Saturday, 29 August 2026
ECONBIZ

‘ดร.กอบศักดิ์’ ประเมินท่าที ‘ทรัมป์’ คาดรอบนี้ของจริง เชื่อ สหรัฐฯ เดินหน้าขึ้นภาษี 1 ส.ค. นี้ ไทยโดน 36%

‘ดร.กอบศักดิ์’ วิเคราะห์ท่าที ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ คาดรอบนี้ของจริง สหรัฐไม่ถอยเก็บภาษีตอบโต้แล้ว เดินหน้าขึ้นภาษี 1 ส.ค. นี้ ไทยโดน 36% 

(10 ก.ค.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก 'Kobsak Pootrakool' ระบุว่า ครั้งนี้ของจริง !!! รอบนี้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ คงจะไม่มีการถอยเรื่องการเก็บภาษี Tariffs ที่ประกาศออกมา โดยที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนที่จะมากดดันให้ประธานาธิบดีสหรัฐเปลี่ยนใจได้หายไปมาก

1.ตลาดทุน-รอบนี้ตลาดทุนแทบจะไม่มีอาการเข่าอ่อนเช่นเดียวกับช่วงต้นเมษายน Dow Jones, S&P500, Nasdaq, ตลาดพันธบัตรสหรัฐ, ค่าเงินสหรัฐ, VIX และราคาทองคำปรับน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ตัวเลข Tariffs ที่ออกมาสำหรับประเทศส่วนใหญ่แทบจะไม่แตกต่างจากเมื่อ 2 เมษายนที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนี้เพราะตลาดรับข่าวไปมากแล้ว และสำหรับจีน ซึ่งเป็นคู่กรณีสำคัญนั้น สหรัฐคงได้รับบทเรียนไปมาก และมีสายตรงที่จะคุยกับทีมจีน

ทั้งนี้ การที่ดัชนีหุ้นสหรัฐอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงเมษายนมาก หมายความว่า ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถสบายใจเรื่องนี้ มีช่องให้ประกาศภาษีต่าง ๆ ที่ท่านต้องการ โดยไม่ต้องกังวลใจเช่นรอบที่แล้ว

2.ผู้ประกอบการสหรัฐ-การที่สหรัฐยอมถอย 90 วัน และยอมเก็บที่อัตรา 10% ได้ช่วยเปิดช่องในการหายใจให้กับภาคธุรกิจสหรัฐ จากเดิมทุกอย่างมากะทันหันมาก อัตราภาษีที่จะถูกเก็บก็สูงมาก ทำให้หลายธุรกิจปรับตัวไม่ทัน แต่ 90 วันที่ยอมชะลอไว้ได้เปิดช่องให้ทุกคนเร่งนำเข้า Raw Materials และสินค้าต่าง ๆ และหา Suppliers ใหม่ที่ไม่ใช่ผู้ผลิตจีน เพราะทุกคนรู้ว่าถ้ารอผลเจรจายังไงก็ไม่ได้ภาษีที่ดีกว่า 10% และจีนก็จะโดนภาษีสูงกว่าคนอื่น ๆ สั่งนำเข้าช่วง 90 วัน น่าจะได้ถูกที่สุดแล้ว

ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการสหรัฐน่าจะมีสต๊อกของวัตถุดิบและสินค้าพอที่จะไปถึงปลายปีนี้ หมายถึงว่าพออัตราของทุกประเทศประกาศออกมาหมดแล้ว ก็จะมีเวลา 5-6 เดือน ในการเลือก Suppliers ที่ถูกสุดสำหรับปี 2569 ความจำเป็นที่ต้องออกมากดดันประธานาธิบดีจากกลุ่มนี้จึงลดลงมาก

นอกจากนี้ การที่มีวัตถุดิบที่มีต้นทุนภาษีเพิ่มแค่ 10% ก็หมายความว่าแรงกดดันต่อเงินเฟ้อสหรัฐก็จะยังไม่มาก จนกระทั่งต้นปีหน้าไปแล้ว

3.ประชาชนสหรัฐ-การที่กฎหมาย One Big Beautiful Bill (OBBB) ผ่านสภาเรียบร้อย ก็มีนัยยะสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อช่วงเมษายนประชาชนมีแต่ด้านลบ จากภาษีนำเข้าที่ขึ้นมาก่อน เพราะทำได้เร็ว แต่การช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วยการลดภาษี No tax on tips, No tax on overtime, No tax on Social Security benefits ตลอดจนความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่จัดไว้ใน OBBB (รวมถึงการช่วยเหลือ SMEs และธุรกิจสหรัฐ) เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาผ่านสภา

“แต่เมื่อกฎหมายนี้เรียบร้อยแล้ว สำหรับประชาชนสหรัฐก็จะมีสองด้าน ด้านหนึ่งต้องจ่ายเงินเพิ่มจากสินค้าที่แพงขึ้น อีกด้านกระเป๋าตังค์ที่มีเงินมากขึ้น ที่ทำให้ผลกระทบต่อประชาชนลดลง ความยอมรับ การรับได้ก็จะมากขึ้น แรงกดดันต่อท่านประธานาธิบดีในส่วนนี้ก็จะลดลง”

4.การเมืองสหรัฐ-นอกจากภาคประชาชนที่นิ่งขึ้น ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ Mr.Bessent ออกมาบอกว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้สหรัฐเก็บภาษีจากการนำเข้าแล้วประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ ทั้งปี 2568 จะมีภาษีที่เก็บได้จากการนำเข้ามากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มาช่วยปิดช่องว่างของการขาดดุลการคลัง และใช้ในการลดภาษีให้กับคนสหรัฐ

“ยิ่งเห็นเงินมากเช่นนี้ ท่านประธานาธิบดีก็คงยากที่จะถอยในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ดีลต่าง ๆ ที่สหรัฐได้มา ที่เป็น 'Good Deals' ก็จะทำให้ความยอมรับก็จะมากขึ้นเช่นกัน ทั้งหมดรวมกันแล้วนำไปสู่ข้อสรุปเดียว “ครั้งนี้ของจริง”?? 1 สิงหาคม จะเป็นจุดเริ่มต้นของอัตรา Tariffs ใหม่สำหรับทุกประเทศ โอกาสที่จะชะลอรอบนี้น้อยมาก !!!”

ดร.กอบศักดิ์ชี้ว่า ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้าคงจะเห็นตัวเลขครบทุกประเทศ ที่จะมากำหนด New Trade Landscape หรือโครงสร้างการค้าโลกใหม่ ว่าใครมีแต้มต่อ ใครจะได้เปรียบ ใครจะแข่งขันได้ดี ใครจะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ ซึ่งมีนัยยะอย่างยิ่งต่อระบบการค้าโลก ภาคส่งออกและภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่นับ Tariffs อื่น ๆ ที่จะออกมาเพิ่มเติมสำหรับ BRICS สำหรับบางอุตสาหกรรมสำคัญ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำคิดขึ้นมาได้ และทำต่อไป

'อลงกรณ์' เปิดเวทีสุดยอดภูมิอากาศเอเชีย (Asia Climate Summit 2025) ระดมความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมผนึกตลาดหลักทรัพย์จับมือสภาอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงาน การประชุมสุดยอดภูมิอากาศเอเชีย 2025 (Asia Climate Summit 2025)ภายใต้ธีม “การขยายแนวทางตลาดคาร์บอน : เสริมสร้างความก้าวหน้าและการเติบโต” (Scaling Market Solutions: Powering Progress and Growth)พร้อมประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านตลาดคาร์บอนของภูมิภาคอาเซียน

โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า "ประเทศไทยตระหนักถึงภัยคุกคามและความเร่งด่วนของวิกฤตสภาพภูมิอากาศถือเป็นวาระแห่งชาติ เรายืนยันพันธสัญญาอันแข็งแกร่งในการแก้ไขปัญหานี้ตามพันธกรณีความตกลงปารีสโดยมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ประเทศไทยยังคงขยายตลาดคาร์บอนที่สมัครใจในประเทศผ่านนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น มาตรฐานการรับรองเครดิตคาร์บอน Premium T-VER นอกจากนี้ เรายังมีเป้าหมายที่จะเร่งพัฒนาความมีมาตรฐานสูงและความสามารถในการทำงานร่วมกันของตลาดคาร์บอนในอาเซียน โดยดึงเอาประสบการณ์และการขับเคลื่อนมาตรฐานคาร์บอนของ Premium T-VERขยายสู่อาเซียน“

