Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

สุโขทัย - หนุ่มใหญ่วัย 56 ปี ผันอาชีพช่างตัดผม มาทำฝักและด้ามมีดสร้างรายได้ดี สืบทอดตำนาน

จังหวัดสุโขทัยเรียกได้ว่ามีของดีครบครัน ทั้งเรื่องท่องเที่ยว ของกิน ของใช้ ของตกแต่ง มีทุกหย่อมหญ้า เฉดเช่นเดียวกับที่บ้านของลุงอ๊อก” นายมนตร์ชัย ช่วยเพ็ญ หรือลุงอ๊อก” อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3/2 ม.11 ต.บ้านไร่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย เปลี่ยนอาชีพที่เรียนรู้มาหวังสร้างเป็นอาชีพ สร้างตัวเลี่ยงครอบครัวด้วยอาชีพที่เรียนและฝึกฝนมา แต่ชีวิตก็เรียนรู้ไม่เลิก และมาพบอาชีพที่ใจรัก และมีความสุขกับอาชีพและเป็นนายตัวเอง จนสร้างรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน และจะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นให้คงอยู่สืบต่อไป

นายมนตร์ชัย ช่วยเพ็ญ หรือลุงอ๊อก” ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ตนเองได้ประกอบอาชีพเป็นช่างตัดผม มีลูกค้ามาใช้บริการเลื่อย ๆ มีรายได้พอกินและพอมีเก็บเลี้ยงดูครอบครัว แต่ไม่รู้เป็นด้วยเพราะอะไรมีลูกค้าโทรจองคิวตัดผมตลอดไม่ว่างเว้น รายได้ต่อวันเกือบ 1,200 บาท สมัยนั้นเงินหลักพันถือว่าเยอะมาก แต่ระหว่างเป็นช่างตัดผม ก็คิดเสมอว่าตนเองไม่ค่อยมีความสุขกับอาชีพนี้เท่าที่ควร เมื่อความรู้สึกมันขัดกับอาชีพเดิมที่ทำทุกวันเรียกว่ามีรายได้ทุกวันไม่ขาดมือ เมื่อว่างจากการตัดผม ก็เลยหาไม้มาทำด้ามมีดกับฝักมีดที่ปู่ได้มอบมีดให้ไว้เป็นมรดกสืบทอดและของที่ปู่รักตกมาสู่ตน ประกอบกับตนเองเป็นคนชอบอะไรที่เกี่ยวกับมีดอยู่แล้ว เมื่อมีเวลาก็จะจับมีดมาชื่นชมมาดูวิเคราะห์และศึกษา ทำฝักมีดเองบ้าง มันเป็นช่วงที่มีความสุขและหายเหนื่อยทันที จนเพื่อนๆที่มาสังสรรค์ที่บ้านและได้เห็นมีดที่ตนเองทำไว้ สวย ใช้ดี และแปลกตา เพื่อนจึงนำมีดมาให้ทำแบบที่ตนเองทำบ้าง นับตั้งแต่วันนั้นด้วยความที่ปากต่อปาก บอกต่อกันไปเรื่อยๆ ตนเองก็เริ่มมีงานทำด้ามมีดและฝักมีดมากขึ้น ลูกค้ามากพอสมควร นอกจากลูกค้าในหลายๆที่ หลายจังหวัด ยังมีลูกค้าจากทั่วประเทศ และลูกค้าจากต่างประเทศก็ให้ความสนใจสั่งทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้ก็มีลูกค้าจากประเทศเกาหลี ได้สั่งทำไว้จำนวนมากและต้องเตรียมส่งงานภายในเดือนพฤษภาคมนี้

ตลอดระยะเวลาที่หันมาเอาดีประกอบอาชีพด้านนี้ ก็สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัวเป็นอย่างมาก ส่วนเวลาในการทำแต่ละชิ้นก็จะใช้เวลา 2–3 วันหรือ 4-5 วัน ก็ได้ชิ้นงาน 1 ชิ้นงานที่สมบูรณ์ และปราณีตตามแบบของเราที่ใส่ใจรายละเอียดให้ลูกค้า เลยทำอาชีพนี้แทนการตัดผมมาตลอด ตอนนี้มีออเดอร์มาต่อเนื่อง ด้วยความที่มีเคล็ดลับบางอย่างเฉพาะตัวในการทำฝักมีดและด้ามมีด จึงได้รับความไว้วางใจและชื่นชอบในการทำชิ้นงานและได้รับความสนใจจากลูกค้า

