Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

ก.แรงงาน ปล่อยมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างนายจ้างเสริมสภาพคล่องด้านการเงินสู้วิกฤตโควิด-19 วงเงิน 50 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการและรัฐวิสาหกิจ วันนี้ถึง 31 ก.ค. 64

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อพี่น้องแรงงาน และสถานประกอบกิจการในทุกภาคส่วนของประเทศ

รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงแรงงาน ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หาแนวทางในการดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มนายจ้างลูกจ้าง โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน ได้ลงมติเห็นชอบโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เปิดโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการหรือรัฐวิสาหกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุกดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตลอดจนสามารถนำไปพัฒนารายได้ของตนเองและครอบครัวได้

นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุน เพื่อผู้ใช้แรงงาน ได้จัดทำโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีวงเงินงบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการหรือรัฐวิสาหกิจสหกรณ์ออมทรัพย์ในรัฐวิสาหกิจสามารถยื่นคำขอกู้เงินเพื่อนำไปให้บริการเงินกู้แก่ผู้ใช้แรงงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ได้ไม่เกินแห่งละ 10 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ต่อปี ระยะเวลาการส่งชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน และผ่อนส่งเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเงินกู้เป็นงวดรายเดือน โดยมีเงื่อนไขว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องคิดดอกเบี้ยเงินกู้จากสมาชิกต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติประเภทสามัญ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.75 ต่อปี ทั้งนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ที่สนใจสามารถยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 กรกฎาคม 2564

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองสวัสดิการแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 02-246-0383 หรือ 02-248-6684

อพท. ผลักดันพื้นที่พิเศษสู่เมืองในเครือข่าย ‘เมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก’ หวังดันเมืองพัทยาสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ หลังปั้นภูเก็ต เชียงใหม่ กรุงเทพมหานครฯ และสุโขทัยสำเร็จไปแล้วก่อนหน้า

นายบรรลือ กุลละวณิชย์ รองนายกเมืองพัทยา กล่าวเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนขับเคลื่อนเมืองพัทยาสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ ที่ดำเนินการโดยองค์การบริหารพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.

โดยมี เรือตรี ปราโมทย์ ทับทิม ปลัดเมืองพัทยา นายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ที่ปรึกษานายกเมืองพัทยาด้านภาคท่องเที่ยว รวมทั้งผู้เข้าร่วมประชุมเป็นตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เขตเมืองพัทยา เข้าร่วมที่ห้องประชุมโรงแรมดุสิตธานี พัทยา จ.ชลบุรี

นายสุธารักษ์ สุนทรวิภาต ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 อพท. เปิดเผยว่า อพท. ได้มีแนวทางการผลักดันพื้นที่พิเศษให้เป็นเมืองในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ตามหลักเกณฑ์พิจารณาสู่ความเป็นเมืองสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยว 7 ด้าน คือ 1.) เมืองแห่งวรรณคดี 2.) เมืองแห่งการออกแบบ 3.) เมืองแห่งภาพยนตร์ 4.) เมืองแห่งดนตรี 5.) เมืองแห่งหัตถกรรมพื้นบ้าน 6.) เมืองแห่งศิลปกรรมร่วมสมัย และ 7.) เมืองแห่งอาหาร

ที่ผ่านมา อพท.ได้ผลักดันพื้นที่พิเศษเข้าเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกของไทยไปแล้ว ประกอบด้วย 1.) ภูเก็ต เมืองแห่งอาหาร 2.) เชียงใหม่ เมืองแห่งหัตถกรรมพื้นบ้าน 3.) กรุงเทพมหานครฯ เมืองแห่งการออกแบบ 4.) สุโขทัย เมืองแห่งหัตถกรรมพื้นบ้าน และกำลังผลักดันสุพรรณบุรี ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี และเมืองพัทยา เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ ซึ่งทางยูเนสโกมีหลักเกณฑ์พิจารณาชัดเจนว่า เมืองที่จะได้รับการรับรองต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านนั้นๆ อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ทาง อพท.3 ได้มีการเสนอแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยงฉบับ พ.ศ.2564 - 2570 ให้กับเมืองพัทยา ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทพัฒนาเมืองพัทยาสู่เมืองภาพยนตร์ในระยะ 5 ปี (2565 - 2570) และแนวทางของรัฐบาลในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (City of Film) โดยบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนเมืองพัทยาสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์

