Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

บางจากฯ ชูดีเซล B20 ตอบโจทย์ขนส่ง ประมง และอุตสาหกรรม เสริมทางเลือกผู้ประกอบการ ลดต้นทุนพลังงาน อีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง สนับสนุนพลังงานในประเทศ ลดพึ่งพานำเข้า

บางจากฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 

อีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง ภาคประมง และอุตสาหกรรม

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า บริษัทฯ ได้เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เพื่อเป็น

อีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง ภาคประมงและอุตสาหกรรม รองรับการใช้งานที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพและการบริหารต้นทุนพลังงานให้เหมาะสมกับลักษณะงาน

น้ำมันดีเซล B20 เป็นเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 20 ผลิตจากวัตถุดิบทางการ เกษตรภายในประเทศคือน้ำมันปาล์ม ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ทำให้ได้เชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ อาทิ รถบรรทุก รถโดยสาร และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรม และเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานจากแหล่งในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย 

สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพลังงานที่คำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม 

บริษัทฯ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์พลังงานที่หลากหลายและเหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

Bangchak Offers B20 Diesel

A Practical Energy Option for Transport, Fisheries, and Industrial Operators

Bangchak Corporation Public Company Limited offers B20 diesel as an alternative fuel option for operators in the transport, fisheries, and industrial sectors, supporting applications that require both performance and cost-efficient energy management aligned with operational needs.

B20 diesel contains 20% biodiesel, produced from domestically sourced agricultural feedstock, primarily palm oil, through a standardized production process. The fuel is suitable for heavy-duty diesel engines, including trucks, buses, and industrial machinery. Its use supports greater reliance on domestic energy sources, reduces dependence on imports, and helps create added value for Thailand’s agricultural sector, in line with energy development approaches that balance energy security, economic considerations, and environmental responsibility.

‘พลังงาน’ ผนึก DSI ปราบคลังเถื่อน รัฐบาลลุยเต็มกำลัง ควบคู่เร่งส่งน้ำมันช่วยประชาชน เร่งสำรอง-กระจายทั่วประเทศ รับสงกรานต์อย่างมั่นใจ ย้ำรัฐไม่ปล่อยวิกฤตลุกลาม

“พลังงาน” เร่งกระจายน้ำมัน พร้อมรับมือสงกรานต์ จับมือ DSI ทลายคลังเถื่อน ย้ำนายกฯ สั่งลุยแก้ปัญหาวิกฤต

วันนี้ (26 มีนาคม 2569) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวานนี้ ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ว่า จากปัญหาสถานการณ์การขนส่งน้ำมันที่เกิดขึ้น ขณะนี้มีน้ำมันออกมาเพิ่มขึ้นจากนโยบายลดสัดส่วนการสำรองน้ำมัน​ เพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งน้ำมันให้ครอบคลุมมากขึ้น ควบคู่กับการขยายระยะเวลาขนส่งเพื่อให้กระจายไปทั่วประเทศได้รวดเร็วขึ้น แม้บางสถานีบริการอาจยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ได้เร่งปรับการขนส่งอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังได้กระจายน้ำมันให้กลุ่มผู้ค้าส่ง (Jobber) ไปแล้วกว่า 7 ล้านลิตร เพื่อจัดสรรให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมันและช่วยลดความแออัดในสถานีบริการ สำหรับมาตรการรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันเตรียมสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นและจัดเตรียมคลังน้ำมันเคลื่อนที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงที่มีการเดินทางสูง ทั้งนี้ ข้อมูลเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการผลิตน้ำมันดีเซล (B7) อยู่ที่ 90.7 ล้านลิตร และมีสำรองอีก 43 ล้านลิตร พร้อมกันนี้ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำระบบแดชบอร์ด (Dashboard) เพื่อติดตามการขนส่งจากโรงกลั่นถึงสถานีบริการ ให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบได้ แต่เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอเวลาในการพัฒนาอีกระยะเพื่อให้ระบบมีความสมบูรณ์และแม่นยำที่สุด

ในด้านการปราบปรามการกระทำผิด กรมธุรกิจพลังงานได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังกักเก็บน้ำมันผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อวานนี้ ได้ลงพื้นที่ ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยตรวจพบการกักตุนน้ำมันปริมาณรวมประมาณ 31,000 ลิตร ซึ่งเป็นการกักเก็บโดยที่ไม่มีใบอนุญาต ทางกรมธุรกิจพลังงานจะพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน

"ขอย้ำว่า ท่านนายกรัฐมนตรี และ กรมธุรกิจพลังงาน ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ได้มีการเรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ทั้งในด้านการขนส่งให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ด้านราคา ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน การลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อป้องกันการลักลอบและกักตุน เพื่อให้ทุกมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด นอกจากนั้น ได้ประสานผู้ค้าน้ำมันเตรียมความพร้อมรับมือกับเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ประชาชนคลายความกังวล มั่นใจว่ามีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ สามารถเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาได้อย่างมีความสุข" นายสราวุธ กล่าว

