Friday, 24 July 2026
ECONBIZ NEWS

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์ ในงานสัมมนา “New Exporter from Expert” เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ชี้เป้าตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) เปิดงานใหญ่ “New Exporter from Expert – เปิดตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง” ณ SCBX Next Tech สยามพารากอน

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ SCBX Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้ชื่องาน “New Exporter from Expert – เปิดตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง SCB SME และ สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) ได้จัดขึ้นเพื่อมอบองค์ความรู้เชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ในการกล่าวเปิดงานครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกล่าวเปิด ได้แก่
    • คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขึ้นกล่าวเปิดงานและชี้ให้เห็นถึงแนวทางและความสำคัญของการส่งออกต่อการเติบโตของ SME ไทย
    • คุณศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกล่าวถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินและการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการส่งออก
    • ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) ให้ภาพรวมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการเงินเพื่อผลักดัน SME ไทยสู่เวทีโลก

ในช่วงกล่าวเปิดงาน ผู้กล่าวได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญหลายประการ ได้แก่
    • การส่งออกเป็นช่องทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความยืดหยุ่นทางรายได้ให้กับ SME ไทย
    • โอกาสจากตลาดเกิดใหม่และช่องทางดิจิทัลที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ
    • ความร่วมมือด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โลจิสติกส์ และเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็นต่อการขยายตลาดอย่างยั่งยืน

งานสัมมนาในครั้งนี้ยังประกอบด้วยหัวข้อที่สำคัญที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการ ได้แก่ การอัปเดตเศรษฐกิจ แนวโน้มตลาด การแชร์ประสบการณ์การเปิดตลาดของผู้ประกอบการจริง การอภิปรายเชิงลึกจากผู้รู้ในอุตสาหกรรม และการให้ความรู้ด้านกลยุทธ์บริหารความเสี่ยง
 

‘จิรวัฒน์ เดชาเสถียร’ เล่าเรื่องสะพานบุญ หมอหนุ่มจากน่านขอเครื่องมือรักษา ผู้บริหารน้ำหวาน ‘ติ่งฟง’ มอบ 1 ล้านช่วยทันที ซื้อเครื่องมือแพทย์ส่งต่อความหวังสู่ 2 จังหวัด

‘จิรวัฒน์ เดชาเสถียร’ เล่าเรื่องการเป็นสะพานบุญ จากคำขอหมอหนุ่มน่าน สู่การช่วยเหลือจริง ผู้บริหารติ่งฟง มอบเงิน 1 ล้านบาท ซื้อเครื่องมือแพทย์ ช่วยโรงพยาบาลน่าน–ขอนแก่น หลังน้ำท่วมใหญ่

(23 พ.ย. 68) นายจิรวัฒน์ เดชาเสถียร ผู้เชี่ยวชาญการขาย การตลาดพฤติกรรมผู้บริโภคและการจัดการค้าปลีกค้าส่งในตลาดอาเซียน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากน่าน สู่ขอนแก่น

เสียงเรียกจากคุณหมอหนุ่ม แห่งโรงพยาบาลจังหวัดน่าน เล่าให้ผมฟังว่าหลังจากน้ำท่วมใหญ่ ต้องส่งตัวคนไข้เพื่อไปทำสแกนร่างกายและรักษาที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ เพราะน้ำท่วมจนเครื่องมือพังหมด และอยากขอความช่วยเหลือในการซื้อเครื่องผ่าตัดนิ่วในไตขนาดเล็กให้

แววตาที่มุ่งมั่น ความตั้งใจเกินร้อยของหมอหนุ่มที่มีปณิธานช่วยคน ทำให้ผมรับปากว่าจะหาทางช่วย ผมกลับจากน่าน นำเรื่องนี้มาให้ทางผู้บริหารน้ำหวานติ่งฟงทราบด้วยความเกรงใจ  ปรากฏว่าไม่มีคำปฏิเสธใดเลยจากคุณเสาวณีย์ พร้อมถามว่าราคาเครื่องนึงเท่าไร  ผมเองรู้ว่าราคาสูงถึง 5 แสนบาท แต่ก็เรียนท่านตรงไปตรงมา ท่านกลับแจ้งผมว่าทางผู้บริหารจะให้เงิน 1 ล้านบาท เพื่อไปทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้ตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวเรียน  ผมนี่ดีใจมากที่ได้มีโอกาสเป็นสะพานบุญครั้งนั้น  และขออนุญาต แบ่งเงินเป็นสองก้อนเพื่อช่วยโรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่นอีกที่หนึ่ง

วันนี้มีโอกาสทยอยส่งมอบเครื่องมือดังกล่าวที่ขอนแก่นและจะส่งมอบที่จังหวัดน่านในลำดับต่อไป

ผมแจ้งผู้บริหารโรงพยาบาลว่า คนเรามักรู้จักสิทธิ แต่มักละเลยหน้าที่และความรับผิดชอบ

องค์กรที่เราได้ทำงานให้ ได้พยายามทำหน้าที่และมีส่วนสร้างสรรค์สังคม ให้มีความมั่นคงทางการแพทย์ต่อไป

ติ่งฟง  Beyond Sweetness มากกว่าความหวาน คือความดี

ตลาดคริปโตส่อฟองสบู่แตก หลัง วาฬ Bitcoin ‘Owen Gunden’ เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ปิดฉากการถือครองยาวนานกว่าทศวรรษ

วาฬ Bitcoin ระดับตำนาน Owen Gunden เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางตลาดคริปโตดิ่งสู่หุบเหว

Owen Gunden นักลงทุน Bitcoin รายใหญ่ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 8 ของโลกคริปโต ได้ตัดสินใจขายทิ้ง Bitcoin ทั้งหมดในพอร์ตมูลค่ารวมกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลกำลังเผชิญแรงขายรุนแรง

