Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

ผู้ติดเชื้อโควิดในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3 เท่า ในช่วง 2 สัปดาห์ ท่ามกลางแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาและการกระจายข้อมูลบิดเบือน

เคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในช่วง 2 สัปดาห์ ท่ามกลางแพร่ระบาดของตัวกลายพันธุ์เดลตาและการกระจายข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับวัคซีน จนอัตราผู้เข้ารับวัคซีนชะลอตัว สถานการณ์ที่กำลังทำให้โรงพยาบาลกลับสู่ภาวะตึงเครียด แพทย์และพยาบาลอ่อนแรง

"เจ้าหน้าที่ของเรา พวกเขาผิดหวัง" คำกล่าวของ ชาด นีลเซน ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันเชื้อแห่งบูเอฟ เฮลท์ แจ็คสันวิลล์ โรงพยาบาลในรัฐฟลอริดา ซึ่งจำเป็นต้องยกเลิกการผ่าตัดแบบไม่เร่งด่วน หลังจำนวนผู้ป่วยในโควิด-19 ของโรงพยาบาล เพิ่มเป็น 134 ราย จากระดับต่ำสุด 16 รายในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ยังไม่ฉีดวัคซีน

"พวกเขาเหนื่อยล้า พวกเขากำลังคิดว่านี่มันเป็นเรื่องเดจาวูอีกแล้ว มีอารมณ์โกรธบ้าง เพราะเรารู้ว่ามันเป็นสถานการณ์ที่สามารถป้องกันได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ประชาชนไม่ฉวยประโยชน์จากวัคซีน" เขากล่าว

ทั่วทั้งสหรัฐฯ ค่าเฉลี่ย 7 วันของผู้ติดเชื้อใหม่รายวันในช่วง 2 สัปดาห์หลังสุด ขยับขึ้นไปแตะระดับ 37,000 คน ในวันอังคาร (20 ก.ค.) เพิ่มขึ้นจากระดับไม่ถึง 13,700 คน ในวันที่ 6 กรกฎาคม จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮ็อปกินส์ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวโทษตัวกลายพันธุ์เดลตาและอัตราการฉีดวัคซีนที่ชะลอตัว

จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่ามีอเมริกันชนเพียงแค่ 56.2% เท่านั้นที่ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส

ในลุยเซียนา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรายงานพบผู้ติดเชื้อใหม่รายวัน 5,388 คน ในวันพุธ (21 ก.ค.) ถือเป็นจำนวนรายวันสูงที่สุดอันดับ 3 นับตั้งแต่โรคระบาดใหญ่เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นปี 2020 ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เพิ่มเป็น 844 คน เพิ่มขึ้นมามากกว่า 600 ราย นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน

ยูทาห์ มีผู้ติดเชื้อที่ถึงขั้นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 295 ราย สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ รัฐแห่งนี้มีค่าเฉลี่ยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 622 คนต่อวัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดในช่วงต้นเดือนมิถุนายนถึง 3 เท่า ขณะที่ข้อมูลด้านสาธารณสุขพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ยังไม่ฉีดวัคซีน

ที่นิวยอร์ก ซิตี เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลต่าง ๆ และคลินิกสุขภาพที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของเมือง จะถูกบังคับให้ฉีดวัคซีนหรือเข้ารับการตรวจเชื้อทุกสัปดาห์ ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังหาทางต่อสู้กับเคสติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น จากการเปิดเผยของนายกเทศมนตรีบิล เดอ บลาซิโอ ในวันพุธ (21 ก.ค.)

คำสั่งของเดอ บลาซิโอ จะไม่บังคับใช้กับครู ตำรวจและเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์มุ่งเน้นฉีดวัคซีนของทางเมือง ท่ามกลางการแพร่ระบาดหนักหน่วงขึ้นของตัวกลายพันธุ์เดลตา

จำนวนการฉีดวัคซีนรายงานของเมืองนิวยอร์ก ลดต่ำลงมาเหลือไม่ถึง 18,000 เข็มต่อวัน จากระดับสูงสุดมากกว่า 100,000 เข็มต่อวันในช่วงต้นเดือนเมษายน เวลานี้ประชากรวัยผู้ใหญ่เกือบ 65% ฉีดวัคซีนครบแล้ว แต่อัตราการฉีดวัคซีนวัยผู้ใหญ่ที่เป็นประชากรผิวสีอายุต่ำกว่า 45 ปี มีเพียงแค่ราว ๆ 25% ทั้งนี้มันเป็นอัตราที่น่ากังวลพอสมควร เนื่องจากในบรรดาคนงานในระบบโรงพยาบาลรัฐของทางเมืองนั้น มีถึง 45% ที่เป็นคนผิวสี