มีความสุขในครอบครัวและในอาชีพนี้มาก นอกจากนี้ลูกชายก็เริ่มมีฝีมือมาสานต่อคอยช่วยได้อีกแรง จนเขาได้ก่ออาชีพเพิ่มรับงานเสริมทำป้ายไม้ด้วย ป้ายชื่อบ้าน ป้ายชื่อ - นามสกุล ป้ายชื่อตำแหน่ง เป็นต้น นอกจากงานทำฝักมีดและด้ามมีด ในเรื่องราคาของด้ามมีดและฝักมีดผมคิดราคาตายตัว ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นข้าราชการชั้นสูง ๆ หรือลูกค้าทั่วไป ก็คิดราคาตามใบมีด คือ นิ้วละ 100 บาท เช่น ใบมีดยาว 10 นิ้ว ราคาด้ามมีดก็ 1,000 บาท ส่วนเรื่องราคาฝักมีดก็ต้องขึ้นอยู่กับลวดลายและไม้ที่ใช้ทำตามความต้องการของลูกค้าผู้ที่สนใจเข้าชมติดตาม FB : Pronphanomwan Chuaypen  FB : มนตร์ชัย ช่วยเพ็ญ หรือติดต่อ 090-252-8190

ปทุมธานี - ตร.ปทุมฯ สกัดจับพระดัง "หลวงตาหนูที" ขนม้าและหมูใส่รถตู้ ก่อนนำส่งเจ้าคณะอำเภอสึกทันที พบประวัติถูกจับมาแล้วหลายครั้งไม่เข็ด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 พ.ค. 64 ตร.สภ.ปากคลองรังสิต จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีคนนำม้ามาปล่อยอยู่บริเวณสนามเด็กเล่น ริมถนนซ่อมสร้าง ม.2 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี จึงให้สายตรวจไปตรวจสอบแต่ไม่พบโดยมีชาวบ้านบอกว่าก่อนตำรวจมาถึงมีพระขับรถตู้มาแล้วนำม้าขึ้นรถหลบหนีไปแล้ว ต่อมามีพลเมืองดีแจ้งว่าพบรถตู้ ยี่ห้ออีซูซุ สีเหลือง หมายเลขประจำตัว ฒว-9319 กรุงเทพมหานคร สภาพเก่าโดยมีพระภิกษุสงฆ์เป็นคนขับและคาดว่าเป็นรถคันเดียวกันกับที่ชาวบ้านแจ้ง กำลังขับมุ่งหน้าไปทางสะพานปทุมธานี2 เจ้าหน้าที่ฯจึงวิทยุสกัดแต่ก็ไม่ทัน แต่ยังมีพลเมืองดีขับตามและโทรศัพท์แจ้งเป็นระยะ

จนกระทั่งต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.คลองหลวง นำโดย พ.ต.ต.สิงหา เฟื่องแก้ว สว.จร และ ร.ต.อ สุระพล  วงศ์วันดี ร้อยเวรจราจร สภ.คลองหลวง พร้อมกำลังสามารถสกัดจับได้บริเวณถนนพกลโยธิน(ขาออก) หน้า ม.ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง โดยพบพระหนูที สุตธัมโม อายุ 72 ปี อ้างอยู่สำนักสงฆ์หินทราย ต.หนองหว้า อ.บัวลาย จ.นครราชสีมา ชื่อตามบัตรประชาชนระบุชื่อนายหนูที ทินราช อยู่บ้านเลขที่ 126/61 ม.4 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี พร้อมด้วยลูกม้าเพศผู้สีเหลืองอ่อน อายุประมาณ 2 ปีเศษ และลูกหมูป่าผสมเพศผู้ สีดำ อายุประมาณ 5 เดือน จึงได้ควบคุมตัวและสอบถามโดยพระดังกล่าวตอบเพียงว่าเพิ่งมาจาก จ.สุพรรณฯ และจะกลับ สักนักสงฆ์ จ.นครราชสีมา ส่วนม้าและหมูญาติโยมถวายมา และเมื่อตรวจสอบเรื่องใบขับขี่รถยนต์ก็ไม่มี ใบสุทธิพระก็ไม่มีแถมรถทะเบียนขาดการต่อภาษีมาแล้วร่วม 6 ปี จึงประสานนายไพรัตน์ รุ่งสว่าง ปศุสัตว์ อ.คลองหลวงมาตรวจสอบพร้อมแจ้งข้อหาเคลื่อนย้ายสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต จากรั้นจึงนิมนต์พระหนูที (หลวงตาหนูที) ไปพบพระแสนพล พลยุโต พระวินยาธิการ อ.คลองหลวง และ พระครูวิจิตร อาภากร เจ้าคณะ อ.คลองหลวง เจ้าอาวาสวัดสว่างภพ เพื่อทำการตรวจสอบในพฤติกรรม

