Thursday, 2 July 2026
NEWS FEED

สงขลา-“หาดใหญ่ปราศัยสร้างสรรค์”ประชาธิปัตย์ จัดทีมเศรษฐกิจ ขึ้นเวที ช่วย นิพัฒน์ เบอร์ 4 เป็น ส.ส.เขต 2 สงขลา ชู ศักยภาพเมืองหาดใหญ่มีความพร้อม

ด้านคมนาคม รองรับการขยายตัวเศรษฐกิจ-แก้ปัญหาจราจร ด้านนิพนธ์ฯ ขอบคุณ ประชาชนที่สนับสนุนปชป. ย้ำ พรรคไม่ทอดทิ้งหาดใหญ่ 

นายนิพนธ์ บุญญามณี  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  นำขุนพลทีมเศรษฐกิจ  ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมขนส่งฯ พร้อมด้วยนายเมธี อรุณ (เมธี ลาบานูน (รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์) ผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส เขต 2 นายไพเจน มากสุวรรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังกวัดสงขลา นายนิยม พรรณราย รองประธานสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ นายประสิทธิ์ ช่วยชูสกุล เลขานุการนายก อบจ.สงขลา ขึ้นเวทีปราศรัยในหัวข้อ "ทิศทางเศรษฐกิจหาดใหญ่จะเป็นอย่างไร" และ เปิดวิสัยทัศน์ของนายนิพัฒน์ อุดมอักษร ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 เบอร์ 4 โดยมีพี่น้องประชาชนในเขตเทศนครหาดใหญ่ และประชาชนผู้สัญจรไปมากว่าสองหมื่นคนให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยอย่างเนืองแน่น  ณ บริเวณลานหน้าหอนาฬิกาหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ซึ่งในส่วนของ ดร.สามารถกล่าวช่วงหนึ่งว่า หาดใหญ่มีทำเลยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งภาคใต้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องขับเคลื่อนหาดใหญ่ด้วยระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคมีนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ รถโมโนเรล ซึ่งหาดใหญ่จะประสบปัญหาในเรื่องการจราจรติดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งอบจ.สงขลาในสมัยท่านนิพนธ์เป็นนายกอบจ.ได้ริเริ่มโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยว มีระยะทางยาว 13 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 16,000 ล้านบาท โดยเริ่มตั้งแต่บ้านพรุ-รถตู้ตลาดเกษตรควนลังในระยะแรก ซึ่งขณะนี้ได้ทำประชาพิจารณ์ และทำในสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยหมดแล้ว ในส่วนระยะที่สองจะขยายเส้นทางจากสถานีน้ำพุ ถนนลพบุรีราเมศวร์ และจากสถานีคอหงส์ไปยังสวนสาธารณะหาดใหญ่ และระยะที่สาม จะเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างสถานีหาดใหญ่ในกับสถานีคลองเรียน จนถึงศูนย์การค้าไดอาน่า ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อรถตุ๊กตุ๊ก  รถสองแถว และวินมอเตอร์ไซด์  