ในขณะที่เคสผู้ติดเชื้อในนิวยอร์กซีตี เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าตัวกลายพันธุ์เดลตาคิดเป็นมากกว่า 70% ของผู้ติดเชื้อเหล่านั้นเลยทีเดียว "เราต้องการให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเราฉีดวัคซีน มันกำลังอันตรายขึ้นจากตัวกลายพันธุ์เดลตา" เดอ บลาซิโอกล่าว

ย้อนกลับไปที่ลุยเซียนา มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่นิวออร์ลีนส์กำลังชั่งใจรื้อฟื้นข้อจำกัดบางอย่างเพื่อสกัดการแพร่ระบาด หลังจากก่อนหน้านี้ได้ยกเลิกไป สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดซาลง "ทุกทางเลือกวางอยู่บนโต๊ะ" จากการเปิดเผยของโฆษกประจำเมือง


(ที่มา : เอพี)

https://mgronline.com/around/detail/9640000071547


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ฉีดวัคซีนสลับชนิด ภูมิพุ่ง 8 เท่า ที่สำคัญป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ลงนามในประกาศ ด่วนที่สุด ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ถึงนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด ระบุถึงหลักเกณฑ์การฉีดวัคซีนสลับชนิดกันสำหรับประชาชน และการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า โดยระบุว่า

ด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด พบการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์เดลตา เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก มีการศึกษาโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งประเทศไทย (ไบโอเทค) พบว่า

การฉีดวัคซีน Sinovac เป็นเข็มที่ 1 และฉีควัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2 สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสให้อยู่ในระดับที่สูงได้เร็วมากขึ้น โดยสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีใกล้เคียงกับ AstraZeneca 2 เข็ม ซึ่งคาดว่าจะมีผลดีต่อการป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลตา และไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรงภายหลังได้รับวัคชีน


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ไม่พิมพ์ แต่ลงมือทำ’ รวมเหล่าคนดัง ที่ลงมือช่วยเหลือผู้คนในวิกฤติโควิด-19 แบบทำจริง

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกบันเทิง เมื่อเหล่าดารา ศิลปิน คนดัง ออกมาทำการ Call Out หรือส่งเสียงเรียกร้องประเด็นการบริหารงานของรัฐบาล

ถึงตรงนี้ เป็นสิทธิที่ทุกคน (แม้จะไม่ใช่ดารา คนดัง) สามารถทำได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราทุกคนต้อง ‘เคารพ’ ในกฎหมาย และวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเคารพในสิทธิของผู้อื่นด้วยเช่นกัน การเอาแต่ ‘ความสะใจ’ คงไม่เกิดผลดีในการแก้ปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้น

ในกระแสที่ดารา คนดัง ออกมา Call Out นั้น ในมุมกลับกัน ยังมีผู้คนอีกมากมาย ที่ออกมา ‘ลงมือทำ’ ช่วยเหลือกันในยามวิกฤติ THE STATES TIMES รวบรวมเหล่าคนดังที่ร่วมมือร่วมใจในแบบที่เรียกว่า ‘ลงมือทำจริง’ ซึ่งนี่ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีอีกมากมายหลายคนที่ลงแรงแข็งขันในการช่วยเหลือครั้งนี้

เราขอคารวะในหัวจิตหัวใจอันดีงาม แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์ ‘เลือกแสดงออก’ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใด ๆ หากว่าเป้าหมายสูงสุด เป็นเป้าหมายของการนำพาประเทศไทย ให้ก้าวออกจากวิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่นี้

วาง ‘อารมณ์’ ลงก่อน ปลด ‘ความเกลียดชัง’ กันลงบ้าง พี่น้องชาวไทยทั้งหลาย ก่อนที่จะไม่เหลือใครให้ทะเลาะกัน...