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ปลดแอกพลังงานไทย ภูมิคุ้มกันยั่งยืน สร้างกันชนเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตราคาน้ำมัน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันนี้ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงสถานการณ์ “วิกฤตราคาพลังงาน” ที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกถึง 20–30% ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทุกความเคลื่อนไหวใน “สมรภูมิโลก” ส่งแรงกระเพื่อมมาถึง “จานข้าวในบ้าน” ของคนไทยทันที เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยรวม 

นางรัดเกล้า ชี้ให้เห็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อวิกฤตราคาน้ำมัน ได้แก่ การขาด “กันชน” หรือกลไกรองรับความผันผวนของราคา และ การ "พึ่งพาการนำเข้า" น้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งหมด

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมไบโอดีเซล (B7, B10, B20) ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาครั้งนี้ โดยมองว่า “ปาล์มน้ำมัน” ควรถูกใช้เป็น “กลไกรับแรงกระแทก (Strategic Buffer)” มากกว่าจะเป็นคำตอบระยะยาวของระบบพลังงาน

นางรัดเกล้า เน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องหันมาสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานตามหลักปรัชญ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และได้เสนอ “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ได้แก่

1. ยกระดับสู่ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน และรองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สร้างตลาดรองรับไบโอดีเซล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ให้สามารถใช้ไบโอดีเซลได้อย่างแพร่หลาย

3. กระจายงบสู่พลังงานหมุนเวียน (2W 2S)

สนับสนุนพลังงานจากขยะ (Waste), ลม (Wind), แสงอาทิตย์ (Solar) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

4. บูรณาการภาคเกษตรและพลังงาน

วางแผนการผลิตพืชพลังงาน (Zoning) และโครงสร้างโรงงานให้สอดคล้องกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างสมดุลระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค และ มีการประกันราคาขั้นต่ำที่ยุติธรรมให้เกษตรกร

“การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน เปรียบเสมือน ‘กำแพงเมือง’ ที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ให้ต้องผันผวนไปตามความขัดแย้งของโลก” นางรัดเกล้า กล่าว

โมฮัมเหม็ด ซาล่า ราชันย์แห่งแอนฟิลด์ เมื่อวันอำลามาถึง

คงไม่เกินจริงหากจะกล่าวว่าเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมาเป็นวันที่โลกฟุตบอลหยุดชะงักชั่วขณะ — เมื่อชายในชุดสีแดงเลือดหมู หมายเลข 11 อันเป็นที่คุ้นเคยของเดอะค็อปทั่วโลกได้ก้าวออกมายืนต่อหน้ากล้อง มองตรงเข้ามาในดวงตาของแฟนบอลหลายล้านคน และกล่าวประโยคที่ไม่มีใครอยากได้ยิน

"น่าเสียดายที่วันนั้นมาถึงแล้ว นี่คือบทแรกของการอำลาของผม ผมจะออกจากลิเวอร์พูลเมื่อสิ้นฤดูกาลนี้"

ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค โมฮัมเหม็ด ซาล่า ปิดฉากเก้าปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนึ่งในตำนานบทหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูล FC — และในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

เด็กหนุ่มจากบะซีอุน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 ไม่มีใครคาดคิดว่าการเซ็นสัญญามูลค่า 36.9 ล้านปอนด์จากสโมสร AS Roma จะกลายเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ชายหนุ่มวัย 25 ปีจากหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ บะซีอุน ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ เดินทางมาพร้อมกับฝีเท้าซ้ายที่คมกริบ รอยยิ้มที่อ่อนโยน และความฝันที่ยังไม่สมบูรณ์

เส้นทางของซาล่าก่อนมาถึงแอนฟิลด์นั้นไม่ได้ราบรื่น — เขาผ่านการถูกปฏิเสธจาก Chelsea ที่ไม่ให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเอง ผ่านการยืมตัวไป Fiorentina และ Roma ก่อนที่ Roma จะซื้อขาด แล้วในที่สุดก็ถึงมือ Jürgen Klopp — ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันที่มองเห็นในซาล่าสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป

การปฏิวัติสีแดง

ฤดูกาลแรกที่แอนฟิลด์ในปี 2017–18 ไม่ใช่แค่การเปิดตัว — มันคือการปฏิวัติ ซาล่าสร้างสถิติทำประตูในพรีเมียร์ลีกสำหรับนักเตะในฤดูกาลเดียวด้วยจำนวน 32 ประตูจาก 38นัด ในลีกที่ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดลีกหนึ่งของเมืองมนุษย์อย่างพรีเมียร์ลีก ตัวเลขที่โลกฟุตบอลต้องก้มหัวคารวะให้ รางวัล PFA Player of the Year และ FWA Footballer of the Year หลั่งไหลมาสู่มือเขาพร้อมกันในฤดูกาลเดียว

แต่ที่น่าตื่นใจกว่านั้น คือการที่เขาสร้างสิ่งที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ — เขาทำให้แอนฟิลด์กลับมามีมนต์ขลัง และเดอะค็อปทั่วโลกเชื่อว่าลิเวอร์พูลอันเป็นที่รักมีโอกาสกลับมาผงาดง้ำค้ำโลกอีกครั้ง

พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งยุโรป

ปี 2019 คือจุดสูงสุดร่วมกันของซาล่าและลิเวอร์พูล เสียงเพลง "You'll Never Walk Alone" ดังก้องอยู่ในทุกมุมของ Wanda Metropolitano กรุงมาดริด เมื่อ Liverpool คว้าแชมป์ UEFA Champions League ได้สำเร็จ — ถ้วยรางวัลที่แฟนบอลรอคอยมานานถึง 14 ปี