ดร.สามารถ กล่าวต่ออีกว่า เวลานี้ผมมีผลการศึกษา และแบบเบื้องต้นอยู่ในมือแล้ว การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก็ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะผลักดันให้โมโนเรลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่งก็จะแก้ปัญหารถติดในเมืองหาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นก็มีรถไฟรางคู่หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์เชื่อมต่อไปสู่กรุงเทพฯ ซึ่งจะทำให้ย่นระยะเวลาเหลือเพียง 8 -10 ชั่วโมง ซึ่งเป็นรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เพื่อรองรับรถไฟจากประเทศมาเลเซียที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเช่นกัน ซึ่งจะทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น และจะทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในหาดใหญ่มากขึ้น รวมถึงจะช่วยกระตุ้นให้มูลค่าการค้าการขายชายแดนระหว่างไทย- มาเลเซียพุ่งสูงที่สุดของประเทศ ราว 660,000 ล้านบาท และในส่วนของถนนมอเตอร์เวย์ พรรคปชป.ทำสายแรกตั้งแต่กรุงเทพ - ชลบุรี โดยทำเป็นมอเตอร์เวย์ จตุรทิศ  หาดใหญ่จากสะเดาไปด่านนอก แบบเสร็จแล้วเหลือเพียงการเจราจากับทางมาเลย์เท่านั้น ซึ่งจะทำให้การค้าขายการส่งออกดีขึ้น อีกเรื่องคือเรื่องของสะพานเชื่อมเกาะสมุย ถ้ามีสะพานใช้เวลาเพียง 20 นาที ซึ่งผมเป็นคนริเริ่มคิดในเรื่องนี้มานานแล้ว โดยทำเป็นแบบสะพานขึง ถ้ามีโครงการเหล่านี้จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวของชาวมาเลย์และสิงคโปร์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเราต้องการทำหาดใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางขนส่ง และศูนย์กลางการเงินให้ได้ เนื่องจากหาดใหญ่มีความพร้อมในทุกด้าน จึงต้องอาศัยแรงผลักดันจากพี่น้องประชาชนให้ความมั่นใจในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเลือกนายนิพัฒน์ อุดมอักษร  ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 เบอร์ 4 และเลือกพรรคประชาธิปัตย์เบอร์ 26

“กรมทะเลชายฝั่ง” จับมือ “กรมอุทยานฯ” ร่วมสนับสนุนโครงการ SEA YOU STRONG ทะเลคือหัวใจของไทย อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ว่ายน้ำข้ามทะเล 70 กม. กระตุ้นจิตสำนึกรักษ์ทะเล กระบี่- พังงา-ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ร่วมให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมภายใต้ “โครงการ SEA YOU STRONG ทะเลคือหัวใจของไทย อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล” ซึ่งเป็นโครงการที่นายสิรณัฐ สก๊อต หรือ “ทราย สก๊อต” จัดขึ้นโดยนำทีมนักอนุรักษ์ 36 คน ว่ายน้ำข้ามทะเลอันดามันเป็นระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร ผ่าน 3 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ พังงา และภูเก็ต เริ่มจากหาดยาว จ.กระบี่ ไปสิ้นสุดที่อ่าวปอ จ.ภูเก็ต ในระหว่างทางก็จะแวะพักตามเกาะท่องเที่ยวชื่อดังของแต่และจังหวัด โครงการดังกล่าวจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 – 29 เมษายน 2566 โดยทางกรม ทช. จัดเรือราชการ 2 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำเรือ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  คอยอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยในกิจกรรม รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ทำกิจกรรม Big Cleaning Day ลด ละ เลิกใช้พลาสติก

 
นายอภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

นายอภิชัย รรท.อทช. กล่าวหลังจากพิธีเปิดโครงการ SEA YOU STRONG ทะเลคือหัวใจของไทย อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นภายใต้โครงการดังกล่าวนี้ เป็นการสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในการดูแล รักษา ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความหลากหลายทางชีวิภาพสำหรับแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ทั้งนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีภารกิจที่สอดรับกับนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เน้นย้ำเรื่อง “การส่งเสริมการมีส่วนร่วม” ของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และประชาชน กรมพร้อมให้การสนับสนุนเครือข่ายอาสาสมัครที่ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนปลุกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพราะตนเชื่อมั่นว่าการรวมพลังในสังคมเป็นจุดเริ่มต้นของพลังที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะ “คนรุ่นใหม่” ที่มีแนวคิดสร้างสรรค์กลายเป็น “Soft Power” ที่กระตุกจิต กระชากใจ เปลี่ยนแปลงความคิด ทำให้ผู้คนมีส่วนร่วม หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อย่างกิจกรรมในครั้งนี้ที่คุณทราย สก๊อต นักอนุรักษ์รุ่นใหม่ได้นำทีมนักว่ายน้ำอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลว่ายน้ำข้ามทะเลอันดามัน นอกจากจะกระตุ้นให้คนหันมาเห็นมุมต่างๆ ของทะเลไทย ที่ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลายเรื่อง ทั้งที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ และธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในฝั่งอันดามันให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักมากขึ้นอีกด้วย โอกาสนี้ จึงอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนให้เห็นความสำคัญ และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อให้คงความอุดมสมบูรณ์สืบต่อไป