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ปริญญ์” เรียกร้อง ศบค. ทบทวนสั่งปิดร้านอาหารในห้าง พื้นที่สีแดงเข็ม หวั่นไม่เป็นผลดีต่อประชาชน - ซ้ำเติมเศรษฐกิจ แนะ 7 แนวทางแก้วิกฤติเร่งด่วน

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ให้ทบทวนมาตรการสั่งปิดร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าและคอมมูนิตี้ มอลล์ ในพื้นที่ 13 จังหวัดสีแดงเข้ม ห่วงไม่มีผลต่อการเพิ่มความปลอดภัยด้านสาธารณสุขเท่าไหร่นัก แต่สร้างผลกระทบหนักต่อประชาชนและเศรษฐกิจ

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวว่า เข้าใจดีถึงเจตนารมณ์ของศบค. ที่อยากลดการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ให้เร็วที่สุด แต่การสั่งปิดร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าและคอมมูนิตี้ มอลล์ในพื้นที่สีแดงเข้ม เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจและประชาชนครั้งใหญ่ เพราะเป็นการสั่งปิดแบบทันที ไม่มีการเยียวยาที่เหมาะสม รวมถึงยังไม่มีข้อมูลใดที่บ่งชี้ว่าร้านอาหารในห้างเป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้มากกว่าร้านอาหารข้างนอก

โดยมาตรการในครั้งนี้ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องประสบกับปัญหาของค้างสต๊อก การขาดสภาพคล่องทางการเงิน เสี่ยงต่อการปิดกิจการ ส่วนลูกจ้างต้องว่างงานหรือตกงานกะทันหัน ในขณะที่ประชาชนทั่วไปก็หาร้านอาหารได้ยากขึ้น ต้องไปแออัดต่อคิวซื้อกลับบ้านตามร้านอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งอาจจะสร้างผลเสียให้กระบวนการทางสาธารณสุขมากกว่าจะเป็นผลดี จึงอยากเรียกร้องให้ศบค. เร่งทวบทวนมาตรการดังกล่าว และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญวิกฤติกลับไปกลับมาซ้ำ ๆ อย่างที่เป็น

นอกจากนี้ นายปริญญ์ยังได้เสนอ 7 มาตรการแก้วิกฤติขาดแคลนเตียงในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 อย่างเร่งด่วน ถึงรัฐบาลและศบค. ดังนี้

1.) เร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกและอนุมัติการนําเข้า Rapid Antigen Test Kits อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ราคาในท้องตลาดถูกลง ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และควรแจกชุดตรวจฟรีถึงบ้าน

2.) ปรับเปลี่ยนสถานที่ เช่น โรงเรียนแพทย์ สถานที่ของกองทัพ และพื้นที่ของเอกชน มาเป็นศูนย์พักพิงแยกผู้ติดเชื้อออกมาจากชุมชนแออัด และมีมาตรการดูแลเชิงรุกก่อนส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล

3.) เร่งแจกฟ้าทะลายโจรแก่ผู้ป่วยติดเชื้อ ไม่ต้องศึกษาเพิ่มแล้ว เพราะตอนนี้มีการศึกษาวิจัยจำนวนมากที่ออกมายืนยันว่าใช้ยานี้กับผู้ป่วยได้ดีในจำนวนที่เหมาะสม รวมถึงควรเร่งจัดหายา Favipiravir และ Remdesivir ให้เพียงพอ อย่าให้มีคอขวดในการนําเข้าแบบตอนนี้ รวมทั้งควรสนับสนุนให้ผลิตยาดังกล่าวได้อย่างเสรีในประเทศไทย

4.) ปลดล็อกการจัดซื้อวัคซีนให้มีความคล่องตัว และโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดหาวัคซีน mRNA และวัคซีนเทคโนโลยีใหม่ เช่น โนวาแวกซ์ (Novavax) ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทัพหน้าและประชาชนในพื้นที่วิกฤติ รวมถึงสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาวัคซีนใบยาของจุฬาฯ ที่เป็นหนึ่งในความหวังสกัดเชื้อกลายพันธุ์อย่างปลอดภัย

5.) ปรับปรุงและพัฒนาการสื่อสารให้ชัดเจน ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เช่น องค์ความรู้ด้านการกักตัวอยู่บ้าน (Home Isolation) การบริหารจัดการคิวฉีดวัคซีนให้มีความเป็นธรรมและเป็นไปอย่างเหมาะสม

6.) เยียวยากลุ่มธุรกิจที่ให้ความร่วมมือปิดกิจการเป็นอย่างดีมาโดยตลอดและได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ฟิตเนส ร้านอาหาร อีเว้นท์ นักดนตรี ธุรกิจกลางคืน/บันเทิง ให้เหมาะสม ทันท่วงที โดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ควรจัดหาแหล่งเงินทุนหมุนเวียนที่ไม่มีดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ พักหนี้ทั้งต้นและดอกอย่างจริงจัง และจัดสรรงบฟื้นฟูเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต ไม่ใช่แค่แจกเงิน เช่น การพัฒนาศักยภาพและทักษะใหม่ ๆ ให้กับประชาชนผ่านสื่อออนไลน์เพื่อเพิ่มแรงงานฝีมือ และควรขยายผลโครงการที่ทำไปแล้วและได้ผลตอบรับที่ดี อาทิ โครงการกระจายความรู้ สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ (From Gen Z to be CEO) ของกระทรวงพาณิชย์ที่ท่านรองนายกฯ จุรินทร์ได้ริเริ่ม โครงการเรียนจบพบงาน ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น

