Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

"IWRM " ภาคธุรกิจจัดการน้ำ เพื่อบริโภคและอุตสาหกรรม "ร่วมแบ่งปันเพื่อสังคม" มอบน้ำดื่ม 3,600 ขวด แก่ "สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งชาติ"

วันที่ 13 กรกฎาคม 2564 ณ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี "นายธนวัฒน์ สันตินรนนท์ " กรรมการผู้จัดการ INDUSTRIAL WATER RESOURCE MANAGEMENT CO.,LTD (IWRM) ,นายวิเชษฐ์ เกตุแก้ว ผู้สนับสนุน ประสานงานพื้นที่และชุมชน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีชี), นายชัยพร ภูผารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงาน สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย / นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย / นายโกสินธ์ จินาอ่อน บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์สยามโฟกัสไทม์ / นายณัฐวุฒิ เหมือนเพชร ผู้อำนวยการข่าวจังหวัดสมุทรปราการ (หนังสือพิมพ์สยามโฟกัสไทม์) ร่วมกันมอบน้ำดื่มจำนวน 3,600 ขวด ให้แด่ "นายแพทย์สาธิต สันตดุสิต" ผู้อำนวยการสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการบริโภค สำหรับบุคลากร เจ้าหน้าที่ และประชาชนที่มาเข้ารับบริการจากทางสถาบันฯ

ในการนี้ "นายธนวัฒน์ สันตินรนนท์" กรรมการผู้จัดการ IWRM ได้กล่าวถึง เจตนารมณ์ วัตถุประสงค์ ที่นำน้ำดื่มมามอบให้วันนี้ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและขอบคุณ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ที่ทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนคนไทย คนยากไร้ คนพิการ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

อีกทั้ง "นายแพทย์สาธิต สันตดุสิต" ผู้อำนวยการสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ยังได้กล่าวขอบคุณผู้บริหาร IWRM พร้อมคณะ ที่ได้เป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชน คนพิการ คนยากไร้ ในช่วงสถานการณ์ โควิด-19 นี้เพื่อให้คนไทยอยู่รอดปลอดภัย

พร้อมทั้งขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชน ผู้ประกอบการ ที่มีจิตใจเป็นกุศลอยากจะร่วมบริจาคอาหาร น้ำดื่ม หรือจตุปัจจัยอื่น ๆ สามารถร่วมบริจาคมายัง "สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ" ได้ตามอัธภาพ ในวัน-เวลา ทำการ

'อัศวิน' มอบเครื่องดื่มนวัตกรรมสารสกัดสมุนไพรให้ผู้ป่วยโควิด-19 ระหว่างรอเตียง ถวายเป็นพระกุศลแด่พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

นายวุฒิศักดิ์ รัตนสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผึ้งหลวง อัศวิน จำกัด เปิดเผยว่า “ด้วยวันนี้ (13 กรกฎาคม 2564) เป็นวันคล้ายวันประสูติของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ท่านผู้หญิง ม.จ.พันธุ์สวลี กิติยากร และคุณน้ำผึ้ง ม.ล.สราลี กิติยากร ได้มอบหมายผมให้ดำเนินการนำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนวัตกรรมสมุนไพรที่มีสารสกัดจากพริกไทยดำ สมุนไพรไทยมากคุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มามอบให้กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ยังไม่ได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล อยู่ในสถานะรอเตียงซึ่งตอนนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อถวายเป็นพระกุศลให้กับพระองค์ท่าน กอปรกับความห่วงใยของท่านผู้หญิงพันธุ์สวลีและคุณน้ำผึ้งเอง ซึ่งทั้งสองได้มีปณิธานที่ตั้งใจไว้เสมอว่า จะช่วยเหลือ ดูแลประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในขอบเขตความสามารถที่จะทำได้ ซึ่ง ณ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากช่วยเหลือ หรือทำอะไรให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งสภาพทางเศรษฐกิจและสภาวะทางจิตใจ ก็ขอให้ช่วยกัน จะมากจะน้อย ก็จะเป็นเหมือนกำลังใจที่จะทำให้คนไทยทุกคนฟันฝ่าและรอดพ้นจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นี้ไปได้ด้วยกัน”