ปิดฉากการถือครองยาวกว่าทศวรรษ

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตาม On-chain อย่าง Arkham เผยว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กระเป๋าเงินของ Gunden ได้โอน Bitcoin ล็อตสุดท้ายจำนวน 2,499 BTC เข้าสู่กระดานเทรด Kraken เพื่อทำการขาย ถือเป็นการปิดฉากการเทขายมาราธอนรวมกว่า 11,000 BTC นับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมเป็นต้นมา

Gunden เป็นนักลงทุนยุคบุกเบิกที่สร้างความมั่งคั่งจากการทำกำไรส่วนต่างราคา (Arbitrage) บนกระดานเทรดในยุคแรก ๆ อย่าง Tradehill และ Mt. Gox ที่ล่มสลายไปแล้ว โดยเขาถือครอง Bitcoin มายาวนานกว่าทศวรรษก่อนจะตัดสินใจออกจากตลาดในช่วงเวลานี้

ตลาดเผชิญแรงกดดันรุนแรง

การเทขายของ Gunden เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาด Bitcoin กำลังดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยราคาร่วงจากระดับสูงสุดเหนือ 103,000 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ลงมาเหลือเพียงโซน 88,000-91,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน

ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่าใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีนักเทรดถูกล้างพอร์ตไปกว่า 636 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นกว่า 200,000 ราย สะท้อนความรุนแรงของแรงขายที่กำลังเกิดขึ้น

เงินทุนถอนออกจาก ETF ยับเยิน

ความผันผวนของตลาดยังส่งผลกระทบต่อกองทุน Spot Bitcoin ETF โดยเดือนพฤศจิกายนกลายเป็นเดือนที่แย่ที่สุด ด้วยยอดเงินไหลออกสุทธิรวมกว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนสถาบันต่อแนวโน้มตลาด

Tony Severino นักวิเคราะห์ทางเทคนิค ออกมาเตือนว่า การร่วงลงในครั้งนี้อาจเป็น "จุดเปลี่ยนอันตราย" ที่ส่งสัญญาณว่าตลาดอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงตลาดหมี (Bear Market) ที่อาจยืดเยื้อไปหลายเดือน

การที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Gunden ที่ถือครอง Bitcoin มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มตัดสินใจขายทิ้งทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับตลาดคริปโตในขณะนี้

 

ส่องธุรกิจเบื้องหลังอีคอมเมิร์ซ ‘กล่องพัสดุ เทปกาว รัดหนังสติ๊ก’ โตกระฉูด สร้างรายได้ซ้ำ ๆ จากทุกออเดอร์ที่ถูกส่ง โอกาสธุรกิจหลังบ้านในยุคคนไถหน้าจอรอ F

เวลาเราพูดถึง “อีคอมเมิร์ซ” คนจะนึกถึง Shopee, Lazada, TikTok Shop, ไลฟ์ขายของจนเสียงแหบเสียงแห้ง และอินฟลูฯ หน้าเป๊ะ ๆ แต่ทุก 1 ออเดอร์ที่ลูกค้ากดสั่ง… จะต้องมี “หลังบ้าน” อีกทั้งระบบ ที่ไม่มีใครจำชื่อได้  
ทว่า *เงินก้อนใหญ่* ดันไหลอยู่ตรงนั้นแหละ — ในโลกของกล่องพัสดุ เทปกาว รัดหนังสติ๊ก และระบบโลจิสติกส์

บทความนี้คือการชวนมอง “เศรษฐกิจกล่องพัสดุ” แบบเข้าโครงสร้างธุรกิจ ว่าแค่กล่องหนึ่งใบ ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจหลักร้อยล้านได้ยังไง  

1. ทำไมยุคนี้ ขายกล่องยังไงก็ไม่ตาย (ถ้าทำเป็น)

ก่อนจะลงลึก มาดูภาพใหญ่กันก่อน

- ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียถูกประเมินว่ามีรายได้ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 และยังโตต่อเนื่อง  
- ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงภูมิภาคเดียว มูลค่า GMV อีคอมเมิร์ซปี 2024 แตะ 128.4 พันล้านดอลลาร์ โดยไทยกับมาเลเซียถือเป็นตลาดที่โตเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง  
- ในไทยเอง ทุกวัน มีพัสดุส่งเฉลี่ย 7–8 ล้านชิ้นต่อวัน ผ่านตลาด express delivery มูลค่าราว 117,000 ล้านบาทในปี 2024  

ถามง่าย ๆ:  
ทุกพัสดุ 1 ชิ้น = ต้องมี “อะไรบางอย่าง” ห่อมันอยู่เสมอ  
ไม่ว่าจะเป็นกล่องลูกฟูก ซองกันกระแทก เทปกาว ฟิล์มยืด หรือแค่หนังยางรัดใบเสร็จ

ตรงนี้เองที่ทำให้…
- ตลาดบรรจุภัณฑ์ในไทย มีมูลค่าราว 15.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะโตไปเกือบ 19.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030 โดยหนึ่งในตัวขับเคลื่อนคืออีคอมเมิร์ซอย่างชัดเจน  
- มีการประเมินว่าตลาดบรรจุภัณฑ์เพื่ออีคอมเมิร์ซโดยตรงในไทยจะขยายจากราว 5.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ไปเกือบ 9.4 พันล้านดอลลาร์ในไม่กี่ปีข้างหน้า  

พูดง่าย ๆ คือ  
ยิ่งคนช็อปออนไลน์เยอะเท่าไหร่ กล่องพัสดุก็ยิ่ง “ขายออกเอง” โดยเราแทบไม่ต้องปลุกตลาด

2. 1 ออเดอร์ = 1 value chain ที่มีคน “เก็บเงิน” ได้หลายชั้น

ลองซูมดู “1 กล่องพัสดุ” ตั้งแต่ลูกค้ากดจ่ายเงินจนถึงประตูบ้าน

1) หน้าบ้าน  
   - ลูกค้าเห็นหน้าร้านบนแอป / ไลฟ์สด / เพจ  
   - ตรงนี้คือพื้นที่ของแบรนด์ / อินฟลู /ครีเอเตอร์