สส. ผนึกพลัง ยกระดับความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ACE Dialogue)

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ACE Dialogue) ในวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2566 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบการประชุมทางไกล Video Conference เพื่อสร้างการรับรู้ ความตระหนัก รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การมีส่วนร่วมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นำพาประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นายวรพล จันทร์งาม รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นเรื่องวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนบนโลกนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัยแล้ง พายุ คลื่นความร้อน ธารน้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น รวมถึงอุณภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิต ทำลายสถานที่อยู่อาศัย สร้างความเสียหายต่อวิถีชีวิตและชุมชนของเราในระดับโลก ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในการประชุม World Leaders Summit ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (UNFCCC COP26) นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศเจตนารมณ์ยกระดับการดำเนินการของไทย ที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065


กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ในฐานะหน่วยประสานงานกลางของประเทศ ดำเนินการตามกรอบมาตรา 6 ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (National Focal Point of Action for Climate Empowerment (ACE) under UNFCCC Framework) มีหน้าที่ในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยให้กับทุกภาคส่วน

'ผศ.ดร.ธรณ์' ฟาด!! ทัวร์ดำน้ำ แต่ไม่รักทะเล ที่เกาะร้านเป็ด ตอบโต้พฤติกรรมก้าวร้าว 'ปลาวัวไททัน' ด้วยการ 'ฆ่า'

(29 เม.ย.66) ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Thon Thamrongnawasawat’ หลังจากได้เห็นข้อความและภาพเหตุการณ์น่าเศร้าจากการกระทำของ ทัวร์ดำน้ำ แต่ไม่รักทะเลรายหนึ่ง ณ จุดดำน้ำชุมพร ที่ได้โพสต์ข้อความออกมาว่า...

“ดำน้ำอยู่เฉยๆ ไม่เคยยุ่งกันน้าาา แต่มากัดเราก่อนน้าาาา มึงตาย !!!... ‘ปลาวัวไททัน’ (Trigger Fish) ตัวนี้เป็นตำนานที่เกาะร้านเป็ด ดุมาก กัดลูกทัวร์ทั้ง Freedive และ Scuba หลายคนแล้ว วันนี้โดนกับตัวเอง ยอมไม่ได้ และเพื่อป้องกันมันไปโจมตีนักดำน้ำท่านอื่น กูจัดให้เน้นๆ ทำเมนูอะไรเด่วมาอัปเดต”

โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ได้โพสต์ตอบโต้กลับว่า...

ในบ้านทุกบ้านมีกติกา พฤติกรรมก้าวร้าวของสัตว์น้ำมีที่มา มีการหวงรัง/หวงพื้นที่ มีการดูแลปกป้องที่อยู่และให้กำเนิดลูกน้อย

หากเราไม่สามารถรับกติกาในบ้านคนอื่น เราไม่ควรไปเยี่ยมเยือนบ้านของพวกเธอ ยังมีที่อื่นๆ อีกมากที่มนุษย์เป็นคนกำหนดกติกา เราเลือกไปในที่เหล่านั้นได้

ทราบว่าเจ้าหน้าที่/ผู้เกี่ยวข้องรู้เรื่องแล้ว หวังว่าจะมีการดำเนินการที่เหมาะสมในไม่ช้าครับ


ที่มา: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid027HuM7HA2GaW1BE3RRcFHvb4jSSTwkaxeY6T6MJWV9xXUnxDEHYybWzzvVfMSDGJYl&id=100000156385897&mibextid=Nif5oz

สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในพระบรมราชูปถัมภ์” ชม หม้อแปลงซับเมอร์ส ระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก (Submersible Transformer Low Carbon)

สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เยี่ยมชม “หม้อแปลงใต้ดิน Low carbon” โดยได้รับการต้อนรับจาก ดร. สมบัติ วนิชประภา ที่ปรึกษาสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคุณประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด โครงการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Submersible Transformer Low carbon การนำสายไฟลงดินทั้งระบบ ในพื้นที่สยามสแควร์ หม้อแปลง Submersible Transformer Low carbon ไม่บังหน้าร้าน, ไม่บังร้านค้า ไม่บังหน้าบ้าน เสริมสร้างทัศนียภาพ สร้างความปลอดภัยต่อประชาชนและบริหารระบบจัดการพลังงานสิ้นเปลือง ลดมลพิษ ลดค่าไฟฟ้า ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก สร้างความมั่นคงพลังงานอย่างยั่งยืน ให้ผู้ประกอบการโรงงาน อาคาร สถานประกอบการ สอดคล้อง พันธกิจ ส่งเสริม พัฒนา สนับสนุนระบบไฟฟ้าสายใต้ดิน และการใช้พลังงานสะอาด ในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เชิงพาณิชย์อย่างมั่นคง

และเป็นการตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ตามที่กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emission

    
ทางกลุ่มความร่วมมือ ขอขอบคุณ สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ให้เกียรติมาเยี่ยมชม นวัตกรรม สินค้าบัญชีนวัตกรรมไทย หม้อแปลงใต้ดิน Low carbon การจัดการพลังงานและบำรุงรักษาแบบ IoT เพื่อเสริมสร้างระบบไฟฟ้าลงดิน เกิดความเสถียรภาพและความมั่นคง

#88pacific
ข้อมูลข่าว:สมาคมสื่อมวลชนเพื่อสังคม

ศลต.ตร. อบรมให้ความรู้ข้อกฎหมายก่อนการเลือกตั้งให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลการเลือกตั้ง...

เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.66) เวลา 09.00 น. ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.สลต.ตร.(3) เป็นประธานในการประชุมเปิดอบรมให้ความรู้กฎหมายเลือกตั้งแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง และการจัดทดสอบความรู้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ารับฟังการอบรม

วิทยากรที่ให้ความรู้ในวันนี้ มีจำนวน 2 ท่าน คือ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี และ นายวิฑูรย์ อิศรภัคดี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 2 สำนักกฎหมายและคดี กกต. ณ ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 ตร. พร้อมถ่ายทอดสัญญาณไปยังข้าราชการตำรวจ 110,340 นาย  ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งทั่วประเทศผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ และหลังจากการเข้ารับการอบรมรับฟังความรู้ข้อกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว ผบ.ตร.ได้จัดให้มีการทดสอบความรู้ในครั้งนี้โดยการทำการทดสอบผ่านคลังข้อสอบ ONLINE จำนวน 35 ข้อ (เกณฑ์การผ่านคือ 80 เปอร์เซนต์ หรือ 28 ข้อ) ณ ที่ตั้งของแต่ละสถานีตำรวจ หรือสถานที่ที่แต่ละหน่วยกำหนดให้ข้าราชการตำรวจมาเข้ารับฟังการอบรม

วัดคลองท่อม จัดพิธีเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์ ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดหน้าตัก118 นิ้ว ประดิษฐานพระธาตุมหาเจดีย์วัดคลองท่อม มีชาวพุทธศาสนิกชนแห่ร่วมงานนับหลายพันคน  

วันที่ 28 เมษายน 2566 เวลา 08.18 น พระครูสถิตนราธิการ ดร. เจ้าคณะตำบลคลองท่อมใต้ เจ้าอาวาสวัดคลองท่อม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พล.ต.อ. องอาจ มีคุณสมบัติ  เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พล.ต.ท. สมชาย นิตยบวรกุล นายพิริยะ ศรีสุขสมวงศ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลคลองท่อมใต้ ร่วมพิธีเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์องค์พระประธานหน้าตักกว้าง 3 เมตรเพื่อประดิษฐานในพระมหาธาตุเจดีย์วัดคลองท่อม ณ มณฑลพิธีพระธาตุมหาเจดีย์วัดคลองท่อม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ 
โดยพระครูสถิตนราธิการ เจ้าคณะตำบลคลองท่อมใต้ เจ้าอาวาสวัดคลองท่อม ทรงเจิมแผ่นทองคำ เงิน นาก แล้วทรงประกอบพิธีเททองหล่อนำฤกษ์ ซึ่งมีพิธีกรรมทางพราหมณ์ ร่วมด้วย โดยมีการเจริญพระพุทธมนต์และเจริญชัยมงคลคาถา จากพระสงฆ์ที่เข้าร่วมในพิธี 

โดยงานเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์ ในครั้งนี้มีกำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 28 เมษายน 2566 รวมเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน ซึ่งได้รับความสนใจจากพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมงานบุญในครั้งนี้หลายพันคน และมีการเททองหล่อพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งมีขนาดหน้าตัก 3 เมตร หรือ 118 นิ้ว ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เท่าที่มีการหล่อพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นองค์พระประธานประดิษฐานพระมหาธาตุเจดีย์วัดคลองท่อม รูปแบบนับเป็นพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งมีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล ประดิษฐานอยู่ในบุษบกไม้ ณ หอพระ ระหว่างศาลกับศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์นี้ศิลปะศรีวิชัย ผสมผสานในสมัยกรุงศรีอยุธยา และส่วนพระธาตุมหาเจดีย์วัดคลองท่อมก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัย และมีไม่กี่แห่งของภาคใต้ สร้างเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาสืบไป 

เตือนคนที่ชอบกิน ‘ไข่ลวก’ เสี่ยงท้องเสีย จากเชื้อ Salmonella แถมยังมี ‘อะวิดิน’ ที่ขัดขวางการดูดซึม ‘ไบโอติน’ ในร่างกาย!!

(28 เม.ย.66) ผู้ใช้ TikTok บัญชี ‘Healthy Talk by หลี’ ได้ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับหัวข้อ ‘ไข่ต้มหรือไข่ลวก’ ไข่ชนิดไหนมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่ากัน โดยเฉพาะคนที่ชอบทานไข่ลวกทุกเช้า โดยระบุว่า…

ไข่ต้ม หรือ ไข่ลวก ไข่ชนิดไหนให้ประโยชน์มากกว่ากัน หัวข้อนี้เหมาะกับคนที่ชอบทานไข่ลวกกันทุกเช้า เพื่อนๆทราบกันดีอยู่แล้วว่า ไข่เป็นอาหารที่มีสารอาหารประกอบหลายชนิดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินต่างๆมากมาย และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์ผิวหนัง วันนี้จะพามาดูว่า ไข่ต้ม หรือ ไข่ลวก ไข่ชนิดไหนมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่ากัน

ไข่ต้ม 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี่ 
ไข่ลวก 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี่
ไข่ดาว 1 ฟอง ให้พลังงาน 165 กิโลแคลอรี่ 
และไข่เจียว ให้พลังงาน 250 กิโลแคลอรี่ 

เราจะสังเกตเห็นว่า เจ้าตัวไข่ต้มและไข่ลวก ทั้ง 2 ชนิดนี้ให้พลังงานน้อยที่สุด จึงเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก คนที่ต้องการทานเพื่อผอม แต่ไข่ลวกเสี่ยงต่อการท้องเสียจากเชื้อ ‘Salmonella’ และไข่ลวกจึงมีโปรตีน ‘อะวิดิน’ ซึ่งโปรตีนนี้จะไปขัดขวางการดูดซึม ‘ไบโอติน’ ในร่างกาย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ไข่ต้ม มีประโยชน์สูงสุดเห็นๆ 


ที่มา : https://vt.tiktok.com/ZS83cqGro/

ตำรวจไซเบอร์ ทลายแก๊งเซียนพระ หวังรวยลัด แอบเปิดไลฟ์สดพนันออนไลน์

วันนี้ (27 เมษายน 2566) ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 
(บช.สอท.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.สอท.2 ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบการกระทำความผิดสื่อสังคมออนไลน์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายการกระทำความผิดในรูปแบบต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างจริงจัง