นายวุฒิศักดิ์ ฯ กล่าวด้วยว่า “สำหรับความคิดที่นำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรที่มีสารสกัดจากพริกไทยดำ ภายใต้ชื่อ “โครงการสมุนไพรไทย สู้ภัยโควิด” มามอบให้แก่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 นั้น เพราะว่าในตอนนี้มีบทความงานวิจัยจากประเทศอินเดีย In silico investigation of spice molecules as potent inhibitor of SARS -CoV -2 ซึ่งมีการจำลองโมเลกุลของเครื่องเทศ 30 ชนิด ที่ช่วยยับยั้งโคโรนาไวรัส พบว่า ไพเพอรีน (Piperine) ในพริกไทยดำ มีประสิทธิภาพมากที่สุด อันนี้จะบอกว่าเป็นข่าวดีก็ว่าได้ เพราะมันทำให้เรามองเห็นทางรอดในการดูแลรักษาให้ประชาชนมีอัตราการติดเชื้อน้อยลง รวมทั้งมีอัตราการรอดชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-2019 เพิ่มมากขึ้น เพราะบ้านเรามีการปลูกพริกไทยดำอยู่แล้ว และบริษัท ผึ้งหลวง อัศวิน ฯ ของเราก็มีผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากพริกไทยดำผสมอยู่ด้วย อีกทั้งยังเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่เพิ่มเติมสารสกัดตัวอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายด้วย เช่น สารสกัดจากกระชายดำ ขมิ้นชัน ถั่งเช่า เสริมด้วยวิตามินบี ซึ่งล้วนแล้วแต่จะช่วยเสริมให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เราก็เลยผุดไอเดีย โครงการสมุนไพรไทย สู้ภัยโควิด ขึ้นมา เพื่อจะช่วยพี่น้องคนไทยของเราครับ โดยวันนี้เราเริ่มต้นทำพิธีเปิดโครงการในบริเวณบริษัทฯ ของเรา นอกจากจะได้ถวายเป็นพระกุศลแล้วยังได้ทำให้สุขภาพร่างกายของคนไทยปลอดภัยแข็งแรง ซึ่งถ้าหากคิดในเชิงธุรกิจ โครงการสมุนไพรไทย สู้ภัยโควิด ก็ถือเป็นกำไรของบริษัทที่ทำได้ดีที่สุดในสถานการณ์โควิด-19 ครับ และตอนนี้เราก็กำลังติดต่อประสานศูนย์พักคอยต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อนำผลิตภัณฑ์ของเราที่มีทั้งเครื่องดื่มสมุนไพรอัศวิน และ อินเมทต้า แคปซูลสารสกัดสมุนไพรไปมอบให้กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ซึ่งอยู่ในสถานะรอเตียงต่อไป”

นายวุฒิศักดิ์ ฯ กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “ก่อนหน้านี้เราได้นำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรมอบให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครที่ปฏิบัติงานช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ทั้งที่ครัวพระราชทานอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย รวมถึงโรงพยาบาลสนามมงกุฎวัฒนะและโรงพยาบาลสนามเมืองทองธานี รวมถึงเรายังมีโครงการมอบถุงยังชีพให้ประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ หรือให้ประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการอัศวินปันสุข , อัศวินให้ทำทุน รวมถึงร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ร่วมกับโครงการเรื่องเล่าแบ่งปัน เพราะเรามองเห็นถึงความสำคัญของทุกชีวิตที่ต้องร่วมกันต่อสู้กับวิฤตโควิด-19 ในขณะนี้ เชิญชวนทุกท่าน สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราหรือหน่วยงานต่าง ๆ ในการให้กำลังใจ ร่วมแรงร่วมใจในการให้ความช่วยเหลือตามกำลังที่ท่านมี มาต่อสู้กับวิกฤตนี้เพื่อที่เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะครับ”