และในปี 2020 ความฝันที่ถูกเลื่อนออกไปนานถึง 30 ปีก็เป็นจริง Liverpool คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในยุคสมัยใหม่ พร้อมด้วยสถิติ 99 แต้ม และซาล่าคือหัวใจของทีมทีมนั้น

ตำนานที่ถูกประทับลงด้วยตัวเลขที่โกหกไม่ได้ 

ลงสนาม: 435 นัด (อันดับที่ 23 ในประวัติศาสตร์สโมสร)

ประตู: 255 ลูก (อันดับ 3 ตลอดกาลของ Liverpool รองจาก Ian Rush และ Roger Hunt)

แอสซิสต์: 119 ครั้ง

ประตู + แอสซิสต์ใน พรีเมียร์ลีก 281 ครั้ง ถือเป็นสถิติโลกของพรีเมียร์ลีกสำหรับนักเตะคนเดียวในทีมเดียว

Golden Boot: 4 สมัย (2017-18, 2018-19, 2021-22, 2024-25)

ถ้วยรางวัลใหญ่: 8 ใบ พาลิเวอร์พูลเถลิงบัลลังก์แชมป์ทุกถ้วยและทุกความสำเร็จที่มีให้ไขว่คว้า 

ประกอบไปด้วย แชมป์ พรีเมียร์ลีก และ ลีกคัพ อย่างละ 2 สมัย, UCL, FA Cup, Club World Cup, UEFA Super Cup อย่างละ 1 สมัย 

ฤดูกาล 2024-25: 29 ประตู 18 แอสซิสต์ — 47 Goal Involvements สูงสุดในประวัติของพรีเมียร์ลีกใน 1 ฤดูกาลหรือ 38 นัด

ผู้ทำประตูสูงสุดชาวแอฟริกันในพรีเมียร์ลีกตลอดกาล

อิทธิพลที่มากกว่าแค่ "ฟุตบอล"

ซาล่าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรผลิตสกอร์ แต่เขาคือ ศูนย์รวมจิตใจ ความสม่ำเสมอของเขาคือมาตรฐานที่ลิเวอร์พูลขาดไม่ได้ เขามอบความเชื่อมั่นให้เพื่อนร่วมทีม และเป็นแรงบันดาลใจให้คนนับล้านทั่วโลก โดยเฉพาะการลบภาพจำและสร้างสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมผ่านรอยยิ้มและการก้มกราบ (Sujud) ทุกครั้งที่ทำประตูได้

นอกเหนือจากนี้ คงไม่เกินเลยแต่อย่างใดถ้าจะบอกว่าซาล่าไม่ได้เป็นเพียงนักฟุตบอล เขาคือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในอียิปต์ ชื่อของเขาถูกสลักไว้บนกำแพง บนเสื้อผ้า บนฝันของเด็กชายที่ไม่มีรองเท้าดีๆใส่ แต่มีลูกบอลไว้เดินตามรอยเท้าของเขา สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลก เขาคือหลักฐานว่าความยิ่งใหญ่ไม่ต้องการแบกความหยิ่งยโส

ในสังคมที่ชื่นชมนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความอหังการ ซาล่าเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม เขาสร้างโรงพยาบาลในหมู่บ้านของเขาที่บ้านเกิด บริจาคเงินเพื่อการศึกษา และยังคงลงทำบุญในรอมฎอนทุกปีอย่างเงียบงัน เขาเป็นราชันย์ที่ไม่ต้องการมงกุฎ เพราะมงกุฎของเขาอยู่ในใจผู้คน

เส้นทางเดินสู่ความขัดแย้ง

ทุกตำนานล้วนมีบทที่เจ็บปวด และบทนั้นของซาล่าเริ่มต้นในเดือนธันวาคม 2025

หลังจากถูกจำกัดบทบาทจากทีมชุดใหญ่โดย Arne Slot ผู้จัดการทีมคนใหม่ ซาล่าซึ่งเพิ่งเซ็นสัญญาต่อในเดือนเมษายนปีเดียวกัน ออกมาพูดตรงๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนว่า เขารู้สึกเหมือนสโมสรกำลัง "โยนเขาไปเป็นแพะรับบาป" ความสัมพันธ์ที่ร้าวลึกนี้เป็นสัญญาณว่ายุคสมัยกำลังเปลี่ยนผ่าน

ในฤดูกาลสุดท้ายนี้ ซาล่าทำได้เพียง 10 ประตูจาก 34 นัด — ตัวเลขที่สูงสำหรับนักเตะทั่วไป แต่ต่ำเกินไปสำหรับราชันย์แห่งแอนฟิลด์ อายุที่เพิ่มขึ้น รูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนไป และความสัมพันธ์ที่เปราะบางกับทีมงาน ทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น มันถึงเวลาแล้ว

วันที่โลกของเดอะค็อปหยุดนิ่ง

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2026 ซาล่าโพสต์วิดีโออำลาบน Instagram ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ท่ามกลางภาพถ้วยรางวัลที่เรียงรายอยู่เบื้องหลัง เขากล่าวว่า