2) ชั้น “กล่อง–แพ็กของ”  
   - กล่องลูกฟูก  
   - ซองไปรษณีย์ / ซองกันกระแทก  
   - ฟองน้ำกันกระแทก / ฟิล์มบับเบิล  
   - เทปกาว / สติกเกอร์ / รัดหนังสติ๊ก  
   → ทั้งหมดนี้คือสินค้าใช้แล้วหมด ใช้แล้วต้องซื้อใหม่ (consumable)

3) ชั้นโลจิสติกส์–ขนส่ง  
   - บริษัทขนส่ง / Courier / Express / Parcel (CEP)  
   - จุดรับ–ส่งพัสดุ / Drop-off point  
   - ระบบคัดแยกอัตโนมัติ / โกดัง  


   ตลาด last-mile delivery ในไทยปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าโตเฉลี่ย 12% ต่อปีจนถึงปี 2030  

4) ชั้นระบบหลังบ้าน  
   - ระบบจัดการสต็อก (WMS)  
   - ระบบรวมออเดอร์จากหลายแพลตฟอร์ม (OMS)  
   - ระบบพิมพ์ใบปะหน้าอัตโนมัติ เชื่อม API กับขนส่ง  
   - ระบบ COD / การเงิน / แอปติดตามพัสดุ  

ในขณะที่เจ้าของแบรนด์ต้อง “สู้รบ” เรื่องยอดขาย การตลาด และคอนเทนต์  
คนที่อยู่ในเลเยอร์ กล่อง–แพ็กของ–โลจิสติกส์–ระบบ มีรายได้ซ้ำ ๆ จากทุกออเดอร์ โดยไม่ต้องออกไลฟ์แม้แต่นาทีเดียว

3. เคสสมมติ: ร้านขายกล่องพัสดุธรรมดา ที่กลายเป็นธุรกิจหลักสิบล้าน

สมมติว่าเรามี “ร้านขายกล่องพัสดุ” ที่เริ่มจาก  
- ขายกล่องไซส์ยอดนิยมสำหรับ Shopee / Lazada / TikTok Shop  
- ขายผ่านออนไลน์ + หน้าร้านเล็กแถวชุมชน

จุดแข็งของธุรกิจประเภทนี้

1) Demand มาจาก “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “กระแส”  
   - ต่อให้เทรนด์สินค้าหน้าบ้านเปลี่ยน (จากชุดนอน → ของแต่งบ้าน → ของกิน)  
   - แต่ทุกเจ้าก็ยังต้องซื้อกล่องและอุปกรณ์แพ็กของ  

2) รายได้เป็น Recurring ตามจำนวนพัสดุ  
   - ลูกค้าใช้กล่องแล้วหมด → ต้องกลับมาซื้อซ้ำ  
   - ยิ่งลูกค้าของเราขยายยอดขาย ยิ่งซื้อกล่องจากเรามากขึ้นตามไปด้วย

3) แตกไลน์สินค้าได้ง่ายมาก  
   - จากกล่อง → เทปกาว → ฟิล์มกันกระแทก → ซองไปรษณีย์ → สติกเกอร์โลโก้  
   - สามารถขายเป็น “ชุดแพ็กของครบเซตสำหรับร้านใหม่” ได้เลย

4) อัปเกรดสู่ B2B ได้เสมอ  
   - จากขายรายย่อยในแพลตฟอร์ม → รับดีลใหญ่กับโกดัง / fulfillment  
   - จากขายกล่องสำเร็จรูป → รับผลิตกล่องพิมพ์โลโก้แบรนด์ (margin ดีกว่า)

ธุรกิจแบบนี้ไม่ได้หวือหวา แต่ข้อดีคือ  
ถ้าเซตระบบดี ๆ มีโอกาสสร้างยอดขาย “เงียบ ๆ หลักแสน–หลักล้านต่อเดือน” โดยแทบไม่ต้องออกหน้ากล้องเลย

4. โลจิสติกส์–ขนส่ง: ยิ่งแข่งขันกันดุ ธุรกิจหลังบ้านยิ่งโต

ฝ่ายขนส่งเองก็อยู่ในโลก “เบื้องหลัง” เหมือนกัน แต่เงินสะพัดมาก

- ตลาด CEP (Courier, Express, Parcel) ในไทยมีมูลค่าราวหลายพันล้านดอลลาร์ และยังโตต่อเนื่อง แรงหนุนหลักคือการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและนโยบาย Thailand 4.0 ที่ผลักดันด้านโลจิสติกส์และดิจิทัลซัปพลายเชน  

ธุรกิจที่หากินได้จาก “สงครามส่งของเร็ว” ของเจ้าตลาดใหญ่ ๆ

- ซอฟต์แวร์จัดเส้นทางขนส่ง (Route Optimization)  
- บริการโกดัง + Fulfillment สำหรับร้านออนไลน์  
- ธุรกิจจุดรับ–ส่งพัสดุ (Drop-off / Pick-up Point)  

ทั้งหมดนี้คือ “ธุรกิจเบื้องหลัง” ที่หากินจากทุกพัสดุที่วิ่งอยู่ในระบบ

5. ซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ๆ ที่กลายเป็นธุรกิจใหญ่

ลองมองอีกมุม… ไม่ขายกล่อง ไม่ส่งของ แต่ขาย “ระบบจัดการ”

ตัวอย่างเช่น

- โปรแกรมยิงบาร์โค้ดพิมพ์ใบปะหน้าพัสดุ เชื่อมทุกแพลตฟอร์ม  
- ระบบรวมออเดอร์ Shopee / Lazada / TikTok Shop / Line / Facebook ไว้ที่เดียว  
- ระบบคำนวณค่าส่งอัตโนมัติ เปรียบเทียบบริษัทขนส่งให้  
- ระบบแจ้งเตือนลูกค้าอัตโนมัติ (SMS / Line / Email)

ซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจคิดค่าบริการแบบรายเดือน หรือคิดเป็น % จากยอดส่ง/ยอดขาย  

ข้อดีคือ

1) ต้นทุนต่อยูสเซอร์ต่ำ แต่สเกลได้ทั่วประเทศ  
2) ผูกลูกค้าได้ยาว เพราะพอย้ายระบบที่หนึ่งปวดหัวมาก  
3) เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” (infrastructure) ที่เจ้าของร้านต้องใช้ทุกวัน  

ถ้าวันหนึ่งระบบล่ม ร้านออนไลน์นับหมื่นร้าน “แพ็กของไม่ออก ใบปะหน้าพิมพ์ไม่ได้”  
แปลว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ขึ้นกับซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ๆ ตัวเดียว สูงมากแบบที่คนทั่วไปไม่เคยคิด

6. บทเรียนสำหรับคนอยากเริ่มธุรกิจในโลกอีคอมเมิร์ซ (โดยไม่ต้องออกกล้อง)
จาก Story ทั้งหมด จะสรุปเป็น “สูตรคิดธุรกิจหลังบ้าน” ได้ประมาณนี้

6.1 เลือกอยู่ใน “ทุกสินค้าที่คนอื่นขาย” แทนการแข่งหน้าบ้าน

แทนที่จะถามว่า  
“จะขายอะไรดี ให้ดังเหมือนร้าน X/Y/Z?”

ลองเปลี่ยนคำถามเป็น  
“ไม่ว่าจะขายอะไร เขาต้องซื้อของจากเราก่อน หรือเปล่า?”

เช่น  
- ถ้าร้านไหนจะขายของออนไลน์ ต้องใช้กล่องและอุปกรณ์แพ็กของ → เราขายของพวกนี้  
- ถ้าร้านไหนจะส่งของ ต้องใช้ระบบออกใบปะหน้า → เราขายซอฟต์แวร์  
- ถ้าร้านไหนเติบโต ต้องการโกดัง/คนแพ็ก → เราขาย Fulfillment

6.2 เน้นสินค้า–บริการที่ “ใช้แล้วหมด–ต้องซื้อซ้ำ”

- กล่อง เทป ฟิล์มกันกระแทก → ใช้แล้วหายไปจากระบบ ต้องซื้อใหม่ทุกครั้ง  
- เครดิตส่งพัสดุ / subscription ระบบ → หมดแล้วต้องเติม  

ธุรกิจที่ไม่หวือหวา แต่มีพฤติกรรม “กลับมาซื้อเอง” แบบนี้ คือฐานรายได้ที่มั่นคงมากกว่าการวิ่งไล่ลุ้น “แจ็กพอต” จากการขายไวรัลอย่างเดียว

6.3 ทำ B2B ให้เป็น: รายใหญ่สั่งทีละเยอะ

แทนที่จะโฟกัสลูกค้ารายย่อยอย่างเดียว ลองมอง…

- ร้านออนไลน์ที่ยิงแอดเก่ง ๆ ส่งของวันละหลายร้อยชิ้น  
- เอเจนซี / แบรนด์ที่มียอดออเดอร์สูง  
- แพลตฟอร์ม หรือ fulfillment center

ดีลแบบ B2B แม้ต่อครั้งจะเหนื่อยตอนปิดการขาย แต่ถ้าติดแล้ว มีโอกาสเป็นดีลยาว และปริมาณซื้อมหาศาล

6.4 ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นอาวุธ

- เก็บข้อมูลยอดสั่งซื้อกล่อง/อุปกรณ์ของแต่ละร้าน  
- ทำระบบพรีออเดอร์/เตือนสต็อกใกล้หมดให้ลูกค้า  
- เสนอสินค้าใหม่ตามประเภทสินค้าที่เขาขาย  

ยิ่งช่วยลูกค้าทำงานง่ายเท่าไหร่ เขายิ่งไม่อยากเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่น

7. สรุป: ไม่ต้องยืนหน้าไฟ ก็ทำเงินได้จากทุกแพ็กเกจที่ส่งออกไป

ในวันที่ทุกคนแห่กันไปเป็นครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือเจ้าของแบรนด์ มันมี “อีกโลกหนึ่ง” ที่ไม่อยู่ในเฟรมกล้อง แต่มีเงินหมุนมหาศาล  

โลกนั้นคือ…

- บริษัทที่ผลิตกล่อง  
- ร้านขายอุปกรณ์แพ็กของ  
- ระบบ Fulfillment  
- บริษัทโลจิสติกส์–ขนส่ง  
- ซอฟต์แวร์ยิงบาร์โค้ด–ออกใบปะหน้า  
- ระบบวิเคราะห์/จัดการหลังบ้านของอีคอมเมิร์ซทั้งหมด  

ธุรกิจเบื้องหลังอีคอมเมิร์ซ คือธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องดัง  
แต่อาศัย “ความจำเป็นในระบบ” ในการทำเงิน

ถ้าคุณอยากเริ่มธุรกิจในยุคออนไลน์ แต่ไม่อยากออกกล้อง ไม่อยากแข่งกันเป็นไวรัล  
ลองถามตัวเองว่า…

“ใน 7–8 ล้านพัสดุที่ถูกส่งทุกวันในไทย มีอะไรบ้างที่ ‘ต้องผ่านมือเรา’ ก่อนถึงมือลูกค้า?”