ทั้งนี้นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึง 4 ยุทธศาสตร์สำคัญของไทย 
1. เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกชัดเจน
1.1ลด CO2e 222 ล้านตัน ภายในปี 2030 (ตาม NDC)
1.2ยกระดับสู่ NDC 3.0 ตั้งเป้าลด CO2e 109.2 ล้านตัน ภายในปี 2035

2. ขับเคลื่อนกลไกคาร์บอนเครดิตระดับโลก
2.1มุ่งใช้ความร่วมมือภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีสโดยเฉพาะข้อ 6.2 เพื่อเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน
2.2เน้นสร้าง "การลดเพิ่มเติม" (Additionality) นอกเหนือจาก
มาตรการอื่นๆภายในประเทศ
2.4สนับสนุนเทคโนโลยีและกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก

3. ยกระดับตลาดคาร์บอนภายในประเทศและอาเซียน
3.1ขยายตลาดคาร์บอนสมัครใจผ่านนวัตกรรม "T-VER พรีเมียม"
3.2เร่งพัฒนาตลาดคาร์บอนอาเซียนให้มีความน่าเชื่อถือสูงและทำงานร่วมกันได้ (High-Integrity & Interoperability)
3.3 ยินดีต้เปิดกว้างต้อนรับมาตรฐานสากลเช่น VERRA หรือ Gold Standard เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถหาช่องทางในการพัฒนาซื้อขายคาร์บอนเครดิตและพัฒนาตลาดคาร์บอนในประเทศไทย

4.  มาตรการเชิงรุกแบบครบวงจร
4.1 ตราพ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นรากฐานทางกฎหมายจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ,ส่งเสริมมาตรการครอบคลุม: ETS ภาคบังคับ, ภาษีคาร์บอน, ตลาด T-VER, มาตรการจูงใจทางการเงิน
4.2สนับสนุนการลงทุนสีเขียว(Green Investment)ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใต้แนวทางESGและการส่งเสริมพลังงานสะอาดลดโลกร้อนกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและภาคีภาคส่วนต่างๆ
4.3 เดินหน้าโครงการคาร์บอนสีน้ำเงิน (Blue Carbon) และคาร์บอนสีเขียว (Green Carbon)ทั้งในทะเล ชายฝั่งทะเลและบนบก "ยุทธศาสตร์การซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบบูรณาการของไทยจะทำให้เราไม่เพียงบรรลุ NDC 2030 แต่จะก้าวขึ้นเป็น ผู้นำตลาดคาร์บอนระดับภูมิภาคภายในปี 2035โดยสนับสนุนการลงทุนที่ยั่งยืน(Sustainable Investment)และการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้เข้าร่วมในการอัปเดตแนวโน้มกฎระเบียบล่าสุด การเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านตลาดคาร์บอนและสำรวจนวัตกรรมกลไกการเงินภูมิอากาศ

โดยผลลัพธ์จากการประชุมคาดว่าจะส่งผลอย่างมากก่อนการประชุม COP30 ที่บราซิลในปีนี้ ถ้อยแถลงเปิดงานโดยนายอลงกรณ์ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นแกนนำขับเคลื่อนการแก้ไขวิกฤตภูมิอากาศผ่านกลไกตลาด และยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียอย่างเป็นรูปธรรม

การประชุมสุดยอดภูมิอากาศเอเชีย 2025 (ACS 2025) จัดโดยสมาคมการค้าคาร์บอนระหว่างประเทศ (IETA)โดยการสนับสนุนของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE)เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานครมีผู้เข้าร่วมงานกว่า200คนจากทั่วโลกรวมทั้ง นายเดิร์ก ฟอร์ริสเตอร์ ประธานและซีอีโอสมาคมการค้าคาร์บอนระหว่างประเทศ (IETA) ,ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ,คุณอัสสเดช คงสิริ ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และนายอาทิตย์ เวชกิจ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ด้านอนุรักษ์พลังงาน และ Grid Modernization สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร นายสมหมาย เอี่ยมสอาด รศ.ดร. ไพบูลย์ กวินเลิศวัฒนา ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อมฯลฯ.....

‘พีระพันธุ์’ เผยอินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทยผ่านมาตรฐานแล้ว พร้อมเร่งเดินหน้าผลิตล็อตแรก ช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน

ไม่นานเกินรอ!! อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทยผ่านมาตรฐานแล้ว พร้อมผลิตล็อตแรก ช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน

‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าแก้ปัญหาค่าไฟแพง ส่งเสริมนวัตกรรมฝีมือคนไทย ล่าสุด อินเวอร์เตอร์ต้นแบบสำหรับโซลาร์รูฟท็อป ที่พัฒนาโดย ‘ครูน้อย’ หรือ นายทวีชัย ไกรดวง ได้ผ่านการทดสอบมาตรฐานจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เรียบร้อยแล้ว เตรียมเดินหน้าผลิตล็อตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากการที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดสกลนคร และได้เห็นผลงานของ ‘ครูน้อย’ จึงผลักดันให้มีการพัฒนาต่อยอด จนสามารถยกระดับมาตรฐานได้สำเร็จ

ครูน้อย เป็นช่างไฟฟ้าคนไทยที่ทุ่มเททำงานด้านนวัตกรรมมาโดยตลอด แม้ไม่ได้จบการศึกษาด้านวิศวกรรมโดยตรง แต่ด้วยประสบการณ์และความตั้งใจ เขาสามารถคิดค้นอินเวอร์เตอร์ต้นแบบ ที่ใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าในบ้านได้สำเร็จ ถือเป็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถพัฒนานวัตกรรมได้เองในประเทศ

อินเวอร์เตอร์รุ่นนี้เป็นระบบ On-Grid ขนาด 5.5 กิโลวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 5,000 วัตต์ เพียงพอสำหรับการใช้ไฟในบ้านบางส่วน ช่วยลดค่าไฟจากระบบไฟฟ้าปกติอย่างเห็นผล นอกจากนี้ ยังผ่านการทดสอบสำคัญครบ 3 ด้าน คือ
• ความปลอดภัยในการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า (Grid Code)
• ทดสอบป้องกันฝุ่น น้ำ ความร้อน และไฟฟ้ารั่ว (Safety Test)
• ป้องกันสัญญาณรบกวนที่กระทบอุปกรณ์อื่นในบ้าน (EMC Test)

ทั้งนี้ เบื้องต้นกระทรวงพลังงานตั้งเป้าผลิตอินเวอร์เตอร์ลอตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดต้นทุนการผลิต และให้ประชาชนสามารถซื้อใช้ในราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน

นอกจากเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์  นายพีระพันธุ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกำลังเร่งผลักดันกฎหมายด้านพลังงานชุดใหม่ เพื่อลดขั้นตอนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ปรับโครงสร้างพลังงานให้โปร่งใส เป็นธรรม และลดการผูกขาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง “รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง” ของนายพีระพันธุ์ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ และทำให้คนไทยมีทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าใช้เองได้จริง

‘เคทีซี’ ผนึกค้าปลีกทั่วประเทศผุดแคมเปญ Mid-Year Sale ฝ่ากระแสเศรษฐกิจซบเซา มอบส่วนลด-เงินคืนสูงสุด 20%

(10 ก.ค.68) เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนการใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า พร้อมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภคผ่านแคมเปญ 'Mid-Year Sale' โดยร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และแฟชั่นแบรนด์ทั่วประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ยังคงท้าทาย เคทีซีพร้อมเดินหน้าส่งเสริมทุกการใช้จ่ายให้คุ้มค่าและคล่องตัว หวังกระตุ้นบรรยากาศจับจ่ายและเสริมสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจค้าปลีกในช่วงกลางปี มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีรับส่วนลดหรือเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% ผ่านการใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่าย