องค์การบริหารพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) สำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 สาขาพัทยา จึงได้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้ความรู้ในหัวข้อ แนวทางการขับเคลื่อนเมืองสู่เมืองสร้างสรรค์ตามแนวทางขององค์กรยูเนสโก จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จากนั้นเป็นการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนเมืองพัทยาสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้มีการแบ่งกลุ่มจัดทำแผนงานโครงการฯ ก่อนสรุปเป็นข้อมูลให้กับทาง อพท.สำนักงานใหญ่ดำเนินการผลักดันให้เมืองพัทยาได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกตามลำดับต่อไป


ที่มา: ภาพ/ข่าว อนันต์ สุขวัฒนะ เอกชัย สุขวัฒนะ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค พัทยา จ.ชลบุรี

‘รมว.แรงงาน’ วอน เข้าใจ ‘บิ๊กป้อม’ กรณีส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราช ชี้เป็นการเลือกตั้งซ่อมที่เกิดจากเหตุโมฆะ ไม่ใช่โดนใบเหลือง - ใบแดง ไม่เหมาะยกเรื่องมารยาทมาอ้าง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)และพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 จ.นครศรีธรรมราช แทนนายเทพไท เสนพงศ์ ว่าในวันที่4 ก.พ.จะมีการหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาท้วงติงถึงเรื่องของมารยาทในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลควรหลีกทางให้เจ้าของพื้นที่นั้น

นายสุชาติ กล่าวว่า "เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ความจริงเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องของใบเหลือง ใบแดง แต่เป็นเรื่องของโมฆะ ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องมารยาท ถ้าเป็นกรณีของใบเหลือง ใบแดง ที่เลือกตั้งซ่อมใหม่ ก็ยังถือเป็นเรื่องของมารยาทได้ แต่นี่เป็นกรณีของการเลือกตั้งที่โมฆะ เหมือนกับการเลือกตั้งใหม่

ซึ่งคนละเรื่องกัน โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ต้องฟังเสียงของกรรมการบริหารพรรคกว่า 30 คน เมื่อกรรมการบริหารพรรค เห็นชอบให้ส่งก็ต้องดำเนินตามนั้น เพราะทีมภาคใต้เขาก็มั่นใจของเขา เราต้องให้ความเป็นธรรมให้หัวหน้าพรรคด้วย"

ส่วนความกังวลต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้หรือไม่ โดยเฉพาะการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์อาจไม่ลงมติไปในแนวทางเดียวกับรัฐบาล นายสุชาติ กล่าวว่า "เข้าใจเรื่องนี้ดีว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่คิดว่าผู้ใหญ่ในระดับหัวหน้าพรรคต่อหัวหน้าพรรคน่าจะคุยกันได้จนจบ"

"ชินวรณ์" มั่นใจปชป.เสียงไม่แตกโหวตศึกซักฟอก หลังลูกพรรคออกมาขู่พปชร.ส่งผู้สมัคร ส.ส.นครศรีฯแข่ง เชื่อแยกเรื่องออก เมินฝ่ายค้านขอเพิ่มวัน เชื่อเสียเวลาเปล่า ไม่เป็นผลดี ชี้ "เพื่อไทย - ก้าวไกล"

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ (3 ก.พ.) จะมีการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎรที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นประธานในเวลา 15.00 น.