คำตอบของคำถามนี้ อาจคือ “กล่องพัสดุ รัดหนังสติ๊ก” ธรรมดา ๆ แต่ถ้าคิดให้เป็น… มันอาจคือจุดตั้งต้นของธุรกิจหลักร้อยล้านที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเราก็ได้

ก.อุตฯ มอบหมายให้จัดมหกรรม ‘ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน’ ประเดิม จ.ร้อยเอ็ด เสิร์ฟหนักบริการ “3 เติม” เสริมแกร่งธุรกิจครบวงจร สู่การเติบโตยั่งยืน

(21 พ.ย. 68) กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมาย SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” เสริมแกร่งเอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาค จัดใหญ่มหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” ประเดิม จ.ร้อยเอ็ด พาผู้ประกอบการเข้าถึงบริการ “3 เติม” ได้แก่ เติมทุนดอกเบี้ยพิเศษ 3%ต่อปี เติมความรู้ Upskill Reskill ยกระดับธุรกิจ และเติมโอกาสแก้ไขหนี้ยั่งยืน ช่วยก้าวผ่านวิกฤต เดินหน้าต่อ สู่การเติบโตยั่งยืน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการเป็นประธานเปิดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” จ.ร้อยเอ็ด ว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่เอสเอ็มอีต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของเศรษฐกิจ สงครามการค้า หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีนโยบาย “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” ให้ทุกหน่วยงานภายใต้กำกับนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย  

ทั้งนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึงในส่วนภูมิภาค ได้มอบนโยบายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ในกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทสำคัญต่อการช่วยเหลือและสนับสนุนเอสเอ็มอีไทย ผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชน จัดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” กระจายในพื้นที่ต่างๆ โดยนำร่องที่ จ.ร้อยเอ็ด ช่วยให้เอสเอ็มอีในพื้นที่เข้าถึงบริการด้านการเงิน การพัฒนา และแก้ไขหนี้ยั่งยืน ได้อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย และสามารถฝ่าฟันวิกฤตความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที    

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวเสริมว่า จากที่ธนาคารได้เปิดบริการ “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม ในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีรูปแบบ One Stop Service ณ ทุกสาขาของธนาคาร รวม 96 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดการสนับสนุนเอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาคได้อย่างกว้างขวาง SME D Bank จึงได้จัดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” ในรูปแบบออนไซต์ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้เอสเอ็มอีเดินหน้าธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ กำหนดจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ใน 4 จังหวัด ช่วงเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2568 นี้ โดย จ.ร้อยเอ็ด นับเป็นแห่งแรกของมหกรรมดังกล่าว   

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรม พาเข้าถึงบริการสำคัญ “3 เติม” ได้แก่ ด้านที่ 1 “เติมทุน” สนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ใช้ได้ทั้งเพื่อเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ปรับปรุง หรือยกระดับกิจการ สามารถยื่นกู้ในงานได้ทันที ด้านที่ 2 “เติมความรู้” Upskill Reskill อบรมยกระดับธุรกิจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะด้านตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการปักตะกร้าจำหน่ายสินค้า การผลิตคอนเทนต์ให้น่าสนใจ การตัดต่อคลิปวิดีโอ รวมถึง เทคนิคไลฟ์ขายสินค้า เป็นต้น อีกทั้ง ยกระดับธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) เครื่องมือดิจิทัลครบวงจรที่ให้บริการแบบ Total Solution ใช้งานง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และ ด้านที่ 3 “เติมโอกาส” ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง ผ่านมาตรการ “3 ลด ปลดหนี้” ได้แก่ 1. ลดผ่อน ปรับวงเงินการผ่อนชำระ ตามความสามารถของกิจการ 2. ลดเงินต้น ปรับโครงสร้าง เพิ่มความยืดหยุ่น นําเงินค่างวดแบ่งตัดลดเงินต้น และ 3. ลดดอกเบี้ยค้างชำระ เมื่อชำระตามเงื่อนไขของธนาคารหรือปิดบัญชี ช่วยฟื้นฟูกิจการกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง

นอกจากนั้น ยังมีการมอบป้ายสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก SME D Bank อีกทั้ง การออกบูธให้คำปรึกษาและเพิ่มศักยภาพธุรกิจจาก SME D Bank และหน่วยงานพันธมิตร เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) , อุตสาหกรรมจังหวัด , พาณิชย์จังหวัด และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ให้บริการตรวจข้อมูลเครดิต ฟรี เป็นต้น อีกทั้ง การร่วมออกบูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากเอสเอ็มอีในพื้นที่ เช่น บริษัท ทรัพย์แสนบุญ จำกัด ผลิตและจําหน่ายแปรรูปสมุนไพร สกัดจากเปปเปอร์มิ้นต์ , BB PILLOW ผู้ผลิตและจําหน่ายชุดเครื่องนอน , เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอารยะฟาร์ม จําหน่ายข้าวอินทรีย์ , KULA BEEF สเต็กไทยวากิว , วาวี่ ฟู้ดส์ ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มผสมวุ้นข้าวหอมมะลิ และเครื่องดื่มผสมน้ำข้าวหอมมะลิสกัด เพื่อสุขภาพ เป็นต้น โดยมีผู้ประกอบการ และประชาชน ในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และใกล้เคียง เข้าร่วมจำนวนมาก   

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับการสนับสนุนด้านการเงินและการพัฒนาจาก SME D Bank สามารถแจ้งความประสงค์ได้ ณ สาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

อธิบดี กสร. สั่งเข้ม!! ห้ามใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย ย้ำมีโทษหนัก หลังตรวจพบที่อ่างทอง ใช้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เสิร์ฟเหล้า-เบียร์ เตือนนายจ้างให้ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) สั่งคุมเข้มการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย หลังพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง เข้าตรวจสอบสถานประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และพบการจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ชี้เป็นบทเรียนเตือนใจนายจ้างทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำมีโทษตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

(20 พ.ย. 68) เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทองว่า ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายในสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง ได้เข้าตรวจสอบทันที โดยพบว่าเป็นสถานประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และพบการใช้แรงงานเด็กอายุ 14 ปี จำนวน 1 คน และอายุ 15 ปี จำนวน 1 คน เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พนักงานตรวจแรงงานจึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ป่าโมก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

