Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ปทุมธานี - ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีรับมอบหน้ากากอนามัย จำนวน 25,000 ชิ้น

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 11.30 น. ณ ห้องรับรอง ชั้น 4 ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี อำเภอเมืองจังหวัดปทุมธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.นิรุธ

ประสิทธิเมตต์ รอง ผบก.ฯ ร่วมกันเป็นตัวแทนรับมอบหน้ากากอนามัย จำนวน 25,000 ชิ้น จากนายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค และคณะผู้แทน นศ. หลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข (4ส) รุ่นที่ 11 สถาบันพระปกเกล้า ให้กับข้าราชการตำรวจ ภ.จว. ปทุมธานี และประชาชนทั่วไป เพื่อใช้ในการป้องกันการติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 


ภาพ/ข่าว ประภาพรรณ ขาวขำ/รายงาน

เชียงใหม่ - เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จัดกิจกรรม Live พาชมความน่ารักของ “เมียร์แคท”

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เชิญชมความน่ารักของ “เมียร์แคท” หนึ่งในสัตว์ป่าของทวีปแอฟริกา ผ่านกิจกรรม Live ในช่องทาง Facebook : เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี Chiang Mai Night Safari พร้อมลุ้นรับรางวัลสุด Exclusive  หนึ่งในสัตว์ป่าของทวีปแอฟริกา พร้อมแจ้งขยายการปิดให้บริการ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาด COVID – 19 อย่างต่อเนื่อง

นายเบญจพล นาคประเสริฐ กรรมการบริหารพัฒนาพิงนคร ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร กล่าวว่า แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อของจังหวัดเชียงใหม่จะเริ่มไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังคงดำเนินการมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด รวมทั้งการปิดให้บริการสวนสัตว์ออกไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลให้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารียังคงต้องขยายระยะเวลาในการปิดให้บริการชั่วคราวออกไป รวมทั้งดำเนินการตามมาตราการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายในองค์กร โดยมีการปฏิบัติงาน Work from home, การคัดกรองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน, การสวมใส่หน้ากากอนามัยในการเข้าพื้นที่  และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุกวัน รวมทั้งการดูแลสวัสดิภาพของสัตว์ทุกชนิด เช่นเดิม  

และในส่วนของการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว แม้ว่าจะไม่สามารถเปิดให้บริการได้  แต่ก็ได้เพิ่มช่องทางการให้บริการในหลากหลายช่องทางออนไลน์ เพื่อเป็นการสร้างความผ่อนคลายให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ยังคงมีความต้องการออกเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง แต่สถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวย ซึ่งนอกจากการเพิ่มช่องทางเผยแพร่คลิปความน่ารักของสมาชิกสัตว์ในเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีผ่าน Tiktok แล้ว ยังเพิ่มกิจกรรมการ Live ผ่านช่องทาง Facebook เป็นประจำทุกสัปดาห์ พร้อมลุ้นรับของที่ระลึกจากเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีให้ได้หายคิดถึงกันด้วย โดยในสัปดาห์นี้จะพาเยี่ยมชมครอบครัว “เมียร์แคท” ที่จะมาสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ที่ได้รับชม กับกิจกรรมพักผ่อนในช่วงการปิดให้บริการอีกด้วย

“เมียร์แคท” (Meerkat) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบมากในทะเลทรายคาลาฮารีทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา มีขนาดลำตัวเล็ก และหนักประมาณ 1 กิโลกรัมเท่านั้น มีจมูกยื่นยาวเพื่อประโยชน์ในการดมกลิ่น รอบขอบตาเป็นวงแหวนสีดำ มีขนสีน้ำตาลทองสลับดำขวางลำตัว หางยาวและส่วนปลายมีสีดำ มีกรงเล็บที่แหลมคมเพื่อใช้ในการขุดดิน ชอบกินแมลงปีกแข็งและหนอนผีเสื้อ รวมทั้งสัตว์มีกระดูกสันหลังเล็ก ๆ “เมียร์แคท” เป็นสัตว์ที่อยู่ไม่ค่อยนิ่ง เดินไปเดินมาตลอด ชอบยืนสองขาชะเง้อคอ เพื่อตรวจดูและคอยเตือนภัยจากผู้ล่าในหลายรูปแบบให้ครอบครัว และที่สำคัญ “เมียร์แคท” ถือว่าเป็นหนึ่งในสัตว์โลกที่แสดงให้เห็นถึงความสามัคคี เพราะไม่เคยแสดงอาการก้าวร้าว ทะเลาะเบาะแว้ง หรือกัดกันเลยแม้แต่น้อย