สืบเนื่องจากตำรวจไซเบอร์ได้ทำการตรวจสอบพบการเล่นการพนันทางแอปพลิเคชั่น TikTok  ใช้ชื่อ “Ter_wk” จากการสืบสวนทราบว่าเป็น กลุ่มเซียนพระในพื้นที่ภาคกลาง โดยใช้วิธีการจับฉลากชิงรางวัลเป็นเงินสด พระเครื่อง สินค้าแบรนด์เนม และของมีค่าต่างๆ โดยผู้เข้ามาเล่นจับฉลากเป็นจำนวนมาก ต่อมา จึงให้สายลับแฝงตัวร่วมเล่นพนัน กระทั่งสามารถพิสูจน์ได้ว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำความผิดจริง มีการแบ่งหน้าที่กันทำทั้งผู้ทำหน้าที่แอดมิน ผู้จับฉลาก ผู้โฆษณาเชิญชวนให้คนทั่วไปเข้ามาร่วมเล่นพนัน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติต่อศาล พ.ต.ท.อดิชาต อมรประดิษฐ, พ.ต.ท.ประวิทย์ วงษ์เกษม รอง ผกก.วิเคราะห์ฯ บก.สอท.2 จึงสั่งการ พ.ต.ท.กัณห์พิพัฒน์ ปันแสน, พ.ต.ท.อโนทัย ดียิ่ง สว.ผกก.วิเคราะห์ฯ บก.สอท.2 
นำทีมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำผิดได้ทั้งสิ้น 6 ราย ซึ่งกระทำผิดฐาน “ร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศการโฆษณาหรือชักชวน โดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน (เล่นจับสลากโดยวิธีใดๆ)” ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย

พ.ต.อ.สุวัฒชัย ศรีทองสุข ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.2 กล่าวอีกว่าจากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การรับสารภาพว่าตนเองและพวกเป็นเซียนพระรับเช่าบูชาพระเครื่องและวัตถุมงคล แต่รายได้ไม่เพียงพอ 
จึงมีแนวคิดนำพระเครื่องและสินค้าแบรนด์เนมมาพนันจับฉลากโดยการไลฟ์สดผ่านสื่อสังคมสัปดาห์ละ 4 -5 วัน รายได้ต่อวันถึง 10,000-50,000 บาท ทำมานานกว่า 1 ปี มีรายได้หมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท โดยจะทำการขยายผลตามพรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

เสาเอก อ.อัจฉริยะ’ รับ!! ‘ล้มมวย’ แลกเงิน 2 แสนบาท ด้าน ‘เสี่ยโบ๊ท’ ลั่น!! ขอตัดขาด-ไม่ปล่อยคนชั่วลอยนวล

เกิดเรื่องดรามาอีกครั้งในวงการมวยไทย เมื่อ เสาเอก อ.อัจฉริยะ สุดยอดกำปั้นระดับต้นๆ ในรุ่น 122 ปอนด์ ออกมายอมรับกับผู้จัดการค่ายว่าทำการ ‘ล้มมวย’ หลังเจ้าตัวชกแบบผิดฟอร์มสุดๆ ในคู่เอกของศึกเพชรยินดี เวทีราชดำเนิน เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา 

เสาเอก อ.อัจฉริยะ พ่ายแพ้คะแนนให้กับ ดีเซลเล็ก เพชรยินดีอะคาเดมี่ สร้างความแปลกใจให้กับเหล่าเซียนมวยในสนามเป็นอย่างมาก เพราะช่วงหลัง ‘เสาเอก’ ถือเป็นนักมวยฝีมือดี ฟอร์มดี และทำผลงานได้ดีมาโดยตลอด แต่ไฟต์นี้กลับชกผิดฟอร์มไปแบบดื้อๆ 

หลังจบไฟต์ดังกล่าว ‘เสี่ยโบ๊ท’ ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ โปรโมเตอร์แห่งศึกเพชรยินดี เข้าไปคุยกับ เสาเอก อ.อัจฉริยะ เพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงชกผิดฟอร์มแบบน่าเกลียดขนาดนี้ โดยตัวของนักมวยได้อธิบายไปว่าตนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขาจากการฝึกซ้อม ทำให้ชกออกมาได้ไม่ดี 

ล่าสุด ‘เปิ้ล นคร’ ผู้จัดการค่าย อ.อัจฉริยะ ได้ทำการสืบสวนในเรื่องดังกล่าวทันที ก่อนจะออกมาเปิดออกยอมรับว่า เสาเอก อ.อัจฉริยะ ล้มมวยในไฟต์ดังกล่าวจริง โดยได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top