Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

‘ดร.ธรณ์’ เปิดภาพพฤติกรรม ‘ปลา’ ขณะเกิดแผ่นดินไหว นอนราบนิ่งกับพื้น เพราะรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ก่อนคน

(29 มี.ค. 68) ดร.ธรณ์ ธำรงนาาสวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat ว่า

ปลารู้ไหมว่าแผ่นดินไหว ถ้ารู้แล้วทำไง? 

เพื่อนธรณ์ไปดำน้ำที่สิมิลันช่วงนั้นพอดี จึงเจอปรากฏการณ์สุดแปลกที่แทบไม่มีรายงานมาก่อน ในช่วงแผ่นดินไหว ปลาในแนวปะการังต่างพากันลงไปนอนนิ่งกับพื้น!!

ลองดูภาพนะครับ ถ้าเป็นปลาตัวเดียวทำอาจไม่แปลกอะไร แต่ที่เจอคือปลาหลายตัวล้วนทำเช่นนั้น ลงไปนอนแนบกับพื้นทันที ที่เห็นชัดคือฝูงปลา ปรกติตอนกลางวันจะว่ายอยู่ในมวลน้ำ จะไม่ลงไปนอนติดพื้นพร้อมกันทั้งฝูง ต่อให้เป็นกลางคืนปลานอน ปลาก็แยกกันนอน ไม่รวมฝูงนอนแบบนี้

ปลารู้ว่ามีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น เพราะปลารับแรงสั่นสะเทือนใต้น้ำได้ดีมาก จากนั้นคงเป็นสัญชาตญาณ ทำให้ปลาลงไปนอนแนบพื้น เพราะอาจเกิดกระแสน้ำปั่นป่วนหรือแม้กระทั่งสึนามิตามมา

การนอนแนบพื้นของปลาก็เหมือนเวลาเราหลบภัยต้องหมอบราบกับพื้น หากลอยอยู่กลางน้ำมีความเสี่ยงที่จะโดนกระแสน้ำหรือคลื่นพัดพาไป

เพื่อนธรณ์ที่เป็นอาสาสมัครบินโดรนเฝ้าพะยูนก็รายงานว่า ช่วงแผ่นดินไหว พะยูนก็ตื่นตกใจเผ่นพรวดหนีไปจากที่ตื้น เพื่อว่ายหนีไปที่ลึกตามหลักการหลบสึนามิ

พะยูนไวมากครับ ตอนที่เกิดสึนามิ จึงไม่มีข่าวพะยูนโดนคลื่นพัดมาเกยฝั่ง (เท่าที่ทราบ) ทั้งที่บางแห่งเป็นบริเวณที่พะยูนอาศัย เช่น กระบี่

จะมีก็แค่โลมาที่เขาหลัก ลอยตามคลื่นมาติดค้างในอ่างเก็บน้ำแถวนั้น แต่คลื่นที่เขาหลักแรงมาก จนโลมาอาจไม่คาดคิด

แม้แผ่นดินไหวเมื่อวานไม่ได้เกิดในทะเล ไม่เกิดสึนามิ แต่แรงสั่นสะเทือนก็เกิดในทะเลเช่นกัน เพราะพื้นท้องทะเลก็ไหวเหมือนแผ่นดินครับ

ปลาหรือพะยูนคงบอกไม่ได้ว่า แผ่นดินไหวในทะเลหรือบนบก เมื่อรับรู้ว่ามีแผ่นดินไหว ปลาหลบไว้ก่อน

แล้วปลารู้ล่วงหน้าได้ไหม? พยากรณ์แผ่นดินไหวได้ไหม?

เมื่อแผ่นดินไหวเกิดขึ้น จะเกิดคลื่นแรงสั่นสะเทือนหลายแบบ บางคลื่นเบาแต่เร็วกว่า ปลาอาจรับรู้คลื่นพวกนี้ขณะที่มนุษย์ไม่รู้สึก จากนั้นคลื่นแรงสั่นสะเทือนแบบแรง ๆ จะตามมา คราวนี้เรารู้สึกแล้วครับ

ทว่า ต่อให้รู้คลื่นล่วงหน้า ปลาก็ไม่มีทางบอกก่อนได้เป็นชั่วโมง ๆ เพราะปลารู้ก่อนแป๊บเดียวเท่านั้น

ที่บอกกันว่าสัตว์เตือนภัยได้ ก็คือสัตว์รู้ก่อนคน แต่ไม่ใช่นาน ๆ

ขอบคุณเพื่อนธรณ์ที่ส่งภาพมาให้ ถือเป็นหนแรกของไทยที่มีหลักฐานให้ดูกันชัด ๆ ว่าปลาทำยังไงเมื่อแผ่นดินไหว อันที่จริง ในต่างประเทศก็แทบไม่มีภาพชัดเจนแบบนี้ครับ