ทั้งนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมชมความน่ารักของครอบครัว “เมียร์แคท” หนึ่งในสัตว์ป่าของทวีปแอฟริกา ทั้ง 19 ตัว ผ่านการ Live ในช่องทาง Facebook : เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี Chiang Mai Night Safai พร้อมลุ้มรับหน้ากากอนามัยสุด Exclusive  จากเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ในวันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม นี้ เวลา 15.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE@ : Nightsafari และ Facebook : เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี Chiang Mai Night Safari


ภาพ/ข่าว  นภาพร / เชียงใหม่

‘แรมโบ้’ จวกยับ ‘เพนกวินและแม่’ พอศาลให้ประกันไม่ถึง 24 ชั่วโมง ออกมาชู 3 นิ้วสวมเสื้อยกเลิก ม.112 และปฏิรูปสถาบัน จวกที่แถลงต่อศาลโกหกว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวสถาบัน ชี้ คนแบบนี้หนักแผ่นดิน สันดานไม่เคยเปลี่ยน

วันที่ 12 พ.ค. พ.ศ.2564 ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ กล่าวถึงกรณี นายพริษฐ์ ชีวารักษ์ หรือเพนกวิน ผู้ต้องขังคดีม.112 ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล ทั้งจะไม่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย ไม่หนีออกนอกประเทศ และจะมารายงานตัวทุกครั้งนั้นว่า ทีแรกก็มองเจตนาดีว่า นายเพนกวิน จะกลับตัวกลับใจ หลังจากติดคุกติดตะรางมา 91 วันก็คงจะสำนึกผิดที่ได้ก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูงอันมิบังควร

“แต่พอตนเห็นข่าวและภาพนายเพนกวินชูสามนิ้วกับแม่ และสวมเสื้อยกเลิก ม.112 และมีข้อความปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เท่านั้นแหละตนและประชาชนส่วนใหญ่ที่ปกป้องสถาบันฯ จึงมีความรู้สึกตรงกันว่า ทำไมนายเพนกวิน จึงยังไม่มีจิตสำนึก ที่ศาลท่านเมตตาปล่อยออกมา ราชทัณฑ์เขาก็ไม่อยากขังเพราะกลัวจะไปตายคาเรือนจำเพราะไปอดข้าวประท้วง แต่นายเพนกวิน ออกมาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็แสดงสันดานแบบเดิมคือ ก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูงเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่ได้ยืนยันต่อศาลแล้ว แบบนี้เป็นการโกหกหลอกลวงศาลและต้มคนทั้งประเทศกันชัด ๆ”

ดร.เสกสกล กล่าวต่อว่า อยากให้หน่วยงานความมั่นคงจับตาให้ดี ๆ เพราะคนเหล่านี้คงจะมีท่อน้ำเลี้ยง เพราะเงินทองไม่ขาดมือ พอออกมากันหมดจะมาก่อการใหญ่สร้างความรุนแรงขึ้นมาอีก เพราะมี ‘นายทุน’ ใหญ่เป็นแบล็คคอยหนุนหลังเพื่อต้องการที่จะล้มล้างสถาบัน จาบจ้วงก้าวล่วงอยู่ตลอดเวลา

“ตนคิดว่าคนพวกนี้หนักแผ่นดิน อยู่ไปก็ทำลายความสุขและบรรยากาศที่ดีของประเทศไทย ทำไมไม่ย้ายประเทศไปให้หมด ๆ เสียที บ้านเมืองจะได้สูงขึ้น นี่ขนาดนายเพนกวินยังโกหกใครต่อใครอีก มิหนำซ้ำคนเป็นแม่ ยังพลอยส่งเสริมลูก ทำไมไม่เคยคิดห้ามปรามลูกบ้าง แล้วตอนที่ขอกับศาลว่าอย่างไร วันนี้ทำไมลืมหมดแล้ว คงอีกไม่นานถ้าถูกถอนประกันอีกอย่ามาโทษว่ากฎหมายหรือกระบวนการศาลไม่เป็นธรรมก็แล้วกัน” ดร.เสกสกล กล่าว

เชียงราย – UN ช่วยเหลือชาวบ้านไร้สถานะทางทะเบียน ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล พ้นภัยโควิด

ที่บ้าน เฮโก  ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย นายไกรทอง เหง้าน้อย  ผู้จัดการโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มคนไร้สัญชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด19 โดยมูลนิธิพัฒนาชุมชน และเขตภูเขา(พชภ.)  นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ที่ปรึกษาโครงการฯ  ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการ เสริมสร้างศักยภาพกลุ่มคนไร้สัญชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด19  โดยกลุ่มชาวบ้านดังกล่าวเป็นผู้ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ในการเยี่ยวจากผลกระทบของไวรัสโควิด -19 ของรัฐบาลไทย

โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ผ่าน UNDP โดยมีการแบ่งจัดสรรไปตามชุมชนต่างๆทั่วประเทศ 24 แห่ง โดยจะเน้นไปที่หมู่บ้านที่มีผู้ไร้สถานะทางทะเบียน ที่ไม่เข้าข่ายรับการช่วยเหลือจากรัฐบาลในช่วงโควิด -19 ระบาด โดยโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มคนไร้สัญชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ได้ลงพื้นที่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ก.พ.64  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างความมั่นทางอาหารด้วยระบบนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ชุมชนบนพื้นที่สูง

นายไกรทอง เหง้าน้อย  กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ด้วยมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งประเทศพม่า ประเทศลาว และมีการเข้ามาของคนจีนในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผ่านมาภาครัฐได้ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไว้หลายระดับ แต่กลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนที่ไร้สัญชาติ คนเหล่านี้ไม่ได้รับการเยียวยา จากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงรอบด้าน เพียงเพราะไม่มีบัตรแสดงสถานะบุคคลที่เป็นคนไทย จากข้อมูลจำนวนประชากรคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการปกครองปี 2562 พบว่าในจังหวัดเชียงราย มีจำนวน 96,960 คน โดยแยกออกเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 10% กลุ่มเด็กเยาวชนอายุ18 ปี คิดเป็น18% อายุ18-60 ปี คิดเป็น71% แบ่งเป็นผู้หญิง 54% ผู้ชาย46% จึงเป็นกลุ่มคนที่มีความเปราะบางเป็นอย่างมากต่อสถานการณ์โควิด19 ระบาด มีความจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาและเสริมศักยภาพให้สามารถปรับตัวอยู่ได้ภายใต้สถานการณ์โควิดในระยะยาว

 "โครงการพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ของครอบครัวผู้ไร้สัญชาติใน 4 ชุมชนหลักเพื่อเป็นต้นแบบ เพื่อให้กลุ่มผู้ไร้สัญชาติสามารถปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว ให้สามารถพึ่งตนเองได้ โดยมีแหล่งผลิตอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน และช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ โดยโครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 24 โครงการระยะสั้น ภายใต้โครงการ “การเสริมสร้างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสังคม ความมั่นคงของมนุษย์และการฟื้นคืนสู่สภาพปกติในประเทศไทยในบริบทของการระบาดใหญ่ของ COVID-19″ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังและปกป้องความคืบหน้าเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) ประจำประเทศไทยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่น" นายไกรทอง กล่าว

โดยโครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการใน 4 หมู่บ้าน ชุมชนชาติพันธุ์  ธุ์ลาหู่ ลีซู อาข่า ได้แก่บ้านป่าคาสุขใจ บ้านพนาสวรรค์ บ้านจะบูสี ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง และบ้านเฮโก ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย  โดยได้มอบปัจจัยการผลิตที่เป็นความต้องการของชุมชนและเหมาะสมกับการทำเกษตรบนพื้นที่สูงที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และแหล่งน้ำ เช่นการเลี้ยงไก่กระดูกดำ การเลี้ยงหมูดำ หมูหลุม  และการปลูกพืชผักอาหาร รวมทั้งการปลูกผลไม้ยืนต้น ให้สามารถสร้างแหล่งอาหารในครัวเรือนได้และเป็นแนวทางสร้างรายได้ในระยะยาวได้

นายอาหลู งัวยา ผู้นำหมู่บ้านเฮโกซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู กล่าวว่า ชุมชนได้รับการสนับสนุนจากโครงการฯ ในเรื่องการเลี้ยงหมู เพื่อใช้เป็นอาหารในครอบครัว และเพื่อจำหน่ายได้ โดยในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 สมาชิกในชุมชนยังไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐตามมาตการต่างๆที่ออกมาเท่าที่ควร เพราะบางส่วนไม่มีบัตรประชาชน บางส่วนไม่มีโทรศัพท์และบางส่วนทำไม่เป็น  การที่ พชภ.และ UNDP เข้ามาสนับสนุนให้ชาวบ้านเลี้ยงหมูจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก  การเลี้ยงหมูจะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า เนื่องจากอาหารหลักที่ใช้เลี้ยงหมูคือต้นกล้วย ที่ผ่านมาชาวบ้านบางส่วนได้ปลูกข้าวโพดและใช้สารเคมีทำให้กลายเป็นภูเขาหัวโล้น แต่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกต้นกล้วยแทนทำให้ผืนดินเกิดความชุ่มชื้นเพราะต้นกล้วยสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ดี ทำให้พืชอื่นๆเจริญเติบโตด้วยโดยเฉพาะไม้ผลต่างๆ ทั้งมะม่วง อาโวคาโด ลิ้นจี่ ทุเรียน โดยหมู่บ้านเฮโกเป็นแหล่งต้นน้ำ การส่งเสริมการเลี้ยงหมูจึงเป็นการส่งเสริมให้ฟื้นฟูต้นไม้ใหญ่ในแหล่งต้นน้ำด้วย