นายสรชัช ศรีลมูล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายและยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น เคทีซีตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยเพื่อส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับตลาดผ่านการบริโภคภายในประเทศ จึงร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และแฟชั่นแบรนด์ทั่วประเทศ เปิดตัวแคมเปญ Mid-Year Sale ให้ได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ในทุกมิติ เมื่อสมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี และใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป รับส่วนลดเพิ่มหรือเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 – วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่ร่วมรายการ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ทุกสาขา / ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ทุกสาขา / ห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์กรุ๊ป (เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ และเดอะมอลล์ ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์, พารากอน, สกายพอร์ต ดอนเมือง และบลูพอร์ต (เฉพาะโซนดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และพาวเวอร์ มอลล์) / ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ / สยามดิสคัฟเวอรี่ และ ไอคอนสยาม เฉพาะในส่วนของพื้นที่โอเพ่น สเปซ และเคาน์เตอร์แบรนด์สินค้าที่ร่วมรายการ หรือช่องทางบริการสั่งซื้อสินค้าของห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ ได้แก่  Line Chat & Shop / Facebook Live และ Personal Shopper 1425 ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและห้างสรรพสินค้าโรบินสัน / Central Online Application และ www.central.co.th หรือ ช่องทาง M Chat & Shop ของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ กรุ๊ป แลกคะแนนรับส่วนลดเพิ่มหรือเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/midyear) รวมถึงสมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีที่ร้านค้าลักชูรี่แบรนด์ (Luxury brands) ภายในโซน Luxe Galleries ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/chidlom-luxe)

สมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2568 – วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าชั้นนำ ได้แก่ สยามพารากอน, ไอคอนสยาม, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, เซ็นทรัล ภูเก็ต และเกษรวิลเลจ เฉพาะร้านค้าลักชูรี่แบรนด์ในหมวด เสื้อผ้า, กระเป๋า, รองเท้า และนาฬิกา แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18%  (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/fashion-luxurybrands2025)

สมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 – วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ร้านค้าแฟชันแบรนด์ที่ร่วมรายการ ได้แก่ Club 21, เครือ PP Group และเครือ Pacifica แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18% และสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในเครือ Jaspal, เครือ CMG, เครือ H&M, เครือ RSH, ร้านแบรนด์ COS, ร้านแบรนด์ Pomelo, ร้านแบรนด์ Mango แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18% หรือแลกคะแนนรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/fashion-eos2025)

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอย บุกจับโรงงานเถื่อนในที่ดินป่าไม้ ลอบนำเข้าเศษยางจากกัมพูชาแปรรูปส่งออกต่างประเทศ

(9 ก.ค.68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง นำหมายค้นจากศาลจังหวัดระยอง เข้าตรวจสอบโรงงานร้างแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขตป่า ตรวจสอบภายในโรงงานพบเป็นที่ตั้งของ บริษัท ฟูด้า รับเบอร์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 71 หมู่ที่ 2 ต.ขำฆ้อ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง หลังได้รับรายงานว่ามีการลักลอบตั้งประกอบกิจการโรงงานรีไซเคิล บดย่อยยางรถยนต์ และมีการนำเข้า เศษยางรถยนต์จากกัมพูชามาลักลอบแปรรูปส่งออก

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าโรงงานดังกล่าวมีการประกอบกิจการรีไซเคิลยางรถยนต์เก่า พบกองวัตถุดิบประเภทยางรถที่ใช้แล้ว เศษยางรถบดย่อย เศษลวดจากยางรถเป็นจำนวนมาก เพื่อมารีดทำยางแผ่นส่งออกต่างประเทศ และยังพบเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกิจการ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการตั้งและประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงทำการยึดอายัดของกลาง และจับกุม นายฉี เร่อเทียน สัญชาติจีน และนายรังสฤษดิ์ หวานฤดี ชาวไทย ในข้อหาร่วมกันประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และจับแรงงานชาวพม่าลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายจำนวน 2 ราย ส่งดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรเขาชะเมา 

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าที่ดินแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตป่าที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำหรับให้อยู่ทำกินเพื่อการเกษตร ซึ่งผู้ถือครองสิทธิ์คือ นางเบญจพร หอมขจรทรงวศิน ต่อมา นายฉี เร่อเทียน มีการทำสัญญาเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวกับ นายกิตติ ทรงวศิน เพื่อประกอบธุรกิจ ทำให้ผิดวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ดินในเขตป่าตามอนุญาต คทช. เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อทำกินและการเกษตร แต่กลับปล่อยให้ชาวต่างชาติมาเช่าช่วงต่อ และลักลอบตั้งโรงงานเถื่อนทำธุรกิจรีไซเคิล บดย่อยเศษยาง และพบว่ากิจการแห่งนี้มีความเชื่อมโยงขบวนการนำเข้าเศษยางรถยนต์มาจากกัมพูชา มาบดย่อยแปรรูปเป็นยางแผ่น เพื่อส่งออกไปจีนอีกด้วย

นอกจากที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมและตำรวจ บก.ปทส. ดำเนินคดีกับชาวจีนและหุ้นส่วนชาวไทย ข้อหาประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว ชุดสุดซอยจะทำรายงานเพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อมอบหมายให้อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และกรมป่าไม้ พิจารณาทบทวนการให้สิทธิ์เช่าที่ดินทำกินในที่ดินป่าไม้ ว่ามีการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์ในการให้คนไทยเช่าใช้ที่ดินทำกินและการเกษตรหรือไม่ เพื่อบูรณาการความร่วมมือตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมาย และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดของผู้ลักลอบใช้พื้นที่ป่าไม้ฝ่าฝืนทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ต่อไป

กองทุนอนุรักษ์ฯ เปิดเกณฑ์เข้มจัดสรรงบ 2.7 พันล้าน เน้นชัดเจน-โปร่งใส ยกระดับมุ่งผลสัมฤทธิ์และความยั่งยืน

(9 ก.ค. 68) กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเปิดหลักเกณฑ์เงื่อนไขสำคัญที่หน่วยงานหรือองค์กรที่ขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2568 จากกองทุนจะต้องรับทราบและดำเนินการให้ครบถ้วนตามเกณฑ์ เดินหน้าจัดสรรงบโครงการอนุรักษ์พลังงานภายใต้หลักเกณฑ์ชัดเจนและโปร่งใส ยกระดับเน้นผลสัมฤทธิ์และความยั่งยืน

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่กองทุนฯ ประกาศเปิดรับข้อเสนอเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน หรือการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ไปแล้ว งบประมาณรวม 2,750 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาเปิดรับข้อเสนอ 2 เดือนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน – 18 สิงหาคม 2568 ซึ่งปีนี้กฎเกณฑ์จะแตกต่างไปจากที่ผ่านมาหลายประการ ประกอบกับกองทุนไม่ได้ให้การสนับสนุนจัดสรรงบตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพราะคณะกรรมการกองทุนมีข้อกังวลเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์เกี่ยวข้อง จึงปรับปรุงเงื่อนไขให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น และเพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรที่จะขอรับการสนับสนุนได้เข้าใจหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการขอรับการจัดสรรให้ดียิ่งขึ้น ส.กทอ. ได้สรุปสาระสำคัญของหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่ผู้ขอรับจัดสรรเงินทุนต้องรับทราบและมีให้ครบถ้วน ดังนี้

ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์  โดยเป็นผู้ได้รับจัดสรรเงินหมุนเวียนเงินช่วยเหลือ เงินอุดหนุน ที่เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรโครงการจะต้องสอดคล้องกับ 2 มาตราคือ มาตรา 25 (1) ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 และที่แก้เพิ่มเติม โดยหน่วยงานขอรับการสนับสนุนต้องเป็นส่วนราชการลงทุนและดำเนินการด้านการลดใช้พลังงานด้วยกลไกดำเนินการของบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company : ESCO) เพื่อรับประกันผลประหยัดพลังงาน  และการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่ออนุรักษ์พลังงานในพื้นที่พิเศษ และสอดคล้องมาตรา (3) ตาม พ.ร.บ.ฯ เช่น โครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม งานด้านวิจัย พัฒนา สาธิต ฝึกอบรม สื่อสารเผยแพร่ 

ประเภทโครงการที่ไม่พิจารณา ได้แก่ เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟ LED และการติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าถึง 

กรณีไม่พิจารณาคำขอ ได้แก่ ข้อเสนอไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด เอกสารไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ยื่นคำขอไม่ทันภายในกำหนด เป็นหน่วยงานที่เคยสร้างความเสียหายในการดำเนินโครงการปีงบประมาณ พ.ศ.2564 – 2565 ไม่ปฏิบัติตามหนังสือยืนยันการขอรับเงินสนับสนุน ไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกองทุน เพิกเฉยหรือละทิ้งโครงการ ขอยุติ/ยกเลิก/คืนโครงการโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่ยื่นข้อเสนอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ www.enconfund.go.th 