ชาวเน็ตแห่แชร์คำทำนาย 2 หมอดูชื่อดัง เคยคำนาย ปี 68 จะเกิด ‘แผ่นดินไหว’

(29 มี.ค. 68) นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก หลังเหตุแผ่นดินไหวเมื่อ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า…

“Fact
47 สึนามิ = ไอ้แม้ว
54 น้ำท่วมใหญ่ = อิปู
68 แผ่นดินไหว = อุ้งอึ้ง”

แน่นอนว่าทำให้หลายคนตีความไปว่าทุกสมัยที่มีคนจากตระกูล ‘ชินวัตร’ ขึ้นมานั่งตำแหน่งผู้นำประเทศ ก็จะเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติน่าสลดใจ

โดยในปี 2547 นายทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เกิดเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ คร่าชีวิตและมีผู้สูญหายจำนวนมาก

ต่อมาปี 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ หรือที่คนไทยจดจำในชื่อ ‘น้ำท่วม 54’ ซึ่งก็สร้างความเสียหายไม่น้อย

มาจนถึงปี 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือก็คือลูกสาวคนเล็กของนายทักษิณ ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งนั่งเก้าอี้ได้ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและมีตึกถล่ม

ชาวเน็ตได้นำประเด็นนี้ไปเชื่อมโยงกับคำทำนายของหมอดูหลาย ๆ คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘หมอปลาย พรายกระซิบ’ ที่เคยกล่าวคำทำนายดวงเมืองประเทศไทย ปี 68 ไว้เมื่อปลายปี 67 ซึ่งขณะนี้กลายเป็นคลิปที่ถูกแชร์ต่อในโซเชียลอย่างมาก

โดย ‘หมอปลาย พรายกระซิบ’ ได้เปิดเผยคำทำนายไว้ในรายการ คุยเล่นเน้นจริง EP.7 เผยแพร่เมื่อ 27 ธ.ค.67 ทางช่องยูทูบ Golfbenjaphon TV โดยหมอปลาย ระบุว่า…

“อีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ประมาณช่วงครึ่งปีแรกเหมือนกันก็คือ เรื่องของแผ่นดินไหว ประเทศเมียนมา เพราะฉะนั้นจังหวัดที่ใกล้ก็เตรียมตัว กรุงเทพฯ รู้สึกถึงการสั่นสะเทือน เพราะว่าท่านก็ให้เห็นมานานแล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่กล้าพูดตรงอื่น เห็นอันนี้มาตั้งแต่ 2-3 เดือนที่ผ่านมา” 

ซึ่งหมอปลาย และกอล์ฟ เบญจพล ก็ย้ำว่าที่พูดเพราะหวังดี อยากให้มองที่เจตนา อยากมีการป้องกัน เฝ้าระวัง หมอปลายเผยอีกว่า “อยากให้เก็บเงินเข้าที่สูง เก็บเงินเข้าธนาคาร ไม่อยากให้มันถูกน้ำพัดไป ไม่อยากให้อาคารมันพัง แล้วก็ทับบ้านทับ”

โดยเหตุจะเกิดช่วงประมาณกลางของกลางปี ประมาณเดือนที่ 3 หรือเดือนที่ 4

นอกจากนี้ยังมีคำทำนายของนอสตราดามุสเมืองไทย หรือ ‘อ.โสรัจจะ นวลอยู่’ ที่เคยเอ่ยถึงดวงเมืองประเทศไทยปี 68 ไว้ในรายการ THAIRATH TALK ช่วงปลายเดือน พ.ย. ปี 67 โดยระบุว่า…

“จะมีแผ่นดินไหวใจกลางกรุงเทพ จริง ๆ ปีนี้มันหนักกว่าปีที่แล้ว ถ้าถามว่า ความร้ายแรงหนักกว่าปี 2567 แค่ไหน หนักกว่า 10 เท่า เนื่องจากมันมีโรคระบาด มีภัยพิบัติ แค่ 2 เรื่องนี้ คนก็ตายไปเยอะ อาจจะมีโรคร้ายที่ไม่เคยเกิดขึ้นด้วย ปี 68-69-70 ก็ยังหนักอยู่ กับดินฟ้าอากาศไม่เป็นใจ 3 ปีนี้”

ต่อมาพิธีกรรายการได้ถามถึงเหตุแผ่นดินไหว ที่จะไม่ได้เกิดในประเทศไทย แต่จะเกิดรอบ ๆ แรงสั่นสะเทือนที่กรุงเทพมากขึ้นเรื่อย ๆ กรุงเทพเสี่ยงต่อรอยเลื่อนที่มีพลัง และตึกของเราไม่ได้ดีไซน์มาเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว

ด้าน ‘โหรโสรัจจะ’ ตอบชัดว่า “ใช่ มันจะเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม เรื่องการดูดวงหรือการทำนายล่วงหน้า เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้วิจารณญาณ

ตึกสร้างไม่เสร็จ ‘สาทร ยูนีค ทาวเวอร์’ อายุกว่า 35 ปี ตั้งตระหง่านกลางกรุง ไม่ถล่มแม้เกิดแผ่นดินไหว

(29 มี.ค. 67) จากกรณีเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมา ส่งผลกระทบถึงไทยหนักสุดในรอบ 100 ปี ทำอาคารหลายแห่งพังและได้รับความเสียหายนั้น

หลังเหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย ชาวเน็ตก็ได้แชร์ภาพตึก ‘สาทร ยูนีค ทาวเวอร์’ ตึกร้างกลางกรุงที่สร้างไม่เสร็จตั้งแต่ปี 2533 แต่พบว่าหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว โครงสร้างยังแข็งแรง 

สำหรับ ‘สาทร ยูนีค ทาวเวอร์’ เริ่มต้นโครงการในปี พ.ศ. 2533 ออกแบบโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกชื่อดังผู้สร้าง State Tower ตึกฝาแฝดอีกแห่งที่สำเร็จลุล่วง

โครงการวางแผนให้เป็นคอนโดมิเนียมหรูสูง 49 ชั้น (ไม่รวมชั้นใต้ดิน 2 ชั้น) บนที่ดินขนาด 2 ไร่ ติดแม่น้ำเจ้าพระยาและถนนเจริญกรุง รวม 600 ยูนิต แต่ละห้องสามารถชมวิวแม่น้ำได้อย่างเต็มที่ สไตล์สถาปัตยกรรมคลาสสิกผสมโพสต์โมเดิร์น เสาโค้ง ระเบียงกรีก โดมด้านบนสุด เป็นที่ตั้งของเพนต์เฮาส์ราคาสูงสุดในโครงการ

แต่ด้วยภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ทำให้โครงการขาดแคลนเงินทุน ต้องหยุดก่อสร้างไปขณะที่ตัวอาคารสร้างเสร็จแล้วถึง 80-90% โดยเหลือเพียงการตกแต่งภายในและงานระบบพื้นฐาน

นับแต่นั้น ตึกแห่งนี้ก็กลายเป็น ‘Ghost Tower’ หรือ ‘ตึกร้างผีสิง’ ในสายตานักผจญภัยทั่วโลก ด้วยความสูง 185 เมตร และทำเลใจกลางเมือง จึงกลายเป็นจุดหมายของนักถ่ายภาพมุมสูง นักล่าท้าผี และนักสำรวจเมือง แม้ปัจจุบันจะมีมาตรการเข้มงวดไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไป แต่ในอดีตก็มีผู้ลักลอบเข้าถึงตัวตึกเพื่อเก็บภาพวิวกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา

ในปี 2560 ‘มิวเซียมสยาม’ ได้รับอนุญาตจัดนิทรรศการ ‘20 ปี วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ณ อาคารแห่งนี้ และยังมีภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง ‘เพื่อน..ที่ระลึก’ โดย GDH เข้ามาถ่ายทำด้วย

แม้จะถูกปล่อยทิ้งไว้ตั้งแต่ปี 2540 แต่ตึก ‘สาทร ยูนีค’ ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความทรุดโทรมของโครงสร้างแม้แต่น้อย โครงสร้างยังคงแข็งแรง ทนทาน แม้ในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหวระดับ 8.2 ริกเตอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน อาคารแห่งนี้ก็ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

ต่างจากตึกยุคใหม่หลายแห่งที่ประสบปัญหา ทั้งร้าว ถล่ม หรือโครงสร้างไม่มั่นคงขณะก่อสร้าง สะท้อนถึงคุณภาพการก่อสร้างยุคก่อนต้มยำกุ้งที่แม้จะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเท่าปัจจุบัน แต่กลับทนทานอย่างน่าทึ่ง

และล่าสุดผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพ ‘ตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์’ พร้อมระบุข้อความว่า…

“ขายตึกสูง 49 ชั้น #ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา #ตึกสาธร ยูนิท

ที่ดิน 3.19 ไร่ ตึกยังสร้างไม่เสร็จ เจอ I.M.F. เสียก่อน อยู่ถนนเจริญกรุง ไม่โดนมรดกโลกปิดบังทัศนียภาพ ผู้ออกแบบสถาปนิก อ.รังสรร ถ้าสร้างเสร็จจะสวยดั่งรูปภาพแบบคอนโดที่หรูที่สุดในใจกลางเมือง มีสระว่ายน้ำรวมอยู่ด้วย ใกล้สถานี BTS ใกล้ห้างโรบินสัน ร.ร.แซงการิล่า หรือโอเร็นเต้ลริมแม่น้ำ สวยสุดแปลงที่เหลือ ขาย 4,000 ล้านบาท (สี่พันล้านบาท) ราคามาคุยกันได้คับ

ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว โดยผู้เชี่ยวชาญ สถาปนิกมือหนึ่งของไทย และจากต่างประเทศ ขาย 4 พันล้านถ้วน

อีกหนึ่งอุปกรณ์ส่งข่าวสารที่ ‘ลุงตู่’ เคยเอ่ยถึง แถมทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แม้ไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่มีประโยชน์อย่างยิ่งยามเกิดภัยพิบัติ

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมา เมื่อวานนี้ (28 มี.ค. 68) เกิดแรงสั่นสะเทือนจนกระทบมาถึงฝั่งไทย ทำให้หลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย เช่น บ้านเรือน ตึก อาคาร คอนโด มีรอยแตกร้าว หน้าต่างแตกเสียหาย สร้างความกังวลใจอย่างมาก และหวั่นเกิดเหตุซ้ำอีกระลอก

นอกจากนี้ เหตุการณ์อาคารกำลังก่อสร้างของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มลงมา ก็สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้พบเห็นและได้รับฟังข่าวไม่น้อย

คำถามที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเริ่มคลี่คลายคือ เหตุใดจึงไม่มีการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวในเมียนมา เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมตัวอพยพได้ทัน

พอมานึก ๆ ดู นี่ก็ไม่ใช่คำถามที่แปลกใหม่อะไร เพราะเคยมีคนถามคำถามคล้าย ๆ แบบนี้มาแล้ว ในช่วงเกิดภัยพิบัติอื่น ๆ เช่น น้ำท่วม เมื่อปี 65

ย้อนกลับไปตอนที่เกิดน้ำท่วมปี 65 หากใครยังจำกันได้ ตอนนั้นประเด็นเรื่อง ‘ทรานซิสเตอร์’ กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพูดถึงอย่างมาก โดยจุดเริ่มต้นก็มาจาก ‘พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ หรือ ‘ลุงตู่’ นั่นเอง

โดยเรื่องมีอยู่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในขณะนั้น ได้กล่าวช่วงหนึ่งในการประชุมการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์เมื่อ 3 ต.ค. 65

โดยกล่าวถึงการกำหนดพื้นที่เป้าหมายเศรษฐกิจ พื้นที่สุขภาพที่เกี่ยวกับโรงพยาบาลด้านสาธารณสุข ก็ต้องดูแลให้สามารถเข้าบริการได้ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการให้บริการไฟฟ้า ประปา และโทรศัพท์ ก็ต้องให้ใช้ได้นานที่สุด ถ้าระบบมันล่มไปทั้งหมด การสื่อสารแจ้งข้อมูลจะทำได้ลำบาก อาจจะต้องไปใช้ ‘วิทยุทรานซิสเตอร์’ ในการออกอากาศแจ้งเตือนประชาชนได้อีกทาง ซึ่งเคยใช้กันเมื่อปี 2554 เพราะตอนนั้นไฟฟ้าดับหมด ดังนั้นเราต้องเตรียมแผนตรงนี้ไว้ด้วยในกรณีที่อาจจะเกิดปัญหา

พลันที่มีคำว่า ‘วิทยุทรานซิสเตอร์’ หลุดออกมา ก็มีคนไทยกลุ่มหนึ่งจับตาและกล่าวว่านี่คือ ‘ความล้าหลัง’ และขำขันกันอย่างสนุก 

แต่กลับกันภายใต้ความขบขันนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาแบบผู้มีองค์ความรู้รอบด้านของผู้นำกับสถานการณ์ที่เป็นจริงได้อย่างสอดคล้องมากกว่า

แน่นอนว่าในบ้านเราตอนนี้ คนอาจจะติดภาพทรานซิสเตอร์ว่าโบราณ บ้านนอก แต่จริง ๆ แล้ว วิทยุพกพาที่รับสัญญาณจากอากาศที่ไม่ได้ใช้สัญญาณดาวเทียมหรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งมีขายในท้องตลาด ก็ล้วนแล้วแต่ใช้เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ทั้งหมดในการรับสัญญาณ AM/FM