ภาพ/ข่าว  ณัฐวัตร ลาพิงค์ / เชียงราย

กาฬสินธุ์ - เขื่อนลำปาวน้ำลด ชาวบ้านนำสัตว์ไปเลี้ยงแทนทุ่งนา เพื่อเพียงพอหน้าแล้ง

ผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วง และสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้ระดับน้ำในเขื่อนลำปาวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสภาพที่เคยเป็นท้องน้ำเกิดสันดอน และกลายเป็นแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์บริเวณกว้าง ให้ชาวบ้านต้อนฝูงวัว ควาย เข้าไปเลี้ยง ขณะที่ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ขอความร่วมมือประชาชนในช่วงหยุดการส่งน้ำ ช่วยกันบำรุงรักษาคูคลองละใช้น้ำอย่างประหยัด

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามสภาพอากาศในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ในช่วงเริ่มต้นเดือนแรกของฤดูฝน พบว่าเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและยังไม่ตกลงมาตามดูกาล ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนจัด ปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำทั่วไป โดยเฉพาะเขื่อนลำปาวเกิดการระเหยและลดระดับลงอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากไม่มีฝนตกลงมาเติมน้ำไหลลงเขื่อน ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเพียง 455 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 23 % จากความจุอ่าง 1,980 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ผลจากระดับน้ำในเขื่อนลำปาวลดลงดังกล่าว ทำให้บริเวณท้ายเขื่อนและริมฝั่ง รวมทั้งส่วนที่เคยเป็นผืนน้ำในฤดูฝน เกิดสันดอนและกลายเป็นทุ่งหญ้า ให้ชาวบ้านต้อนฝูงวัว ควาย ลงไปเลี้ยง บางส่วนชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงปลูกพืชเป็นอาชีพเสริมในฤดูแล้งอีกด้วย

ขณะที่นายฤาชัย จำปานิล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กล่าวว่า ทางโครงการฯ ได้ทำการหยุดส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรรมการบริการจัดการน้ำ และดำเนินการตามปฏิทินปฏิบัติ  เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้ในการอุปโภคบริโภค และการเกษตรกรรม โดยหลังจากหยุดส่งน้ำแล้วก็จะมีการซ่อมแซมคลองส่งน้ำและดูแลขุดลอกตะกอนดิน เพื่อเตรียมความพร้อมของคลองไว้สำหรับการส่งน้ำเพาะปลูกข้าวฤดูฝน ที่จะดำเนินการส่งน้ำในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2564

นายฤาชัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งนี้ เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคแน่นอน อย่างไรก็ตาม อยากจะขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ได้ร่วมกันใช้อย่างอย่างประหยัด เนื่องจากฝนยังทิ้งช่วง ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทั้งนี้ ในส่วนของเกษตรกรผู้ใช้น้ำ เช่น ชาวนา ชาวประมง เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ที่ใช้น้ำจากคลองสายเล็กหรือคลองไส้ไก่ ในช่วงที่ทางโครงการหยุดส่งน้ำดังกล่าว ก็ให้ช่วยกันซ่อมแซมคูคลอง เพื่อน้ำจะได้ไหลสะดวกในช่วงทำการระบายน้ำในโอกาสต่อไป ในขณะเดียวกันทางโครงการได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนรับผิดชอบ ออกสำรวจตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะให้ผู้ใช้น้ำได้รับน้ำอย่างทั่วถึง


ภาพ/ข่าว ณัฐพงษ์  ประชากูล จ.กาฬสินธุ์

นราธิวาส – โจรใต้ตาย 1จับเป็น 2 หลบหนีไปได้ 1 หลังทหารบังคับใช้กฎหมายพื้นที่บาเจาะ

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 11 พ.ค. 64 น.อ.ธงฉาน บุญระเทพ ผบ.ฉก.ทพ.นย.ทร. พ.ต.อ.ดุลมาน แยนา ผกก.สภ.บาเจาะ ได้ร่วมสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษร่วม จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ศูนย์ซักถามและรวบรวมข่าวสาร ฉก.นย.ภต. จำนวน 4 ชุดปฏิบัติการณ์ บังคับใช้กฎหมายในการบุกจู่โจมตรวจค้นเป้าหมาย จำนวน 7 จุด ในพื้นที่ อ.บาเจาะ เพื่อกดดันสมาชิกกองกำลังติดอาวุธในช่วง 10 วันสุดท้ายในช่วงเดือนรอมฎอน หรือ ถือศีลอด ในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่ง 1 ใน 7 เป้าหมาย เป็นบ้านปูน 2 ชั้น เลขที่ 3 ม.9 ต.บาเจาะ ที่เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังกันโอบล้อม ก่อนที่จะแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น แต่คนร้ายที่หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว ได้ใช้อาวุธปืนสงครามและอาวุธปืนพก ยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่จนทั้ง 2 ฝ่ายได้เปิดฉากยิงปะทะกันเป็นระลอกๆนานกว่า 15 นาที