"ผมไม่เคยจินตนาการว่าสโมสรแห่งนี้ เมืองนี้ ผู้คนเหล่านี้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมอย่างลึกซึ้งขนาดนี้ ลิเวอร์พูลไม่ใช่แค่สโมสรฟุตบอล มันคือความหลงใหล มันคือประวัติศาสตร์ มันคือจิตวิญญาณ"

Ryan Gravenberch ตอบกลับในคอมเมนต์เพียงคำเดียว: "Legend" Virgil van Dijk ซึ่งร่วมเดินทางตลอดยุคทองของลิเวอร์พูลพร้อมกับซาล่า ก็ออกมาแสดงความรู้สึกเช่นกัน สนามแอนฟิลด์ยังไม่ได้กล่าวอำลา แต่ทั้งโลกรับรู้แล้วว่าวันนั้นกำลังจะมา

ราชันย์ไม่เคยจากไป

นัดอำลาอย่างเป็นทางการถูกกำหนดให้เป็นวันที่ 24 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้กับ Brentford ที่แอนฟิลด์ ในวันนั้น ความเงียบสงบจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องของผู้คนหกหมื่นกว่าชีวิต ที่จะร้องเพลงให้กับชายคนนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ซาล่ากล่าวว่า "การจากไปไม่เคยง่าย คุณทุกคนมอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตผมให้ ผมจะเป็นหนึ่งในพวกคุณเสมอ สโมสรแห่งนี้จะเป็นบ้านของผมตลอดไป ของผมและครอบครัวผม"

ตัวเลขอาจถูกทุบทำลายในอนาคต แต่สิ่งที่ซาล่ามอบให้ไม่ได้อยู่แค่ในสถิติ มันอยู่ในความทรงจำของเด็กชายที่เห็นเขาวิ่งแล้วเชื่อว่าความฝันมีอยู่จริง มันอยู่ในคืนที่แอนฟิลด์สั่นสะเทือนด้วยความปีติยินดี มันอยู่ในทุกครั้งที่มีคนสวมเสื้อหมายเลข 11 สีแดงเพลิงตัวนั้น

"Liverpool จะเป็นบ้านของผมตลอดไป ของผมและครอบครัวผม — โมฮัมเหม็ด ซาล่า, 24 มีนาคม 2026"

ราชันย์อาจลุกออกจากราชบัลลังก์ได้ แต่ตำนานไม่มีวันตาย

You'll Never Walk Alone.

รัสเซียลุยดาวเทียม เปิดเกมใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์ ปล่อยดาวเทียม Rassvet 16 ดวง แข่งกับ Starlink เพื่ออำนาจดิจิทัล สะท้อนยุทธศาสตร์อธิปไตยทางเทคโนโลยี

รัสเซียเปิดเกมอวกาศ ปล่อยดาวเทียม “Rassvet” ท้าชน Starlink ในศึกภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา บริษัท Bureau 1440 «Бюро 1440» ซึ่งเป็นบริษัทด้านอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรก จำนวน 16 ดวง ของเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ “Rassvet” «Рассвет» การปล่อยครั้งนี้ดำเนินการโดยใช้จรวดขนส่ง Soyuz-2.1b เมื่อเวลา 20:24 น. ตามเวลามอสโก ดาวเทียมทั้งหมดถูกนำขึ้นสู่วงโคจรเริ่มต้น (parking orbit) ได้สำเร็จ และอยู่ภายใต้การควบคุมของศูนย์ควบคุมการบินของบริษัทเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ในอดีตอินเทอร์เน็ตถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการสื่อสาร แต่ในปัจจุบันระบ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐสามารถใช้สร้างอำนาจและอิทธิพลได้โดยตรง เห็นได้จากกรณีของ Starlink ที่ถูกใช้งานในสงครามต่าง ๆ  เช่น สงครามรัสเซีย - ยูเครน สงครามอิหร่าน - อิสราเอล แสดงให้เห็นชัดว่าการควบคุมโครงข่ายสื่อสารสามารถส่งผลต่อความได้เปรียบในสนามรบ การข่าว และการรับรู้ของสาธารณะ
ด้วยเหตุนี้การที่รัสเซียพัฒนา “Starlink เวอร์ชันของตนเอง” จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและการสื่อสารภายในและภายนอกประเทศ การปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรกของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการ “เปิดเกมใหม่” ในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีโลก ท่ามกลางการแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX และตอกย้ำว่า “อวกาศ” กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของมหาอำนาจ ไม่เพียงรัสเซียแต่รวมถึงสหรัฐฯ และจีนอีกด้วย


ในโลกที่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลเป็นตัวกำหนดอำนาจรัฐ โครงการ Rassvet จึงเป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” และเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันเพื่อควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นในศตวรรษที่ 21ทั้งนี้ โครงการ “Rassvet” (แปลว่า “รุ่งอรุณ”) เป็นเครือข่ายดาวเทียมอินเทอร์เน็ตวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) ของ Russia ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบสื่อสารผ่านอวกาศของตนเอง โดยมี Bureau 1440 เป็นผู้ดำเนินการหลัก ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคธุรกิจ โครงการฯ มีเป้าหมายหลักในการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ครอบคลุมทั่วประเทศและในระยะยาวขยายไปสู่ระดับโลกเพื่อให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงแม้ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยาก ในเชิงเศรษฐกิจโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (digital divide) ภายในประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคชนบทที่ห่างไกลที่การพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตยังล้าหลัง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคธุรกิจ การศึกษา และบริการสาธารณะ

