โลกยกย่อง 'สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ’ บุคคลสำคัญของโลก ยูเนสโก รับรองเรียบร้อย รอแค่ประกาศทางการ
ยูเนสโก รับรอง 'สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ-พระยาศรีสุนทรโวหาร' เป็นบุคคลสำคัญของโลก ไทยเตรียมเฉลิมฉลองเป็นวาระสำคัญ
วันที่ 16 พ.ย. 64 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้เสนอพระนามสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นบุคคลสำคัญของโลกต่อที่ประชุมยูเนสโก เนื่องจากในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 จะเป็นวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ประเทศไทยจึงได้เสนอพระนามให้ยูเนสโกพิจารณาประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก เพราะพระองค์ทรงประกอบพระกรณียกิจนานัปการด้วยพระปณิธานแน่วแน่ที่จะทำประโยชน์เพื่อประชาชนชาวไทย และสังคมโลก ทั้งยังทรงยึดมั่นในคุณค่าของมนุษย์ และศักยภาพของการพัฒนาจึงทรงอุปถัมภ์กิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ การแพทย์และการสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านสัมพันธไมตรี การสื่อสารและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ด้านการศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และพสกนิกรชาวไทย
โดยการประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือองค์การยูเนสโก ได้พิจารณารับรองพระนามสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และพระยาศรีสุนทรโวหาร เป็นบุคคลสำคัญของโลกเรียบร้อยแล้ว
















ซึ่งทางบริษัทประชารัฐรักสามัคคีตรัง( วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ได้ทำหนังสื่อไปถึงนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แจ้งความประสงค์ขอรับการประกาศแนวชายฝั่งทะเลอันดามันจังหวัดตรัง ความยาว 119 กิโลเมตร เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
หลังรับฟังการบรรยาย ดร.นาที กล่าวว่าจังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและมีต้นทุนทางทรัพยากรที่สูงอยู่แล้ว ดังนั้นการจะพัฒนาให้ตอบรับต่อการท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้นจำเป็นจะต้องมีการบูรณาการระหว่างหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐอาทิเช่นท้องถิ่น ร่วมกับภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยผลักดันหรือ ชี้ช่องทางการตลาดให้ดึงดูดแก่บุคคลภายนอกให้รู้จักอำเภอสิเกาหรืออำเภออื่นๆในจังหวัดตรังมากขึ้น
ดังนั้น หากต้องการให้ภาคท่องเที่ยวในจังหวัดเติบโตขึ้นจำเป็นจะต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ให้ดีเสียก่อนตนจึงกล่าวในที่ประชุมว่าให้ส่วนราชการอย่างเช่นกรมทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องของถนนและไฟฟ้าให้สว่างไสวและเดินทางสะดวก ซึ่งตนนั้นก็จะช่วยผลักดันงบประมาณเพื่อเข้ามาพัฒนาอย่างเต็มที่เช่นกัน 
บริเวณศาลาริมทางหน้าวัดเจดีย์ทอง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี รวมทั้งสิ้น 2 จังหวัด รวม 1,000 ชุด คิดเป็นมูลค่า 350,000 บาท (สามแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) โดยมี สำนักงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแต่ละจังหวัดเป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐร่วมในพิธี เมื่อวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 64 ที่ผ่านมา