เพื่อประชุมเรื่องกรอบเวลาหลักที่กำหนดไว้จำนวน 4 วัน คือวันที่ 16 - 19 ก.พ. และลงมติในวันที่ 20 ก.พ. โดยประเด็นหลักจะดูเนื้อหาสาระ และผู้เสนอญัตติที่จะอภิปราย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางวิปรัฐบาลได้เสนอความเห็นนี้ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วโดยครม.มีมติให้ความเห็นชอบว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่เหมาะสม และพรรคร่วมรัฐบาลยังยึดในหลักการเดิม

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะขอเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจเพิ่มอีก 1 วัน นายชินวรณ์ กล่าวว่า ได้พูดคุยกับฝ่ายค้านไปแล้วว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลต้องไปบริหารจัดการเวลา ไม่ควรให้เกิดกรณีเหมือนครั้งที่ผ่านมา เพราะจะทำให้มีข้อถกเถียงกันเอง อีกทั้งตนได้เสนอว่าหากมีการขอเพิ่มเวลาจริงอีก 1 วัน แต่ก็ยังไปถกเถียงกันเรื่องเวลาจะทำให้เสียเวลาเปล่า

และที่สำคัญฝ่ายค้านจะเสียประโยชน์ แทนที่ผู้สรุปจะได้สรุปญัตติให้เกิดความชัดเจน และสื่อมวลชนจะได้สนใจเรื่องดังกล่าวพร้อมทั้งนำไปขยายผลต่อไป หากไปจบเรื่องการถกเถียงเวลาก็ไม่มีประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ตนพูดด้วยความปรารถนาดี

เพราะอยากให้รัฐสภาเป็นที่หวังของประชาชนว่าอย่างน้อยท้ายที่สุดถึงไม่มีหลักฐานอะไรที่เป็นใบเสร็จ แต่รัฐสภาสามารถตรวจสอบเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจตามกลไกการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ ดังนั้นเราให้เกียรติฝ่ายค้านเต็มที่ แต่ฝ่ายค้านก็ต้องบริหารจัดการเวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่า การลงมติให้กับรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายฯ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะคุมเสียงอย่างไร เพราะมีปัจจัยการแข่งขันการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 จ.นครศรีธรรมราชด้วย นายชินวรณ์ กล่าวว่า "การอภิปรายไม่ไว้วางใจกับการเลือกตั้งซ่อมเป็นคนละมิติกัน

ซึ่งการเลือกตั้งซ่อมเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารที่จะต้องพูดคุยกัน ในส่วนของบทบาทในสภาฯ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นเรื่องสำคัญที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญและข้อบังคับโดยให้สิทธิ์ทั้งสองฝ่ายอภิปรายอย่างเท่าเทียมกัน"

โดยหลักทั่วไปฝ่ายรัฐบาลมีเสียงข้างมากทุกครั้งก็จะชนะ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาที่มีอยู่ ซึ่งขณะนี้คือต้องเกิน 244 เสียง แต่ของฝ่ายค้านไม่ถึง ดังนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้

แต่อยู่ที่เนื้อหาสาระของฝ่ายค้านว่ามากพอหรือไม่ และทำให้ประชาชนเชื่อถือหรือไม่ ส่วนประเด็นมติที่จะออกมานั้นเป็นไปตามหลักการทุกครั้งที่มีการอภิปรายฯ ที่พรรคร่วมรัฐบาลจะตั้งคณะทำงานติดตามข้อมูลอยู่แล้ว และหลังจากอภิปรายฯเสร็จตามเจตนารมณ์ของข้อบังคับและรัฐธรรมนูญต้องทิ้งไว้ 1 วันสำหรับลงมติฯ เพื่อให้ไตร่ตรองกันให้ดีก่อน เราก็ต้องฟังการอภิปรายฯก่อนจึงจะมาพูดเรื่องการลงมติ แต่ตนมั่นใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไปในแนวทางเดียวกัน

เมื่อถามว่า แต่ก็เริ่มมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ออกมาขู่ว่าจะโหวตไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อแก้เกมกรณีส่งผู้สมัครส.ส.แข่งที่จ.นครศรีธรรมราช นายชินวรณ์ กล่าวว่า คงจะใช้เงื่อนไขอื่นมาเป็นเงื่อนไขที่จะรับผิดชอบต่อประเทศชาติบ้านเมืองไม่ได้ เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

