Wednesday, 10 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘สปส.’ ขานรับนโยบายรัฐ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง! ยกระดับศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานครบวงจร

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวถึง การดำเนินการยกระดับศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ว่า ตามที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีนโยบายการพัฒนาระบบสาธารณสุขและหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมด้านการศึกษา สุขภาพ การมีงานทำที่เหมาะสมกับประชากรทุกกลุ่ม ทั้งในระบบและนอกระบบให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงานได้รับรายได้ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพ และกระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายที่สำคัญของกระทรวงแรงงานในปี 2565 ในด้านการบริหารจัดการแรงงานกลุ่มเปราะบาง และคนพิการให้ได้รับสิทธิและความคุ้มครองด้านแรงงาน มีรายได้ที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยตนได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมพิจารณายกระดับศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานทั้ง 5 แห่ง ให้มีความพร้อมในการให้บริการลูกจ้างและผู้ประกันตนแบบครบวงจร เพื่อให้พี่น้องแรงงาน ลูกจ้าง ผู้ประกันตนสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่เป็นภาระต่อสังคม สร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว และกลับมาเป็นกำลังในการช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไปได้

ด้านนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 1 จังหวัดปทุมธานี ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 2 จังหวัดระยอง ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 3 จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 4 จังหวัดขอนแก่น และศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 5 จังหวัดสงขลา ซึ่งดูแลครอบคลุมครบทุกภาคทั่วประเทศ โดยในปี 2564 มีลูกจ้าง/ผู้ประกันตนที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานจนสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ มาเข้ารับบริการ จำนวน 1,251 คน ที่ผ่านมาทั้ง 5 ศูนย์นี้ ได้ทำหน้าที่ฟื้นฟูสมรรถภาพให้แก่ลูกจ้าง ผู้ประกันตนแบบองค์รวม ทั้งฟื้นฟูสภาพร่างกาย ปรับสภาพจิตใจ และฝึกอาชีพให้กับลูกจ้าง สำนักงานประกันสังคม ได้ขานรับนโยบายดังกล่าว โดยพัฒนาศักยภาพของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน ให้มีความพร้อมในการให้บริการลูกจ้างและผู้ประกันตนแบบครบวงจร ทั้งในด้านบุคลากรมีนักสังคมสงเคราะห์คอยให้คำปรึกษา และนักกายภาพบำบัด

 

‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ เตือนภัย!! แนะนำผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลาน เรื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอปพลิเคชันหาคู่ อาจเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อ ถูกมิจฉาชีพหลอกลวง

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยจากแอฟพลิเคชันหาคู่ แนะนำผู้ปกครองควรดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเสี่ยงถูกมิจฉาชีพล่อลวงสร้างความเสียหายในหลายรูปแบบ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีบทบาทช่วยให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงเรื่องการหาคู่ก็เช่นกัน  จึงมีผู้คิดค้นแอปพลิเคชันหาคู่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่   ซึ่งแอปพลิเคชันหาคู่ที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมใช้กัน ได้แก่  Tinder ,Omi ,Bumble เป็นต้น แอปพลิเคชันเหล่านี้จะช่วยจับคู่หนุ่มสาวที่มีความชอบคล้ายๆกัน ให้ได้พูดคุยกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แต่เหรียญก็มักจะมีทั้ง 2 ด้านเสมอ กลุ่มมิจฉาชีพมักใช้โอกาสจากช่องทางนี้ในการหลอกล่อเหยื่อเช่นกัน ซึ่งช่วงที่ผ่านมาได้เกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เหยื่อเป็นเด็กและเยาวชน   ตามที่ปรากฎบนสื่อสังคมออนไลน์และสื่ออื่นๆ หากรูปแบบการกระทำความผิดในลักษณะนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ อาจจะพัฒนาจนเป็นการค้ามนุษย์และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างมากขึ้นได้

ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 65 ในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ ได้มีเด็กหญิงอายุ 14 ปี หายตัวไป จนผู้ปกครองได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน และได้ทำการติดตามค้นหาจนเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 65 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบเด็กหญิงคนดังกล่าวอยู่กับชายอายุ 18 ปี ซึ่งทั้งสองได้พูดคุยกันผ่านแอพพลิเคชัน Litmatch และได้มีการนัดเจอกัน ซึ่งเป็นเหตุให้เด็กหญิงคนดังกล่าวหายตัวไป ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมชายคนดังกล่าวพร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหา กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีฯ และ พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากบิดามารดาฯ ก่อนจะนำตัวส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

และในกรณีเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 64 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ร่วมกันจับกุมตัวชายอายุ 28 ปี ในข้อหา รีดเอาทรัพย์,กรรโชกทรัพย์,    ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ,ทำให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจากหญิงสาวหลายรายว่าได้รู้จักกับผู้ต้องหาผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดังก่อนจะนัดหมายเจอกัน จากนั้นก็ออกอุบายตีสนิท เมื่อคบหากันก็ได้ถ่ายคลิปตอนมีเพศสัมพันธ์ พอผ่านไปสักระยะก็จะขอยืมเงิน หากไม่ยินยอมให้ ก็จะขู่เผยแพร่คลิปดังกล่าว เมื่อฝ่ายหญิงขอเลิกผู้ต้องหาก็จะขอค่าเลิกเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท จะเห็นได้ว่าอันตรายไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงกับเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคน

ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการใช้บริการแอปพลิเคชันหาคู่ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกล่อลวงไปกระทำชำเราแล้ว การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ก็เสี่ยงต่อการถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางที่ผิด หรืออาจถูกนำไปขายต่อบน Dark Web และนำไปใช้ในการกระทำความผิด ทำให้ท่านอาจตกเป็นผู้ต้องหา โดยท่านไม่รู้ตัวก็เป็นได้

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้กำชับและสั่งการไปยังหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย ในการป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท.) และ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ให้เร่งสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องประชาชน ทราบถึงพิษภัยและรูปแบบการกระทำความผิดต่างๆ พร้อมเร่งทำการสืบสวนปราบปรามจับกุม  ผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี เพื่อเป็นการจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นและตัดโอกาสในการกระทำความผิดอย่างจริงจังต่อเนื่องโดยให้มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอฝากเตือนภัยและประชาสัมพันธ์แนะนำผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลาน            ถึงแนวทางการป้องกันหลีกเลี่ยงการถูกล่อลวงผ่านแอปพลิเคชั่นหาคู่ ดังนี้

1.ควรระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ไม่บอกข้อมูลทั้งหมดกับคนที่เพิ่งรู้จัก เมื่อใช้บริการแอปพลิเคชั่นหาคู่ออนไลน์ต่าง ๆ

2.ไม่ควรหลงเชื่อ หรือไว้ใจบุคคลใดง่าย ๆ หากมีความจำเป็นต้องนัดเจอควรมีเพื่อนหรือผู้ปกครองไปด้วยเพื่อความปลอดภัย

3.ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือโทรศัพท์มือถือเพียงลำพัง, ควรพูดคุยทำความเข้าใจถึงขอบเขตการใช้งานว่าแอปพลิเคชั่นไหนใช้ได้บ้างหรือแอปพลิเคชั่นใดควรหลีกเลี่ยง, หมั่นเช็คประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือแอปพลิเคชั่นของบุตรหลานว่ามีการใช้งานที่ไม่เหมาะสมหรือมีการพูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือไม่

4.พึงระลึกไว้เสมอว่า อะไรที่ดีเกินไป เร็วเกินไป มักจะลงเอยไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยง่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์และขอให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ให้ระมัดระวังในเรื่องการมีความสัมพันธ์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์หรือ Chat Application ในรูปแบบต่าง ๆ

 

โฆษก ตร.ห่วงใย! ใช้รถ - ใช้ถนน - ไม่บรรทุกสิ่งของ ความสูงเกินกฎหมายกำหนด "สุดอันตราย" วอนคำนึง "ความปลอดภัย" เพื่อนร่วมทาง