โดยวิทยุทรานซิสเตอร์นั้นใช้ระบบคลื่นสั้น AM ลักษณะเดียวกับที่ใช้ในวิทยุสื่อสารทหาร การรับส่งสัญญาณทำได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคลื่น FM ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน ลึกเข้าไปในป่าเขาก็รับสัญญาณได้หมด จึงเหมาะแก่การแจ้งเตือนภัยพิบัติ เพราะด้วยความที่สามารถใช้พลังงานถ่านไฟฉาย ซึ่งเป็นกระแสตรง (DC) โวลท์เตจต่ำ ไม่ต้องพะวงเรื่องการช็อตเมื่อเปียกน้ำ และเปลี่ยนถ่านทีหนึ่งก็อยู่ได้เป็นครึ่ง ๆ เดือน จึงเหมาะแก่การมีติดบ้าน ไว้รับข่าวสารยามน้ำท่วมหรือเกิดเหตุภัยพิบัติที่สุด

โชคดีของคนไทย ที่ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับมือได้ และคลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ใช่ว่า ผ่านแล้วก็ผ่านไป แต่ควรต้องนำกลับมาทบทวนและหารับมือดียิ่งขึ้น เพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

และแน่นอนว่าประเด็น ‘ทรานซิสเตอร์’ ที่เกิดขึ้นในสมัยของลุงตู่ ก็ไม่ควรเป็นเพียงแค่ความขบขัน เอามาหัวเราะกันสนุกปาก เพราะนี่คือหนึ่งในช่องทางกระจายข่าว เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวรับมือภัยพิบัติ ในกรณีที่เกิดเหตุร้ายแรง อินเทอร์เน็ตล่ม หรือสัญญาณโทรศัพท์ไม่มีนั่นเอง

ตำรวจภูธรภาค 2 ส่งกำลัง 200 นาย ช่วยภารกิจค้นหาผู้ประสบภัยตึกถล่มจากแผ่นดินไหว ผบช.ภ.2 กำชับ แผน 6 ข้อ ตำรวจพร้อมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เปิดที่ทำการ โรงพักให้หลบภัย ส่งกำลังใจผู้ประสบภัย และแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสีย

(29 มี.ค.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ได้จัดกำลังตำรวจ จากตำรวจภูธรภาค 2 จำนวน 200 นาย สนับสนุนภารกิจค้นหาผู้ประสบภัยที่ติดใต้ซากอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง ในเขตจตุจักร กทม. พังถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมาตามข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อก ส่งผลกระทบหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยพื้นที่ภาคตะวันออกในความรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 2 ก็ได้รับผลกระทบด้วย โดยวานนี้ (28 มีนาคม 2568) ตำรวจในสังกัด ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ลงพื้นที่ช่วยอพยพประชาชนจากอาคารสูง โดยเฉพาะอพยพผู้ป่วยจากโรงพยาบาล รวมถึงอำนวยการจราจร โดยสถานการณ์โดยรวมเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้ตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 ทุกหน่วย สำรวจพื้นที่รับผิดชอบว่า มีความเสียหายอันเกิดจากแผ่นดินไหวที่ส่งผลต่อประชาชน โดยทั่วไปและสถานที่ราชการหรือไม่  อย่างไร  เช่น อาคารที่ทำการ ยานพาหนะ บุคคล  และให้ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวและข่าวสาร การประกาศแจ้งเตือน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  

“กรณีในพื้นที่รับผิดชอบ ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ให้ดำเนินการ 6 ข้อ ดังนี้ 
1. ให้ออกตรวจตรา และให้ความช่วยเหลือ อพยพประชาชนออกนอกอาคารหรือตึกสูงไปยังพื้นที่ปลอดภัย 
2. กรณีที่พื้นที่ใดมีผลกระทบหรือมีเหตุตึกอาคารทรุดหรือไม่ปลอดภัย ให้เร่งเข้าช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยและนำไปยังพื้นที่พยาบาลหรือพื้นที่ปลอดภัย 
3. จัดเตรียมบริหารจัดการเหตุการณ์ในพื้นที่ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อนำส่งการสนับสนุนด้านต่าง ๆ เน้นการติดต่อสื่อสารสั่งการในพื้นที่  
4. กำหนดแผนปฏิบัติ มอบหมายผู้รับผิดชอบในการบริหารการจัดการในทุกมิติ และกำกับ ดูแลเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติ ให้เป็นไปตามแผน ขั้นตอนในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการและอำนวยการจราจร ในที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง  
5. ประชาสัมพันธ์เส้นทางการจราจรทางช่องทางต่าง ๆ ทุกช่องทางเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ 
6. ประสานงานและอำนวยความสะดวกนำส่งผู้ได้รับบาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด” ผบช.ภ.2 กล่าว 

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวย้ำว่า ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมดูแลเคียงข้างช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ พร้อมเปิดพื้นที่ที่ทำการของตำรวจ ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวได้พักพิงหลบภัย หากมีเหตุด่วนต้องการความช่วยเหลือ โทร. 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขอส่งกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยครั้งนี้ทุกท่าน และขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสียจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งนี้ด้วย

‘ในหลวง ร.10’ โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ รับผู้บาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

(29 มี.ค.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกร โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ทันที พร้อมทั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

การทรงรับผู้บาดเจ็บไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์นี้แสดงถึงพระเมตตาและความห่วงใยที่ทรงมีต่อพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นการให้ความช่วยเหลือในด้านการรักษาพยาบาลแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ สร้างความปลาบปลื้มปิติแก่ประชาชน ในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดหน่วยสงเคราะห์เคลื่อนที่เข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในบริเวณเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการพังถล่มของอาคาร สตง. 