แต่เป็นเรื่องรัฐบาลร่วมกัน อยู่ที่วิรัฐบาลต้องติดตามและมีมติที่ชัดเจน รวมถึงต้องเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้รับฟังความคิดเห็นก่อน ส่วนจะอ้างเหตุผลเรื่องอื่นหรือเรื่องส่วนตัวก็เป็นเรื่องที่เป็นความคิดเห็นของแต่ละคน

เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะคุมเสียงพรรคอย่างไร นายชินวรณ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีปัญหา เพราะเป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจร่วมกันอยู่แล้ว ตนเข้าใจว่าเมื่อวิปแต่ละฝ่ายได้อธิปบายเหตุผลแล้ว ทุกคนต้องยอมรับมติวิปแต่หากใครไม่ยอมรับก็เป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรคแต่ละพรรคต้องดำเนินการต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า จะมีการปล่อยฟรีโหวตหรือไม่ นายชินวรณ์ กล่าวว่า ไม่เคยมี เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องมีการทำงานร่วมกันของระบบรัฐสภา ไม่เช่นนั้นระบบรัฐสภาจะอยู่ไม่ได้ เพราะต้องเดินด้วยเสียงข้างมาก ส่วนผู้ชี้แจงจะชี้แจงเป็นที่พอใจหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ชี้แจงต้องรับผิดชอบเอง

เมื่อถามว่า มั่นใจพรรคประชาธิปัตย์จะคุมส.ส.ของพรรคได้หรือไม่ นายชินวรณ์ กล่าวว่า "คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการแข่งขันในการเลือกตั้งนั้นเป็นอย่างไร และการทำงานร่วมกันในระบบรัฐสภาควรเป็นอย่างไร ก็คงไม่มีปัญหา ส่วนการคุมส.ส.ตอนนี้คุมง่ายขึ้นเพราะเหลือส.ส. 51 คน เมื่อถามว่ากรรมการบริหารพรรคมีการคาดโทษที่โหวตแหกมติพรรคหรือไม่ นายชินวรณ์ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น โดยเรายังไม่ได้คุยกัน ซึ่งมีเพียงคณะทำงานติดตามข้อมูล"

Jeff Bezos มหาเศรษฐีระดับท็อปของโลก ประกาศลาออกจากซีอีโอ Amazon หลังจากบริหารงาน Amazon จากเว็บไซต์ขายหนังสือในปี 1995 จนกลายมาเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน

ล่าสุดทาง Jeff Bezos ซึ่งเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและซีอีโอในปัจจุบัน ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว เขาจะยังคงบริหารงานต่อไป เพื่อเตรียมการเปลี่ยนผ่านสู่ซีอีโอคนใหม่ในช่วงกลางถึงปลายปี 2021 นี้

หลังจากลาออก ถึงแม้จะยังคงตำแหน่งประธานบริษัทอยู่ แต่งานบริหารทั้งหมดนั้นจะถูกส่งต่อไปยัง Andy Jassy ผู้บริหารซึ่งเข้าไว้ใจที่สุดให้มารับช่วงต่อ

Andy Jassy ปัจจุบันเป็นผู้บริหารของ Amazon Web Services ซึ่งถือเป็นธุรกิจคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน และเป็นธุรกิจของ Amazon ที่เติบโตเร็วมาก ๆ ในช่วงหลัง

ซึ่งการบริหารงานที่ดีในธุรกิจคลาวด์ น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ Jeff เลือกเขามารับตำแหน่งแทน

หลังจากลาออกจากซีอีโอแล้ว Jeff ระบุว่าตัวเขาจะได้เอาเวลาและพลังงานของตัวเอง ไปโฟกัสไปที่อีก 4 งาน นั่นก็คือ