17 ม.ค.65 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า จากกรณีที่มีการแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์ ปรากฏภาพรถยนต์เปิดฝากระโปรงท้าย แล้วบรรทุกถังน้ำขนาดใหญ่ไว้ท้ายรถโดยมีเชือกพันไว้กับตัวรถ นั้น

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยและคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้สั่งการกำชับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศหากพบการกระทำผิดกฎหมาย ให้ดำเนินคดีอย่างเข้มงวดรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัยอย่างสูงสุด

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการกวดขันจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน และด้วยความห่วงใยอยากจะฝากถึงผู้ที่ใช้รถยนต์บรรทุกสิ่งของ หากมีสิ่งของขนาดใหญ่เกินกว่าตัวรถแล้ว ขอให้ปรับเปลี่ยนหรือใช้รถให้ถูกประเภท เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ซึ่งหากใช้รถยนต์บรรทุกสิ่งของเกินตัวรถมากกว่าที่กฎหมายกำหนด อาจเป็นความผิดตามกฎหมาย 

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

มาตรา 18 รถที่ใช้บรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของ จะใช้บรรทุกในลักษณะใดโดยรถชนิดหรือประเภทใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

กฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

ข้อ 1 รถโรงเรียน รถบรรทุก หรือรถบรรทุกคนโดยสาร บรรทุกของได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(3) สำหรับส่วนสูง

(ก) ในกรณีที่เป็นรถบรรทุก รถม้าสี่ล้อบรรทุกของ หรือเกวียน ให้บรรทุกสูงไม่เกิน 3.00 เมตร จากพื้นทาง

(ข) ในกรณีที่เป็นรถอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (ก) ให้บรรทุกสูงไม่เกิน 1.50 เมตร

(ค) ในกรณีที่เป็นรถชนิดที่ผู้ขับขี่อยู่หลังตัวรถ ให้บรรทุกสูงไม่เกินระดับที่ผู้ขับขี่มองเห็นพื้นทางข้างหน้าได้ในระยะตั้งแต่ 3.00 เมตร จากรถ หรือน้อยกว่า

มาตรา 150 ผู้ใด (3) ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 18 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

 

ชลบุรี - สำนักงาน ป.ป.ช.ชลบุรี แถลงข่าวชี้มูล คดีการทุจริตของข้าราชการ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

วันที่ 17 ม.ค.65 นายกิจติพงค์ ขลิบแย้ม ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดชลบุรี เป็นประธานจัดแถลงข่าว คดีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดชลบุรี ดำเนินการ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดรวมทั้งการเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สิน ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในจังหวัดชลบุรี ณ ห้องประชุมแสนสำราญ ชั้น 2 อาคารศูนย์การประชุม โรงแรมบางแสนเฮอริเทจ ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

นายกิจติพงค์ ขลิบแย้ม ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ช. ระดับจังหวัด ดำเนินการแถลงข่าวคดีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดชลบุรี ดำเนินการ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด รวมทั้งการเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สิน ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในจังหวัดชลบุรี เป็นประจำทุกเดือน เพื่อสร้างพลังทางสังคมในการต่อต้านการทุจริต และปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป

สำหรับจังหวัดชลบุรี ได้มีประเด็นการแถลงข่าว 3 เรื่อง ได้แก่ กรณี ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สังกัดเทศบาลตำบลพานทอง ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำการเบิกจ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพของเทศบาลตำบลพานทอง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 – 2557 โดยไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการเบิกจ่าย กรณีที่ 2 อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแสมสาร กับพวกรวม 1 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ออกใบอนุญาตปลูกสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือรื้อถอนอาคาร ในที่ราชพัสดุ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกองทัพเรือ และกรณีที่ 3 อดีตรองนายกเทศบาลตำบลบางเสร่ จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินที่ควรแจ้งให้ทราบ ซึ่งในคดีนี้ ในที่ประชุมได้มีมติให้เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย ซึ่งคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2564 อันมีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบางเสร่ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง จนกว่าจะมีคำพิพากษา)