ในเบื้องต้น มูลนิธิฯ ได้ให้การสนับสนุนแก่ผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยการจัดอาหารกล่องและน้ำดื่ม จำนวน 500 ชุด นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดตั้งเต็นท์อำนวยการ จำนวน 3 หลัง เพื่อใช้ในการรองรับผู้บาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหว และสนับสนุนการปฏิบัติงานต่าง ๆ ในพื้นที่ การพระราชทานความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วนี้เป็นการแสดงถึงความห่วงใยและพระเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชนในยามทุกข์ยาก

เปิดการฝึกผสม BLUE STRIKE 2025 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน 

(29 มี.ค. 68) พลเรือตรี วีระชัย  หลีค้า รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผู้แทน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการฝึกผสม BLUE STRIKE 2025 การฝึกผสม BLUE STRIKE เป็นการฝึกแบบทวิภาคี ระหว่างกองทัพเรือไทย และกองทัพเรือจีนมีวงรอบการฝึกทุก 2 ปี และผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละครั้ง การ ฝึกนับเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนความมีมิตรภาพที่ ดีระหว่างกันที่มีมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบันให้แน่นแฟ้นมากยิ่ขึ้น นับตั้งแต่ได้มีการฝึกผสมครั้งแรก เมื่อ คริสต์ศักราช 2010 หรือ 15 ปี ที่ผ่านมา

โดยมี พลเรือโท หม่าลี่ ซิน รองผู้บัญชาการทหารเรือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้อำนวยการฝึกผสม BLUE STRIKE 2025 เป็นประธานในพิธีฯ 

ในครั้งนี้ เป็นการฝึกครั้งที่ 6 มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือสาธารณรัฐประชาชนจีน ในด้านการฝึกการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) และการปฏิบัติการทางเรือ รวมทั้งการฝึกปฏิบัติการทางยุทธวิธีของนาวิกโยธิน แบบหน่วยทหารขนาดเล็ก ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน โดยมีกำลังพลที่เข้าร่วมฝึกทั้งในส่วนของกำลังทางเรือ และกำลังนาวิกโยธิน ระหว่าง 18 มีนาคม - 10 เมษายน 2567 

#กองทัพเรือ
#นาวิกโยธิน 
#กองพลนาวิกโยธิน
#กองพันรถถังกองพลนาวิกโยธิน
#BLUESTRIKE2025
#เมื่อรบต้องชนะ
#นำดีตามดี
#SmartMarines
#จงรักภักดี_รู้หน้าที่_มีวินัย
#กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ
#เทิดทูนสถาบัน_ป้องกันรัฐ_พัฒนาชาติ_ราษฎร์ศรัทธา
#MONARCHY_COUNTRY_GOVERNMENT_PEOPLE

‘ก.ยุติธรรม’ จับมือ ‘พันธมิตรจีน’ จัด ‘สัมมนาด้านกฎหมายฯ’ ผลักดันความร่วมมือทางกฎหมายมิติใหม่ ระหว่าง 2 ประเทศ

เมื่อวันที่ (27 มี.ค. 68) กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย บริษัทสำนักงานกฎหมาย ดีทีแอล จำกัด และสมาคมพันธมิตรกฎหมายไทย-จีน จัดสัมมนาความร่วมมือด้านกฎหมายไทย-จีน ฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อผลักดันความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างสองประเทศให้เกิดมิติใหม่ในการสร้างโอกาสและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อวิสาหกิจจีนและไทย ในการร่วมมือกันขยายการลงทุนและสร้างมิตรภาพทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างไทยและจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนของทั้งสองประเทศ เนื่องในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน จึงผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างกระทรวงยุติธรรมและองค์กรภาคธุรกิจของจีน จัดงาน ‘สัมมนาความร่วมมือด้านกฎหมายไทย-จีน ฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน’ เพื่อเสริมสร้างโอกาสใหม่ในการร่วมมือกันในด้านกฎหมาย สนับสนุนการลงทุน และสร้างแนวทางที่เป็นธรรมสำหรับนักลงทุนจีนและไทย 