เมื่อเสียงปืนสงบลงเจ้าหน้าที่ได้เคลียร์พื้นที่โดยรอบของบ้านหลังดังกล่าว พบศพนายซูไรดิน กะแต หรือ มะดง อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34/2 ม.5 ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส นอนจมกองเลือดเสียชีวิตอยู่ที่บริเวณด้านในของประตูหลังบ้านดังกล่าว โดยมีอาวุธปืนสงคราม AK102 จำนวน 1 กระบอก ตกอยู่ที่ข้างศพ และมีอาวุธปืนพกขนาด 11 ม.ม. ตกอยู่ห่างจากศพ ประมาณ 5 เมตร จำนวน 1 กระบอก และมีปลอกกระสุนปืนของคนร้าย ตกกระจายเกลื่อนทั่งบริเวณ จำนวนกว่า 100 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบและเก็บรวบรวมหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง

ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว 2 พี่น้อง เจ้าของบ้านพักหลังดังกล่าว คือ นายกูอัฟนัน และนายกูอัมรัน กุพะมา มาทำการสอบสวนในเบื้องต้น พบว่าทั้ง 2 คน ไม่มีปะวัติอาชญากรรมและก่อคดีความมั่นคง เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไปสอบสวนขยายผลที่ศูนย์ซักถามที่ ฉก.ทพ.นย.ทร. และจากการตรวจสอบประวัตินายซูไรดิน ผู้เสียชีวิต เป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบระดับปฏิบัติการ มีหมายจับ ป. วิ  อาญา จำนวน 2 หมาย ซึ่ง 1 ในนั้น ก่อเหตุยิง 2 แม่ลูกเสียชีวิต คือนางนิตยา และน.ส.อัจฉริยา แก่นเรือง เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2561 ส่วนอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบว่า อาวุธปืน AK102 คนร้ายใช้ก่อเหตุดักซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณป้อมจุดตรวจหลัง สภ.บาเจาะ เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2564 และใช้อาวุธปืนดักซุ่มยิงจุดตรวจบาตู ในพื้นที่ ต.ต้นไทร อ.บาเจาะ เมื่อ 8 เม.ย. 2561 ส่วนอาวุธปืนพก ขนาด 11 ม.ม. เป็นอาวุธปืนที่คนร้ายได้ขโมยจากอาสารักษาดินแดนมูฮำหมัดซับรี สาและ ประจำที่ว่าการ อ.บาเจาะ ที่คนร้ายยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 มี.ค.2564 ที่ผ่านมา

ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย คือ อาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธินกำพล แก้วจำรัส อายุ 28 ปี ถูกกระสุนปืนของคนร้ายที่บริเวณข้อมือซ้าย เพื่อนทหารได้นำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลบาเจาะ

และจากการตรวจสอบคนร้ายที่สามารถหลบหนีไปได้ 1 คน คือ นายซูเฟียน ยูโซ๊ะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดกำลังในการติดตามไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด คาดว่าจะหลบหนีไปอาศัยบ้านพักของสมาชิกแนวร่วมหลังใดหลังหนึ่งในพื้นที่รอยต่อกับจุดเกิดเหตุ โดย พ.ต.อ.ดุลยมาน แยนา ผกก.สภ.บาเจาะ ได้สั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ตามจุดตรวจจุดสกัดทุกจุดในพื้นที่ อ.บาเจาะ ตั้งจุดตรวจจุดสกัดในการตรวจสอบยานพาหนะทุกชนิด เกรงจะมีสมาชิกแนวร่วมในพื้นที่นำนายพาหนะมารับหลบหนี ซึ่งการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถตรวจสอบพบนายซูเฟียน ยูโซ๊ะ แต่อย่างใด


ภาพ/ข่าว  แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

จันทบุรี - กองทัพเรือร่วมใจสู้ภัยโควิด-19 กปช.จต. มอบอาหารพร้อมน้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย จำนวน 500 ชุด บรรเทาความเดือดร้อน เขตเทศบาลเมืองจันทบุรี