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในด้านความมั่นคงโครงการ Rassvet มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” ของรัสเซียโดยลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศ เช่น Starlink และช่วยให้รัฐสามารถควบคุมระบบการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์โครงการนี้ยังเป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลของรัสเซียในเวทีโลกผ่านการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางดิจิทัล และเพิ่มอำนาจต่อรองของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ

โดยโครงการ “Rassvet” ของ Russia ที่พัฒนาโดย Bureau 1440 ถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารยุคใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเสถียร และความสามารถในการแข่งขันกับระบบอย่าง Starlink

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดาวเทียมของโครงการนี้อยู่ในวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ซึ่งช่วยลดความหน่วง (latency) ของสัญญาณเมื่อเทียบกับดาวเทียมวงโคจรสูงทำให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ใกล้เคียงกับระบบภาคพื้นดินมากขึ้นในด้านการสื่อสาร ดาวเทียมถูกติดตั้งระบบ 5G NTN (Non-Terrestrial Network) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงเครือข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดินเข้ากับโครงข่ายอวกาศช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการใช้งานในอนาคต

อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือระบบสื่อสารระหว่างดาวเทียมด้วยเลเซอร์ (inter-satellite laser links) ซึ่งช่วยให้ดาวเทียมสามารถส่งข้อมูลหากันได้โดยตรงในอวกาศโดยไม่ต้องผ่านสถานีภาคพื้นดินทุกครั้ง ส่งผลให้เครือข่ายมีความเร็วสูงขึ้น ลดความล่าช้าและเพิ่มความมั่นคงของระบบโดยรวมในด้านพลังงานและการควบคุม ดาวเทียมของ Rassvet ใช้ระบบพลังงานรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง และติดตั้ง ระบบขับเคลื่อนแบบพลาสมา (plasma propulsion) ซึ่งช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งวงโคจรได้อย่างแม่นยำ ยืดอายุการใช้งานของดาวเทียมและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการเครือข่าย

นอกจากนี้ โครงการยังมีการพัฒนาระบบแยกตัวดาวเทียมจากจรวด (satellite deployment system) ของตนเอง เพื่อรองรับการปล่อยดาวเทียมจำนวนมากในแต่ละครั้งและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก โดยดาวเทียมในรุ่นปัจจุบันยังได้นำบทเรียนจากภารกิจทดลองก่อนหน้า เช่น Rassvet-1 และ Rassvet-2 มาปรับปรุง ทำให้มีความเสถียรและประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในด้านการดำเนินงาน โครงการได้เริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจาก “ระยะทดลอง” ไปสู่ “ระยะปฏิบัติการจริง” โดยดาวเทียมจะผ่านการตรวจสอบระบบก่อนเคลื่อนย้ายไปยังวงโคจรปฏิบัติการเป้าหมาย สำหรับแผนในอนาคต รัสเซียตั้งเป้าจะขยายจำนวนดาวเทียมเป็นมากกว่า 250 ดวงภายในปี 2027 เพื่อเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ และเพิ่มเป็นหลายร้อยดวงในระยะยาวเพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งภายในประเทศและระดับโลกตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้โครงการมีงบประมาณรวมมากกว่า 514 พันล้านรูเบิลจนถึงปี 2036 โดยรัฐจะสนับสนุนบางส่วนและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยสรุปโครงการ Rassvet ไม่ได้เป็นเพียงระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ
การขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี และการเสริมสร้างอำนาจของรัฐในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

หากพิจารณาผู้เขียนพบว่าการพัฒนาโครงการ “Rassvet” ของรัสเซียเป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงที่ทวีความเข้มข้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ประการแรก บริบทสำคัญคือความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับโลกตะวันตก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สงครามรัสเซีย -ยูเครนซึ่งนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้รัสเซียเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลและนวัตกรรมจากต่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของตนเองจึงกลายเป็น “ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าทางเลือกประการที่สอง การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Starlink ของ SpaceX ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอินเทอร์เน็ตโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดินเป็นหลัก สู่ยุคที่ “อวกาศ” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การที่บริษัทเอกชนสามารถควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้ ยิ่งกระตุ้นให้รัฐอย่างรัสเซียต้องเร่งสร้างระบบของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาหรืออิทธิพลจากต่างชาติ