ต่อมาพระหนูที ฯ ยอมรับสารภาพว่านำสัตว์ทั้งหมดที่มีคนมาถวาย ขับรถตระเวนไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในหลาย ๆ จังหวัด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกจับมาแล้วหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นในเขตกรุงเทพฯเขตจังหวัดสระแก้วอรัญประเทศซึ่งตนเคยนำสุนัขมาออกบิณฑบาตพร้อมกับวัวและแพ้แต่ทุกครั้งที่ถูกจับก็จะถูกเจ้าหน้าที่ยึดไปหมด แล้วตนก็ไม่เคยเป็นวาจาลาสิกขาบท  จนกระทั่งมาครั้งนี้ตนไม่มีหนทางไปและไม่รู้จะไปประกอบอาชีพอะไรเพราะอายุมากแล้วเมื่อได้สัตว์มาต้นก็จะห่มผ้าเหลืองแล้วก็ตะเวนไปตามที่ต่าง ๆ โดยได้นำม้า ชื่อ"จิ๋ว" ที่มีความเชื่องและหมู ชื่อ"จู๊ด" มาต่อเวรดึกบิณฑบาตด้วย แล้วเมื่อตนทำไม่ดีครั้งนี้ ก็ขอยอมสึก แต่โดยดี ทางเจ้าคณะอำเภอจึงได้ให้ทำการลาสิกขาบทและเป็นวาจา พร้อมกับนำชุดขาวมาให้สวมใส่ ก่อนที่ จะได้มอบตัวให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามความผิดพ. รบจราจรส่วนทางด้านสัตว์ทั้ง 2 ตัวทางปศุสัตว์ อ.คลองหลวง ได้ยึดไว้ตรวจสอบต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสังคมออนไลน์ เคยมีการโพสต์ภาพ พระหนูที สุตธัมโมกับ*สมหวัง" สุนัขแสนรู้ที่ช่วยพระภิกษุลากรถเข็นบิณฑบาตทุกเช้า ถูกคนขับรถบรรทุกสิบล้อขโมยหายไป วอนให้ช่วยกันสอดส่องตามหา เจ้าสมหวัง เป็นสุนัขแสนรู้ที่ช่วยลากรถล้อเลื่อนใส่ของที่ได้รับจากการบิณฑบาต เดินนำหน้าพระสงฆ์รูปหนึ่ง จนเป็นที่เอ็นดูของชาวบ้านที่พบเห็น


ภาพ/ข่าว  สมเกียรติ ทรัพย์เฉลิม

หวั่นก่อการร้าย!! ศุลกากรเมียนมาประกาศห้ามนำเข้ารถจักรยานยนต์จากไทยแล้ว หลังเกรงผู้ก่อความไม่สงบ นำไปสร้างสถานการณ์

เพจ LOOK Myanmar ได้โพสต์ข้อชี้แจ้งข้อมูลหลังจากล่าสุดศุลกากรเมียนมา ได้ประกาศห้ามนำเข้ารถจักรยานยนตร์จากไทยแล้วว่า... 

