Friday, 5 June 2026
TODAY SPECIAL

1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดตั้งโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกในไทย ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา”

ย้อนกลับไปในวันนี้เมื่อ 136 ปีที่แล้ว ประเทศไทยกำเนิด ‘โรงพยาบาลคนเสียจริต’ เป็นแห่งแรก เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432

สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาเป็นโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกใน ประเทศไทย ก่อตั้งโดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 โดยมีชื่อว่า 'โรงพยาบาลคนเสียจริต' ตั้งอยู่ที่ปากคลองสาน 

โรงพยาบาลคนเสียจริต ทำการรักษาผู้ป่วยโดยแพทย์ประจำ และแพทย์แผนไทย ต่อมามีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ประกอบกับสถานที่คับแคบ นายแพทย์ไฮเอ็ด เจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาล กระทรวงนครบาล ซึ่งถือว่าเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลได้เสนอให้รัฐบาลซื้อที่ดิน และบ้านของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) หรือเจ้าคุณทหาร ที่ดินของนายเปียราชานุประพันธ์และที่ดินใกล้เคียงของราษฎรอื่น ๆ รวมเนื้อที่ 44 ไร่ครึ่งเพื่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่

ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันฯ ในปัจจุบัน คือ อยู่ที่ริมคลองสานด้านตะวันตกตอนใต้ ห่างจากสถานที่เดิมประมาณ 600 เมตร การสร้างโรงพยาบาลคนเสียจริต อยู่ภายใต้การควบคุมของพระยาอายุรเวชวิจักษ์ (หมอคาธิวส์) ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาล ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานโรงพยาบาลจิตเวชให้เป็นแบบตะวันตกอย่างแท้จริง โดยให้การบำบัดรักษาตามหลักวิชาการในสมัยนั้น พร้อมทั้งให้การดูแลผู้ป่วยด้วยความเมตตา กรุณา และมีมนุษยธรรม ในด้านสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลมีความร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้ดอก ไม้ใบสีสวย เรือนผู้ป่วยเป็นห้องมีลูกกรงสายบัว โปร่ง ไม่มีหน้าต่าง หลังคาสังกะสีทาสีแดง

ภายหลังมีแพทย์แผนปัจจุบันคนไทยจบการศึกษามารับราชการแทนชาวต่างประเทศ ศาสตราจารย์หลวงวิเชียรแพทยาคม (นายแพทย์เถียร ตูวิเชียร) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนแรกซึ่งเป็นคนไทย ท่านได้ไปศึกษาวิชาโรคจิตเพิ่มเติมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 ปี ท่านตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช จึงได้เผยแพร่ความรู้ทางด้านจิตเวชด้วยการเขียนบทความ บรรยาย ปาฐกถาเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ และเลิกหวาดกลัวผู้ป่วยจิตเวช ท่านได้เปลี่ยนชื่อ “โรงพยาบาลคนเสียจริต” มาเป็น 'โรงพยาบาลโรคจิตต์ธนบุรี' ในปี พ.ศ. 2475 เพื่อให้คนทั่วไปคลายความรังเกียจที่มีต่อผู้ป่วยจิตเวช

ศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ผู้อำนวยการในช่วงปี พ.ศ. 2485 - 2502 ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งจิตเวชศาสตร์ไทย ท่านได้พัฒนาโรงพยาบาลโดยรื้อลูกกรงเหล็กแล้วเปลี่ยนเป็นมุ้งลวดแทน เปลี่ยนชื่อเรือนที่พักของผู้ป่วยเป็นชื่อดอกไม้เพื่อให้มีความหมายน่าชื่นใจ ในด้านการดูแลผู้ป่วยใช้หลักของความรัก ความเอาใจใส่ประดุจพ่อแม่ดูแลลูก ในด้านวิชาการท่านเป็นผู้วางรากฐานวิชาจิตเวชศาสตร์และสุขภาพจิตในการศึกษาก่อนและหลังปริญญา ท่านได้เปลี่ยนชื่อ 'โรงพยาบาลโรคจิตต์ธนบุรี' มาเป็น 'โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา' ในปี พ.ศ. 2497 ตามชื่อของถนนสมเด็จเจ้าพระยาซึ่งผ่านหน้าโรงพยาบาล เพื่อลดความกระดากใจของผู้มาใช้บริการ

โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาให้บริการบำบัดรักษาผู้ป่วยจิตเวช ประสาทวิทยา ประสาทศัลยศาสตร์ ประสาทจิตเวชศาสตร์ เป็นสถาบันฝึกอบรมทางด้านจิตเวชศาสตร์ สุขภาพจิต และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในระดับก่อนและหลังปริญญา พัฒนางานวิชาการด้านจิตเวชศาสตร์ สุขภาพจิต ประสาทวิทยา ประสาทศัลยศาสตร์ ประสาทจิตเวชศาสตร์ และเพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น 'สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา' ในปี พ.ศ. 2545

31 ตุลาคม พ.ศ. 2465 ‘เบนิโต มุสโสลินี’ ก้าวขึ้นเป็นนายกฯ อิตาลี ด้วยวัยเพียง 39 ปี อายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ ก่อนนำโรมเข้าสู่สงครามโลก ร่วมกับ ‘ฮิตเลอร์’ บทสุดท้ายจบไม่สวย ถูกประหารและแขวนประจานในมิลาน

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) เบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini) ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอิตาลีในวัย 39 ปี ทำให้เขาเป็นนายกฯ ที่อายุน้อยที่สุดของประเทศ และได้รับสมญานามว่า “อิล ดูเช” แปลว่า “ท่านผู้นำ” ก่อนหน้านั้น มุสโสลินีได้ก่อตั้งพรรคฟาสซิสต์ (Fascist) ในปี 2462 และในปี 2468 เขาได้สถาปนาตนเองเป็นเผด็จการเต็มรูป บังคับยกเลิกระบบรัฐสภาและรวบอำนาจทั้งหมด

มุสโสลินีได้ขยายอำนาจไปยังต่างประเทศ ส่งกองทัพอิตาลีรุกรานเอธิโอเปีย อัลบาเนีย และเข้าร่วมเป็นฝ่ายอักษะกับเยอรมนีภายใต้ผู้นำอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รวมทั้งเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเต็มตัว แม้จะทราบว่าอิตาลีขาดกำลังและทรัพยากร แต่เขาเชื่อว่าการเข้าร่วมสงครามจะทำให้อิตาลีได้ดินแดนและความยิ่งใหญ่

อย่างไรก็ตามในปี 2488 มุสโสลินีถูกจับโดยฝ่ายต่อต้านอิตาลีและถูกประหารชีวิตพร้อมอนุภรรยา (เมียน้อย) คลาล่า แปตะชิ ใกล้ทะเลสาบโกโม ร่างของเขาถูกนำไปแขวนประจานในเมืองมิลาน เป็นการยืนยันการสิ้นชีวิตและสิ้นสุดยุคจอมเผด็จการของอิตาลี

30 ตุลาคม พ.ศ. 2369 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูเกียรติวีรสตรีโคราช

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” ภริยาพระยามหิศราธิบดี เมืองนครราชสีมา ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” เพื่อเชิดชูวีรกรรมที่ใช้อุบายต่อสู้กับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์ ซึ่งยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมาและกวาดต้อนชาวเมืองไปเป็นเชลย โดยคุณหญิงโมได้รวบรวมชาวบ้าน โดยเฉพาะสตรี ร่วมกันต่อสู้จนสามารถเอาชนะและผลักดันข้าศึกให้ออกจากพื้นที่ได้สำเร็จ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นตำนาน “วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์” ที่เล่าขานต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกย่องสตรีสามัญชนผู้กล้าหาญให้เป็นวีรสตรีของชาติ รัชกาลที่ 3 จึงทรงพระราชทานเครื่องยศทองคำแก่ท้าวสุรนารีหลายรายการ อาทิ ถาดทองคำ จอกหมาก และขันทองคำ นับเป็นเกียรติยศสูงสุดในยุคนั้น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 198 ปี ของเหตุการณ์พระราชสถาปนาในปีนี้ ชาวนครราชสีมายังคงร่วมรำลึกถึงคุณงามความดีของท้าวสุรนารี โดยอนุสาวรีย์ของท่านที่ประดิษฐานอยู่บริเวณประตูชุมพล ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราช และถือเป็น “อนุสาวรีย์บุคคลธรรมดาแห่งแรกของประเทศไทย” ปัจจุบันทั้ง 32 อำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ต่างมีการจำลองอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจของ “ลูกหลานย่าโม”