อธิบดี กสร. เน้นย้ำว่า การจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานประกอบกิจการที่จำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นงานที่เข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และยังย้ำอีกว่า ห้ามมิให้มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทำงานไม่ว่ากรณีใด ๆ เพื่อเป็นการคุ้มครองมิให้เด็กต้องทำงานก่อนวัยอันควร อันอาจกระทบต่อพัฒนาการ การศึกษา และความปลอดภัยของเด็ก พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานด้านการคุ้มครองเด็กเป็นความรับผิดชอบสำคัญของผู้ประกอบการทุกภาคส่วน 

“ผมได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานทั่วประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำความผิดต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด และขอแจ้งเตือนไปยังสถานประกอบกิจการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสถานที่ที่กฎหมายห้ามหากฝ่าฝืนมีโทษหนักปรับขั้นต่ำ 400,000 – 800,000 บาท ต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ” อธิบดี กสร. กล่าว

“พิชิต มิทราวงศ์” หัวเรือใหญ่ SME D Bank เสนอตั้ง "ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล" ปั้น Halal Economy เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย พร้อมเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยทุกมิติ

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกิดขึ้นเพื่อ “อยู่ข้างเอสเอ็มอีไทย” ทั้งในมิติการเงินและการพัฒนา ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเติมทุน เสริมความรู้ และเชื่อมโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งการแข่งขันระดับโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

บทบาทของธนาคารภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ปล่อยกู้” แต่ต้องคิดและทำแบบครบวงจร เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ที่มุ่งใช้ทั้ง “ทุน–องค์ความรู้–เทคโนโลยีดิจิทัล” ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในกลุ่มฮาลาลให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กล่าวในงาน "55th Nation Group : THAILAND’s NEW PROSPECT” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ" ช่วง Panel Discussion | Halal Economy ขุมทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ ว่า ธนาคารภายใต้กำกับของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่มีสองกระทรวงเป็นเจ้าสังกัดหลัก เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ SME ฮาลาล ยกระดับศักยภาพผ่าน “DX Platform” โดยประกาศแนวทางการดำเนินภารกิจที่ครอบคลุมทั้งภาคการเงิน การพัฒนา และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME อย่างครบวงจร

โดยธนาคารได้วาง “สามธงสำคัญ” เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนผู้ประกอบการ ได้แก่

1. การเติมทุน ซึ่งถือเป็นบทบาทหลักของธนาคาร ในการจัดเตรียมโครงการสินเชื่อและแหล่งทุนที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในตลาดฮาลาล เพื่อให้สามารถเข้าถึงเงินทุนได้สะดวกและต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

โดยในส่วนของการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ประกอบด้วยโครงการสินเชื่อ "ปลุกพลัง SME" สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาทต่อราย เพื่อเสริมสภาพคล่องหรือลงทุนในธุรกิจ โดยอาจไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

สินเชื่อ "Beyond ติดปีก SME" สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย เพื่อใช้ในการลงทุน ขยาย หรือปรับปรุงกิจการ

และสินเชื่อ "SME Green Productivity" สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% คงที่ 3 ปี

2. การพัฒนาผู้ประกอบการ เน้นการเตรียมความพร้อมของ SME ก่อนเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านการอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารธุรกิจ ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญกับการยกระดับ SME ให้มีความเข้มแข็งและพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัล

โดยได้พัฒนา “DX Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในรูปแบบออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวมีเครื่องมือสำคัญหลายด้าน ที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการฮาลาลให้สามารถปรับตัวและพัฒนาธุรกิจได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสัมมนาแบบออนไซต์เหมือนในอดีต ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน SME ไทยให้พร้อมแข่งขันในระดับสากล

ประกอบด้วย แพลตฟอร์ม DX by SME D Bank เป็นช่องทางบริการครบวงจร 24 ชั่วโมง, ระบบ Business Health Check ช่วยตรวจสุขภาพทางธุรกิจ, ระบบ E-Learning รวบรวมหลักสูตรความรู้ต่าง ๆ, SME D Coach ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจ และ SME D Market ช่องทางขยายตลาด

3. การร่วมลงทุน ธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยการเข้าร่วมลงทุนเพื่อลดภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ และเพิ่มโอกาสในการขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้เพียงอย่างเดียว

“เราจะเดินหน้าภารกิจทั้งสามด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฮาลาล ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และก้าวทันโลกดิจิทัล ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) เป็นกลไกใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในสาขาอาหาร แฟชั่น และบริการ ที่เป็นจุดแข็งของประเทศ ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวว่า อยากให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล” (Halal Economy Integration Center) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านนโยบายและการประสานงานแบบ Single Command โดยมีการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน

โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย มีงบประมาณรองรับ และกลไกสนับสนุนครบวงจร ทั้งด้านซัพพลายเชน แพลตฟอร์มดิจิทัล การตลาด และการส่งเสริม SME เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนา ยกระดับ และขยายสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

สำหรับประวัติของนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ถือเป็นนักการเงินสายบริหารที่สั่งสมองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรระดับสูงหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การปกครอง และการจัดการสมัยใหม่ เคยผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร. รุ่นที่ 26) จากสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรสัมมนาผู้บริหารธนาคารและสถาบันการเงิน รุ่นที่ 30 ของสมาคมสถาบันการศึกษาการธนาคารและการเงินไทย รวมถึงหลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับผู้บริหารระดับสูง คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งช่วยหล่อหลอมวิสัยทัศน์การมองภาพรวมเศรษฐกิจ สถาบันการเงิน และนโยบายสาธารณะควบคู่กันไปอย่างรอบด้าน