1. ประกาศดังกล่าว เป็นบังคับการนำเข้าจักรยานยนต์จากทุกประเทศ ไม่ใช่แค่ไทย

2. ตอบคำถามที่สงสัย มีความเห็นจากผู้รู้บอกว่า การก่อการในเมืองใหญ่ที่สร้างความปั่นป่วนในขณะนี้ ผู้ก่อความไม่สงบได้ใช้พาหนะเป็นจักรยานยนต์ จึงเป็นเหตุให้มีการสั่งห้ามนำเข้าจักรยานยนตร์ใหม่ๆ เข้ามา แต่อาจต้องดูว่าจักรยานยนตร์เหล่านี้ จะรวมถึงจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ความเร็วไม่สูงเท่าแบบใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหรือไม่ด้วยอีกที

3. ประกาศยกเลิกนี้นำเข้านี้ เป็นประกาศชั่วคราวจนกว่าจะมีประกาศใหม่เปลี่ยนแปลง

ที่มา: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3942214699179991&id=621374414597386

คนละไม้_คนละมือ’ ‘โอวาทเมด’ เดินหน้าโครงการ CSR ต่อเนื่อง พ่นยาฆ่าเชื้อไวรัส Coronavirus (Covid-19) ให้กับทาง ‘มูลนิธิออทิสติกไทย’ 

นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล (ผู้ปกครองคนพิการ)ใจบุญ  และ ‘โอวาทเมด’ ร่วมกัน คนละไม้_คนละมือ ‘พ่นฆ่าเชื้อโควิด-19’  ให้เด็กออทิสติกปลอดภัย ฟรี!!!!

พื้นที่ประมาณ 800 ตารางเมตร ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจกรรม ‘CSR’ ที่เป็นสาธารณกุศล อีกหนึ่งรูปแบบ เพื่อพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัส Coronavirus (Covid-19) ให้กับทาง ‘มูลนิธิออทิสติกไทย’ 

โดยทาง ‘โอวาทเมด’ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น ‘Food Grade’ ช่วยลดความเสี่ยง ในการที่จะมีเชื้อไวรัส หรือ เชื้อโรคอื่นที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

อีกทั้ง ‘โอวาทเมด’ ยังมีความห่วงใยในสุขภาพอนามัยของประชาชน ช่วงสถานการณ์โควิด _19 ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างมากในขณะนี้ ต่อพี่น้องประชาชน บุคคลทั่วไป คนพิการ และ ผู้ด้อยโอกาส จึงจัดกิจกรรม ‘พ่นฆ่าเชื่อโรค’ ดังกล่าว เพื่อเป็นกุศล

ทั้งนี้ หากประชาชน หรือ บริษัท ห้าง ร้าน สถานประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ โรงเรียน ที่พักอาศัย โรงแรม รีสอร์ท สามารถติดต่อสอบถาม สำนักงาน ‘โอวาทเมด’ ได้ 

‘ธันวา’ ยกเคส ได้เตียงแต่ไม่มีหมอ รอนาน 5 วันจนเสียชีวิต เหตุย้ายผู้ป่วยโควิดข้ามจังหวัดไม่ได้ วอนเร่งปรับเกณฑ์การส่งตัวผู้ป่วยโควิด ย้ำ ต้องพูดความจริง จะได้แก้ปัญหาตรงจุด 

นายธันวา ไกรฤกษ์ โฆษกพรรคกล้า กล่าวถึงกรณีผู้ป่วยโควิดรอเตียงจนเสียชีวิตว่า ไม่ใช่รายแรก ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตหลังจากเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลของรัฐในพื้นที่เขตลาดกระบัง โดยตั้งแต่วันแรกทางโรงพยาบาลแจ้งว่าไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบทางเดินหายใจ จึงขอทำเรื่องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลอื่น และพยายามโทรไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ในเขตกรุงเทพหลายแห่ง รวมถึงหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่สำเร็จ ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่านโยบายการรีเฟอร์นั้นจำกัดอยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพด้วยกัน รวมถึงกรณีผู้ป่วยใหม่รอเตียง อยู่จังหวัดไหนก็ให้รอเฉพาะในจังหวัดนั้น กลายเป็นรอจนแพร่เชื้อสู่บุคคลในครอบครัวไปอีก 