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อได้ที่ Facebook : เครื่องดื่มนวัตกรรมสมุนไพร - Asawin Herbal Drink หรือ โทร.086-336-0605

โฆษก ทร. เผย ยศ.ทร. ส่งกำลังพลสนับสนุนช่วยจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 5 ของจังหวัดนครปฐม

พลเรือเอก เชษฐา ใจเปี่ยม โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่าพลเรือโท เคารพ แหลมคม เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ สั่งการให้จัดกำลังพล จำนวน 10 นาย พร้อมรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ จำนวน 1 คัน ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ในการขนย้ายอุปกรณ์ในการจัดเตรียมตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งใหม่ และช่วยดำเนินการประกอบเตียงกระดาษสำหรับใช้ในการรองรับผู้ป่วยที่จะเข้ามารับการดูแลรักษา ซึ่งจังหวัดนครปฐมกำลังดำเนินการเตรียมจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่ม  หลังพบการระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผู้ป่วยในพื้นที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงได้ดำเนินการเตรียมจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเป็นแห่งที่ 5 ณ บริเวณอาคาร 100 สมเด็จพระญาณสังวร พุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

มาทำความเข้าใจ หลักปฏิบัติตัวในช่วง ‘เคอร์ฟิวส์ 14 วัน’ ใครออกจากบ้านได้ หรือใครจะขอออกจากบ้าน ต้องทำอย่างไร

เมื่อคืนมีภาพข่าว ‘ถนนโล่ง’ เต็มหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย เนื่องจากเป็นคืนแรกที่คำสั่ง ‘ห้ามออกนอกเคหะสถาน’ ตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น. เริ่มมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตลอด 14 วัน ยังมีผู้ที่สามารถออกนอกเคหะสถานได้ รวมไปถึงผู้ที่ขอออกเป็นกรณี ๆ ไป และผู้ที่สามารถออกได้ในกรณีฉุกเฉิน แต่ทั้งหมดต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ THE STATES TIMES ไปรวบรวมข้อบังคับต่าง ๆ มาให้อ่านเพื่อความเข้าใจ เผื่อว่าใครที่มีความจำเป็นต้อง ‘ออกจากบ้าน’ อ่านไว้จะได้ไม่ทำผิดกฎระเบียบกัน...


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ครม. ไฟเขียวอนุมัติเงินกู้ เยียวยาล็อกดาวน์ 10 จังหวัด จ่ายชดเชยเพิ่ม 5 กลุ่มอาชีพ คนละไม่เกิน 1 หมื่นบาท พร้อมลดค่าน้ำค่าไฟ 2 เดือน

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน เห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ 10 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา

สำหรับมาตรการ จะช่วยเหลือกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการ ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ในฐานะคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้เสนอ วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท

สำหรับช่วยเหลือแรงงานในระบบประกันสังคมและนอกระบบประกันสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ และมาตรการควบคุมการระบาดเพิ่มจากเดิม 4 สาขาอาชีพ เป็น 9 สาขาอาชีพ โดยสาขาที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ 5 สาขา ได้แก่

1.) สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า

2.) สาขาการขายส่งและการขายปลีก

3.) สาขาการซ่อมยานยนต์

4.) สาขากิจกรรมการบริหารและสนับสนุนวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมวิชาการ

5.) สาขาข้อมูลข่าวสารและการศึกษา

ทั้งนี้ ระยะเวลาการช่วยเหลือ 1 เดือน โดยลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตาม ม.33 ได้รับการช่วยเหลือ 2,500 บาทต่อคน และลูกจ้างที่ได้รับชดเชยจะได้รับเงินเดือน 50% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 7,500 บาท รวมกับเงินช่วยเหลือไม่เกินคนละ 10,000 บาท

สำหรับผู้ประกอบการจะได้รับรายละ 3,000 บาท ต่อลูกจ้าง 1 คน จำกัด ไม่เกิน 200 คน เหมือนกับกรณีมาตรการล็อกแคมป์คนงานที่ผ่านมา ส่วนผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40 ได้รับความช่วยเหลือ 5,000 บาท

นอกจากนี้ ลดค่าน้ำค่าไฟ 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

1.) ลดค่าไฟ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 10 จังหวัด ระยะเวลา 2 เดือน (ก.ค.-ส.ค.)