ด้านประสบการณ์การทำงาน นายพิชิตเริ่มเส้นทางอาชีพในธนาคารพาณิชย์เอกชน ใช้เวลากว่า 14 ปีดูแลด้านการอำนวยสินเชื่อและเงินฝาก ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME D Bank) ในตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มสินเชื่อนโยบาย จากนั้นเติบโตในสายบริหารอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ดูแลทั้งงานวิเคราะห์สินเชื่อ ปฏิบัติการ และสำนักกรรมการผู้จัดการ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐและยกระดับระบบงานของธนาคารหลายด้าน ก่อนที่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 แต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการ SME D Bank โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567 ถือเป็น “ลูกหม้อ” ที่เติบโตจากการทำงานหน้างานจริงจนก้าวขึ้นมานำทัพเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบัน

 

ILINK เติบโตตามแผน กวาดรายได้ 9 เดือนแรก 4,764.96 ล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 221 ล้านบาท เตรียมลุยประมูลงานใหญ่ 9,000 ล้าน พร้อมขยายตลาดอาเซียนผ่าน ITEL Global

ILINK รายงาน 9 เดือนแรก มีรายได้รวม 4,764.96 ล้านบาท กำไรสุทธิ 221.77 ล้านบาท ย้ำเติบโตตามแผน มั่นใจปิดงบปี 68 ตามเป้าหมาย

เมื่อวันที่ (18 พ.ย.68) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ร่วมนำเสนอผลประกอบการในงาน บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ประจำไตรมาส 3/2568 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผ่านระบบออนไลน์ (VDO Conference) โดยมี นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เป็นผู้ร่วมบรรยาย และตอบข้อซักถามนักลงทุน พร้อมนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 และแนวโน้มธุรกิจช่วงโค้งสุดท้ายของปี

โดยเปิดเผยว่า ผลประกอบการรวมของ 9 เดือนแรกปี 2568 (มกราคม – กันยายน) ทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ มีรายได้รวมจำนวน 4,764.96 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 221.77 ล้านบาท แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ ILINK ยังคงรักษาการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “Quality Growth – การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” มุ่งเน้นการสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน พร้อมบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

โดยธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ยังคงเป็นเสาหลักสร้างรายได้ สำหรับในรอบ 9 เดือนแรกปี 2568 มีรายได้รวม 2,202.21 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 243.02 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.15 แต่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพ เป็นผลจากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING และ GERMAN RACK ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้รับเหมาโครงข่ายมืออาชีพ สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และมาตรฐาน รวมถึงการให้บริการของบริษัทฯ โดยมี ปัจจัยบวกจากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center, AI, และ Green Technology รวมถึงโครงการ “Fast Pass” ที่อยู่ระหว่างการผลักดัน ซึ่งล้วนเอื้อต่อการขยายตัวของตลาดสายสัญญาณ และระบบเครือข่ายทั่วประเทศ

ด้านธุรกิจวิศวกรรมโครงการ ได้เตรียมเข้าประมูลงานใหญ่กว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 3/2568 นี้ มีรายได้รวม 382.98 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8.51 ล้านบาท โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมเข้าประมูล โครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 230 เควี ขนอม–เกาะสมุย 2 วงจร มูลค่าโครงการรวม 9,125 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ร่วมกับพันธมิตรกับ LS Cable & System ซึ่งเป็นบริษัท ในกลุ่ม LG (Lucky Goldstar/Korea) ซึ่งจะเปิดประกวดราคาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะการประมูล โครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไปยังเกาะสมุย มูลค่ากว่า 1,800 ล้านบาท และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากคณะกรรมการ PEA เพื่อเริ่มดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้าเซ็นเตอร์ เดินหน้าขยายสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งกลุ่มธุรกิจนี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ได้เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 2,181.51 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ (ECL) จะมีกำไรจากการดำเนินงานกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และแนวโน้มฟื้นตัวที่ดี

อีกทั้ง ITEL ยังคงขยายศักยภาพเชิงกลยุทธ์ในระดับภูมิภาค โดยร่วมกับพันธมิตรจากประเทศสิงคโปร์ Super Sea Cable Networks Pte. Ltd. (SEAX Asia) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน “ITEL Global” เพื่อขยายธุรกิจด้าน Regional Connectivity และ Data Center สู่ตลาดอาเซียน ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มบริษัทฯ ในการขยายฐานรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

“ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ILINK สามารถรักษาผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่มั่นคง ทั้งด้านรายได้ และกำไรสุทธิ แม้เผชิญปัจจัยท้าทายจากภาวะตลาดที่ผันผวน เรายังคงมุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กร บริษัทฯ มั่นใจว่าผลประกอบการทั้งปี 2568 จะเติบโตตามเป้าหมาย และด้วยศักยภาพของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง ILINK พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เติบโตอย่างมีคุณภาพร่วมกัน” นายสมบัติ กล่าว

อาคาร 70 ปี พพ. คว้ารางวัลชนะเลิศ “ASEAN Energy Award” ต้นแบบสาธิตการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ สะท้อนความเป็นผู้นำของประเทศ ด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน

(19 พ.ย. 68) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน คว้ารางวัล ชนะเลิศ ASEAN Energy Award 2025 ประเภท Special Submission : Energy Efficient Buildings Awards – Zero Energy Building จากผลงาน “อาคาร 70 ปี พพ.” อาคารต้นแบบสาธิตการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Energy Building: ZEB) ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำของประเทศไทยด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในระดับภูมิภาค

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า “อาคาร 70 ปี พพ. ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย ที่สามารถออกแบบและบริหารจัดการอาคารสำนักงานภาครัฐให้เป็นไปตามแนวคิด Zero Energy Building หรืออาคารที่ผลิตและใช้พลังงานสุทธิใกล้เคียงศูนย์ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด ทั้งยังเป็นอาคารต้นแบบที่เผยแพร่ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ”

อาคาร 70 ปี พพ. ตั้งอยู่ภายในกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นอาคารสำนักงานสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 2,650 ตารางเมตร รองรับผู้ใช้งานได้ประมาณ 150 คน มีการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงสุขภาวะของผู้ใช้งาน นำมาตรฐาน อาคารเขียวภาครัฐ G-GOODs ขั้นสูงจากกรมโยธาธิการและผังเมืองมาประยุกต์ใช้และได้รับการรับรองมาตรฐาน อาคารเขียว TREES ระดับ Platinum จากสถาบันอาคารเขียวไทย