“ตรงนี้แหละครับที่ผมไม่เข้าใจ ว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ผ่อนคลายกฎดังกล่าว ทั้งที่รู้ว่าโรงพยาบาลในเขตพื้นที่สีแดงเข้มรองรับไม่ได้แล้ว เพราะมีทั้งข้อจำกัดทางด้านเตียง อุปกรณ์ และบุคลากรทางการแพทย์ จนถึงวันที่เสียชีวิตเป็นเวลากว่า 5 วัน ที่ผู้ป่วยรายนี้ต้องรอการส่งตัว เพื่อให้ได้เข้าถึงแพทย์ผู้ที่มีองค์ความรู้เหมาะสมต่อการรักษา ทั้งที่ขับรถไปไม่ถึงชั่วโมงก็เข้าสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือจังหวัดอื่นใกล้เคียงที่ยังพอมีศักยภาพในการรองรับแล้ว เช่น ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี ฉะเชิงเทรา ฯลฯ ซึ่งเดินทางเพียง 2-3 ชั่วโมง ยังดีกว่าให้ผู้ป่วยรอจนอาการวิกฤต” นายธันวา กล่าว 

โฆษกพรรคกล้า กล่าวว่า ไม่มีเจตนาจะโทษโรงพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ใดๆ เลย เพราะทุกคนทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถและดีมากๆแล้ว แต่โทษผู้รับผิดชอบทางนโยบาย อยากให้รับฟังเสียงประชาชนบ้าง ซึ่งข้อเสนอนี้หากทำได้หรือไม่ได้อย่างไรก็ว่ามา ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหามันวนซ้ำเดิมบ่อยๆ เพราะมีผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะข้อจำกัดนี้ไปแล้วหลายราย

ระวังเสียตังฟรี! โฆษกรัฐบาล แนะประชาชน ตรวจสอบข้อมูล ก่อนบินเข้าประเทศสมาชิกอียู - สหรัฐฯ หวังได้ฉีดวัคซีน ชี้ ข้อปฏิบัติแต่ละประเทศต่างกัน 

เมื่อวันที่9 พ.ค.นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางเข้าประเทศในสหภาพยุโรป (อียู)ที่ผ่อนคลายมาตรการเพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยว ว่า ประเทศสมาชิกอียูแต่ละประเทศมีอำนาจในการประกาศกฎระเบียบเกี่ยวกับการเข้าเมืองและมาตรการด้านสาธารณสุขของตนเอง โดยมี 13 ประเทศสมาชิกที่สามารถเดินทางจากประเทศไทย โดยไม่มีเงื่อนไข ได้แก่ โปรตุเกส สเปน อิตาลี เยอรมนี โครเอเชีย โปแลนด์ เอสโตเนีย สวีเดน ฟินแลนด์ บัลแกเรีย กรีซ เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ 

ขณะที่ อีก 14 ประเทศที่มีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดตามที่ประเทศปลายทางกำหนด ได้แก่ ฝรั่งเศส เช็ก ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก ลัตเวีย สโลวีเนีย สโลวาเกีย ฮังการี ลิทัวเนีย โรมาเนีย ออสเตรีย ลักเซมเบิร์ก และไซปรัส ผู้ที่จะเดินทางต้องตรวจสอบมาตรการสาธารณสุขของประเทศปลายทางและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ อียูยังไม่ได้กำหนดให้ต้องฉีดวัคซีนหรือไม่ หรือฉีดวัคซีนประเภทใดมาเป็นเงื่อนไขการเดินทางเข้าเขต โดยอยู่ระหว่างพิจารณาวิธีการรับรองการฉีดวัคซีนฯ (Vaccination Certificate – VC) ของประเทศนอกอียู หากพิจารณาแล้วเสร็จ ประเทศสมาชิกจะนำไปกำหนดมาตรการและเงื่อนไขในการเดินทางเข้าต่อไป ดังนั้นขอให้ผู้ที่ประสงค์เดินทางไปต่างประเทศติดตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศสมาชิกจากเว็บไซต์ของสหภาพยุโรป (https://reopen.europa.eu)