ประเภทโครงการที่ขอสงวนสิทธิ์อื่นๆ ได้แก่ ไม่สนับสนุนโครงการที่ซ้ำซ้อนกับที่เคยดำเนินการ/ดำเนินการอยู่ เว้นแต่เป็นการพัฒนาต่อยอด สนับสนุนไม่เกินกรอบวงเงินตามประกาศ ไม่สนับสนุนโครงการที่ได้รับงบประมาณจากแหล่งอื่นแล้ว ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์บ่อบาดาลจะสนับสนุนเฉพาะที่ผ่านกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเท่านั้น

“ในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณจะนำข้อสังเกตและคำแนะนำของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาปรับใช้เป็นแนวทางในการกำกับดูแลโครงการให้มีความรัดกุม รอบคอบ โปร่งใส และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ เพื่อให้โครงการบรรลุผลสัมฤทธิ์ และความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป” ผู้จัดการ ส.กทอ. กล่าว

หน่วยงานที่สนใจสามารถยื่นเอกสารข้อเสนอโครงการผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ที่เว็บไซต์ www.enconfund.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02 – 158 – 1460 ต่อ 1206 , 1211 ในวันและเวลาราชการ

‘ธีระชัย’ ฟันธง 2 แคนดิเดตชิงผู้ว่าแบงก์ชาติยังไม่เหมาะ ชี้ ‘วิทัย’ ไร้ประสบการณ์ศก. มหภาค –‘ดร.รุ่ง’ ติดกรอบ ธปท.

(9 ก.ค. 68) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กถึง แคนดิเดตชิงผู้ว่าแบงก์ชาติ ว่า มีสื่อต่างประเทศถามความเห็นผมเกี่ยวกับ 2 คนสุดท้ายที่เข้าชิงตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติ คือ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส ปัจจุบันรองผู้ว่าการ ธปท. กับนายวิทัย รัตนากร ปัจจุบันผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ผมให้ความเห็นไปแต่ปรากฏว่าไม่นำไปเผยแพร่ ผมจึงเห็นสมควรเผยแพร่ในที่นี้

ผมชื่นชมผลงานของทั้งสองคน แต่กังวลว่าทั้งสองคนยังน่าจะยังไม่มีความเหมาะสมในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะพาให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความยากลำบากมากขึ้น

นายวิทัยจบการศึกษาภายในประเทศ และปริญญาโทจาก Drexel University ซึ่ง Wall Street Journal จัดคุณภาพเป็นอันดับ 54 ของมหาวิทยาลัยสหรัฐ ส่วน Forbes จัดเป็นอันดับ 146

นายวิทัยมีประสบการณ์สูงในการบริหารสถาบันการเงินภาครัฐ และได้ผ่านการประสานงานกับรัฐมนตรีคลังและภาคการเมืองมามากมาย 

แต่ขาดประสบการณ์ด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการมองภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ ยังอาจก่อให้เกิดความกังวลต่อนักวิเคราะห์สากลในแง่ขาดความเป็นอิสระจากอิทธิพลการเมืองได้ด้วย

ดร.รุ่งจบการศึกษาจาก Harvard และ MIT ซึ่งทั้งสองแห่งคุณภาพอยู่ระดับ Top ten ของสหรัฐ จึงมีความเด่นในด้านความรู้ที่จะแสดงในทุกเวทีโลก 

ดร.รุ่งมีประสบการณ์สูงในการทำงานที่ ธปท. ด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการมองภาพรวมของประเทศ แต่ก็คงจะเดินหน้าตามแนวทางที่ ธปท. กระทำมาตลอด 

ซึ่งผมเกรงว่าอาจจะไม่ทำให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดในโจทย์ยากที่รออยู่ข้างหน้า
ผมมีความเห็นว่า ธปท. ดำเนินนโยบายสถาบันการเงินที่มีการแข่งขันน้อยเกินไป เป็นเทรดิชันมานาน 
ทำให้ขาดแรงกดดันการกระจายสินเชื่อลงไปสู่ SME และขาดแรงกดดันที่จะบีบส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยจ่ายให้แคบลง

ในด้านการดำเนินนโยบายการเงิน ผมก็เห็นว่า ธปท. ทำนโยบายตึงเกินไปอันเป็นการตีกรอบแคบให้เศรษฐกิจไทย 
ปัญหาคือ ถึงแม้ ธปท. ยึดหลักนโยบายการเงินที่กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ แต่ใช้เครื่องมือบริหารโปร่งใสเพื่อให้เข้าเป้าหมายดังกล่าวเพียงเครื่องมือเดียวคืออัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยมิได้ถูกบังคับให้ต้องแถลงเป้าหมายปริมาณเงินที่สมควรเพิ่มในแต่ละปี 

รวมทั้งมีการบริหารค่าเงินบาทที่แข็งเกินคู่แข่งในหลายภูมิภาค
ผมอ้างอิงข้อมูลของ ส.สตีฟ แฮงคี้ ซึ่งสอนอยู่ที่ ม.จอห์น ฮอบกิ้นส์ ในสหรัฐ ซึ่งคำนวณว่า ธปท. เพิ่มปริมาณเงินในอัตราต่ำเพียง 2.86% ต่อปีเท่านั้น จึงทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำไป และอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริง จึงขยับขึ้นแทบไม่ถึงกรอบขั้นต่ำ คือ 1% ต่อปี 

ทั้งนี้ กรณี ธปท. ต้องการจะให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นจากระดับต่ำมากในปัจจุบัน ให้ขึ้นไปจนถึง 1% ต่อปี นั้น ธปท. จะต้องเพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบให้สูงกว่า 2.86% ต่อปีอีกมาก โดยคำนวณว่า จะต้องเพิ่มปริมาณเงินมากถึง 5.44% ต่อปี

ส่วนกรณี ธปท. ต้องการดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นไปแตะเพดานด้านสูงในกรอบ คือ 3% ต่อปี ธปท. จะต้องเพิ่มปริมาณเงินมากถึง 7.44% ต่อปี 

เป็นอันว่า อัตราเพิ่มปริมาณเงินของ ธปท. ที่ 2.86% ต่อปี นั้น ต่ำเกินไปอย่างหายห่วง
การอัดฉีดเงินเข้าระบบต่ำเช่นนี้ ถือได้ว่าช่วยให้ ธปท. ทำงานง่าย เมื่อกดอัตราเงินเฟ้อเอาไว้ต่ำ ก็คือระบบการเงินมีเสถียรภาพสูง 

แต่เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ประชาชนย่อมได้ประโยชน์จากการทำงานของ ธปท. ไม่เต็มที่
ในด้านนโยบายสถาบันการเงิน ผมเคยเรียกร้องหลายครั้งทั้งต่อกระทรวงการคลัง และ ธปท. ให้กระตุ้นให้ระบบแบงค์แข่งขันกันมากขึ้น เพื่อกดดันให้แบงค์ต้องหันไปสนใจลูกค้ารายย่อย SME 
แต่มีการดำเนินการเรื่องนี้น้อยมาก

ในด้านนโยบายการเงิน ล่าสุด ผมมีคำแนะนำ ให้ รมว.คลัง กำหนดให้ ธปท. ใช้อัตราเพิ่มประมาณเงินเป็นเครื่องมือเสริมในการบริหารนโยบายการเงิน คือใช้ควบคู่ไปกับดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง 

โดยให้ ธปท. กำหนดอัตราเพิ่มปริมาณเงิน ซึ่งจะมีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นไปถึงระดับกึ่งกลางของกรอบ 1-3 % ต่อปี เสนอต่อ รมว.คลัง แจ้งต่อ ครม. เพื่อรับทราบ 

และกำหนดให้ ธปท. ต้องรายงานอัตราเพิ่มปริมาณเงินที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน เปรียบเทียบกับเป้าหมายดังกล่าว รวมทั้งเปิดเผยตัวเลขต่อสาธารณะ

ด้วยวิธีนี้ อัตราเงินเฟ้อจะเคลื่อนเข้าสู่ระดับกึ่งกลางของกรอบ 1-3 % ต่อปี ได้อย่างชัดเจน ปริมาณเงินจะมีเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงระดับการขยายตัวของเศรษฐกิจ 

และเนื่องจากการเพิ่มปริมาณเงินเป็นสิ่งที่ ธปท. สามารถควบคุมได้ 100% จึงจะเป็นวิธีการประสานงานระหว่าง ธปท. กับกระทรวงการคลังที่จะเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง 

