับแนวทางในการรวบรวมเป้าหมาย ได้กำหนดให้ทุกหน่วยดำเนินการ 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก รวบรวมจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่มีประวัติการกระทำความผิด และมีหมายจับอยู่แล้ว และส่วนที่สอง รวบรวมจากผู้ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่างๆ ที่ประชาชนในพื้นที่มีความรู้สึกว่า หากอยู่ในพื้นที่แล้ว ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน หรือใช้ชีวิตไม่ปกติสุข แล้วให้รายงานมายังกองบังคับการปราบปราม ซึ่งเป็นเลขาศูนย์ฯ รวบรวม เพื่อดำเนินการต่อไป

ศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และผู้ร้ายสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอร.ตร.) ได้เปิดช่องทางให้ประชาชนร้องเรียนพฤติกรรมของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ได้ทางเพจ Facebook ชื่อ 'ศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และผู้ร้ายสำคัญ' หรือโทรสายด่วน 1195 หรือ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สตม.จับหัวหน้าแก๊งผิวสีหลอกขายเม็ดทองปลอมอาศัยทีเผลอแอบสลับเงินปลอม กว่า 1.1 ล้านบาท

กก.1 บก.สส.สตม. จับกุมนาย Bobby (นามสมมติ) อายุ 30 ปี สัญชาติไลบีเรีย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.128/2567 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์ โดยร่วมกระทำความผิดกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากกรณีที่ กก.1 บก.สส.สตม.ได้ตรวจพบสกู๊ปข่าว “เข้มข่าวค่ำ” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ PPTV และสกู๊ปข่าว “สนามข่าว เสาร์-อาทิตย์” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 7HD นำเสนอข่าวเกี่ยวกับมีผู้เสียหายร้องเรียนว่าเมื่อวันที่ 16 ม.ค.2567 ได้ถูกแก๊งคนต่างชาติชาวผิวสีหลอกให้ลงทุนซื้อขายทองคำ แล้วถูกแอบสลับเงิน นำธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมมาแทนสูญเงินกว่า 1.1 ล้านบาท ผู้เสียหายจึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาตามภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด ในความผิดฐาน ลักทรัพย์ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำนวน 2 ราย ได้แก่นายเจสัน และนายเควิน (ไม่ทราบชื่อ นามสกุลจริงและสัญชาติ) และจากการสืบสวนของ กก.1 บก.สส.สตม. สามารถจับกุม นายเจสันหรือนายคานู (นามสมมติ) สัญชาติเซียร์ราลีโอน ผู้ต้องหาตามหมายจับ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินคดีตามกฎหมาย และเพิกถอนวีซ่านายซีเซ่ (นามสมมติ) สัญชาติไลบีเรีย นำตัวส่ง สถานกักกันคนต่างด้าว กก.3 บก.สส.สตม. ส่วนนายเควินจะได้สืบสวนพิสูจน์ทราบว่าเป็นใครเพื่อติดตามจับกุมต่อไปนั้น 

ต่อมาจากการสืบสวนของ กก.1 บก.สส.สตม. พบว่านาย Bobby (นามสมมติ) อายุ 30 ปี สัญชาติไลบีเรีย มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายกับนายเควินผู้ต้องหาตามภาพถ่าย จึงได้นำภาพถ่ายของนาย Bobby ไปให้ผู้เสียหายดู ผู้เสียหายยืนยันว่าบุคคลตามภาพถ่ายเป็นคนเดียวกันกับนายเควิน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการหลอกขายเม็ดทองคำปลอม โดยทำหน้าที่เป็นคนนัดหมายเจรจาการซื้อขาย พาผู้เสียหายไปโรงหลอมเพื่อพิสูจน์เม็ดทอง เป็นคนบอกให้ผู้เสียหายแลกเงินดอลลาร์ไว้สำหรับการซื้อขายเม็ดทอง และในวันซื้อขายได้อยู่ร่วมกับนายเจสันหรือนายคานูในการแอบสลับเงิน จึงให้ชุดสืบสวนทำการสืบสวนหาตัวนาย Bobby จนกระทั่งทราบว่า นาย Bobby จะเดินทางไปในพื้นที่ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จว.ชลบุรี จึงได้นำกำลังไปตรวจสอบ เมื่อพบนาย Bobby จากการสอบถามไม่ยอมรับว่าภาพถ่าย ตามหมายจับเป็นตนเอง จึงได้เชิญนาย Bobby มายัง กก.1 บก.สส.สตม. เพื่อตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้ามาใน ประเทศไทย และติดต่อผู้เสียหายให้มาชี้ยืนยัน จึงได้ทำการจับกุมตามหมายจับนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