นายอนุชา กล่าวว่า ส่วนกระแสข่าวการเดินทางไปท่องเที่ยวและฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่สหรัฐอเมริกา ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับชาวต่างชาติในมลรัฐต่างๆ พบว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะเรียกดูข้อมูลหลักฐานถิ่นที่อยู่ หลักฐานการทำงานหรือการศึกษาในรัฐ รวมถึงจะพิจารณาหลักฐานการเข้าเกณฑ์ที่ได้รับอนุญาต และอาจปฏิเสธการให้บริการหากไม่สามารถแสดงหลักฐานตามที่ร้องขอได้ ซึ่งแต่ละมลรัฐ มีนโยบายการฉีดและแจกจ่ายวัคซีนที่แตกต่างกัน โดยภาพรวมจะฉีดวัคซีนให้กับผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีถิ่นพำนัก ทำงาน หรือศึกษาในมลรัฐนั้น แต่บางมลรัฐได้จัดสรรวัคซีนให้กับผู้ไม่มีถิ่นพำนักและไม่ได้ทำงานหรือศึกษาในมลรัฐนั้น โดยไม่ได้ระบุชัดเจนว่าอนุญาตให้นักท่องเที่ยว ยกเว้นมลรัฐอะแลสกาที่มีนโยบายชัดเจนว่า ตั้งแต่วันที่1 มิ.ย.เป็นต้นไป จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาฉีดวัคซีนได้  

กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในสหรัฐฯอนุมัติใช้งานแบบฉุกเฉินเท่านั้น หากรับวัคซีนแล้วมีอาการข้างเคียงหรือการแพ้รุนแรง บริษัทฯผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใด ๆ และหากไม่มีประกันสุขภาพที่ครอบคลุม อาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่มีราคาสูงอีกด้วย จึงขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในสหรัฐฯเพื่อฉีดวัคซีน โปรดศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานทางการของสหรัฐฯ อาทิ เว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย รวมถึงนโยบายการจัดสรรวัคซีนของมลรัฐต่าง ๆ ข้อมูลการตรวจคนเข้าเมือง มาตรการด้านสาธารณสุข และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในแต่ละพื้นที่ มาตรการที่ต้องปฏิบัติเมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย

นอกจากนั้น ผู้ที่มีความประสงค์เดินทางไปต่างประเทศต้องตรวจสอบกฎระเบียบเกี่ยวกับการเข้าเมืองและมาตรการทางด้านสาธารณสุขของประเทศปลายทางให้ชัดเจนก่อน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายประเทศ มีระดับของความรุนแรงแตกต่างกันไป จึงควรปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขของประเทศนั้นอย่างเคร่งครัด ทั้งการตรวจหาเชื้อตามระยะเวลาที่กำหนดก่อนเดินทาง เอกสารรับรองผลตรวจเชื้อ เอกสารรับรองการฉีดวัคซีน การกักตัว ในที่พักอาศัย การรักษาระยะห่าง และการสวมหน้ากากอนามัย เป็นต้น

เชียงใหม่ - เซเว่น อีเลฟเว่น ซีพีเอฟ ส่งมอบอาหารและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ให้โรงพยาบาลสนามในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ป้องกันโควิด-19 ต่อเนื่อง

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ร่วมกับ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เร่งเดินหน้าโครงการ “ซีพีร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19”ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ได้ในเร็ววัน

ล่าสุดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นายบวรเวทย์ ตันตรานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชอยส์ มินิสโตร์ จำกัด ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในพื้นที่ ส่งมอบแอลกอฮอลล์ทำความสะอาด, หน้ากากอนามัยและน้ำดื่ม ตามโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ของเซเว่น อีเลฟเว่น พร้อมด้วย ผู้แทนซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบอาหารปลอดภัย ในโครงการ "CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19" ภายใต้ “ซีพี ร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด” โดยมี นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบ

อีกทั้งยังได้ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์และเครื่องอุปโภค บริโภค ให้กับ นพ.ยุทธศาสตร์ จันทร์ทิพย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันทราย, นายวริช ไกยสิทธิ์ และ นายนพดล นวนพนัส ปลัดอำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมรับมอบ เพื่อนำไปสนับสนุนการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ของโรงพยาบาลสนามในจังหวัดเชียงใหม่ ต่อไป