2.) ลดค่าน้ำ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 10 จังหวัด ระยะเวลา 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.)

สำหรับ 4 กิจการที่รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาที่อยู่ในระบบประกันสังคม ไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย

1.) กิจการก่อสร้าง

2.) กิจการที่พักแรมและบริการด้านอาหาร

3.) กิจการศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ

4.) กิจการบริการอื่น ๆ

ล่าสุด สำนักงานประกันสังคมได้จ่ายเงินเยียวยาตามสิทธิฯ อาทิ เงินชดเชยร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ไปแล้ว 17,920 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 87 ล้านบาท

แบ่งเป็น กิจการก่อสร้าง 16,468 ราย เป็นเงิน 79,801,420.45 บาท กิจการร้านอาหารและภัตตาคาร 1,452 ราย เป็นเงิน 7,829,613.35 บาท โดยเป็นการตัดจ่ายทุกวันศุกร์ และนำจ่ายเงินให้ลูกจ้างทุกวันจันทร์ ซึ่งคนงานในกิจการก่อสร้างจะได้รับเป็นเงินสด ส่วนกิจการอื่น ๆ จะโอนเงินเข้าบัญชีลูกจ้างโดยตรง

สำหรับกรณีลูกจ้างที่ยังไม่ได้เงิน ขอให้เร่งดำเนินการ ดังนี้

1.) ให้นายจ้างรับรองในระบบ e-service ว่ามีลูกจ้างกี่ราย หยุดงานตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน

2.) ลูกจ้างต้องยื่นแบบ สปส. 2 - 01/7 ให้แก่นายจ้างส่งต่อให้สำนักงานประกันสังคม เพื่อการพิจารณาวินิจฉัยจ่ายเงินโดยเร็วต่อไป

 

ที่มา : https://www.posttoday.com/economy/news/657891


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘อรรถวิชช์’ ชวนคนไทย แบ่งปันอาหาร ช่วยแรงงาน สั่งปิดแคมป์มาครึ่งเดือน เงินช่วยเหลือจากรัฐลงไม่ถึง ย้ำไทยเข้าสังคมสูงวัย ต้องให้ความสำคัญแรงงาน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า นำอาหารแห้ง น้ำ และของใช้จำเป็น มาบริจาคช่วยคนงานที่แคมป์เบญจมาศ เขตดุสิต ซึ่งต้องปิดแคมป์ไม่ให้เข้าออก ตามมาตรการป้องกันการระบาดโควิด-19 มาครึ่งเดือนแล้ว แต่เงินเยียวยาแรงงานยังไม่ทั่วถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เคยให้ข่าวว่าคนงานได้รับผลกระทบในกรุงเทพและปริมณฑลราว 697,000 คน

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า โดยหลักรัฐจะจ่ายให้คนงานในระบบประกันสังคม 50% ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 7,500 บาท บวกกับอีก 2,000 บาทเพิ่มเติม แต่เมื่อเห็นตัวเลขที่กระทรวงแถลง มาคำนวณดูพบว่า ถึงวันนี้ผ่านมาครึ่งเดือน รัฐจ่ายเงินให้คนงานไปหมื่นกว่าคนเท่านั้น ช่วยคนงานได้ไม่ถึง 3%