วันนี้ (11 พ.ค.64) เวลา 1700 กองทัพเรือ โดย กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เดินหน้าจัดกิจกรรม "กองทัพเรือร่วมใจสู้ภัยโควิด-19" เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี โดย พล.ร.ต.ปริญญาธรรม พูลพิทักษ์ธรรม รอง ผบ.กปช.จต.พร้อมด้วย พล.ร.ต.อภิรักษ์ กลิ่นหม่น เสธ.กปช.จต. และจิตอาสาฯ ได้ทำพิธีส่งมอบอาหาร พร้อมน้ำดื่ม และหน้ากากอนามัยจำนวน 500 ชุด ให้แก่ประชาชนชุมชนย่อยที่ 10 เนินเอฟเอ็มและชุมชนย่อยที่ 14 บ้านมั่นคง เขตเทศบาลเมืองจันทบุรี  

โดยมีผู้เแทนจากเทศบาลเมืองจันทบุรี ผู้นำท้องถิ่น พัฒนาชุมชน เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนตามที่พักอาศัย เป็นการลดการแออัด การรวมกลุ่มของคนหมู่มาก เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าว และในวันที่ 12 พ.ค.64 เป็นต้นไป หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้สนับสนุนรถครัวสนาม มาให้บริการประกอบอาหารแจกจ่ายให้กับประชาชนตามชุมชนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมอีกด้วย


ภาพ/ข่าว  ชลาธร  รัตตพลสกุล / จันทบุรี

กาฬสินธุ์ – อดีตพยาบาลสาว สร้างอาชีพสู้ภัยโควิด-19 ผันชีวิตทำเกษตรรายได้เดือนละแสน

อดีตพยาบาลสาวชาวอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ลาออกจากงานผันชีวิตมาทำเกษตรผสมผสาน สร้างอาชีพสู้ภัยโควิด-19 ทั้งเลี้ยงไก่ดำ ปลูกผักหวาน ปลูกไผ่ เลี้ยงด้วงขายสร้างรายได้เดือนละแสน

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีอดีตพยาบาลสาวได้ลาออกจากงานกลับมาบ้าน เพื่อมาทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงลงพื้นที่ไปที่บ้านเลขที่ 252 บ้านโนนสำราญ ม.5 ต.กุดสิมคุ้มใหม่ อ.เขาวง  จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบ้านของ น.ส.ธัญลักษณ์ มหัทธนยศนันท์  อายุ 41 ปี ซึ่งเป็นอดีตพยาบาลที่ลาออกมาทำการเกษตรและเปิดเป็นฟาร์มการเกษตร ชื่อพรเจริญฟาร์ม

โดย น.ส.ธัญลักษณ์ ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ตนทำงานเป็นพยาบาลโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ซึ่งในระหว่างที่ยังทำงานประจำอยู่ก็ได้ลองลงมือทำการเกษตร โดยการปลูกพืชก่อนเป็นอันดับแรกเช่น ปลูกกล้วย ผักหวาน ปลูกไผ่สายพันธุ์ต่างๆ ไว้ที่สวนของตนเองที่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งจะเดินทางกลับมาดูแลสวนทุกๆวันหยุด จาก จ.ชลบุรี-มาที่ อ.เขาวง  จ.กาฬสินธุ์ ทำลักษณะนี้อยู่ประมาณ 2 ปี พบว่า การปลูกพืชอย่างเดียวยังไม่ตอบโจทย์ และรายได้ที่เข้ามายังน้อยมาก ทั้งนี้ที่ผ่านมาเคยศึกษาการเลี้ยงไก่ดำเชื่อว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้อย่างแน่นอน อีกทั้งหลังจากที่ทำงานมาหลายปีตนเองก็รู้สึกว่าเหนื่อยแล้วกับการทำงานที่ทำอยู่ ประกอบกับเป็นคนที่ชอบเรื่องการเกษตรอยู่แล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากงาน กลับมาทำเกษตรแบบผสมผสานอย่างจริงที่บ้าน

น.ส.ธัญลักษณ์ กล่าวต่อว่า จากนั้นจึงลงมือทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างจริงจัง โดยมีพื้นที่ 6 ไร่ แบ่งทำนา 2 ไร่ สระน้ำเลี้ยงปลา 1 ไร่ ปลูกไผ่ 1 ไร่ ส่วนที่เหลือทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์หลายอย่าง ทั้งเลี้ยงไก่ดำ KU ภูพาน ขายลูกอายุ 21วัน ตัวละ 50 บาท อายุ 1 เดือนขายตัวละ 70 บาท อายุ 2 เดือนขายตัวละ 150บาท  ไก่ดำชำแระขายกิโลกรัมละ180 บาท โดยก็มีลูกค้าประจำทั้งต่างจังหวัดและแถวๆใกล้บ้าน ปลูกผักหวานเก็บยอดขาย กิโลกรัมละ 300 บาท และบางครั้งก็จำหน่ายเมล็ดด้วย ปลูกไผ่กิมซุงตัดหน่อขายโดยการชั่งเป็นกิโลกรัมๆละ50บาท เลี้ยงด้วงสาคูขายปลีก กิโลกรัมละ 250 บาท ราคาส่งกิโลกรัมละ 200 บาท