ประการที่สาม ภายในประเทศเอง รัสเซียมีความต้องการขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปยังพื้นที่ห่างไกล ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมยังไม่สามารถครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง โครงการ Rassvet จึงตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชายขอบของประเทศ นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) ที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น กล่าวคือ การที่รัฐต้องสามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการสื่อสารของตนเองได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการจากต่างประเทศ โดยสรุป บริบทของโครงการ Rassvet จึงเป็นการผสมผสานระหว่างแรงกดดันจากภายนอกและความจำเป็นภายในประเทศ ทำให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติในการปรับตัวต่อโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและอำนาจกำลังย้ายเข้าสู่ “อวกาศและโครงข่ายดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อพิจารณาโครงการ “Rassvet” ของ Russia เทียบกับ Starlink ของ SpaceX จะเห็นได้ว่าทั้งสองมี “เป้าหมายคล้ายกัน” แต่ “สถานะและศักยภาพยังต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ” ในเชิงเป้าหมาย ทั้ง Rassvet และ Starlink ต่างมุ่งสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม Starlink มีจุดเริ่มต้นในฐานะ “บริการเชิงพาณิชย์ระดับโลก” ขณะที่ Rassvet มีมิติของ “ความมั่นคงและอธิปไตยดิจิทัล” ที่เด่นชัดกว่า โดยต้องการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและสร้างระบบของตนเอง

ในด้านความก้าวหน้า Starlink ถือว่า “นำหน้าอย่างมาก” โดยมีดาวเทียมมากกว่าหลายพันดวงในวงโคจร และให้บริการจริงในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ขณะที่ Rassvet เพิ่งเริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในปี 2026 และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาโครงข่าย

ในเชิงเทคโนโลยี ทั้งสองระบบใช้แนวคิดคล้ายกัน เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำและการสื่อสารความเร็วสูง แต่ Starlink มีความได้เปรียบด้านประสบการณ์ การทดสอบจริง และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่ Rassvet พยายาม “ก้าวกระโดด” ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น การสื่อสารด้วยเลเซอร์และระบบ 5G NTN มาใช้ตั้งแต่ระยะแรก

ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ Starlink ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมืออิทธิพลของ United States” โดยเฉพาะจากบทบาทในความขัดแย้ง เช่น Russia–Ukraine War ขณะที่ Rassvet เป็นความพยายามของรัสเซียในการสร้าง “ทางเลือกของตนเอง” เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกควบคุมหรือจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยสรุปแม้ว่าในปัจจุบัน Rassvet ยังตามหลัง Starlink อย่างมากในด้านขนาดและการใช้งานจริง แต่ในระยะยาวโครงการนี้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของโลก คือการที่รัฐต่าง ๆ พยายามสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง” และลดการพึ่งพามหาอำนาจอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในสมรภูมิอวกาศและเทคโนโลยีในอนาคต

สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญคือ ไทยจะวางตำแหน่งของตนเองอย่างไรในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน ไทยยังคงเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าผู้พัฒนา โดยพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศเป็นหลัก หากไทยต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว ก็จำเป็นต้องเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง รวมถึงสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง

โดยสรุป การเปิดตัวโครงการ Rassvet ของรัสเซียไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในโลกที่ “ข้อมูลและโครงข่ายดิจิทัล” กลายเป็นแหล่งอำนาจใหม่ การแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่กำหนดทิศทางของระเบียบโลกในอนาคต ในบริบทนี้โครงการ Rassvet แสดงให้เห็นว่า “อวกาศ” ได้กลายเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐต้องเข้าไปมีบทบาทเพื่อรักษาอธิปไตยและเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวโน้มที่ประเทศต่าง ๆ จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือ “วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์” ในการมองเทคโนโลยี ข้อมูล และอวกาศเป็นทรัพยากรเชิงอำนาจในโลกยุคใหม่ ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวและวางตำแหน่งของตนเองได้อย่างชัดเจน ย่อมเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางของเกมได้ก่อนเสมอ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

NASA เดินเกมใหม่!! เลิกยึดติดสถานีโคจร มุ่งตั้งหลักบนดวงจันทร์อย่างถาวร เน้นสร้างฐานพื้นผิวอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าลงจอดทุก 6 เดือน

องค์การนาซา (NASA) ประกาศเปลี่ยนแผนภารกิจอวกาศด้วยการระงับการพัฒนาสถานีอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ในรูปแบบเดิม และมุ่งเน้นพัฒนาฐานบนพื้นผิวดวงจันทร์แทน เพื่อเร่งภารกิจส่งมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์อย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง

นาซาเผยว่าจะใช้ฮาร์ดแวร์จากภาคพาณิชย์และอุปกรณ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อให้ภารกิจลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์เกิดขึ้นบ่อยขึ้น มีเป้าหมายลงจอดทุก 6 เดือน พร้อมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสาธิตนวัตกรรมเทคโนโลยี ทั้งภารกิจหุ่นยนต์และการสนับสนุนมนุษย์ในระยะยาว

พร้อมกันนี้ นาซาวางแผนส่งยานอวกาศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ชื่อ "สเปซ รีแอกเตอร์-1 ฟรีดอม" มุ่งหน้าสู่ดาวอังคารก่อนสิ้นปี 2028 เป็นครั้งแรกของยานระหว่างดาวเคราะห์ที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ พร้อมโครงการส่งหุ่นยนต์ลงจอดดวงจันทร์ไม่เกิน 30 ภารกิจ เริ่มปี 2027 และภารกิจสำรวจวิทยาศาสตร์อื่น ๆ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของนาซาที่ต้องการสร้างฐานสำรวจอย่างยั่งยืนบนดวงจันทร์ รองรับการปฏิบัติงานมนุษย์ในอนาคต และต่อยอดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของภารกิจอวกาศระยะยาวในระบบสุริยะ