- ธุรกิจสื่อ The Washington Post

- ธุรกิจด้านอวกาศ Blue Origin

- กองทุนช่วยเหลือคนไร้บ้านและการศึกษา Day 1 Fund

- กองทุนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Bezos Earth Fund

ภายใต้การบริหารงานของ Jeff ตลอด 25 ปีที่ผ่านมานั้น ทำให้ Amazon พัฒนาจากเว็บไซต์เล็กๆ กลายมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่ากว่า 50 ล้านล้านบาท

และส่งผลให้ผู้ก่อตั้งอย่าง Jeff เป็นมหาเศรษฐีด้วยทรัพย์สิน 5.8 ล้านล้านบาทอีกด้วย


ที่มา: Billion Mindset

https://www.facebook.com/331394447302302/posts/1148298742278531/

แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งธุรกิจ อี-คอมเมิร์ชยักษ์ใหญ่ อาลีบาบา และเคยได้ชื่อว่าเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ถูกถอดชื่ออกจากทำเนียบรายชื่อผู้ประกอบการชั้นนำของจีน ที่ตีพิมพ์ใน Shanghai Securities News ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในแวดวงนักธุรกิ

นอกจากจะไม่ปรากฏชื่อของ หม่า หยุน หรือ แจ็ค หม่า แล้ว ยังไม่ลงตัวเลขรายได้ของเครือบริษัทอาลีบาบา อีกด้วย ทั้งๆที่ยังปรากฏชื่อผู้ประกอบการรายใหญ่แถวหน้าของจีนยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นโทนี่ หม่า ผู้ก่อตั้งบริษัท Tencent คู่แข่งของแจ็ค หม่า เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้ง Huawei หรือ เหลย จุน ผู้ก่อตั้ง Xiaomi

ทางสำนักข่าว Shanghai Securities News ลงความเห็นไว้ว่า ผู้ประกอบการบางคนที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น ฮีโร่ ที่กล้าเดินออกจากกรอบระบบเศรษฐกิจเก่าๆ แต่วันนี้เขาก็ยังคงต้องเป็นผู้นำในองค์กร ที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด

ซึ่งก็อาจเป็นการส่งสัญญาณให้กับแจ็ค หม่า ที่ตอนนี้ไม่ใช่ลูกรักของรัฐบาลจีนอีกต่อไป และกับผู้ประกอบการบริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าอื่นของจีน อย่าง Tencent หรือ Pinduoduo ที่กำลังจะดำเนินตามรอยแจ็ค หม่า ขึ้นท้าทายระบบเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมโลกการเงิน ที่รัฐบาลจีนยังถืออำนาจควบคุมอยู่

ทางฝ่าย อาลีบาบา ก็ไม่ได้ออกมาให้ความเห็นว่าทำไมถึงไม่มีข้อมูลบริษัท และชื่อของ แจ็ค หม่า ตีพิมพ์ในสื่อของรัฐบาลเหมือนอย่างเคย แม้ว่าจะได้ส่งรายงานตัวเลขรายได้ของบริษัทไปให้แล้วก็ตาม

และก็ยังคงไม่อาจคาดเดาได้ถึงอนาคตของแจ็ค หม่า ซึ่งยังคงเก็บตัวเงียบ และ อาลีบาบา ที่กำลังโดน รัฐบาลจีนสั่งตรวจสอบทั้งเครือว่าเข้าข่ายผิด กฏหมายต่อต้านการผูกขาดตลาดหรือไม่

แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนมีแผนที่จะหั่นซอย อาลิบาบา ออกมาเป็นบริษัทเล็กๆ ที่จะมีอำนาจในการกำหนดทิศทางตลาดในจีนน้อยลง และก็อาจสร้างปรากฏการณ์ อาลีบาบา เอฟเฟค ที่กระทบไปยังอีกหลายเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนได้ในอนาคตเช่นกัน


อ้างอิง

https://www.reuters.com/article/us-china-alibaba-jack-ma-idUSKBN2A20E1

https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-02-02/china-state-media-celebrate-top-entrepreneurs-except-jack-ma

https://www.straitstimes.com/asia/east-asia/jack-ma-omitted-from-china-state-medias-top-entrepreneurs-list