สำหรับ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2476 โดยฝีมือการออกแบบของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิต ซึ่งเป็นชาวนครราชสีมา อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม และเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2477 ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการบรรจุอัฐิของท่านไว้ใต้ฐานอนุสาวรีย์ และในปี พ.ศ. 2480 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่า

โศกนาฏกรรม ‘อิแทวอน’ ผ่านมา 3 ปี  บทเรียน ‘วันฮาโลวีน’ ที่โลกไม่ลืม  159 ชีวิต และ 1 คนไทย ที่จากไป  ในคืนเบียดเสียดกลางกรุงโซล 

ครบรอบ 3 ปี เหตุโศกนาฏกรรม “อิแทวอน” ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 159 คน บาดเจ็บอีกกว่า 190 คน และกลายเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจทั่วโลก ขณะชาวเกาหลีใต้และนักท่องเที่ยวกว่าแสนคนร่วมฉลองเทศกาลฮาโลวีนเป็นครั้งแรกหลังโควิด-19

โดยในคืนเกิดเหตุ ผู้คนเบียดเสียดในซอยแคบใกล้โรงแรมแฮมิลตัน ย่านอิแทวอน จนเกิดเหตุล้มทับกันต่อเนื่อง ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นช่วงอายุ 20–30 ปี ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติ 20 ราย และคนไทย 1 ราย ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 7 วัน

หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เกาหลีใต้ได้ ‘ถอดบทเรียน’ อะไร เพื่อป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ติดกล้องวงจรปิดพร้อมระบบ AI มาติดตั้งจำนวน 909 ตัว ในจุดสำคัญของเมือง 71 จุด เพื่อวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของฝูงชน รวมถึงความแออัด, ตรวจสอบการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากโรงแรมแฮมิลตัน ก่อสร้างขึ้นอย่างผิดกฎหมาย จนเกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นขึ้น และ ปราบปรามการซื้อขายชุดตำรวจ หลังมีการอ้างว่าในโศฏนาฏกรรมอิแทวอน มีคนจำนวนมากที่แต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงๆ ออกคำสั่งด้านความปลอดภัย หลายๆ คนไม่ได้ปฏิบัติตาม

สำหรับในปีนี้ รัฐบาลกรุงโซลเพิ่มแผนพิเศษดูแลความปลอดภัยในช่วงฮาโลวีน 2025 ครอบคลุม 14 พื้นที่เสี่ยงทั่วกรุงโซล เช่น อิแทวอน ฮงแด คอนกุก กังนัม และเมียงดง โดยจะมีศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ระบบกล้องตรวจจับความหนาแน่นฝูงชน และเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนตลอดช่วงสุดสัปดาห์

ทั้งนี้ หากพื้นที่ใดมีความหนาแน่นเกินระดับเตือนภัย เมืองโซลจะบังคับใช้การเดินทางทางเดียว (one-way) และอาจปิดหรือให้รถไฟใต้ดินข้ามสถานีอิแทวอนชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำในเทศกาลแห่งความสนุกที่ควรปลอดภัยสำหรับทุกคน

 

สะพานมิตรภาพน้ำเหือง ‘ไทย–ลาว’ เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการครั้งแรก ช่วยส่งเสริมท่องเที่ยว จ.เลย-ไชยะบุรี สู่หลวงพระบาง เชื่อมสัมพันธ์สองแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนายสมสวาท เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของลาว ร่วมเป็นประธานเปิด “สะพานมิตรภาพน้ำเหือง ไทย–ลาว” ที่บ้านนากระเซ็ง อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเหือง เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับแขวงไชยะบุรีของ สปป.ลาว

สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยงบประมาณกว่า 120 ล้านบาท โดยรัฐบาลไทยให้การสนับสนุนเต็มรูปแบบ ทั้งด้านการออกแบบ วิศวกรรม และการก่อสร้าง มีระยะทางรวม 95 เมตร กว้าง 9 เมตร สามารถรองรับรถยนต์ได้สองเลน พร้อมทางเท้าสำหรับคนเดิน สะพานดังกล่าวไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน เพิ่มโอกาสทางการค้าและการคมนาคมระหว่างสองประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สะพานมิตรภาพน้ำเหืองถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ที่ช่วยเชื่อมต่อจากจังหวัดเลยสู่แขวงไชยะบุรี และต่อไปยังหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก ระยะทางราว 363 กิโลเมตร ซึ่งเพิ่มโอกาสทางการค้า การท่องเที่ยว และสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–ลาวให้ยั่งยืน



 

สยามประกาศ “เลิกใช้เงินพดด้วง” ยุติเงินตราโบราณที่ใช้มานาน 600 ปี เปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของ “เงินเหรียญกษาปณ์” อย่างเป็นทางการ

วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2447 นับเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกประกาศเลิกใช้ “เงินพดด้วง” อย่างเป็นทางการทั่วราชอาณาจักร หลังจากใช้กันมายาวนานกว่าหกศตวรรษ

เงินพดด้วงเป็นเงินตราไทยโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ลักษณะทำจากแท่งเงินทุบงอคล้ายตัวด้วง จึงได้ชื่อว่า “พดด้วง” และประทับตราแผ่นดินกับตรารัชกาลลงบนเนื้อเงิน ต่างชาติเรียกว่า “Bullet Money” หรือเงินลูกปืน ถือเป็นเงินตราที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก

ในช่วงรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มขยายการค้ากับต่างประเทศ ความต้องการใช้เงินตราเพิ่มขึ้น แต่การผลิตเงินพดด้วงไม่ทันใช้ อีกทั้งปลอมแปลงได้ง่าย พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิดตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2447 เป็นต้นไป และให้ถือเป็นเงินตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การเลิกใช้เงินพดด้วงในครั้งนั้น นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย เพราะนำไปสู่การจัดตั้งโรงกษาปณ์และผลิตเหรียญกษาปณ์รูปแบบสากลขึ้นใช้แทน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “เงินเหรียญไทย” ที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันกว่า 117 ปีแล้ว

ที่มา : ครอบครัวพอเพียง
 

กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม นำทัพปราบฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ สงครามสำคัญในรัชกาลที่ ๕ เพื่อปกป้องอาณาเขตสยาม

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2428 พันเอก พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เสด็จเป็นแม่ทัพกองทัพฝ่ายใต้ ยกกำลังไปปราบพวกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ โดยตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองหนองคาย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในศึกสำคัญของรัชกาลที่ 5 เพื่อปกป้องอาณาเขตของสยามจากกลุ่มฮ่อที่ก่อความไม่สงบในภาคเหนือและลาว

“พวกฮ่อ” คือชาวจีนที่หนีการปราบปรามของราชวงศ์ชิง หลังความพ่ายแพ้ของกบฏไท่ผิง จึงหลบหนีเข้ามาในดินแดนสยาม ก่อเหตุปล้นสะดมในเขตหลวงพระบาง พวน และหนองคาย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรเป็นวงกว้าง ทำให้สยามต้องจัดกองทัพขึ้นปราบถึง 3 ครั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2418 – 2430

การปราบฮ่อครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2428 นับว่าสำเร็จได้ด้วยยุทธวิธีและอาวุธที่ทันสมัยแบบตะวันตก ภายใต้การนำของกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม แม้กองทัพจะต้องเผชิญภัยไข้ป่าและการขาดแคลนเสบียง แต่ก็สามารถขับไล่พวกฮ่อออกจากดินแดนสยามได้สำเร็จ ทำให้ชายแดนภาคเหนือกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