ที่มา : Xinhua

26 มีนาคม 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเปิดการเดินรถไฟปฐมฤกษ์ กรุงเทพ – อยุธยา ระหว่างสถานีกรุงเทพถึงอยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร ต่อมากำหนดเป็น 'วันสถาปนากิจการรถไฟ'

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จฯ ทรงเปิดการเดินรถไฟปฐมฤกษ์ ระหว่างสถานีกรุงเทพถึงอยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร นับเป็นช่วงแรกที่แล้วเสร็จในโครงการรถไฟหลวงสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2439 การรถไฟฯ เปิดให้ประชาชนใช้บริการเดินทางไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ กับอยุธยาอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นวันแรกที่บริการรถไฟเปิดให้ประชาชนใช้อย่างจริงจัง

ในแง่รายละเอียด ช่วงแรกของการเดินรถมีระยะทาง 71 กิโลเมตร ตั้งสถานีรวม 9 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพ, บางซื่อ, หลักสี่, หลักหก, คลองรังสิต, เชียงราก, เชียงรากน้อย, บางปะอิน และกรุงเก่า (อยุธยา) โดยมีขบวนรถวิ่งวันละ 4 ขบวน (ขึ้น-ล่อง)

วันเปิดเดินรถไฟนี้จึงถูกกำหนดเป็น "วันสถาปนากิจการรถไฟ" ซึ่งให้ความหมายถึงการที่โครงการรถไฟหลวงสร้างผลการเดินรถจริงจังสำเร็จครั้งแรก และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 ที่เปลี่ยนวิธีเดินทางและการค้าขายในราชอาณาจักรไทย

ก่อนหน้า มีพิธีเริ่มสร้างทางรถไฟตั้งแต่ปี 2434 และในปี 2443 รถไฟสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมาถูกเปิดครบสมบูรณ์ ระยะทางรวม 265 กิโลเมตร สร้างรากฐานสำคัญของการพัฒนาคมนาคมและการบริหารรัฐสมัยใหม่ในไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_7765

ครอบครัวชี้แจงเหตุซิ่งชน เหตุเกิดในฟลอริดา มีนักศึกษาไทยเสียชีวิต ผู้ต้องหามีประวัติไม่ใช่ผู้ป่วยจิตเวช ครอบครัวขอบคุณสื่อช่วยเผยแพร่ข่าว หวังหน่วยงานช่วยตามเรียกร้องความยุติธรรม

‘พายุ’ ขออณุญาตชี้แจง ครอบครัวของนักศึกษาไทยสองคนที่ถูกรถชนเสียชีวิตในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ขอชี้แจงข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนในสื่อเกี่ยวกับสภาพจิตใจของผู้ต้องหา นายเอดาน มอร์ริส ผู้ขับรถพุ่งชนผู้เสียชีวิต ซึ่งทั้งสองเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอินเดียนาที่มาท่องเที่ยวในไมอามีก่อนเกิดเหตุ

ทางครอบครัวเปิดเผยว่าข้อมูลเรื่องสภาวะจิตของผู้ต้องหาเป็นเพียงการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่และสื่อ เนื่องจากผู้ต้องหาอ้างว่าตั้งใจใช้รถปลิดชีวิตตัวเองก่อนชนเหยื่อ เพื่อหวังใช้เป็นข้อแก้ตัวลดโทษจากการเสพสารมึนเมา แต่จริง ๆ ผู้ต้องหามีประวัติอาชญากรรมและการละเมิดทัณฑ์บนหลายครั้ง

ครอบครัวผู้เสียชีวิตขอขอบคุณสื่อที่เผยแพร่ข่าวเพื่อไม่ให้คดีเงียบ พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมและขอให้สื่อไม่นำเสนอข้อมูลที่อาจทำให้ผู้ต้องหาได้รับการชดเชยโทษโดยไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ กระทรวงต่างประเทศได้ประสานงานผ่านกงสุลไทยในสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนครอบครัวในการดำเนินคดีต่อไป และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามเรียกร้องสิทธิของเหยื่ออย่างจริงจังต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid04eWo78RXRSZDMwzebshkrWbsZxZpNaUVs9gHibmymCGqf6dVhq8s4TmwH8vyeXnsl&id=100052069010332&mibextid=Nif5oz&_rdr

‘ธนกร’ สั่งตรวจโรงงาน ชุดปฏิบัติการบุกฟรีโซนชลบุรี พบผิดกฎหมายวัตถุอันตราย ลักลอบผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ สั่งคืนของเสียอันตรายกลับประเทศต้นทาง

ธนกร สั่ง “ชุดเต็มเหนี่ยว” บุกโรงงานเขตฟรีโซน จ.ชลบุรี ไฟไหม้ไม่ให้เข้า

ผงะ! เจอขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อน สั่งหยุดแต่แอบผลิตจับได้คาโกดัง