7.) ต้องช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนให้ได้อย่างจริงจัง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น การประปาและการไฟฟ้าต้องยอมรับภาระต้นทุนในส่วนนี้เพื่อช่วยลดค่านํ้าค่าไฟให้กับประชาชนมากกว่าเดิม ภาครัฐต้องลดภาษีและค่าธรรมเนียมทุกชนิด รวมถึงบริษัทโทรคมนาคมต้องปรับลดค่าอินเตอร์เน็ตลงด้วย เพื่อสนับสนุนการทํางานและการศึกษาจากที่บ้าน (Work/Study From Home) โดยรัฐบาลอาจจัดสรรงบมาสนับสนุนด้วยได้

“พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนของประชาชน เราพยายามทําหน้าที่ในส่วนของเราให้ดีที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และประธานมูลนิธิเสนีย์ ปราโมช ได้นําคณะรัฐมนตรีของพรรคปล่อยคาราวานรถ ‘ถุงนํ้าใจ ปชป. ส่งผู้รอเตียง’ จัดส่งอาหารถึงบ้านประชาชนในพื้นที่กทม. ปริมณฑล และภาคใต้ รวมถึงช่วยจัดหาเตียงให้ผู้ป่วยที่ทางศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19 พรรคประชาธิปัตย์ หรือ ศปฉ.ปชป. ได้ประสานงานไปแล้วกว่า 1,600 เตียง

อย่างไรก็ตาม ปชป. จะเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระด้านสาธารณสุขของไทย และเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน โดยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลและศบค. จะเร่งดำเนินการแก้ไขวิกฤตินี้ตามที่ได้เสนอไป และมองที่ประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อพาประเทศฝ่าวิกฤติไปได้ด้วยกัน” นายปริญญ์ กล่าว


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

"คณะก้าวหน้า" จับมือ "บริษัท ส้มจี๊ด เอนเตอร์ไพรส์" สนับสนุนเกษตรกรภาคใต้ ซื้อ "นมแพะมาจู" ช่วยเหลือผู้ประสบภัยโควิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะก้าวหน้า พร้อมด้วย บริษัท ส้มจี๊ด เอนเตอร์ไพรส์ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสนามสำหรับผู้ในพื้นที่เขตหนองจอก เพื่อมอบ "มาจู" นมแพะคุณภาพสูงจากเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 500 ขวด เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยที่กำลังเข้ารับการรักษาและเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก ซึ่งคุณประโยชน์ของนมแพะจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น และย่อยง่ายกว่านมวัวทั่วไป และนมแพะก็ประกอบด้วยวิตามินจำเป็นหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี และแร่ธาตุอีกหลายชนิด จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับดื่มเพื่อบำรุงร่างกายในช่วงการระบาดโควิด-19

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกและกรรมการบริหารคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การมอบนมแพะให้กับผู้ป่วยและบุคลากรที่กำลังต่อสู้กับโควิด เป็นการช่วยเหลือทั้งสองทาง ทางแรก คือ การช่วยให้เกษตรกรนมแพะในชายแดนใต้ยังมีรายได้ เพราะในภาวะที่เกิดการระบาดรุนแรง ชายแดนใต้เป็นพื้นที่สีแดงเข้มเช่นเดียวกับกทม. ทำให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วจากความขัดแย้งในพื้นที่เลวร้ายลงอีก บริษัทส้มจี๊ดจึงตัดสินใจรับซื้อนมแพะจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่สามารถจำหน่ายนมได้เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์และกำลังซื้อในพื้นที่ลดลง เพื่อพยุงรายได้ของเกษตรกรและนำนมที่ผลิตได้มาแจกจ่ายให้กับผู้เดือดร้อน ซึ่งเป็นการช่วยทางที่สอง ให้คนที่ลำบากหรือป่วยไข้ได้อิ่มท้อง มีอาหารที่คุณค่าทางโภชนาการสูง นมแพะถือเป็นอาหารที่นิยมใช้เยี่ยมไข้ หรือให้ผู้ฟื้นไข้ และแม่ลูกอ่อนรับประทานเพื่อบำรุงกำลัง เนื่องจากนมแพะย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ไว และโปรตีนสูง จึงเหมาะกับผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวอีกว่า นอกจากการสนับสนุนเฉพาะหน้าในครั้งนี้ คณะก้าวหน้า และ บริษัท ส้มจี๊ด เอ็นเตอร์ไพรส์ มีความเห็นร่วมกันถึงอนาคตหลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ว่า จำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมพัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชนที่ประสบปัญหาจากพิษเศรษฐกิจ ตกงาน กลับคืนสู่บ้านเกิดตามจังหวัดต่างๆ โมเดลนมแพะมาจู ซึ่งเป็นการตั้งโรงงานผลิตนมแพะ รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยคาดหวังให้โรงงานและเกษตรกรเติบโตไปพร้อมๆกัน และให้เกษตรกรได้ร่วมกันเป็นเจ้าของโรงงานในอนาคต ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางการสนับสนุนภาคประชาชน ให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิถีชีวิตและต้นทุนทรัพยากรในพื้นที่ และในอนาคตจะสร้างงาน สร้างอาชีพ รองรับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา รวมถึงคนวัยทำงานที่ตกงานจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำช่วงโควิด-19

นายเกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส เปิดเผยว่า เขาจะไม่บังคับใช้มาตรการสวมหน้ากากอนามัยใหม่ทั่วรัฐ แม้ว่ายอดผู้ติดเชื้อและผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งก็ตาม

นายแอบบอตต์ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า “รัฐเท็กซัสผ่านพ้นช่วงเวลาของการบังคับใช้มาตรการของรัฐบาล และขณะนี้เป็นเวลาที่ประชาชนจะต้องรับผิดชอบตนเอง”

ก่อนหน้านี้ นายแอบบอตต์ ได้แสดงความคิดเห็นในทำนองเดียวกัน ในขณะให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น KPRC โดยระบุว่า “จะไม่มีมาตรการบังคับสวมหน้ากากอนามัย และเหตุผลก็คือ มีคนจำนวนมากที่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิด-19 ไม่ว่าจะมาจากการฉีดวัคซีน หรือมาจากการติดเชื้อและฟื้นตัวได้เอง ซึ่งจะได้รับภูมิคุ้มกันเช่นกัน”

นอกจากนี้ นายแอบบอตต์กล่าวว่า “มันอาจไม่เหมาะสมที่จะบังคับให้ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วสวมหน้ากากอนามัย”

กระทรวงสาธารณสุขของรัฐเท็กซัส เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ อัตราการติดเชื้อโควิด-19 ในรัฐเท็กซัสสูงเกินเกณฑ์ 10% ที่กำหนดไว้ ขณะที่จำนวนผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั่วทั้งรัฐเพิ่มขึ้นในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้อมูลเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ระบุว่า ประมาณ 43% ของชาวเท็กซัสได้รับการวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยเท็กซัสร่วมกับสำนักข่าวเดอะ เท็กซัส ทรีบูน พบว่า เกือบครึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐเท็กซัสได้กลับมาใช้ชีวิตก่อนการแพร่ระบาด แต่จำนวนของการฉีดวัคซีนปรับตัวลดลงในแต่ละเดือนตั้งแต่เดือนเม.ย. เป็นต้นมา


ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2021/109198


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

เหอหนานประสบอุทกภัยหนักในรอบพันปี ประชาชนกว่าสองแสนคนไร้ที่อยู่ รัฐบาลจีนเร่งจัดการดูแลประชาชน

ปักกิ่ง (รอยเตอร์/บีบีซี นิวส์/ซีซีทีวี) รายงานพื้นที่ราบลุ่มในมณฑลเหอหนาน ในภาคกลางของจีนถูกน้ำท่วมหนัก เมืองเจิ้งโจว เมืองเอกของมณฑลได้รับผลกระทบรุนแรง หลังฝนถล่มหนักมาก ถึงขั้นเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาระบุว่า เป็นฝนตกหนักที่สุดในรอบ 1,000 ปี ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ศพ ไร้ที่อยู่อาศัยอีกมากกว่า 200,000 คน

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า เมืองเจิ้งโจว ซึ่งมีประชากรมากกว่า 12 ล้านคน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเหลือง มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 18 ศพแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนักและประชาชนราว 100,000 คน ต้องอพยพจากบ้านไปยังสถานที่ปลอดภัย ชาวบ้านไร้ที่อยู่อาศัยอีกมากกว่า 200,000 คน ประชาชนหลายล้านคนในมณฑลเหอหนานได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่มีฝนตกอย่างหนักตั้งแต่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสาขาต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวว่า สถานีรถไฟใต้ดินในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ถูกน้ำท่วมทะลักเข้าไปถึงด้านในสถานีสร้างความตื่นตกใจให้กับผู้คน นอกจากนี้ น้ำยังทะลักเข้าไปในขบวนรถไฟด้วย ซึ่งระดับน้ำสูงประมาณ 1 เมตร ขณะที่ท้องถนนกลายสภาพเป็นแม่น้ำมีรถยนต์จอดเสียหายจำนวนมาก เจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิงลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