นายสื่อ ต้าถัว ประธานสมาคมพันธมิตรกฎหมายไทย-จีน และประธานบริษัท สำนักงานกฎหมาย ดีทีแอล จำกัด เปิดเผยว่า ประเทศไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากันมาอย่างยาวนาน ซึ่งนับเป็นเวลา 50 ปีแห่งความร่วมมือในหลากหลายมิติ รวมถึงการขยายการลงทุนที่ช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ

การสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือช่วยเหลือให้การทำธุรกิจของวิสาหกิจจีนในประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่น โดยให้ความสำคัญกับการระงับข้อพิพาททางเลือกเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหา เช่น การประนอมข้อพิพาท ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินธุรกิจของจีนและไทยเป็นไปอย่างสันติและยั่งยืน

ภายในงานยังมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสถาบันอนุญาโตตุลาการของไทย กับ สถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศนครกวางโจว ประเทศจีน และบริษัท สำนักงานกฎหมาย ดีทีแอล จำกัด และระหว่างสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย กับ ศูนย์ระงับข้อพิพาททางเลือกระหว่างประเทศไทย-จีน (TCIAC) เพื่อกระชับความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนในประเทศไทย และเผชิญปัญหาทางกฎหมายหรือข้อพิพาททางธุรกิจ 

นอกจากนี้ ยังมีการจัด Forum หัวข้อ ‘การแก้ไขข้อพิพาททางการค้าอย่างมีประสิทธิผลสำหรับวิสาหกิจจีนในประเทศไทย’ โดยมีตัวแทนจากภาคธุรกิจจีนและตัวแทนจากทนายเข้าร่วมให้มุมมองเชิงลึก พร้อมการบรรยายในหัวข้อ ‘กลยุทธ์การป้องกันและรับมือความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของยุโรปและสหรัฐฯ สำหรับวิสาหกิจการผลิตจีนในประเทศไทย’ โดยตัวแทนจาก บริษัทสำนักงานกฎหมาย ดีทีแอล จำกัด และ ‘การไกล่เกลี่ยและการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ กลไกสันติวิธีเพื่อมิตรภาพไทย-จีน’ โดยรองผู้อำนวยการสถาบันอนุญาโตตุลาการ

การสัมมนาครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีวิสาหกิจจีนเข้าร่วมมากกว่า 300 ราย รวมถึงทนายความและนักกฎหมายจากทั้งประเทศไทยและจีนกว่า 100 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างเศรษฐกิจและธุรกิจของทั้งสองประเทศให้เติบโตไปพร้อมกันบนพื้นฐานของกฎหมายที่มั่นคงและเป็นธรรม เพื่อให้การลงทุนจีน-ไทยดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

‘อว.’ ร่วมกับ ‘มจพ.’ ประยุกต์ใช้ ‘เทคโนโลยี’ ในยามเกิดวิกฤติ ส่ง ‘iRAP Robot-ยานไร้คนขับ’ ช่วยผู้ประสบภัยตึกถล่ม

เมื่อวานนี้ (28 มี.ค. 68) น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตนได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) นำทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. แชมป์โลก 10 สมัย เข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ กรณีเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง โครงการอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้าง บริเวณ ถ.กำแพงเพชร เขตจตุจักร กทม. เกิดถล่มลงมา ทำให้มีผู้บาดเจ็บและสูญหายเป็นจำนวนมาก

น.ส.ศุภมาส กล่าวต่อว่า ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. ควบคุมโดย รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. จะนำหุ่นยนต์ฯ สำรวจภารกิจในพื้นที่อาคารถล่มร่วมกับเจ้าหน้าที่จากภาครัฐและภาคเอกชน โดยนำหุ่นยนต์สำรวจ จำนวน 3 ตัว เข้าร่วมภารกิจในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากภัยพิบัติซ้ำซ้อน มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยกู้ภัย และเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงผู้ประสบภัยในสถานการณ์วิกฤติ ได้แก่…

หุ่นยนต์สำรวจเพื่อการกู้ภัยและหุ่นยนต์สำรวจขนาดเล็ก ซึ่งถูกออกแบบมาให้สามารถสร้างแผนที่สามมิติของพื้นที่ และเคลื่อนที่ผ่านสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน เช่น อาคารที่ถล่มหรือพื้นที่จำกัดการเข้าถึง ข้อมูลที่หุ่นยนต์เก็บรวบรวมได้จะช่วยให้หน่วยกู้ภัยสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

หุ่นยนต์สำรวจขนาดเล็ก มีจุดเด่นที่ความคล่องตัวสูง เหมาะสำหรับการเข้าถึงพื้นที่แคบหรือซอกมุมต่าง ๆ พร้อมติดตั้งเซนเซอร์สำหรับตรวจวัดระดับออกซิเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปปฏิบัติงาน 