จังหวัดชลบุรี - นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  สั่งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยว นำโดย นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประสม ดำรงพงษ์ รองหัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชลบุรี เขต 4 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ฝ่ายปกครอง อำเภอบ้านบึง และเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอิรุณ ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท เอ็มเอ็ขซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด ตั้งอยู่หมู่ 5 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ของกลางที่ถูกอายัดแต่บริษัทฯ ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ฯ เข้าตรวจสอบ วันนี้ (24 มี.ค. 69) จึงต้องเข้ามาตรวจสอบโรงงานดังกล่าวที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการหลายประเภทแบบเต็มเหนี่ยว ผลการตรวจสอบโรงงานครั้งนี้พบบริษัทฯ ทำผิดกฎหมายหลายมาตรา มีการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย ประกอบกิจการแม้ถูกสั่งหยุดประกอบกิจการซึ่งอาจนำไปสู่คดีอาญา และกิจการประเภทของบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเสนอขอเพิกถอนใบอนุญาต

นางสาวพลอยลภัสร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ของกลางที่ถูกยึดอายัดไว้ปัจจุบันไม่อยู่ในสภาพเดิม บริเวณอาคาร F พบมีการกองเก็บเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนชิ้นส่วนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ยึดอายัดและจะประสานตรวจสอบปริมาณที่ถูกต้องต่อไป ส่วนบริเวณอาคาร E และ F พบการต่อเติมส่วนอาคารและพบปริมาณเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนเศษอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มจากที่เคยยึดอายัดไว้ ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร ซึ่ง สอจ.ชลบุรี จะได้ประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผลักดันกลับประเทศต้นทางโดยบริษัทฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่าย กรณีนี้จัดเป็นของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องห้ามนำเข้าตามกฎหมายไทย และเข้าข่ายของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) จึงเข้าข่ายสำแดงข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามในการนำเข้าสินค้า ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย” 

สำหรับการตรวจสอบติดตามคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ในกิจการบดย่อย คัดแยกเศษยางและโลหะจากยางรถยนต์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นโรงงานลำดับที่ 106 (รีไซเคิล) ขณะตรวจสอบพบร่องรอยการผลิต และมีเศษยางในอาคาร ประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตร จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ระงับการกระทำที่

ฝ่าฝืนฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาท และมีความผิดข้อหาประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังสั่งให้บริษัทฯ ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องจักร วัตถุดิบ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ของโรงงาน หากต้องการจะประกอบกิจการประเภทดังกล่าวต้องมาขออนุญาตฯ ให้ถูกต้อง 

นายธนกร กล่าวว่า “กรณีเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ไฟไหม้ มีเรื่องร้องเรียน และเจ้าหน้าที่รัฐขอเข้ามาตรวจสอบในโรงงาน ทุกโรงงานควรอนุญาตให้เข้าและช่วยอำนวยความสะดวกตามสมควร เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน อย่าให้ถึงขนาดต้องขอหมายศาลเพื่อเข้าโรงงาน เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจกำกับโรงงานได้ เข้ามาไม่ได้มากลั่นแกล้ง มาเพื่อช่วยระงับเหตุ ตรวจติดตาม หาสาเหตุ และกำกับดูแลโรงงาน แนะนำ ให้โรงงานประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ มาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากการประกอบกิจการโรงงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ด้วยกันได้ เศรษฐกิจในพื้นที่ดี เดินหน้าไปพร้อมกัน”

ถึงเวลาบอกลา!! ‘ซาลาห์’ คอนเฟิร์มแยกทางลิเวอร์พูล หลังจบฤดูกาล 2025/26 ปิดฉาก 9 ปีทัพหงส์แดง ย้ำลิเวอร์พูลคือส่วนหนึ่งของชีวิต

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงคนสำคัญของสโมสรลิเวอร์พูล ประกาศเตรียมอำลาทีมหลังจบฤดูกาล 2025/26 แม้มีสัญญาถึงปี 2027 โดยการประกาศนี้เกิดขึ้นหลังพูดคุยกับบอร์ดสโมสรที่แอนฟิลด์

ในแถลงการณ์ของเขาผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ซาลาห์กล่าวว่า "มันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่วันนี้มาถึง ผมจะอำลา ลิเวอร์พูล หลังจบฤดูกาลนี้ ผมไม่เคยจินตนาการเลยว่าสโมสรแห่งนี้ เมืองแห่งนี้ และผู้คนที่นี่ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมได้มากขนาดนี้"

"ลิเวอร์พูล ไม่ใช่แค่สโมสรฟุตบอล แต่มันคือความคลั่งไคล้ มันคือประวัติศาสตร์ และคือจิตวิญญาณ ผมไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนี้เป็นคำพูดให้คนที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรเข้าใจได้" ซาลาห์ยังขอบคุณแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีมที่ให้การสนับสนุนที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า "การจากลาไม่เคยเป็นเรื่องง่าย พวกคุณมอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตให้กับผม ผมจะเป็นหนึ่งในพวกคุณเสมอ"

การตัดสินใจครั้งนี้หมายความว่า ซาลาห์จะปิดฉากการเล่นในถิ่นแอนฟิลด์นาน 9 ปี ฝากผลงานรวม 255 ประตูจาก 435 เกม รวมทั้งครองอันดับ 3 ดาวซัลโวตลอดกาลของลิเวอร์พูล

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1634344/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top