‘ผมดูแล้วหวังพึ่งรัฐเป็นหลักคงไม่ไหว ผมขอให้ท่านที่ยังไหวออกมาช่วยกัน แบ่งปันอาหารให้คนงานในแคมป์ที่ถูกกักตัว แม้คนงานส่วนมากจะเป็นต่างด้าว แต่เค้าคือโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจไทย ปี 2564 นี้ในอาเซียนมีแค่ไทยและสิงคโปร์ ที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบคือ 20% ของประชากรมีอายุเกิน 60 ปี วัยที่จะเป็นแรงงานลดน้อยลง จึงหนีไม่ออกที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว ทั้งเราและเขาต้องพึ่งพากันอีกนาน ออกมาช่วยนะครับ มื้อนี้ขอขอบคุณนักเรียนเก่ามาแตร์ฯ ที่ร่วมส่งของร่วมกันครับ’ นายอรรถวิชช์ กล่าว


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ทบ.น้อมรำลึก พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมนำอุปกรณ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปช่วยประชาชนช่วงโควิดอย่างเต็มความสามารถ

พันตรีหญิงหญิง ปวีณา ศรีบัวชุม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 กองทัพบกได้ ทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่ในทุกด้าน โดยเฉพาะศักยภาพของกรมแพทย์ทหารบก และรพ.สังกัดกองทัพบกทั่วประเทศ ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มศักยภาพปฏิบัติงาน สนับสนุนรัฐบาลดูแลผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อ และป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญที่เป็นขวัญกำลังใจและเป็นพลังหนุนในการทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นเข้มแข็งตลอดมานั้น คือพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่กำลังเผชิญกับโรคอุบัติใหม่ โดยได้พระราชทานความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะพระราชทานเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาล ซึ่งหน่วยแพทย์ทหารของกองทัพบกได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ดังกล่าวด้วย ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

พระราชทานน้ำยาตรวจหาเชื้อไวรัส เพื่อการคัดกรองโรคโควิด-19, เครื่องเอกซเรย์แบบเคลื่อนที่ สำหรับการประเมินสภาพระบบทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ ให้แก่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และพระราชทานชุด PPE เป็นเครื่องป้องกันเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงาน รวมทั้งพระราชทานอาหารและถุงพระราชทาน แก่บุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลสนาม ตั้งแต่ พ.ค. 64 อย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระราชทานชุดอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจแบบอากาศบริสุทธิ์ จำนวน 54 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลกองทัพบก 9 แห่ง ได้แก่ รพ.พระมงกุฎเกล้า, รพ.อานันทมหิดล, รพ.ค่ายสุรนารี, รพ.ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, รพ.ค่ายวชิราวุธ, รพ.ค่ายประจักษ์ศิลปาคม, รพ.ค่ายสุรศักดิ์มนตรี, รพ.ค่ายกาวิละ และ รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 64

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พระราชทานหน้ากาก N95 จำนวน 5,000 ชิ้น และหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ Surgical Mask จำนวน 2,000 ชิ้น แก่บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 64 และพระราชทาน เครื่อง Oxygen High Flow จำนวน 10 เครื่อง ให้มีเครื่องช่วยหายใจเพียงพอต่อผู้ป่วย ให้แก่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลอานันทมหิดล เมื่อ 30 เม.ย. 64

นอกจากนี้ยังได้พระราชทานเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพ เครื่องช่วยหายใจ ณ โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระราชทานหน้ากาก N 95, และหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Surgical mask) และของใช้ส่วนตัวสำหรับผู้ป่วย

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี

พระราชทานยาฟาวิพิราเวียร์ จำนวน 70,000 เม็ด ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่ กทม.

และล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 64 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานยาฟ้าทลายโจร จำนวน 2,000 ขวด โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำยาพระราชทานนี้ ไปส่งมอบให้แก่สถานพยาบาลต่าง ๆ เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ต่อไป