แทนที่จะเป็นดังเช่นปัจจุบัน ที่ ธปท. รายงานต่อ รมว.คลัง เพียงว่าอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ขึ้นไปถึงระดับต่ำสุด 1% ต่อปี โดย ธปท. ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ควรเปลี่ยนแปลงการบริหารค่าเงินบาท จากปัจจุบันที่ ธปท. เป็นผู้ดูแลแต่เพียงองค์กรเดียว ให้เปลี่ยนเป็น ธปท. พิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง 

อันเป็นแนวทางที่ดำเนินการอยู่ในหลายประเทศ 
เพราะสำหรับ ธปท. นั้น การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น จะทำงานได้ง่าย เพราะจะมีผลดีในแง่กดให้อัตราเงินเฟ้อต่ำลง เสถียรภาพดีขึ้น 

แต่ในเวลาเดียวกัน จะไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสภาวะปัญหาสงครามเศรษฐกิจการค้าที่กำลังเกิดขึ้น

ผมย้ำอีกครั้งว่า แคนดิเดททั้งสองคนเป็นบุคลากรคุณภาพคับแก้วชั้นนำของประเทศ แต่ยังมีข้อกังวลว่า จะไม่ตอบโจทย์ยากที่รออยู่ข้างหน้า

โจทย์ข้างหน้า ธปท. จะต้องไม่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาประจำวัน แต่จะต้องลงไปคลุกฝุ่น จะต้องช่วยกันปลุกปล้ำ เอาประเทศชาติให้รอด 

ถึงแม้จะทำให้ผู้ว่าฯ ขาดโอกาสได้รางวัลใหญ่โต ด้านรักษาเสถียรภาพการเงิน แต่ประชาชนที่ปากท้องอิ่มขึ้น จะสรรเสริญ

บริษัทเหล็ก-ก่อสร้างสัญชาติจีนโล่ง!! เมื่อผลสอบตึกสตง.ถล่ม ชี้ไปที่ ‘ปูนไร้มาตรฐาน – การออกแบบ - วิธีก่อสร้างมีปัญหา’

ย้อนไปเมื่อ 28 มีนาคม 2568 จากเหตุแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบถึงกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย จากเหตุการณ์วันนั้นทำให้เกิดเหตุตึกสำนักงานอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ ตึก สตง. พังถล่ม 

ท่ามกลางความสูญเสีย และฝุ่นที่คละคลุ้งทุก ๆ ฝ่ายต่างรุมตั้งข้อสังเกตกับตึกดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างดังกล่าวเป็นการร่วมทุนระหว่างอิตาเลียนไทยและไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นวิสาหกิจของจีน ภายใต้กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC) แม้กระทั่งเหล็กเส้นที่ใช้ก่อสร้างส่วนหนึ่งที่มาจากผู้ผลิตสัญชาติจีน 

กระแสข่าวที่โหมกระหน่ำ อารมณ์ของผู้คนในสังคมมุ่งมั่นหาความรับผิดชอบจากเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำให้สัญชาติจีนกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของประชาชนชาวไทย ภายใต้ข้อสังเกตว่า 

1.เหล็กเส้นจากบริษัท ซิน เคอ หยวน จัด หนึ่งในบริษัทสัญชาติจีนไม่ได้มาตรฐาน 
2.การก่อสร้างของบริษัทสัญชาติจีนไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น 

ข้อสังเกตที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะผลทดสอบของเหล็กเส้นนั้น ไม่ได้คำนึงถึงหลักวิทยาศาสตร์เลยว่าทุกวัสดุในการก่อสร้างต่างรับแรงกระทำจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ จนแทบเป็นไปไม่ได้เลยว่าผลการทดสอบจะเป็นเหมือนกับวันที่วัสดุที่เข้ารับการทดสอบอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเหล็กหรือคอนกรีต

เมื่อเวลาผ่านเดือน ผ่านสองเดือน ในที่สุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ‘แพทองธาร ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะแถลงถึงสาเหตุของการพังถล่มของตึก สตง. ท่ามกลางความสงสัยของประชาชนว่า มีสาเหตุจากอะไรกันแน่ โดยนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยว่า 

จากการรายงานของทั้ง 4 สถาบัน เห็นได้ชัดว่ามีความบกพร่องในเรื่องการออกแบบ วิธีการก่อสร้าง โดยเฉพาะเทคนิคการก่อสร้าง ผนังช่องลิฟต์ บันได ซึ่งทางเทคนิคเรียกว่า ผนังรับแรงเฉือน เป็นสิ่งที่เกิดปัญหา ส่วนเรื่องวัสดุและเหล็กเป็นปกติได้มาตรฐานการใช้งานทั่วไป แต่สิ่งที่เกิดปัญหาคือคอนกรีตที่ไม่ได้มาตรฐาน และวิธีการสร้างที่มีปัญหา ซึ่งจากการรายงานยังพบว่ามีการก่อสร้างอีกหลายจุดที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย 

ทั้งการออกแบบและการก่อสร้าง หากปฏิบัติตามกฎหมาย จะสร้างความแข็งแรงให้ตึกมากขึ้น จากการทดลองถือเป็นที่ประจักษ์แน่นอน เป็นไปตามหลักที่ทางสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ใช้สำหรับทดสอบแรงสั่นสะเทือนในเหตุการณ์แผ่นดินไหว

และนายกรัฐมนตรียังกล่าวย้ำอีกว่า "ปัญหาที่แท้จริงเกิดจากการออกแบบ และการก่อสร้างของโครงการนี้ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย" 

จากปากคำของนายกรัฐมนตรี ลองตั้งสติและสรุปข้อเท็จจริงทีละข้อ ๆ อย่างตั้งใจ จะพบว่า

ข้อที่ 1 นายกรัฐมนตรีไม่ได้กล่าวว่าเหล็กจากโรงงาน ซิน เคอ หยวน เป็นเหล็กที่มีปัญหาและเป็นที่มาของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกรณีตึก สตง. ถล่มเลยแม้แต่น้อย จากข้อความที่ว่า เรื่องวัสดุและเหล็กเป็นปกติได้มาตรฐานการใช้งานทั่วไป

ข้อที่ 2 มีข้อผิดพลาดจากการออกแบบ ซึ่งบริษัทผู้ออกแบบเป็นคนละบริษัทกับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าระหว่างอิตาเลียนไทยและไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10

ข้อที่ 3 แม้มีการกล่าวอ้างว่าพบว่ามีการก่อสร้างในหลายจุดที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน แต่จากถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีไม่ปรากฏว่าการก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้นมีสาเหตุจากใคร บริษัทใดเป็นผู้รับผิดชอบในจุดที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้นกันแน่ และยังมองข้ามบริษัทผู้ควบคุมงานซึ่งจะต้องตรวจสอบทั้งคุณภาพของวัสดุก่อสร้าง และเทคนิคการก่อสร้างอย่างละเอียด

ในตอนท้ายของการแถลงโดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวจะถูกสรุปเป็นรูปเล่มและส่งต่อให้ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง 

ซึ่งในลำดับต่อไป ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและดีเอสไอจะต้องรวบรวมรายงานการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง ถ้อยคำจากการสอบปากคำของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หลักฐานอื่น ๆ เพื่อจะให้ได้ข้อมูลที่มั่นคง ชัดเจน และแน่นอน ว่าสาเหตุของอาคาร สตง.ถล่ม เกิดขึ้นเพราะเหตุใด ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะรายงานที่นายกรัฐมนตรีแถลงนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริงสูงสุดไม่ว่ามองจากมุมใด

และหากข้อเท็จจริงไม่สามารถสรุปได้ในท้ายที่สุดว่ามีสาเหตุจากอะไรแบบมั่นใจได้อย่างเต็มที่ ทั้งเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องยึดหลัก “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้” 

และนับจากวินาทีนี้สังคมไทยจำเป็นจะต้องเข้มงวดกวดขันการก่อสร้างในทุก ๆ โครงการอย่างจริงจัง เพราะอย่าลืมว่า ก่อนเกิดเหตุตึก สตง. เคยมีหลายเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความสูญเสีย โดยไม่มีแผ่นดินไหวที่แท้จริง มีแต่เพียงแผ่นดินไหวในหัวใจของญาติผู้ต้องสูญเสียเท่านั้น

‘ภูดิศ อาสนมณี’ ชี้ ดุลการค้าไม่ได้แปลว่าประเทศประเทศหนึ่งได้เปรียบการค้าอีกประเทศหนึ่งเสมอไป

นายภูดิศ อาสนมณี วิทยากรและนักวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่สหรัฐ อเมริกา เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทยในอัตรา 36% โดยอ้างเหตุผลเสียเปรียบดุลการค้า ว่า ...