ในขณะที่ หุ่นยนต์สำรวจเพื่อการกู้ภัย มาพร้อมแขนกลสำหรับหยิบจับหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของ และมีความสามารถในการเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ต่างระดับ รวมถึงการขึ้นบันไดได้อย่างมีเสถียรภาพ พร้อมทั้งติดตั้งเซนเซอร์วัดอุณหภูมิเพื่อใช้ประเมินสภาวะความร้อนในพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งมีความสำคัญต่อการวางแผนและตัดสินใจของเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ร่วมปฏิบัติงาน

น.ส.ศุภมาส กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวง อว.จะนำอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จำนวน 2 ตัว เพื่อสนับสนุนภารกิจการสำรวจในครั้งนี้ด้วย โดยอากาศยานไร้คนขับ DJI Mavic 3 Enterprise ซึ่งเป็นโดรนที่มีศักยภาพสูง มีกล้องที่ให้ความละเอียดสูงและฟังก์ชันการซูมระยะไกล เพื่อใช้ในการสำรวจขอบเขตของความเสียหายจากแผ่นดินไหว ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อค้นหาผู้ประสบภัย และสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสียหายของโครงสร้างอาคาร รวมถึงแนวทางการบูรณะและซ่อมแซมต่อไป

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) มุ่งมั่นในการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤต และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้อย่างเต็มกำลัง และร่วมกันส่งกำลังใจให้กับทุกท่านที่ประสบภัยในครั้งนี้

สำหรับหน่วยงานหรือองค์กรใดต้องการให้ มจพ. นำหุ่นยนต์กู้ภัยเข้าไปให้ความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. โทร. 096-829-5353 และ ผศ.ดร.จิรพันธ์ อินเทียม ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสนับสนุนเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. โทร.099-023-6920

‘สุกฤษฏิ์ชัย ปชป.’ แสดงความเสียใจเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมา-ไทย ชี้!! หากมีระบบแจ้งเตือน Real Time จะช่วยลดความสูญเสียได้

เมื่อวานนี้ (28 มี.ค. 68) นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 28 มี.ค. 68 ว่า…

มีจุดศูนย์กลางอยู่ทางฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก มีแรงสั่นสะเทือนถึงประเทศไทยของเรา โดยเฉพาะทางพื้นที่ภาคเหนือภาคกลางและกรุงเทพมหานคร อันนำมาซึ่งความสูญเสียและมีผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เป็นจำนวนมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงต้องขอแสดงความเสียใจ และขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน 

เหนือสิ่งอื่นใด ช่วงสภาวะวิกฤติในทุกเหตุการณ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ข้อมูล ข่าวสาร และการเตือนภัยอย่างเป็นทางการจากทางภาครัฐ ที่รัฐต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบ อาทิ แถลงการณ์ ข้อความสั้น (SMS Alert) เพื่อสร้างการรับรู้ไปในทิศทางเดียวกัน ลดความตื่นตระหนก ลดความโกลาหลในสังคม ลดการรับรู้ข้อมูลที่เป็นเท็จ ไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีการดำเนินการจากทางรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ผมเองเคยเสนอแนวคิดเตือนภัยผ่านข้อความสั้น (SMS Alert) ไปแล้วเมื่อ ตุลาคม 2566 และเข้าใจว่าด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบดิจิทัลในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการไปมากกว่าในขณะนั้นแล้ว เป็นเรื่องง่ายและดำเนินการได้ทันที แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ที่จะนำมาใช้ให้บริการประชาชน”

ระบบเตือนภัยอย่างง่ายนี้ ยังอาจปรับใช้กับการเตือนภัยทางธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ ไฟป่า น้ำท่วม น้ำหลาก ดินถล่ม สึนามิ หรือ อุบัติเหตุร้ายแรง รถชน ไฟไหม้ เป็นต้น ซึ่งใช้ได้ทั้งในเชิงเฉพาะพื้นที่และภาพรวม อีกทั้งสามารถอัปเดตสถานการณ์แบบ Real Time ได้ทุกขณะ มีต้นทุนต่ำ เข้าถึงประชาชนโดยตรงได้อย่างดี

จากเหตุการณ์นี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจต้องทบทวน เร่งรัดและจัดให้มีระบบ สื่อและช่องทางการเตือนภัยอย่างเป็นระบบในทุกภัยที่อาจมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และนำเทคโนโลยี ระบบดิจิทัลมาใช้ให้เกิดผลสูงสุด รวมถึงนำมาประยุกต์ใช้กับการอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top