ขณะที่เมื่อช่วงคืนวันอังคารที่ผ่านมา ปริมาณน้ำฝนทำให้เกิดรอยแตกความยาว 20 เมตรที่เขื่อนแห่งหนึ่งในเมืองลั่วหยาง ทางตะวันตกของเมืองเจิ้งโจวและเขื่อนสามารถจะแตกและพังทลายได้ทุกเวลา ในขณะเดียวกัน สำนักงานควบคุมน้ำท่วมของเมืองเจิ้งโจว กล่าวว่าอ่างเก็บน้ำเกาเจียซุยของเมืองเจิ้งโจวก็เกิดการแตกร้าวเช่นกัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวปราศรัยถึงสถานการณ์อุทกภัยที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ทั่วประเทศในวันนี้ว่า สถานการณ์การป้องกันน้ำท่วมรุนแรงมากและอยู่ในขั้นวิกฤติ แม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำสูงเกินกว่าระดับมาตรฐานแล้วและเขื่อนหลายแห่งก็แตกเสียหาย รถไฟหลายสายต้องหยุดให้บริการและเที่ยวบินต้องยกเลิก นอกจากนั้น ยังทำให้ทรัพย์สินเสียหายและประชาชนเสียชีวิต เขากล่าวด้วยว่า ความพยายามในการป้องกันน้ำท่วมกลายเป็นเรื่องยากลำบากมาก ๆ แต่ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานจัดลำดับความสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้คนและทรัพย์สินของพวกเขาอย่างเต็มกำลัง

ตั้งแต่เมื่อค่ำวันเสาร์จนถึงเย็นวันอังคาร มีฝนตกวัดปริมาณได้ 617.1 มิลลิเมตรในเมืองเจิ้งโจวซึ่งเกือบเท่ากับปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยใน 1 ปีที่ 640.8 มิลลิเมตร ส่วนเมืองผิงติ่งซานมีปริมาณน้ำฝนมากที่สุด วัดได้ 400.8 มิลลิเมตร


ที่มา : https://www.naewna.com/inter/589408


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร สั่งเดินหน้าศูนย์พักค่อย แยกผู้ติดเชื้อรักษาตัว ลั่น ความเป็นตายสำคัญกว่าระเบียบ

22 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 (ข้อมูลวันที่ 21 ก.ค. 64 เวลา 24.00 น.) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 975 ราย แบ่งเป็นการค้นหาเชิงรุก 199 ราย Bubble & Sealed โรงงาน/เรือนจำ 10 ราย Walk in ในโรงพยาบาล 766 ราย ผู้เสียชีวิต 4 ราย ผู้ติดเชื้อสะสม 38,325 ราย

ขณะที่เตียงในโรงพยาบาลหลัก ยังคงเต็มอย่างต่อเนื่อง ส่วนเตียงในโรงพยาบาลสนามทั้ง 7 แห่ง จำนวน 2,815 เตียง เหลือเตียงว่างจำนวน 189 เตียง ขณะที่เตียงในศูนย์พักคอยคนสาคร หรือ โรงพยาบาลสนามชุมชน Community Isolation ทั้งหมด 33 แห่ง ครอบคลุม 3 อำเภอ จำนวน 4,008 เตียง เปิดให้บริการแล้ว 21 แห่ง มีเตียงพร้อมใช้งาน 2,439 เตียง มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เข้าใช้งานแล้ว 487 เตียง ส่วนที่เหลืออีกทั้งหมดกำลังเร่งทยอยเปิดใช้งาน คาดว่าประมาณต้นสัปดาห์หน้าจะเปิดใช้งานศูนย์พักคอยคนสาครได้ครบทุกแห่ง

ด้านนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้สั่งการปรับการทำงานของศูนย์พักคอยผู้ป่วย "โควิด-19" จ.สมุทรสาคร ใหม่ เนื่องจากผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันมีมาก และจะเริ่มให้ load ผู้ป่วยเข้าไปรักษาตัวทันที จะให้รอขั้นตอนทุกอย่างของ สธ.บางครั้งไม่ทันการ ฉะนั้น จะมอบให้เจ้าหน้าที่คัดกรอง และนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่กระบวนการรักษาก่อน

"ศูนย์พักคอย คือ ศูนย์ที่นำผู้ติดเชื้อมาพักรักษาตามอาการ ต่างจากโรงพยาบาลสนาม เพราะไม่มีแพทย์ แต่จะใช้กระบวนการคนในชุมชน ดูแลกันเอง และจะส่งต่อโรงพยาบาลเมื่อเตียงว่าง แต่หากรายใดอาการหนักจะรักษาก่อน...