นอกจากนี้ยังเลี้ยงหนูนาหรือหนูพุกขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ซึ่งจะขายเป็นชุด โดยหนูอายุ 3-4 เดือนตัวผู้ 1 ตัวและตัวเมีย 2 ตัว จะขายอยู่ที่ราคา 1,000บาท และขายเป็นหนูเนื้อกิโลกรัมละ 200-250บาท และตอนนี้กำลังวางแผนที่จะเลี้ยงหอยเชอรี่กับปลาไหลเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้มีรายได้ให้เข้ามาตลอดทั้งปี

น.ส.ธัญลักษณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการทำเกษตรผสมผสานและเลี้ยงสัตว์ที่ทำอยู่นั้น นอกจากจะเป็นสร้างอาชีพให้กับตนเองมีงานทำในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว อาชีพนี้ยังลดความเสี่ยงในการทำงานในสถานที่ที่มีผู้คนแอดอัดด้วย อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัวในการสู้ภัยโควิด-19  เฉลี่ยประมาณ 100,000บาท ต่อเดือน ซึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วจะเหลือเก็บเดือนละประมาณ 70,000-80,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่มากพอสมควรในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ซึ่งจะเห็นว่าอาชีพการเกษตรนั้นยังมีเสน่ห์ มีอนาคต และสามารถสร้างรายได้แบบยั่งยืน เฉพาะในยุคโควิดระบาด หากเปลี่ยนวิธีคิด อย่างไรก็ตามสำหรับท่านที่ต้องการสอบถาม หรืองต้องการเข้ามาเยี่ยมชมฟาร์ม ก็สามารถสอบถามได้ทาง Facebook  ไก่ดำ ไก่บ้าน พรเจริญฟาร์ม หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 097-0821444

พร้อมแล้วฉีดเลย! กระทรวงสาธารณสุข สั่งปูพรมฉีดวัคซีนโควิดคนกทม. และพื้นที่ระบาด ไม่ต้องรอดีเดย์ พร้อมแล้วฉีดเลย ด้าน ‘อนุทิน’ ลั่นองค์การเภสัชกรรม ไม่มีค่าหัวคิวซื้อวัคซีนทางเลือก 

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. เวลา 16.30 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนโควิด-19 ว่า เบื้องต้นที่ประชุมจะมีการปูพรมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในพื้นที่ กทม. และพื้นที่มีการระบาด ไม่ต้องรอดีเดย์ พร้อมแล้วฉีดเลย และล่าสุด นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม จะสนับสนุนพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ มีระบบระบายอากาศดี มีที่จอดรถ และการคมนาคมสะดวก ให้เป็นสถานที่ฉีดวัคซีน ตรงนี้ สธ.ก็จะมีการพิจารณา ส่วนการฉีดวัคซีนในพื้นที่อื่นสามารถลงทะเบียนผ่านไลน์และแอพพลิเคชั่น ‘หมอพร้อม’ หรือติดต่อผ่าน อสม. หรือโทรศัพท์ไปที่โรงพยาบาลเพื่อจองคิวรับวัคซีนได้ ทั้งนี้ วันที่ 13 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะไปตรวจเยี่ยมสถานที่ฉีดวัคซีนที่อาคารจามจุรี สแควร์ ด้วย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีมีผู้กล่าวอ้างว่าองค์การเภสัชกรรมหักค่าหัวคิววัคซีนทางเลือก 10% นั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจาก กลไกซื้อขายวัคซีนตามปกติจะต้องมีค่าดำเนินการ ตรวจแล็บ ตรวจคุณภาพวัคซีน ค่าจัดส่ง รวมถึงค่าแวต (vat) เป็นเรื่องปกติ เหมือนกับที่กรมควบคุมโรค สั่งซื้อวัคซีนซิโนแวคจากองค์การเภสัชฯ ก็ต้องจ่ายค่าดำเนินการส่วนนี้ ยืนยันว่าเป็นระเบียบการซื้อขายตามปกติ ไม่มีการคิดค่าหัวคิว และอันที่จริง องค์การเภสัชฯ เพียงเข้ามาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ผลิตวัคซีนกับรพ.เอกชน เท่านั้น เป็นไปตามคำขอที่ภาคเอกชนระบุว่า ไม่สามารถจัดซื้อได้เอง องค์การเภสัชฯ จึงเข้ามาช่วยซื้อ ซึ่งไม่ใช่ภารกิจหลักขององค์การฯ ทั้งนี้ จัดซื้อวัคซีน จะสั่งซื้อตามจำนวน ตามความต้องการของเอกชนทั้งหมด
.
วันเดียวกันนี้ นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข กล่าวถึงการลงทะเบียนฉีดวัคซีนว่า ขอเวลา 2 สัปดาห์ ให้ร่วมกันช่วยลงทะเบียนหมอพร้อมให้กับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเพื่อเข้าถึงการรับวัคซีน โควิด-19 ใช้ในการป้องกันโรคเนื่องจากขณะนี้พบว่า ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการลงทะเบียนเพื่อคนสูงอายุอาจไม่ถนัดเทคโนโลยี หรือพาไปลงทะเบียนผ่าน รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.ชุมชนที่เป็นเจ้าของไข้