ดุลการค้าไม่ได้แปลว่าประเทศประเทศหนึ่งได้เปรียบการค้าอีกประเทศหนึ่งเสมอไปครับ แต่มันบอกขีดความสามารถในการผลิตและขายสินค้าบริการของประเทศหนึ่งๆ

ยกตัวอย่าง
บริษัทแอปเปิ้ล จ้างโรงงานในจีนผลิต iphone เพราะต้นทุนต่ำ คุณภาพดี 
แอปเปิ้ลเอาไปขายทำกำไรมหาศาลจนหุ้นพุ่งกระฉูดถูกใจนักลงทุน
คำถามคือ จีนเอาเปรียบสหรัฐฯ หรือไม่? สหรัฐเสียเปรียบจีนหรือไม่?

ผู้ที่ประโยชน์สูงสุดคือใคร?
โรงงานจีน?
ผู้ถือหุ้นแอปเปิ้ล?

ผู้บริโภค?
ไทยผลิตถุงขยะและถุงพลาสติกให้กับ Wall Mart เพราะในอเมริกาไม่มีโรงงานผลิต ถึงทำได้ก็แพงมาก ไทยทำได้ถูก คุณภาพดี Wall Mart เอาไปขายทำกำไรจนบริษัทใหญ่โต 

ถามว่าไทยเอาเปรียบการค้าสหรัฐหรือไม่?
ถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานกินเงินเดือนประจำ คุณซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ ซื้อเสื้อผ้า รองเท้าจากห้าง กินข้าวในร้านใกล้บ้าน โดยที่พวกเขาไม่เคยใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากคุณเลย  พวกเขาได้เปรียบดุลการค้าจากคุณ  เขาเอาเปรียบคุณหรือไม่?

สินค้าจากจีนมีคุณภาพและราคาที่เหมาะกับคนไทย คนไทยจึงสั่งซื้อ เขาไม่ได้บังคับให้เราซื้อนะครับ ถ้าคุณไม่พอใจก็ไปซื้อจากสินค้าไทย ญี่ปุ่น อเมริกาหรือยุโรป ก็ได้ แต่ต้องจ่ายแพงขึ้น

ประเทศไทยไม่ได้ขาดดุลการค้าจากจีนแค่ประเทศเดียว แต่ยังมี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย ฯลฯ และอีกหลาย ๆ ประเทศ  ซึ่งก็มีเหตุผลคือประเทศไทยผลิตสินค้านั้น ๆ ไม่ได้จึงนำเข้า

‘กรณ์’ จี้รัฐบาลเตรียมแผนรองรับภาษีนำเข้าสหรัฐ 36% แนะทบทวนงบประมาณปี 69 หวั่นคนไทยเดือดร้อน หากเริ่มขาดดุลต่อเนื่อง

(8 ก.ค.68) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij” ระบุว่า เราเจอเข้าเต็ม 36%! นี่คือผลเจรจาที่เลวร้ายที่สุดที่เป็นไปได้ เพราะนอกจากไม่ได้ลดหย่อนจากที่สหรัฐประกาศไว้เมื่อ 90 วันก่อน และเป็นอัตราที่สูงกว่าเวียดนามที่เจรจาลดลงได้กว่าครึ่ง ซึ่งสหรัฐแจ้งมาว่าหากในอนาคตเราลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐลงเขาก็จะปรับภาษีที่คิดกับเราลงตาม

การเจรจากับทรัมป์เป็นเรื่องที่ยากมาก สหรัฐถือไพ่เหนือกว่าเราเป็นทุนเดิม และในขณะที่รัฐบาลเราหา win-win ขณะที่เขามองว่าเราเอาเปรียบมานานแล้วถึงเวลาที่เขาต้อง win คนเดียวบ้างเพื่อเป็นการชดเชย ซึ่งทีมเราอ่านเกมส์นี้ไม่ขาด

สาเหตุที่เวียดนามกล้าลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% เป็นเพราะเขาแข่งขันได้ และพร้อมแข่งขัน มากกว่าเราในทุกภาคอุตสาหกรรม คำถามคือในการเจรจาที่ผ่านมาเรายังพยายามปกป้องใครอยู่บ้าง? คุ้มหรือไม่กับความเดือดร้อนของผู้ส่งออก และการสูญเสียรายได้ของประเทศ?

ที่สำคัญคือรัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์นี้อย่างไร?

อันดับแรกรัฐบาลควรทบทวนการพิจารณางบประมาณปี 69 ทั้งหมด ทั้งแหล่งรายได้ และทั้งการใช้จ่าย หากรัฐบาลยังทำทุกอย่างเหมือนเดิมคนไทยจะเดือดร้อนหนักมาก

อันดับที่สอง ควรระวังผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ หากเราเริ่มขาดดุลต่อเนื่อง ในขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศก็ลดลง

ประเด็นเรื่องเสถียรภาพจะเริ่มมีความสำคัญ ในจังหวะนี้เราจะมีเลือกผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่พอดี วิสัยทัศน์และทัศนคติของผู้ว่าคนใหม่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นมาก

‘ดร.กอบศักดิ์’ เร่งรัฐแก้เกม ‘ภาษีทรัมป์’ หลังไทยโดน 36% เสียเปรียบเวียดนาม-มาเลเซีย

(8 ก.ค.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ถูกสหรัฐส่งจดหมายแจ้งเมื่อคืนนี้ว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้ โดยกำหนดอัตราสำหรับประเทศไทยที่ 36% เท่ากับรอบแรก เป็นคำเตือนว่าที่เสนอมา ยังไม่พอ ไม่โดนใจ ยังไม่ใช่ Good Deal ต้องทำการบ้านเพิ่มแล้วกลับมาต่อรองอีกรอบไม่เช่นนั้น “จบที่เดิม” ที่เคยประกาศไว้ที่ 2 เมษายน

ในรอบนี้ สหรัฐอาจจะไม่ถอย เพราะตลาดได้รับรู้ตัวเลขเหล่านี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง ผู้ประกอบการสหรัฐมีเวลาปรับตัวมา 90 วัน ถ้าตลาดหุ้นสหรัฐลงไม่มากในช่วง 2-3 วันข้างหน้า ลงไม่ถล่มทลายเหมือนต้นเมษายน ก็ยากที่จะมีใครมาเปลี่ยนใจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้

ทั้งนี้ สำหรับไทย ถ้าเวียดนาม 20% มาเลเซีย 25% เราจะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ 10-16% จะมีนัยสำคัญอย่างยิ่งกับผู้ส่งออก ทำไมจะต้องซื้อสินค้าจากไทย ถ้าซื้อจากคู่แข่งถูกกว่ายิ่งไปกว่านั้น มีนัยกับคนที่คิดจะมาลงทุนจะมาสร้างโรงงาน เพราะถ้าสร้างเสร็จแล้ว ต้นทุนภาษีแพงกว่าคู่แข่งส่งไปก็สู้ไม่ได้ไปสร้างที่เวียดนามเลยดีกว่าไหม

“เราคงต้องคิดเพิ่มว่าในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าประเทศไทยจะเสนออะไรกลับไปอีกรอบเพื่อให้พ้นจากจุดนี้ เพราะจากที่เวียดนามเจรจาลดลงมาได้ 46% เหลือ 20% แสดงว่าต้องมีหนทางเป็นกำลังใจให้กับทีมเจรจาครับ” นายกอบศักดิ์ ระบุ

‘เอกนัฏ’ ส่ง “มอก.วอทช์” AI สแกนสินค้าไม่ได้มาตรฐาน พร้อมโปรเดือด 7.7 จ่อฟันแพลตฟอร์มออนไลน์ 777 คดี

(7 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในการแถลงข่าวเปิดตัว ระบบตรวจสอบสินค้าออนไลน์อัจฉริยะ “มอก.วอทช์” ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยกระดับมาตรการคุมเข้มตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ด้วย AI ซึ่งริเริ่มให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรม (INDX) นำโดยนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เป้าหมายสำคัญเพื่อนำระบบ AI มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากโลกออนไลน์ ปกป้องผู้บริโภคไทยจากการใช้สินค้าด้อยคุณภาพ ลดปัญหาการนำเข้าสินค้าราคาถูก แต่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ 