เครื่องมือแพทย์และสิ่งของพระราชทานเหล่านี้ ได้ถูกนำไปใช้ในการบรรเทาความเจ็บป่วย, รักษาอาการ, รักษาชีวิตผู้ติดเชื้อในสถานการณ์โควิด-19 และยังเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยแบ่งเบาภาระ ลดการสัมผัสเชื้อให้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานกำลังใจในรูปแบบของขวัญ, อาหารพระราชทาน, พระราชดำรัส อันมาจากพระราชหฤหัยให้กำลังพลสายแพทย์ในอีกหลายรูปแบบ พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทย และพระราชทานให้กองทัพบกในครั้งนี้ นำมาซึ่งขวัญกำลังใจแก่ทหารทุกนาย ให้สามารถยืนหยัดดูแลประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤต ภายใต้ร่มพระบารมีตลอดไป


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รู้หรือไม่? ติดโควิดรักษาตัวที่บ้าน สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้

‘กรมบัญชีกลาง’ เคาะหลักเกณฑ์ อัตรา วิธีการ และเงื่อนไข การเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล กรณีรักษาตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation “กรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวเสี่ยงหรือติดเชื้อโควิด”


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รัฐบาล เผย ข่าวดี ‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ ที่วิจัยและพัฒนาในประเทศ ลุ้นขึ้นทะเบียนตำรับยาจาก อย.เดือนนี้ เล็งต่อยอดผลิตเชิงพาณิชย์ลดนำเข้าจากต่างประเทศ

13 ก.ค. 64 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ติดตามความคืบหน้าการวิจัยและพัฒนาการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ในประเทศ สำหรับต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของรัฐบาล

โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รายงานว่า ได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่าง สวทช., องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ บริษัท ปตท. เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์สารตั้งต้น (Active Pharmaceutical Ingredients : API) ของการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ ความเป็นไปได้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ เพี่อสร้างความมั่นคงทางยาให้แก่ประเทศไทย โดยความร่วมมือดังกล่าว มีความคืบหน้าอย่างมาก สามารถสังเคราะห์สารตั้งต้นที่มีความบริสุทธิ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และยังเป็นการสังเคราะห์จากสารตั้งต้นที่มีราคาถูกโดยไม่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันต้องมีการนำเข้ามากถึงร้อยละ 95

มากไปกว่านั้น ในเดือนกรกฎาคมนี้ ทางองค์การเภสัชกรรมคาดว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ที่ได้วิจัยและพัฒนาขึ้นนั้น จะได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และจากนั้นจะเป็นการผลิตเชิงพาณิชย์เพื่อให้ผู้ป่วยโควิด-19 เข้าถึงยาอย่างเพียงพอ เมื่อทุกอย่างสำเร็จลุล่วง ประเทศไทยจะสามารถผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ในราคาที่ถูกกว่านำเข้าอย่างมาก

นางสาวรัชดา ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง สวทช. อภ. และ บริษัท ปตท. ด้วยว่า ครอบคลุมตั้งแต่การทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการ (Laboratory scale) การถ่ายทอดเทคโนโลยีจนถึงระดับอุตสาหกรรม (Industrial scale) ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Feasibility Study) ที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ จึงถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยา

ขณะเดียวกันการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยนักวิจัยไทยก็มีความก้าวหน้าไปมากเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทย ระยะยาวนำไปสู่การลดการนำเข้า และยังเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งบุคลากรมีทั้งความรู้และนำไปต่อยอดเพื่อการผลิตขายต่อไปด้วย


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'เกาะปันหยี' ILINK เซ็นต์สัญญา ก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี 'เกาะปันหยี' จังหวัดพังงา มูลค่า 143 ล้านบาท

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ​ ILINK ได้ลงนามร่วมกับ นายศุภชัย เอกอุ่น รองผู้ว่าการวิศวกรรม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี เกาะปันหยี จังหวัดพังงา มูลค่างาน 143,980,000 บาท สัญญาจ้างเลขที่ จ.100/2564  สัญญาลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 360 วัน

โดยจะได้เร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนกำหนดเวลา เพื่อสนับสนุนให้ชาวเกาะปันหยี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้ใช้ไฟฟ้าจากแผ่นดินใหญ่ที่มีความเสถียร และประหยัดได้โดยเร็ว ข้อสำคัญลดการปั่นไฟฟ้าในเกาะ จะทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top