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วย รมต.สาธารณสุข ประธานอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนโควิด-19 กล่าวว่า วัคซีนคือเครื่องมือสำคัญที่ลดการสูญเสียและการนอน รพ. วัคซีนแอสตราฯ ซึ่งเป็นวัคซีนหลักนั้นข้อมูลการศึกษาพบว่า ป้องกันการป่วยได้ถึง 76% ในเข็มแรก ลดความเสี่ยงเสียชีวิตได้ถึง 80% และลดการแพร่เชื้อในครอบครัวได้ 50% จึงต้องเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้มากที่สุด รวมถึงวัคซีนของซิโนแวคด้วย แม้จะมีผลข้างเคียงบ้าง แต่น้อยกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีน คือการป่วยหนัก ลดการเสียชีวิตลดการแพร่โรค จะช่วยให้เรากลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ และทำให้ประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/politics/842789

หลงเสนห์สาวไทย! นักดำน้ำชาวเบลเยี่ยม ‘จิม วอร์นีย์’ หนึ่งในทีมกู้ภัยแห่งถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน และนักแสดง ‘The Cave’ ได้ฤกษ์ควงแขนแฟนสาวชาวไทยจดทะเบียนสมรสแบบเรียบง่าย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ว่าการอำเภอศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายจิม วอร์นีย์ นักดำน้ำกู้ภัยแห่งเขานางนอนกับบทบาทนักแสดงใน The Cave ได้ฤกษ์ควงแขน น.ส.ภภัสสร จักกะพาก ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่ง แฟนสาวที่คบหาดูใจกันมาตลอด 1 ปี 7 เดือน เข้าจดทะเบียนสมรสกัน โดยมี นายสุรเชษฐ์ แก้วคำ ปลัดอาวุโสอำเภอศรีราชา เป็นสักขีพยานในครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นการจดทะเบียนสมรสแบบเรียบง่าย ตามที่ทั้งคู่ตั้งใจไว้แต่แรกนั้นเอง

ด้าน น.ส.ภภัสสร จักกะพาก กล่าวว่า เราทั้ง 2 คน พบใจกันที่งานเปิดตัวภาพยนตร์ ของโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งได้คบหาดูใจกันมาตลอด 1 ปี 7 เดือน จึงได้ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกัน โดยตอนแรกจะไปจดที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยตนเองเป็นคนเกิดที่ศรีราชา จึงได้เลือกจดทะเบียนที่อำเภอศรีราชา ซึ่งเป็นการจดทะเบียนแบบเรียบง่าย

สำหรับ จิม วาร์นีย์ นักดำน้ำเบลเยียมแสดงนำในหนังสารคดีเรื่อง “นางนอน” The Cave ภารกิจช่วย 13 ชีวิตหมูป่าออกจากถ้ำหลวง ซึ่งเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกที่มีกำหนดลงโรงฉายทั่วโลกในเดือนกรกฎาคม 2562 โดยมีนายจิม วาร์นีย์ ชาวเบลเยียมเป็นนักแสดงเอกในภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวของการทำงานแข่งกับเวลาเพื่อที่จะช่วยชีวิตนักฟุตบอลเยาวชนจำนวน 12 คน และโค้ช 1 คน ให้ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากถ้ำที่ถูกน้ำท่วมทางภาคเหนือของประเทศไทยที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 โดยที่คนทั่วโลกต้องกลั้นลมหายใจร่วมลุ้นในปฏิบัติการกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือปล่อยทีมหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ซึ่งเป็นถ้ำที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย ในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาเลย ซึ่งแม้ในขณะที่เด็กๆ และโค้ชของพวกเขายังคงเป็นติดอยู่ภายในถ้ำ ก็สามารถดึงดูดความสนใจในการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดี

 

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top