“ขณะนี้ ระบบตรวจสอบสินค้าออนไลน์อัจฉริยะ “มอก.วอทช์” สามารถตรวจจับลิงค์ขายสินค้าต้องสงสัยได้แล้ว จำนวน 109,819 รายการ ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ดำเนินการปิดลิงค์ที่จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานไปแล้ว 2,885 URL เตรียมดำเนินคดี 777 URL และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,559 URL โดยในช่วงเวลา 5 เดือนที่ใช้งานระบบมา พบว่าสินค้าที่ละเมิดกฎหมายสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ “พลาสติกสัมผัสอาหาร ของเล่นเด็ก และท่อไอเสียรถจักรยานยนต์” ซึ่งอยู่ในจำนวน 147 รายการสินค้าควบคุม ที่ต้องมีมาตรฐาน มอก. เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่กลับมีการนำเข้าจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างแพร่หลาย ส่งผลกระทบต่อร้านค้าท้องถิ่น ผู้ประกอบการไทย และสร้างความเสี่ยงต่อประชาชนผู้บริโภค” นายเอกนัฏ กล่าว

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 777 คดีนี้ มาจากผลการตรวจของ มอก.วอทช์ ที่พบบนแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ โดยมาจากแพลตฟอร์มสีม่วง จำนวน 529 คดี และแพลตฟอร์มสีส้ม จำนวน 248 คดีซึ่งหลังจากนี้เราจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และลดการนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมยกระดับ “มอก.วอทช์ 1.0“ นี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในเวอร์ชั่นต่อไป โดยเล็งเพิ่มฟังก์ชัน 1) คัดกรองสินค้าและการสวมใบอนุญาตปลอม ไม่ใช่แค่คัดกรองสินค้าไม่มี มอก. เท่านั้น  แต่ยังสามารถตรวจสอบสินค้า ที่สวมใบอนุญาตไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์ ผ่านสารบบของสมอ. 2) ตรวจสอบฐานข้อมูลสินค้าไม่ได้ มอก. ผู้บริโภคสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น 3) เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม “แจ้งอุตฯ” ของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนลิงค์ที่จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามาได้ทันที และ 4) พร้อมผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตร แชร์ฐานข้อมูลและเทคโนโลยีของ "มอก.วอทช์" ไปยังหน่วยงาน

เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือตำรวจไซเบอร์ เพื่อการบูรณาการสู้รบกับสินค้าห่วยออนไลน์เพื่อประชาชนเต็มรูปแบบ

“ด้วยมาตรการที่เข้มข้นและเทคโนโลยี Ai ที่ถูกนำมาใช้ กระทรวงอุตสาหกรรมนำโดยรัฐมนตรีเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ใช่ตลาดสำหรับสินค้าด้อยคุณภาพอีกต่อไป แต่จะเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าที่มีมาตรฐานและปลอดภัย เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน และให้ SME - ผู้ประกอบการไทยยังแข่งขันได้ ในกติกาที่เป็นธรรม” นายพงศ์พล กล่าวปิดท้าย

‘พิชัย’ เสนอลดเกินดุลการค้าสหรัฐฯ 70% ใน 5 ปี หวังเลี่ยงภาษีนำเข้าสูง 36% ก่อนถึงเส้นตาย 9 ก.ค.

(7 ก.ค. 68)นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กในวันอาทิตย์ (6 ก.ค.) เกี่ยวกับข้อเสนอล่าสุดของไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูง โดยระบุว่า ไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ และลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลง 70% จากปัจจุบันที่ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 5 ปี โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้การค้าระหว่างสองประเทศถึงจุดสมดุลในระยะเวลา 7-8 ปี

นายพิชัยเปิดเผยด้วยว่า ภาษีศุลกากรที่ระดับ 10% ถือเป็นอัตราที่ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็เสริมด้วยว่า ภาษีระหว่าง 10% - 20% ก็ยังเป็นอัตราที่ยอมรับได้

รายงานระบุว่า นายพิชัยคาดว่าจะยื่นข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งหากข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับ ไทยจะสามารถยกเว้นภาษีนำเข้าหรือมาตรการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ได้ทันที ในขณะที่ข้อจำกัดสำหรับสินค้าอื่น ๆ จะทยอยยกเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ นายพิชัยยังกล่าวด้วยว่า สินค้าสหรัฐฯ หลายรายการที่จะเข้าถึงตลาดไทยได้มากขึ้นนั้น เป็นสินค้าที่ขาดแคลนในประเทศ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตของไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 36% หากทั้งสองประเทศไม่สามารถเจรจาเพื่อลดหย่อนภาษีได้ก่อนวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนดการผ่อนผันเรียกเก็บภาษีเป็นเวลา 90 วันของทรัมป์

สำหรับข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้มีขึ้นหลังจากนายพิชัยได้พบปะเจรจากับเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และไมเคิล ฟอลเคนเดอร์ รมช.คลังของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (3 ก.ค.) ซึ่งเป็นการเจรจาภาษีระดับรัฐมนตรีครั้งแรก

‘ธนาคารออมสิน’ เห็นความสำคัญของฟันเฟือง เศรษฐกิจฐานราก เพิ่มโอกาสเข้าถึง!! แหล่งเงินทุน ‘คนตัวเล็ก’ สินเชื่อเพื่อคนสู้ชีวิต

(6 ก.ค. 68) ในสังคมไทยปัจจุบัน ผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้ประกอบการรายย่อย หรือที่เรามักเรียกว่า "คนตัวเล็ก" ยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดด้านหลักประกัน รายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ หรือเอกสารทางการเงินที่ไม่เป็นระบบ สิ่งเหล่านี้บีบให้หลายคนต้องหันไปพึ่งพิงหนี้นอกระบบ ซึ่งมักตามมาด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว และวังวนของหนี้สินที่ยากจะหลุดพ้น

การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยุติธรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ แต่ที่ผ่านมา โครงสร้างสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มักถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีหลักประกันหรือรายได้ประจำที่ชัดเจน ทำให้ "คนตัวเล็ก" ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากถูกมองข้าม

ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่สถาบันการเงินจะต้องปรับตัวเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม และส่งเสริมให้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

ธนาคารออมสินได้ริเริ่ม "สินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก" โดยมีเป้าหมายที่จะลดช่องว่างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้ค้ารายย่อย อาทิ ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง, แท็กซี่, พ่อค้าแม่ค้า หรือแม้กระทั่งผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์ ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนคลายกว่าสินเชื่อทั่วไป เช่น วงเงินกู้สูงสุด 100,000 บาท, ระยะเวลาผ่อนชำระนาน สูงสุด 8 ปี (96 งวด), อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อเดือน (Flat Rate) และที่สำคัญคือ ไม่ต้องใช้หลักประกัน ธนาคารออมสินในฐานะ "ธนาคารเพื่อสังคม" จึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเข้าถึงแหล่งทุนที่เท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนในสังคมมีโอกาสในการเติบโต

แนวทางนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ธนาคารในประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับกลุ่ม "คนตัวเล็ก" มากขึ้น หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะช่วยให้ผู้ที่เคยติดกับดักหนี้นอกระบบมีทางออก และสามารถนำเงินทุนไปต่อยอดอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง รวมถึงกระตุ้นการบริโภคในระบบเศรษฐกิจ การให้สินเชื่อแก่ "คนตัวเล็ก" ไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยเหลือบุคคล แต่เป็นการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างเเท้จริง

'พงศ์กวิน' รมว.แรงงานใหม่ มอบ 5 นโยบาย ลั่น จะพยายามเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้ถึง 650 บาท

'พงศ์กวิน' รมว.แรงงานป้ายแดง เข้าทำงานวันแรก มอบ 5 นโยบาย ส่วนเรื่องเพิ่มค่าแรง ลั่นจะพยายามให้ถึง 650 บาท พร้อมเดินหน้าเพิ่มทักษะยกระดับสู่แรงงานมีฝีมือ

(4 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 08.19 น. ที่กระทรวงแรงงาน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงานคนใหม่ เดินทางเข้ามาทำงานที่กระทรวงเป็นวันแรก เดินทางเข้าห้องทำงานบริเวณชั้น 6 โดยมีพระภิกษุสงฆ์ 2 รูปทำพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ในเวลา 09.19 น. ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ ศาลพ่อปู่ชินพรหมมา และสักการะพระพุทธรูปประจำห้องปฏิบัติราชการ