ภายหลังสงคราม รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “เหรียญปราบฮ่อ” ขึ้นในปี พ.ศ. 2431 เพื่อพระราชทานเป็นบำเหน็จความดีความชอบแก่ผู้ไปราชการปราบฮ่อ เหรียญนี้ผลิตโดยบริษัทบีกริมแอนด์โก ประเทศเยอรมนี จำนวนเพียง 500 เหรียญ ถือเป็นเหรียญรางวัลทางทหารชุดแรกของไทย

เหรียญปราบฮ่อจึงไม่เพียงเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศของนักรบสยามเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการพัฒนากองทัพไทยสู่มาตรฐานสากล ปัจจุบันเหรียญดังกล่าวกลายเป็นของหายาก มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท และเป็นที่เคารพบูชาในหมู่ผู้สะสมและข้าราชการเก่าในนาม “เหรียญนักเลง” แห่งยุครัชกาลที่ 5

25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกของไทย

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานปริญญาบัตร “เวชศาตรบัณฑิต” (ต่อมาคือ แพทยศาสตรบัณฑิต) แก่บัณฑิตเป็นครั้งแรกของประเทศ ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ หรือ “ตึก 1” ของคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน

ภายในพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษจากกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก่อนจะพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัย 2 ท่าน ได้แก่ พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บัญชาการมหาวิทยาลัย ในระดับบัณฑิตชั้นโท และศาสตราจารย์ นายแพทย์ A.G. Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ในระดับบัณฑิตชั้นเอก

จากนั้นพระองค์ทรงพระราชทานประกาศนียบัตรแก่เวชบัณฑิตชั้นตรีรวม 29 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2471 และ 2472 ถือเป็นก้าวแรกของประเพณีพระราชทานปริญญาบัตรในประเทศไทย ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโชวาทตอนหนึ่งว่า “ความเจริญของประเทศย่อมวัดได้ด้วยความเจริญของการศึกษา” สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาคนและการศึกษา เพื่อเป็นรากฐานแห่งความก้าวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 ครบรอบ 80 ปี “สหประชาชาติ” กำเนิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อยุติความขัดแย้ง ของมนุษยชาติ

24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ถือเป็นวันสถาปนา “องค์การสหประชาชาติ” หรือยูเอ็น (United Nations: UN) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โดยมี 51 ประเทศผู้ก่อตั้ง นำโดยสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และจีน ร่วมลงนามรับรอง “กฎบัตรสหประชาชาติ” เพื่อเป็นธรรมนูญแห่งความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ

ยูเอ็นถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกอีกครั้ง พร้อมมุ่งสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และความยุติธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 190 ประเทศทั่วโลก และถือวันที่ 24 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันสหประชาชาติ” เพื่อย้ำถึงพันธกิจในการรวมพลังของนานาชาติ

กว่า 80 ปีที่ผ่านมา ยูเอ็นยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาสันติภาพ ส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อรับมือความท้าทายในศตวรรษใหม่ ทั้งปัญหาสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้งทั่วโลก 

วันปิยมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES 

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สร้างความเศร้าโศกแก่ประชาชนและชาติไทยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงครองราชสมบัตินาน 42 ปี และทรงพระชนมายุ 58 พรรษา

พระองค์ทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาศิลปวิทยาและวิชาต่างๆ ตั้งแต่โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ มวยปล้ำ กระบี่กระบอง และวิศวกรรม เพื่อเตรียมรับราชสมบัติ

ก่อนจะบรรลุนิติภาวะ พระองค์ได้เสด็จประพาสต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ชวา และอินเดีย เพื่อทอดพระเนตรระบบการปกครองของชาวยุโรป เพื่อนำมาปรับใช้กับการบริหารราชการไทยให้เหมาะสมยิ่งขึ้น หลังทรงบรรลุนิติภาวะจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

รัชสมัยของพระองค์เต็มไปด้วยการพัฒนาและสวัสดิการต่อประชาชน เช่น การไฟฟ้า ไปรษณีย์ โทรเลข และโทรศัพท์ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้แก่ประชาชน ทวยราษฎร์จึงถวายพระนามว่า “พระปิยมหาราช” และกำหนดทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top