สำหรับ โครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ของเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นการส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์และน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฎิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ โดยบริษัทยังเดินหน้าประสานความร่วมมือผ่านทางมหาเถรสมาคม เพื่อน้อมถวายเครื่องวัดอุณหภูมิและแอลกอฮอล์ให้กับวัด พระสงฆ์ สามเณร และทยอยมอบของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตให้กับผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตามปณิธานองค์กรของซีพี ออลล์ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยทั้งหมดภายใต้ โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19" ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่การระบาดครั้งแรก จะส่งตรงถึงโรงพยาบาลสนาม โดยทีมโลจิสติกของซีพีเอฟ ประกอบด้วยอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานหลากหลายเมนู อาทิ เกี๊ยวกุ้ง, ข้าวอบธัญพืชและไก่, สปาเก็ตตี้คาโบนาร่าและราเมนโฮลวีตผัดขี้เมาไก่ เป็นต้น

กรุงเทพฯ - มูลนิธิมาดามแป้ง รุกฉีดฆ่าเชื้อโควิด ช่วยวิกฤตบ่อนไก่ด่วน หลังพบผู้ติดเชื้อสูง

มูลนิธิมาดามแป้ง ทำงานเชิงรุกรุดลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่พัฒนา เขตปทุมวัน อาสาฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโควิด-19 ทันทีหลังพบผู้ติดเชื้อสูงจากการตรวจเชิงรุกต่อเนื่อง

วันที่ 7 พฤษภาคม 2564 มูลนิธิมาดามแป้ง โดย มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานกรรมการมูลนิธิ และ ซีอีโอ เมืองไทยประกันภัย ซึ่งแม้จะอยู่ในช่วงกักตัว 14 วัน ก็ส่งอาสากล้าใหม่ของมูลนิธิฯ ลุยงานสู้โควิด-19 แบบต่อเนื่องทุกวัน

โดยนอกจากการช่วยชาวชุมชนคลองเตย ขณะนี้ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังชุมชนบ่อนไก่พัฒนา เขตปทุมวัน หลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตจากการพบผู้ติดเชื้อในชุมชน 2 วันที่ผ่านมาเกือบ 200 คน ยังไม่รวมกับผู้มีความเสี่ยงสูงต้องกักตัวในบ้านอีกด้วย ด้วยลักษณะชุมชนที่มีความหนาแน่น แออัดคล้ายกับชุมชนคลองเตย

โดยมูลนิธิมาดามแป้ง ได้ร่วมมือกับผู้นำชุมชนเริ่มเข้าฉีดพ่นทันทีหลังได้รับการประสานขอความช่วยเหลือ ซึ่งวางแผนดำเนินการในทุกสัปดาห์เช่นเดียวกับในพื้นที่คลองเตย จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจ คลายความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่สีแดง

นอกจากนี้ ครัวมาดาม ยังได้ให้ความช่วยเหลือด้านวัตถุดิบประกอบอาหารแก่ทีมงานฐานเทพวารินทร์ ซึ่งเป็นอาสาสมัครของชุมชนบ่อนไก่พัฒนาอีกด้วย

ภูเก็ต - ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของของชาติทางทะเล ภาค 3 ช่วยเหลือลูกเรือประมง มีอาการแน่นหน้าอก ห่างเกาะแก้ว จังหวัดภูเก็ต 6 ไมล์ทะเล

ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของของชาติทางทะเล ภาค 3 ได้รับรายงานจากศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดภูเก็ตว่า ได้รับแจ้งจากเจ้าของแพปลาแสงอรุณ มีลูกเรือประมง เพชรบุรินทร์ 8 ชื่อ นายธวัช ทรายทอง มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เรืออยู่บริเวณ แลต 7 องศา 40 ลิบดา ลอง 98 องศา 05 ลิบดา มีไต๋เรือนามชื่อ ฟ้า จากการประสานเพิ่มเติมทราบว่า เรือเป็นเรือปั่นไฟขนาดไม่ถึง 30 ตันกรอส คนประจำเรือจำนวน 2 คน ไม่มีระบบ AIS และ VMS ไม่มีการแจ้งเข้าออก จากศูนย์ PIPO ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ออกเดินทางจากแพ วอวงพันธ์ อ.กันตัง จังหวัดตรัง ขณะนี้เรืออยู่ห่างจากเกาะแก้ว จังหวัดภูเก็ต ประมาณ 6 ไมล์  

ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของของชาติทางทะเล ภาค 3 จึงได้ทำการพล๊อตตำบลที่เรือ พร้อมประสาน หมวดเรือเฉพาะกิจ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของของชาติทางทะเล ภาค 3 สั่งการให้ เรือ ต.233 เจ้าหน้าที่พยาบาลของ ร.ล.แหลมสิงห์ และ นรภ.ทร.เกาะภูเก็ต พร้อมอุปกรณ์ ปฐมพยาบาล ถังออกซิเจน ออกเรือไปทำการช่วยเหลือ พร้อมประสานศูนย์นเรนทร ส่งรถพยาบาล มารับตัวผู้ป่วยที่หลักเทียบเรือ ทรภ.3 เวลา 13.00 น. แหลมพันวา จว.ภูเก็ต เพื่อนำส่งโรงพยาบาลต่อไป การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย


ภาพ/ข่าว  นิตยา แสงมณี ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสตูล

ศรีสะเกษ - ชาวสวนทุเรียนภูเขาไฟเศร้า พายุฤดูร้อนถล่มสวนทุเรียน ลูกทุเรียนใกล้สุกหล่นจากต้นจำนวนมาก

เมื่อเวลา 15:00 น. วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนตาบุญทันยายกล่อง บ้านซำตารมย์ ต.ตระกาจ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นางสาวสายชล เครือแก้ว กำนันตำบลตระกาจ ได้ออกสำรวจความเสียหายสวนทุเรียนภูเขาไฟที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดลมพายุพัดโหมกระหน่ำในเขต ต.ตระกาจ

เมื่อช่วงใกล้ค่ำของวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งจากการสำรวจพบว่าเกษตรกรชาวสวนทุเรียนภูเขาไฟกำลังช่วยกันเดินเก็บลูกทุเรียนภูเขาไฟที่หล่นลงมากองอยู่กับพื้นและเก็บรวบรวมนำเอาไปกองรวมกันไว้จำนวนมาก ซึ่งทุเรียนเหล่านี้จะสุกภายในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้และพร้อมที่จะนำออกสู่ท้องตลาด เพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคที่ชื่นชอบทุเรียนภูเขาไฟโดยเกษตรกรต่างมีใบหน้าที่เศร้าหมองเนื่องจากว่าในปีนี้ปลูกทุเรียนโดนลมพายุพัดต้นทุเรียนรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมาทำให้ลูกทุเรียนร่วงหล่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งลูกทุเรียนภูเขาไฟที่เก็บมากองรวมกันไว้ได้มีการแบ่งปันไปให้ประชาชนทั่วไปในเขต อ.กันทรลักษ์ได้มารับเอาไป  

ทั้งนี้เพื่อจะได้นำเอาไปประกอบอาหารจำพวกของหวานและขนมหวานทอดกรอบต่าง ๆ เป็นการแบ่งปันความสุขให้กับประชาชนทั่วไปในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แม้ว่าเกษตรกรจะมีความเสียดายมากที่ผลผลิตทุเรียนภูเขาไฟต้องร่วงหล่นจำนวนมากแต่หากเก็บเอาไว้ก็คงจะไม่สามารถที่จะนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้หมดจึงต้องแจกจ่ายให้กับคนทั่วไป

นางกล่อง จันทรักษ์ อายุ 65 ปี กล่าวว่า ตนปลูกทุเรียนภูเขาไฟจำนวน 200 ต้นในเนื้อที่ 9 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตและรายได้จากการจำหน่ายทุเรียนภูเขาไฟประมาณ 4 ล้านบาท แต่ว่าปีนี้ไม่คิดว่าจะโดนภัยธรรมชาติทำให้ลูกทุเรียนภูเขาไฟหล่นลงมากองกับพื้นจำนวนมากร่วม 200 ลูก ทำให้ตนเสียใจมากเพราะคิดว่าปีนี้หลังจากขายทุเรียนภูเขาไฟแล้วจะมีเงินนำเอาไปใช้หนี้สินจำพวกค่าปุ๋ย และค่าใช้จ่ายต่างๆในการปลูกทุเรียนภูเขาไฟซึ่งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำ โดยกำนันตำบลตระกาจ ได้มาสำรวจความเสียหายแล้วก็หวังว่าทางราชการจะให้ความช่วยเหลือเพื่อที่ตนจะได้มีกำลังใจในการทำสวนทุเรียนภูเขาไฟต่อไป


ข่าว/ภาพ  บุญทัน ธุศรีวรรณ  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top