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (‘OR’) ประกาศราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 18 บาทต่อหุ้น และจัดสรรหุ้นเพิ่มเติมให้ผู้จองซื้อรายย่อย ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของหุ้น OR อย่างทั่วถึง

โดยการจองซื้อหุ้นในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้จองซื้อรายย่อยในประเทศ และนักลงทุนสถาบันชั้นนำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการขายหุ้น IPO ของบริษัทไทย และมูลค่าเสนอขายหุ้น OR ในครั้งนี้ นับเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าสูงเป็นลำดับต้นๆ ของตลาดหุ้นไทย และคาดว่าจะได้รับการจัดเข้าไปรวมอยู่ในดัชนี SET50 และ SET100 ด้วยเกณฑ์ Fast-track ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์ เปิดเผยว่า การจองซื้อหุ้นสำหรับผู้จองซื้อในประเทศครั้งนี้ โออาร์ เปิดให้มีระยะเวลานานเกือบ 10 วัน เพื่อให้นักลงทุนที่สนใจได้มีโอกาสเข้ามาจองซื้ออย่างเต็มที่ โดยภายหลังการปิดจองซื้อ พบว่ามีผู้จองซื้อรายย่อยแสดงความสนใจลงทุนเป็นจำนวนมาก มีจำนวนรายการที่จองซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายหุ้น 3 ธนาคาร ทั้งช่องทางการจองซื้อที่สาขาและช่องทางออนไลน์รวมกว่า 530,000 รายการ นับว่าเป็นการทำรายการจองซื้อหุ้นที่สูงที่สุด

ทั้งนี้ การจัดสรรหุ้นสำหรับผู้จองซื้อรายย่อยนั้น จะดำเนินการโดยใช้วิธี Small Lot First ซึ่งเป็นวิธีจัดสรรหุ้นให้แก่นักลงทุนทุกคนที่ต้องการอย่างทั่วถึงที่สุด โดยในรอบแรกจัดสรรที่กำหนดจองซื้อขั้นต่ำ ซึ่งทุกคนจะได้หุ้นตามจำนวนขั้นต่ำ 300 หุ้น และในรอบถัดๆไป ผู้จองซื้อทุกคนได้รับการจัดสรรเพิ่มครั้งละ 100 หุ้นจนหุ้นหมด ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ของ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด (บริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย) ซึ่งมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้

“การจัดสรรวิธีดังกล่าว ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้จองซื้อรายย่อยทุกรายที่สนใจจองซื้อ และปฏิบัติตามเงื่อนไขการจองซื้อจะมีโอกาสเป็นเจ้าของหุ้น OR อย่างแน่นอน โออาร์ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้าจองหุ้น และเป็นส่วนสำคัญในการร่วมสร้างประวัติศาสตร์การ IPO ด้วยกันในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญที่จะทำให้ โออาร์ เติบโตร่วมกับสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน” นางสาวจิราพรกล่าว

สำหรับผู้จองซื้อรายย่อยที่จองผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่ายหุ้นทั้ง 3 ธนาคาร สามารถตรวจสอบผลการจัดสรรหุ้น ได้ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไปที่ www.settrade.com

ส่วนผู้ถือหุ้นของ ‘PTT’ เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น OR ในครั้งนี้ สามารถตรวจสอบผลการจัดสรรหุ้น ได้ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ที่ www.kasikornbank.com/kmyinvest

ส่วนผู้จองซื้อที่ไม่ได้รับการจัดสรรหุ้นเต็มตามจำนวนที่จองซื้อ จะได้รับการคืนเงินในส่วนที่ไม่ได้รับการจัดสรรภายใน 7-10 วันทำการ ตามวิธีการที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน จะเริ่มทำการคืนเงินในส่วนที่ไม่ได้รับการจัดสรรนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 และคาดว่า โออาร์ จะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเร็วๆ นี้