สภาลมหายใจกรุงเทพฯ หนุนใช้แอป ‘เตะฝุ่น’ ส่องดัชนีฝุ่นแบบเรียลไทม์รับมือวิกฤตฝุ่น PM 2.5

(5 ก.พ. 68) สภาลมหายใจกรุงเทพฯ ขอนำเสนอแอปพลิเคชัน "เตะฝุ่น"  ที่สามารถแสดงอัตราการระบายอากาศทั่วไทย แบบเรียลไทม์ ช่วยให้เราทราบว่าดัชนีระบายอากาศของจุดที่เราอยู่นั้น ลมแรงลมเบาแค่ไหน พัดจากไหนไปไหน และฝุ่นที่มาที่เรามีต้นทางมาจากไหน และผ่านย่านไหนมาบ้าง

ทั้งนี้ บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนาแพลตฟอร์ม Location Intelligence จับมือร่วมกับสภาลมหายใจกรุงเทพฯ (Breathe Bangkok) เปิดตัวแอปพลิเคชัน “เตะฝุ่น” นวัตกรรมอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยี GIS ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพอากาศทั่วประเทศ นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาประยุกต์ใช้อย่างตรงจุด ในการวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลฝุ่น PM2.5 โดยตรง พร้อมติดตามสถานะการระบายฝุ่น และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น จุดความร้อน (Hotspot) และดัชนีการระบายอากาศแบบเรียลไทม์ รวมถึงคาดการณ์ค่าการระบายอากาศและจุดเผาไหม้ล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน โดยนำเสนอในรูปแบบแผนที่ดิจิทัลผ่านเว็บไซต์ www.taefoon.com ซึ่งช่วยให้ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ช่วยยกระดับการติดตามและจัดการปัญหาฝุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์การบริหารจัดการอย่างยั่งยืน

แอปพลิเคชัน “เตะฝุ่น” เป็นผลจากการบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศและฝุ่น PM2.5 โดยใช้เทคโนโลยี GIS เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งสามารถแสดงข้อมูล เช่น ความเข้มข้นของฝุ่น อัตราระบายอากาศ (Ventilation Rate) และจุดความร้อนในรูปแบบแผนที่ดิจิทัล (Map Visualization) ที่ทั้งแม่นยำและเข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ สามารถวางแผนรับมือกับมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยกระดับการกำกับดูแลใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. ด้านสิ่งแวดล้อม: ลดการกระจุกตัวของการเผาไหม้ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นและลดความเสี่ยงจากมลพิษที่สูงเกินมาตรฐาน

2. ด้านสังคม: ส่งเสริมการวางแผนการเผาไหม้อย่างเหมาะสม ลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และช่วยให้ชุมชนสามารถติดตามและเตรียมตัวรับมือกับปัญหาฝุ่นได้ดีขึ้น

3. ด้านการบริหารจัดการ: ข้อมูลที่เข้าถึงได้อย่างโปร่งใสส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทำให้การจัดการคุณภาพอากาศเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ

ชาวเมียนมา แห่เติมน้ำมันล้นทะลักล้นปั๊ม หลัง รบ.ไทย ตัดไฟฟ้า - ห้ามส่งออกน้ำมัน

(5 ก.พ.68) จากกรณีรัฐบาลดำเนินมาตรการตัดไฟเมียนมา 5 จุด เนื่องจาก สมช.ได้รวบรวมข้อมูลทุกฝ่ายทุกส่วนแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ มีประชาชนทั้งหมด 557,500 กว่าคดี รวมเงิน 86,000 กว่าล้านบาท แต่ละวันมีความเสียหาย 80 ล้านบาท ถือเป็นการสรุปชัดเจนจากหน่วยงานด้านข่าวที่เกี่ยวข้องว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพี่น้องประชาชน และทั่วโลก จึงมีมติให้ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต ตัดน้ำมัน ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด มีรายงานข่าวว่า ประชาชนชาวเมียนมาต่างนำรถออกมาเติมน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รถติดยาวเป็นกิโล โดยทาง เพจ Know Shan State ได้โพสต์ภาพประชาชนชาวเมียนมาออกมาเติมน้ำมันรถกันล้นปั๊มน้ำมันในเมืองท่าขี้เหล็ก โดยระบุข้อความว่า “ประชาชนในเมืองท่าขี้เหล็ก ตรงข้ามแม่สายของไทย มาต่อแถวรอเติมน้ำมันกันตั้งแต่เช้า หลังไทยงดจำหน่ายให้ โดยเช้านี้ไทย ได้ตัดไฟ ตัดเน็ต งดจำหน่ายน้ำมันให้กับประเทศพม่าอย่างเป็นทางการ”... 

ทั้งนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวโดยน้ำมันเบนซินจากเดิมที่ราคาประมาณ 45 บาท/ลิตร ราคาพุ่งสูงไปถึงประมาณ 70 บาท/ลิตร และน้ำมันดีเซลเดิมราคา 35 บาท เพิ่มเป็น 60 บาท และคาดว่าปริมาณน้ำมันที่มีอยู่จะหมดภายใน 2-3 วัน

สมาคมแม่บ้านตำรวจจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 วางแนวทางการทำงานภายใต้วิสัยทัศน์ 'ส่งเสริม พัฒนา รู้หน้าที่ ยืนเคียงข้าง สร้างขวัญกำลังใจ'

(5 ก.พ.68) เวลา 10.00 น. คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 สมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยมีคุณอภิรมย์ ทรวดทรง , คุณอาภิพร ชูวงศ์ , ผศ.พรพิมล วงศ์สุข , คุณณัฐนี เหลื่อมศรี , คุณณพิชชา คล้ายคลึง , คุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วยกรรมการบริหารสมาคมฯ , ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจระดับกองบัญชาการ และระดับกองบังคับการ ทั่วประเทศ ร่วมประชุม ณ ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกพัฒนาบุคลากร และสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจได้มีนโยบายในการดำเนินงานของสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นองค์การสถาน สาธารณกุศลที่ส่งต่อความสุข การสร้างขวัญและกำลังใจ รวมถึงโอกาส ผ่านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวตำรวจ ควบคู่การรักษาภาพลักษณ์ที่งดงามของแม่บ้านตำรวจ และเป็นหลังบ้านที่คอยสนับสนุน เคียงข้าง และให้กำลังใจข้าราชการตำรวจในทุกสถานการณ์ โดยมีพันธกิจ 5 ด้าน ได้แก่ ถวายความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ , พัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวตำรวจ , ส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคีและภาพลักษณ์ที่ดีของแม่บ้านตำรวจ และพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ส่งเสริม พัฒนา รู้หน้าที่ ยืนเคียงข้าง สร้างขวัญกำลังใจ” 

ในปี 2568 นี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจจะเดินหน้าภารกิจและโครงการในด้านต่าง ๆ ได้แก่

ด้านการพัฒนาสังคม : เทิดพระเกียรติ ถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และสนับสนุนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติผ่านกิจกรรมสาธารณประโยชน์ รวมถึงกิจกรรมสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาระหว่าง สมาคมแม่บ้านตำรวจกับชุมชนและสังคม ได้แก่ ภารกิจรับ - ส่งเสด็จพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ,  งานกาชาด , งานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก , งานจิตอาสา

ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวตำรวจ : มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวตำรวจ พัฒนาต่อยอดศักยภาพทางด้านอาชีพของสมาชิกแม่บ้านตำรวจ ผลักดันเรื่องการบริหารจัดการทางด้านการเงิน และสนับสนุนการศึกษาของบุตรข้าราชการตำรวจ ได้แก่ โครงการหนึ่งจังหวัดหนึ่งผลิตภัณฑ์ One Province One Product (OPOP) , โครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” , ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ , โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ 'Money Management & Investment' ,  

ด้านการพัฒนาคน : มุ่งเน้นการพัฒนาคนให้ได้รับโอกาสที่เท่าเทียม สร้างการศึกษา นำธรรมะมาเป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาจิตใจ และส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสและพื้นที่ในการแสดงออก ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา ทักษะอาชีพ และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ได้แก่ โครงการพัฒนาทักษะของแม่บ้านตำรวจ , โครงการแสงธรรมนำใจ , โครงการส่งเสริมศักยภาพบุตรข้าราชการตำรวจ 

ทั้งนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนของคุณภาพชีวิต และส่งเสริมขวัญกำลังใจแก่กำลังพลและครอบครัวในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนับสนุนนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พัฒนาสังคมและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอดจนการสร้างความภาคภูมิใจและนำมาซึ่งความสามัคคีของเหล่าสมาชิกสมาคมแม่บ้านตำรวจทั่วประเทศ

สตม.รวบลุงมะกันหื่น Overstay พบประวัติเป็นที่ต้องการตัวของ FBI โดยการปล่อยภาพอนาจารเด็ก

กก.4.บก.สส.สตม. จับกุม นายเนกรี หรือ MR.NEGRI (สงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี สัญชาติอเมริกัน ข้อหา เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมริมถนนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา หมู่ 8 ต.หนองบัวศาลา อ.เมืองนครราชสีม จว.นครราชสีมา  

กก.4 บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีคนต่างด้าวน่าสงสัยว่าจะอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) โดยพบเห็นคนต่างด้าวดังกล่าวพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ หมู่ 8 ต.หนองบัวศาลา อ.เมืองนครราชสีมา จว.นครราชสีมา จึงได้ไปสืบสวนจนกระทั่งพบคนต่างด้าวลักษณะตรงตามที่สายลับแจ้งมาปรากฏตัวบริเวณริมถนน เลี่ยงเมืองนครราชสีมา หมู่ 8 ต.หนองบัวศาลา อ.เมืองนครราชสีมา จว.นครราชสีมา จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง ในเบื้องต้นคนต่างด้าวดังกล่าวไม่มีหนังสือเดินทางแสดงต่อเจ้าหน้าที่ โดยแจ้งว่าได้ส่ง หนังสือเดินทางไปยัง สอท.สหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เพื่อขอออกหนังสือเดินทางเล่มใหม่ จึงได้เชิญตัวมายัง ตม.จว.นครราชสีมา เพื่อตรวจสอบลายนิ้วมือในระบบ Biometric พบว่าคนต่างด้าวดังกล่าวคือ นายเนกรี หรือ MR.NEGRI (สงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี สัญชาติอเมริกัน ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดแล้ว จึงได้แจ้ง ข้อกล่าวหาและจับกุมดำเนินคดีดังกล่าว หลังจากคดีสิ้นสุด กก.3 บก.สส.สตม. จะได้ดำเนินการผลักดันนายเนกรี หรือ MR.NEGRI ให้เดินทางกลับไปยังสหรัฐอเมริกาต่อไป

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานสอบสวนกลาง สถานเอกอัครราชทูตอเมริกา ประจำประเทศไทย พบว่า นายเนกรี หรือ MR.NEGRI เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของมลรัฐจอร์เจีย และหน่วยงาน FBI ในคดีแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กและเผยแพร่ภาพอนาจารเด็กลงสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมลรัฐจอร์เจีย และ FBI ต้องการตัวกลับไปดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top