 

ชลบุรี - ถวายราชสักการะ ‘วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช’ ประจำปี 2565

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 มกราคม 2565 ที่ห้องโถง ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดชลบุรี นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานประกอบพิธีถวายราชสักการะ "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ” ประจำปี 2565 พร้อมด้วยนางสุภาพร เทียนไชย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ เข้าร่วมในพิธีฯ โดยได้ปฏิบัติตามมาตรการ การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

โดยประธานในพิธี ถวายพานพุ่ม ดอกไม้สด จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และอ่านคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี เนื่องในวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประจำปี 2565 เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

 

เพชรบูรณ์ - จัดพิธี ‘วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช’ พร้อมด้วยข้าราชการรัฐ - เอกชน และประชาชน เข้าร่วมพิธีวางพานพุ่มดอกไม้

ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดเพชรบูรณ์ นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พร้อมด้วยข้าราชการ ทหาร ตำรวจ สมาคม ชมรม พนักงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน นักเรียนและประชาชน เข้าร่วมพิธี โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ วางพานพุ่มดอกไม้สด กล่าวคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธี ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงค้นพบศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2376 ณ เนินปราสาทเมืองเก่าสุโขทัยมีจารึกทั้ง 4 ด้าน เนื้อหาของจารึกมี 3 ตอน ซึ่งตอนที่ 1 เล่าถึงพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ใช้คำว่า "กู" เป็นหลัก ตอนที่ 2 ไม่ใช้คำว่า "กู" แต่ใช้คำว่า "พ่อขุนรามคำแหง" เล่าถึงเหตุการณ์และธรรมเนียมในกรุงสุโขทัย และตอนที่ 3 มีตัวหนังสือที่ต่างจากตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ซึ่งน่าจะมีการจารึกขึ้นภายหลังว่า "คนไทยมีศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามมาแต่โบราณกาล" จารึกนี่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกเมื่อปี พ.ศ. 2546

 

เพชรบูรณ์ - เกษตรอำเภอเขาค้อ เยี่ยมเยียนเกษตรกรผู้ปลูกขิง “ราคาขิงตกต่ำ”!!

นางสาวลักขณา พรหมเศรณี เกษตรอำเภอเขาค้อ พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อ เยี่ยมเยียนแปลงปลูกขิง ของนายอัฐพร ลีพัฒนเศรษฐ์ เกษตรกรผู้ปลูกขิง ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ มีอาชีพทำไร่ขิง มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 หรือเกือบ 30 ปีมาแล้ว ในปีนี้ (พ.ศ.2564/65) ปลูกขิงจำนวน 3 ไร่

จากการสอบถามนายอัฐพร ลีพัฒนเศรษฐ์ เกษตรกรผู้ปลูกขิง เกษตรกรให้ข้อมูลว่าปีนี้ราคาขิงตกต่ำอย่างมาก ซึ่งขิงแบ่งได้เป็น 3 เกรด คือ เกรด A เกรด B เกรด C โดยเกรด A เป็นเกรดที่ส่งออกยุโรป เกรด B เป็นเกรดที่ส่งออกประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันขิงเกรด A ราคาเพียง 4.50 บาท/กก. ซึ่งปกติราคาไม่ต่ำกว่า 15 บาท/กก. และหากขายเป็นขิงรวมจะได้ราคา 3 บาท/กก. ซึ่งราคาจะไม่ต่ำกว่า 10-12 บาท/กก.ต้นทุนการปลูกขิงปีนี้อยู่ที่ 50,000 บาทต่อไร่ ผลผลิตประมาณ 9 ตันต่อไร่ ซึ่งถ้าราคาขายขิงรวม 3 บาท จะขายได้เพียง 27,000 บาทต่อไร่ ซึ่งจะขาดทุนถึง 23,000 บาทต่อไร่ เกษตรกรจึงยังไม่ขายผลผลิตเพราะไม่คุ้มต่อค่าแรงเก็บเกี่ยว