ครม. ไฟเขียว ลดค่าธรรมเนียมส่งออกหรือนำผ่านราชอาณาจักร สัตว์หรือซากสัตว์ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการนำเข้า ส่งออกหรือนำเข้าราชอาณาจักร ซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ มีสาระสำคัญ คือ

1. ลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ ประเภทแพะ แกะ เข้ามาในราชอาณาจักร เหลือตัวละ 25 บาท จากเดิมตัวละ 250 บาท

2. ลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ ประเภทแพะ แกะ ออกนอกราชอาณาจักร เหลือตัวละ 20 บาท จากเดิมตัวละ 200 บาท

3. ลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำซากสัตว์ เพื่อการบริโภคของคนหรือสัตว์ ออกนอกราชอาณาจักร ประเภทจิ้งหรีด เหลือกิโลกรัมละ 3 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 5 บาท

4. ลดค่าที่พักซากสัตว์ที่นำเข้าหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ประเภทจิ้งหรีด เหลือกิโลกรัมละ 2 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 5 บาท

5. ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ ประเภทม้า โค กระบือ แพะ แกะ ที่นำออกนอกราชอาณาจักร โดยผ่านด่านศุลกากรบูเก๊ะตา

6. ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ผ่านราชอาณาจักรทางอากาศยานประเภทสุนัข แมว ไก่ เป็ด ห่าน สัตว์ปีกชนิดอื่น หรือไข่สำหรับใช้ทำพันธุ์ เฉพาะกรณีที่สัตว์นั้นยังอยู่ในเขตปลอดอากร จนกระทั่งมีการเปลี่ยนถ่ายอากาศยานแล้วขนส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ภายในระยะเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง และ

7. ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำซากสัตว์ผ่านราชอาณาจักรทางอากาศยาน กรณีไม่มีการเปิดตรวจตู้สินค้าหรือแบ่งถ่ายโอนสินค้า และยังอยู่ในเขตปลอดอากร จนกระทั่งมีการเปลี่ยนถ่ายอากาศยานแล้วขนส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ภายในระยะเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง

ม.อุบลฯ ลงพื้นที่ ‘โคกหนองนา’ เป็นพี่เลี้ยงนำองค์ความรู้ สู่เด็กนักเรียนในพื้นที่

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยนายพรนเรศ มูลเมืองแสน หัวหน้าสำนักงานพัฒนาคุณภาพการศึกษา พร้อมบุคลากร ลงพื้นที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โคกหนองนา ณ โรงเรียนศรีแสงธรรม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่นโดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง

โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยในช่วงเช้า ได้จัดให้มีการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการลงแขกปลูกทานตะวัน ดาวกระจายและมันม่วง โดยมีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นพี่เลี้ยง ในการสอน ทั้งการปลูกพันธุ์ไม้ และการดูแลรักษาพันธุ์ไม้ อีกทั้งกิจกรรมการในช่วงบ่าย จัดให้มีการเรียนรู้ทฤษฎีและการปฏิบัติในการเพาะเมล็ดพันธุ์ดอกทานตะวัน ดาวกระจาย และถั่วลิสง พร้อมนี้นักเรียนจะได้สามารถลงมือปฏิบัติจริงและเรียนรู้ ฝึกทักษะวิธีการเพาะปลูกจริงอีกด้วย เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา

โดยทาง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้สนับสนุนพันธุ์ไม้ และบุคลากรในการเป็นวิทยากร ให้ความรู้ในการเพาะปลูกและการขยายพันธุ์ไม้ต่าง ๆ และได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักเรียนและครูที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากทางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ทางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้นำองค์ความรู้ถ่ายทอดได้จริงสำหรับด้านการเกษตร เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ชุมชนและสังคม ซึ่งมหาวิทยาลัยดำเนินการตามพันธกิจมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายที่สำคัญคือการเป็น “มหาวิทยาลัยในดวงใจของชุมชน” และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่จะเป็น “มหาวิทยาลัยชั้นนำในอาเซียนที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและนวัตกรรม”


กิตติภณ เรืองแสน / ข่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top