...ทุกวันนี้ขั้นตอนที่เราจะนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่ศูนย์พักคอย มีมาตรการเยอะมาก โดยเฉพาะการนำผู้เข้าศูนย์จะต้องตรวจ X-ray ปอด ตามข้อกำหนดของ สธ. และอาจจะไม่ทันเวลาสำหรับโรคระบาดที่มีผู้ติดเชื้อมากแต่ละวัน ถ้ารอขนาดนั้น การที่เราจะแยกโรคออกจากคน คงไม่ทันการ"

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ยังบอกอีกว่า เราจะให้ปรับลดข้อกำหนดของคนเข้าศูนย์พักคอยลง เพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชนและครอบครัวเข้าไปรักษา และจะขอให้ ทีมแพทย์ตรวจคัดกรองในศูนย์

อย่างน้อยคนป่วยก็มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง คนไม่ป่วยก็ไม่ต้องกังวลและถ้าเตียงในโรงพยาบาลมี จึงจะนำเข้ารักษาตามระบบโดยเร็วที่สุด สิ่งสำคัญ บุคลากรทางการแพทย์ที่สมุทรสาคร ตอนนี้ทำงานแทบไม่มีวันหยุด และหลายคนก็ติดเชื้อโควิด-19 ภายใต้บุคลากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เราเชื่อว่าคนสมุทรสาครจะร่วมมือกันเพื่อก้าวผ่านโควิด-19 ครั้งนี้ไปด้วยกัน

ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ย้ำว่า "ถ้าระเบียบทำให้ประชาชนต้องตายเพราะไม่มีที่กักตัว โปรดจงก้าวข้ามระเบียบนั้นแล้วบอกว่า ต้องทำเพราะผมเป็นคนสั่งเอง ให้มันรู้ไปว่า ระเบียบกับความตาย อะไรสำคัญกว่า"


ที่มา : https://www.naewna.com/local/589485

https://www.komchadluek.net/news/regional/475450


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นพ.มนูญ โพสต์เฟซบุ๊ก แอตร้าฯ - ไฟเซอร์ เหมาะเป็นเข็ม 3 เสนอ ควรหยุดซื้อวัคซีนซิโนแวครุ่นปัจจุบันเพิ่ม จนกว่าจะมีวัคซีนรุ่นใหม่ที่ครอบคลุมเชื้อกลายพันธุ์ทุกชนิด

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า...

การให้วัคซีนกระตุ้นภูมิเข็มที่ 3 แก่บุคลากรการแพทย์ด่านหน้าและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคแล้ว 2 เข็ม มีความจำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพ

วัคซีนซิโนแวคเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายฉีดคนละ 2 เข็มตามที่มีการขึ้นทะเบียนไว้ ถึงแม้จะป้องกันการติดเชื้อและการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาได้น้อยกว่าวัคซีนเทคโนโลยีใหม่...ในชีวิตจริง ซิโนแวคยังมีประสิทธิภาพลดการป่วยหนักและเสียชีวิต แม้ว่าจะไม่ถึง 100% แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ฉีดเลย

หลังจากฉีดซิโนแวค 2 เข็ม เวลาผ่านไปหลาย ๆ เดือน ภูมิคุ้มกันแอนติบอดี้ในเลือดจะลดลงตามธรรมชาติ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันบูสเตอร์เข็ม 3 ด้วยวัคซีน Adenovirus vector เช่น วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า หรือวัคซีนเทคโนโลยี mRNA เช่น วัคซีนไฟเซอร์ นอกจากจะกระตุ้นภูมิต้านทานแอนติบอดี้ให้สูงขึ้น เพื่อจับไวรัสไม่ให้เข้าสู่เซลล์ของเราแล้ว ยังทำให้เกิดภูมิคุ้มกันชนิดที่เราเรียกว่าเม็ดเลือดขาว T cell เพื่อกำจัดเซลล์ของเราที่เชื้อไวรัสเข้าเซลล์ได้ด้วย

ช่วงนี้จะทราบข่าวบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ในทุกโรงพยาบาลจำนวนไม่น้อย บางรพ.เป็นหลักร้อย บางรพ.เป็นหลักสิบ ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (Breakthrough infection) ถึงแม้ว่าได้รับซิโนแวคครบแล้ว 2 เข็ม แต่ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง

เป็นที่ทราบกันดีบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เมื่อติดเชื้อ สามารถแพร่เชื้อให้ผู้ป่วยที่เป็นคนสูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว และเจ้าหน้าที่ร่วมงานหลาย ๆ คน รวมทั้งคนที่บ้านตนเอง ต้องหยุดงานกักตัว 14 วัน ทำให้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก ผมเองได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มเมื่อเดือนเมษายน ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็ม 3 แล้ว

สำหรับประชาชนที่ฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้วจำนวนกว่า 7 ล้านกว่าคน การฉีดเข็ม 3 บูสเตอร์ควรจะให้ในภายหลังเมื่อมีวัคซีนเพียงพอ โดยให้คนอายุมากกว่า 60 ปี และคนที่มีโรคประจำตัวก่อนคนอื่น เนื่องจากยังมีคนอีก 40-50 ล้านคนยังไม่ได้วัคซีนแม้แต่เข็มแรกเลย

เป็นที่ทราบว่าประเทศไทยสั่งจองวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 61 ล้านโดส วัคซีนซิโนแวค 19 ล้านโดส วัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส ทยอยส่งในปีนี้ ผมเสนอให้ไทยควรหยุดสั่งซื้อเพิ่มวัคซีนซิโนแวครุ่นปัจจุบัน จนกว่าจะมีวัคซีนรุ่นใหม่ที่ครอบคลุมเชื้อกลายพันธุ์ทุกชนิด


ที่มา: https://www.facebook.com/604030819763686/posts/1993203404179747/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘นายกฯ’ โพสต์หารือ ’ศธ.-อว.’ กำหนดมาตรการลดภาระ ค่าใช้จ่าย ’ผู้ปกครอง-ครู-นักเรียน’ เตรียมนำเข้าครม.อังคารหน้า คาดนักศึกษา 1.75 ล้านคน มีเฮเคาะเกณฑ์ลดค่าเทอมสูงสุด 50% ส่วน ม.เอกชน หัวละ 5 พัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha’ ระบุว่า ได้ประชุมกับกระทรวง ศธ.และ อว. เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วนในการช่วยลดภาระ/ค่าใช้จ่าย ให้กับผู้ปกครอง ครู และนักเรียน/นักศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มด้อยโอกาสยากจนและกลุ่มผู้พิการ โดยมีแนวทางในด้านต่าง ๆ เช่น

1.) มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียน

2.) ขอความร่วมมือให้ลด หรือชะลอการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากผู้ปกครองในโรงเรียนเอกชน

3.) สนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่สถานศึกษา เพื่อรองรับการเรียนแบบออนไลน์

4.) ช่วยเหลือผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างงาน

ที่ประชุมได้มอบหมายให้ อว.และ ศธ. จัดทำรายละเอียดและขั้นตอนในการดำเนินการในมาตรการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า

ด้านนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับนายกฯ ว่า นายกฯ ได้รับหลักการมาตรการตามที่ อว.เสนอ คือ

1.) สถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ จะลดค่าเล่าเรียน และค่าธรรมเนียมการศึกษา โดยกำหนดเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา ร้อยละ 50 ขั้นที่ 2 ตั้งแต่ 50,001-100,000 บาท ลดร้อยละ 30 และขั้นที่ 3 ตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป ลดร้อยละ 10 โดยรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณสำหรับส่วนลดนี้ ร้อยละ 60 และสถาบันอุดมศึกษาสมทบ ร้อยละ 40

2.) สถาบันอุดมศึกษาเอกชน รัฐบาลจะสนับสนุนลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา คนละ 5,000 บาท และให้ทางสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแต่ละแห่งพิจารณาลดค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม และสนับสนุนมาตรการอื่น ๆ เช่น ขยายเวลาผ่อนชำระหรือผ่อนจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา ตั้งกองทุนสนับสนุนการศึกษา จัดหาอุปกรณ์/โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำหรับนักศึกษายืมเพื่อใช้ในศึกษาออนไลน์ ส่วนลดค่าหอพักนักศึกษา จัดสวัสดิการพิเศษกรณีนักศึกษาป่วยด้วยโรคโควิด-19 เป็นต้น

ทั้งนี้มาตรการนี้จะเริ่มใช้ทันทีในภาคศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยจะมีนิสิต นักศึกษาที่ได้รับประโยชน์เป็นจำนวนถึง 1,750,109 คน


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top