ต่อมาเวลา 10.30 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมายังกระทรวงแรงงานเพื่อมอบกระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจนายพงศ์กวิน พร้อมให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ว่า มาให้กำลังใจ รมว.แรงงาน เนื่องจากตนเป็นรองนายกที่กำกับดูแลกระทรวงแรงงานด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกันถึงแนวทางการขับเคลื่อนกระทรวงแรงงาน ซึ่งจะช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจรวมถึงการช่วยเหลือพี่น้องแรงงาน ให้มีสภาพการทำงานที่ดี มีค่าแรงที่ดี กระตุ้นเศรษฐกิจได้

ถามถึงนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายในปี 2570  นายสุริยะ กล่าวว่า ต้องมีการดูรายละเอียดและพิจารณาอีกครั้ง ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงและภาคส่วนต่าง ๆ จากที่ได้มีการหาเสียงเพิ่มค่าแรง จะสามารถเพิ่มได้อย่างไร แค่ไหน เพิ่มแล้วต้องไม่กระทบกับผู้ประกอบการมากเกินไป ถ้าสามารถเพิ่มได้ก็จะทำให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีเงินมาจับจ่ายใช้สอยแล้วจะทำให้ผู้ประกอบการขายของได้ ธุรกิจก็เติบโต ต้องดูในภาพรวม ต้องดูข้อมูลให้ครบถ้วน

ฝึกอบรมทักษะAI ลดหย่อนภาษี
จากนั้นเวลา 11.00 น. นายพงศ์กวิน ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงานภายใต้แนวคิด กระทรวงแรงงาน เพื่อโอกาส แรงงานไทยว่า  ฝากนโยบาย 5 ข้อ

คือ 1. พัฒนาศักยภาพ AI เพื่อยกระดับแรงงานไทย ต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรใช้งาน AI ที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตและการบริการในปัจจุบันไปจนถึงอนาคตและต้องดำเนินการเชิงรุกให้แรงงานเข้าสู่กระบวนการพัฒนาฝีมือด้าน AI

ซึ่งหลักสูตรการอบรมที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดำเนินการเองยังไม่เพียงพอต่อการยกระดับฝีมือแรงงานด้าน AI รวมถึงด้านอื่น ๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีเครื่องมือสำคัญคือพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานพ.ศ. 2545 ที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาฝีมือแรงงานของตัวเอง โดยให้นำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ หากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานปรับปรุงแนวทางการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อผลักดันให้เอกชนพัฒนาทักษะที่มือด้าน AI เพิ่มมากขึ้นน่าจะเป็นช่องทางทำให้ยกระดับแรงงานฝีมือด้าน AI ให้เกิดผลได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นครับ

2. การคุ้มครองแรงงานอย่างเท่าเทียม ครอบคลุมแรงงานนอกระบบจำนวนกว่า 21 ล้านคน จึงขอให้มีการเร่งผลักดันกฎหมายแรงงานยุคใหม่ให้ครอบคลุมแรงงานนอกและขอให้มีการศึกษาวิจัยรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน แนวโน้มความต้องการประกอบอาชีพและลักษณะงานที่คนรุ่นใหม่และเยาวชนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงหรือบัญญัติกฎหมายแรงงานเพิ่มเติมให้มีความทันสมัยรับรองแรงงานที่มีรูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างเหมาะสม

ยกระดับ 1.8 ล้านคน รับค่าแรงเกิน 400 บาท 
3. “Learn to Earn” สนับสนุนและส่งเสริมเยาวชนอายุ 15 – 18 ปี ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำงานได้ สามารถทำงานที่ไม่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและสภาพจิตใจ และต้องไม่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อเยาวชน เรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงเด็กเยาวชนที่มีฐานะยากจน จึงควรช่วยกันปรับเจตคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ทำไมเราต้องส่งเสริมการทำงานของคนรุ่นใหม่  

4. สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ด้วยการยกระดับรายได้ให้แก่แรงงานไทย  ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมประมาณ 24 ล้านคน แม้ในช่วงนี้ได้มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำแล้วถึง 2 รอบ ทำให้แรงงานในพื้นที่และบางสาขาอาชีพได้รับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400 บาทแต่ยังมีผู้ประกันตนอีก 2.3 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานไทย 1.8 ล้านคนที่ได้รับค่าจ้างยังไม่ถึงวันละ 400 บาท สะท้อนให้เห็นว่าแรงงาน 90% มีรายได้เกินรายได้เกิน 400 บาทต่อวันแล้ว

สำหรับกลุ่มที่เหลือจำเป็นจะต้องเร่งยกระดับรายได้ของแรงงานกลุ่มนี้โดยด่วน ไม่ว่าจะเป็นการอัปสกิล รีสกิล เพื่อให้แรงงานกลุ่มนี้มีทักษะฝีมือแรงงาน ที่จะเข้าสู่ระบบค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ทำให้ได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นเกินกว่าวันละ 400 บาท

และ 5. การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทยอย่างเร่งด่วน ไม่ให้เกิดปัญหาแย่งอาชีพคนไทย ปัญหาอาชญากรรม  

พยายามเพิ่มค่าแรงให้ถึง 650 บาท
ก่อนเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามถึงเรื่องนโยบายเรือธงของรัฐบาล เกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ นายพงศ์กวิน กล่าวว่า  กระทรวงแรงงานได้มีการพัฒนาฝีมือแรงงาน ด้วยการอัปสกิล รีสกิล โดยส่วนใหญ่ก็จะมีรายได้ที่สูงกว่า 400 บาทต่อวัน ซึ่งเหลือกลุ่มเป้าหมายตอนนี้ประมาณ 2.3 แสนคนที่จำเป็นที่จะต้องอัปสกิล รีสกิล เพื่อให้มีรายได้ที่สูงกว่า 400 บาทขึ้นไป ซึ่งเท่าที่ทราบข้อมูลมามีผู้ประกันตนราว 24 ล้านคน ในจำนวนนี้มีอยู่ 2.3 ล้านที่ได้รับต่ำกว่า 400 บาท  ขณะที่ค่าแรงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 618 บาทต่อวันต่อคน ถือว่าค่อนข้างสูง

“สิ่งที่จะทำคือยกระดับค่าแรงขึ้นไปอีก จะพยายามทำให้ได้ถึงประมาณ 650 บาทต่อวัน แต่ไม่ใช่การยกระดับด้วยอัตราการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะต้องพัฒนาฝีมือของแรงงาน ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่เขาจะได้รับนะครับ ถ้าเกิดสมมติว่าเขามีทักษะที่มากขึ้น รับประกันได้ว่าไม่มีนายจ้างคนไหนที่จะปฏิเสธเรื่องการให้ค่าแรงที่สูงขึ้น” นายพงศ์กวินกล่าว 

เมื่อถามกรณีแรงงานกัมพูชา  นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ภาพที่เห็นรายงานเดินทางออกนอกประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องปกติ ส่วนใหญ่เป็น One Day Passport หรือไปเช้าเย็นกลับ ทำให้ดูเหมือนมีคนออกนอกประเทศไทย  แต่ตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่กลับออกไปจริงมีประมาณ 20,000 คน จากจำนวนแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยกว่า 500,000 คน เพราะฉะนั้นส่วนที่กลับไปถือว่าไม่มาก ก็ต้องมีการหาแรงงานสัญชาติอื่นเข้ามาทดแทน

การันตีตัวเองมีความสามารถเพียงพอ
เมื่อถามว่ารู้สึกกดดันหรือไม่ในฐานะรัฐมนตรีหน้าใหม่ อีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจ นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ตนเคยบริหารงานในบริษัทของคุณพ่อ และบริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มาแล้ว รวมถึง เป็นสส. ในสมัยปี 2562 อยู่ 4 ปี ได้เห็นและเรียนรู้งานทางด้านนิติบัญญัติ หลังจากนั้นก็ได้มาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อยู่ 2 ปี  

“ผมมีความรู้ ทั้งทางด้านนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาว่าจะทำงานได้ไหม ผมสามารถการันตีตัวเองได้ว่า ผมมีความสามารถมากพอ" นายพงศ์กวินกล่าว

เมื่อถามถึงการสานต่อหรือรื้องานของรมว.แรงงานคนเก่าที่มาจากพรรคภูมิใจไทย(ภท.) หรือไม่อย่างไร นายพงศ์กวิน กล่าวว่า แต่ละพรรคการเมืองต่างก็มีนโยบายของตนเอง แต่นโยบายไหนที่ทำไว้ดีก็สานต่อแน่นอน ส่วนที่คิดว่าสามารถทำให้ดีขึ้น ก็พร้อมที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top