อาคารดังกล่าวมีการออกแบบและใช้เทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานครบวงจร เช่น
•การออกแบบอาคารแบบ Passive Design เพื่อลดการนำความร้อนและส่งเสริมการระบายอากาศตามธรรมชาติ
•การใช้ ผนังกรอบอาคารและกระจกประสิทธิภาพสูง (Low-E Glass / Double Glazed Window)
•ระบบปรับอากาศแบบ Variable Refrigerant Flow (VRF) พร้อม CO₂ Sensor
•ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop ขนาด 100 kWp) สำหรับใช้งานภายในอาคาร
•ระบบ Building Automation System (BAS) ตรวจวัดและควบคุมการใช้พลังงานแยกรายชั้นและรายระบบ

ด้วยแนวทางดังกล่าว อาคาร 70 ปี พพ. มีค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (EUI) เพียง 43.05 หน่วยต่อตารางเมตรต่อปี หรือ 114,074 หน่วยต่อปี (ข้อมูลปี 2567) ซึ่งต่ำกว่าอาคารสำนักงานทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ อาคาร 70 ปี พพ. ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบด้านอาคารอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน เปิดให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง มีผู้เยี่ยมชมกว่า 1,000 คนต่อปี สะท้อนบทบาทของ พพ.ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ขยายองค์ความรู้ด้านอาคารประหยัดพลังงานไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอเข้าเยี่ยมชมอาคารได้ที่เบอร์โทร 0 2223 0021-9 ต่อ 1562 , 1630

สำหรับรางวัล ASEAN Energy Award 2025 ที่ พพ. ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาอาคารที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ พพ. ในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ภายในปี 2050 ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวง อว. ผนึก 6 หน่วยงาน รวมพลังพัฒนาบุคลากรยานยนต์ไฟฟ้า ยกระดับศักยภาพแรงงานไทยสู่เวทีโลก ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV ภูมิภาค

กระทรวง อว. โดย สอวช. ผนึกกำลังภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน 6 หน่วยงาน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

(19 พ.ย. 68) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงาน สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV – HRD) ระหว่าง สอวช. กับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) (สคช.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยมี นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวแสดงความยินดี และเป็นสักขีพยานในความร่วมมือ พร้อมด้วยผู้บริหารทั้ง 6 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมือ ประกอบด้วย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดี กพร. นางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สอศ. นายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รองผู้อำนวยการ สคช. นายสุโรจน์ แสงสนิท นายก EVAT และ ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการ บพค. เป็นผู้ร่วมลงนามในพิธี โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ กว่า 100 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดสด Online ผ่าน Facebook LIVE

นางเพ็ญนภา กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในครั้งนี้ คือการร่วมกัน “สร้างคน สร้างอนาคต” จากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ผสานกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาบุคลากรตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเรียนรู้ การวิจัย ไปจนถึงการสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของโลกยานยนต์ไฟฟ้า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ผสานประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการเรียนในสถาบันการศึกษา ตามแนวทาง “สร้างคน – สร้างงาน – สร้างนวัตกรรม” อย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้ คือรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค มุ่งสู่เป้าหมาย EV30@30 และร่วมสร้างอนาคต ที่ยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ด้วย “คนไทย” ที่มีศักยภาพพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก

ดร.สุรพงษ์ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สอศ. มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยง “ผู้ผลิตกำลังคน” กับ “ผู้ใช้กำลังคน” เพื่อสร้างแรงงานสายอาชีพ และคณาจารย์ ที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และร่วมมือกับ สอวช. ในการพัฒนาหลักสูตรและสมรรถนะของครูอาชีวศึกษารองรับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนกำลังคนวัยทำงานให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ตลอดชีวิต ผ่านหลักสูตรที่ยืดหยุ่นร่วมกับ กพร. เป็นต้น นอกจากนี้ยังร่วมกับ EVAT เพื่อเสริมประสบการณ์และสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษา ให้พร้อมปฏิบัติงานจริงในช่วงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือกับหน่วยงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือในฐานะ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะสามารถยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันในอนาคต สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ และนำพาไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

นายสิบหมื่นชัย กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาทักษะแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ให้พร้อมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดย กพร. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์จริง เช่น ระบบแบตเตอรี่และการประจุพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า และการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การผนึกพลังทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแรงงานที่มีมาตรฐานฝีมือ พร้อมรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้คนไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ นี่คือก้าวสำคัญในการเตรียม “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสอาชีพใหม่ให้กับแรงงานไทยในยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ดร.สิริพร กล่าวว่า พิธีลงนามในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ เพราะเกิดจากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ร่วมผนึกกำลัง กันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์อนาคตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ในระบบการศึกษา การยกระดับทักษะของแรงงาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสถานประกอบการ ผ่านการร่วมกันออกแบบหลักสูตรทั้งรูปแบบ degree และ non-degree หลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรม การฝึกงาน รวมถึงการรับรองมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เราจะมุ่งเน้นการ Upskill — Reskill — และ Newskill เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ไม่เพียงสอดรับกับความต้องการ ของอุตสาหกรรม แต่ยังนำพาให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง สอวช. มีบทบาทสำคัญ

ในการเชื่อมร้อยพลังของทุกภาคส่วน ทั้งการอุดมศึกษาและภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนนโยบายและการให้ทุนพัฒนาบุคลากรที่จำเป็น เพื่อให้การขับเคลื่อนในครั้งนี้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

การร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน สอวช. กพร. สอศ. สคช. EVAT และ บพค. ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศด้านการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศ ต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และวางรากฐานการพัฒนาแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top