 

นราธิวาส - ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นำเหล่าจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ “เราทำความดีด้วยหัวใจ” พัฒนาพื้นที่บริเวณชายหาดค่ายจุฬาภรณ์

ณ อาคารสโมสรร่มเกล้า ค่ายจุฬาภรณ์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส นายอับดุลนัสเซอร์ หะมิ พัฒนาการอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์พร้อมด้วย นางสิริวิมล พงษ์อักษร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส นาวาเอก โยธิน ธนะมูล ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 3 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินกองทัพเรือ/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ และเหล่าบรรดาจิตอาสาร่วมงาน โดยกิจกรรมครั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสได้นำเหล่าจิตอาสาทำความสะอาด ทั้งการเก็บขยะ กวาดขยะ เพื่อพัฒนาพื้นที่บริเวณชายหาดค่ายจุฬาภรณ์     

ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นสถานที่ที่ใช้ในการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 "หลักสูตรพื้นฐาน" (ภาค) รุ่นที่ 1/2565 จำนวน 200 คน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่10 ทรงพระราชทานให้มีการฝึกหลักสูตร จิตอาสา โดยมีผู้แทนจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วยส่วนราชการและภาคประชาชน ซึ่งเป็นรุ่นแรกของจังหวัดนราธิวาส นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวนราธิวาสเป็นอย่างยิ่ง

 

‘กลุ่มจีพีเอสซี’ ร่วมกับ ‘ทัพเรือภาคที่ 1’ และ ‘ศวทอ.’ ส่งมอบหญ้าทะเล เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ณ หาดนภาธาราภิรมย์

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. นำโดย คุณณรงค์ชัย วิสูตรชัย ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสรัฐกิจสัมพันธ์และกิจการสาธารณะ ในฐานะผู้แทนกลุ่มจีพีเอสซี ร่วมกับทัพเรือภาคที่ 1 และศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ศวทอ.) ได้จัดพิธีส่งมอบหญ้าทะเลใน “โครงการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล” ณ บริเวณชายฝั่งหาดนภาธาราภิรมย์ กิจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กองการบินทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นการขยายผลจากโครงการนำร่องปลูกหญ้าทะเล จำนวน 5,000 กอ ในพื้นที่ 3 ไร่ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 โดยในพิธีส่งมอบดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก พลเรือตรี สมประสงค์ วิศลดิลกพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ เป็นประธานในพิธี

หญ้าทะเลถือเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล เป็นแหล่งอาหาร แหล่งขยายพันธุ์ และแหล่งหลบซ่อนศัตรูของสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศป่าชายเลนกับแนวปะการัง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บคาร์บอน นอกจากนี้ หญ้าทะเลยังช่วยป้องกันการพังทลายของชายฝั่งได้อีกด้วย

 

‘คุณสมบัติ’ ประธานกรรมการ อินเตอร์ลิ้งค์ฯ พร้อมด้วย ‘ดร.ชลิดา’ ประธานมูลนิธิ อินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ร่วมมอบของขวัญแทนคำขอบคุณลูกค้าคนพิเศษ!!

คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ พร้อมด้วยดร.ชลิดา อนันตรัมพร ประธานมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ กล่าวต้อนรับกลุ่มลูกค้าคนพิเศษ เพื่อแทนคำขอบคุณที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ของ INTERLINK ด้วยดีเสมอมา ด้วยการมอบที่พักติดชายหาด บรรยากาศผ่อนคลาย แบบ Exclusive ในงาน "INTERLINK THANK YOU VIP 2022" 

โดยในงานมีกิจกรรมความบันเทิง อัพเดทเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังมาแรง รวมถึงมอบของที่ระลึกให้ผู้เข้าร่วมงานมากมาย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2565 ณ โรงแรมเชอราตัน หัวหิน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top