Saturday, 31 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

สิ้น ‘ท่านชายใหม่’ พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล สิ้นชีพิตักษัยอย่างสงบ สิริชันษา 78 ปี

พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล หรือ ท่านชายใหม่ ประสูติเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2490 เป็นพระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับ หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เป็นพระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ารับราชการทหารในหน่วยรบพิเศษ และปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่สำคัญของประเทศ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศทหารหลายตำแหน่ง เคยดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ และมีบทบาทในกิจการสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง ท่านเป็นที่รู้จักในนาม ‘ท่านชายใหม่‘ และมีบทบาททางสังคม การเมือง และความเห็นสาธารณะอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยความคืบหน้าเกี่ยวกับกำหนดการพระราชพิธีและพิธีบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

ถึงเวลาแก้วิกฤตซ้ำซาก "เมื่อ 'กรุงเทพของภาคใต้' จมน้ำ น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่แค่ภัยพิบัติรายปี แต่คือวิกฤตเศรษฐกิจมูลค่านับแสนล้าน สั่นคลอนการค้าชายแดนและโลจิสติกส์ภาคใต้

หาดใหญ่ท่วม = สะเทือนเศรษฐกิจระดับ “หนึ่งจังหวัดใหญ่” ของทั้งภาคใต้

เวลาข่าวขึ้นว่า “น้ำท่วมหาดใหญ่” คนกรุงเทพฯ มักนึกถึงภาพเมืองท่องเที่ยวใต้น้ำ ร้านดังจม ศูนย์การค้าปิด แต่สำหรับคนทำธุรกิจ–ขนส่ง–ค้าชายแดน น้ำที่ท่วมหาดใหญ่ไม่ได้ท่วมแค่ “เมืองหนึ่งเมือง” แต่มันคือการสั่นสะเทือนหัวใจเศรษฐกิจระดับ “กรุงเทพของภาคใต้” ทั้งดวง

1. หาดใหญ่: เมืองเดียว แบกเศรษฐกิจทั้งจังหวัด

ถ้าดูตัวเลข “ทั้งจังหวัดสงขลา” ก่อน จะเห็นภาพชัดขึ้น
ปี 2565 ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา (GPP) อยู่ราว ๆ 254,368 ล้านบาทต่อปี

ในเอกสารของหน่วยงานรัฐและงานวิชาการหลายชิ้น ระบุชัดว่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาไม่ใช่ “ตัวจังหวัดสงขลา” แต่คือ “เมืองหาดใหญ่” ที่เป็นทั้งเมืองการค้า ศูนย์กลางคมนาคม ศูนย์กลางการแพทย์ และเมืองการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้

พูดง่าย ๆ คือ เงินส่วนใหญ่ที่ทำให้ตัวเลข 2.5 แสนล้านบาทของสงขลา “ขยับขึ้น” มันหมุนอยู่ในโซนหาดใหญ่เป็นหลัก

หาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่คือ “เครื่องจักรทำเงิน” ให้กับทั้งจังหวัด และเชื่อมต่อเศรษฐกิจกับมาเลเซีย-ชายแดนใต้ ผ่านการค้าชายแดน ด่านสะเดา-ปาดังเบซาร์ สนามบินนานาชาติ และโครงข่ายรถไฟ-ถนนสายหลักของภาคใต้

2. ถ้าเทียบขนาดเศรษฐกิจ: หาดใหญ่ (สงขลา) vs จังหวัด “เพื่อนบ้านใหญ่” อย่างนครศรีฯ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าหาดใหญ่ “ใหญ่แค่ไหน” ในภาคใต้ ลองเทียบทั้งจังหวัดสงขลา กับจังหวัดใหญ่ที่ใกล้เคียงสุดด้านเศรษฐกิจ คือ นครศรีธรรมราช

สงขลา (ปี 2565): GPP ≈ 254,368 ล้านบาท

นครศรีธรรมราช (ปี 2566): GPP ≈ 194,669 ล้านบาท

หยิบมาเทียบกันตรง ๆ จะได้ประมาณว่า เศรษฐกิจทั้งจังหวัดสงขลา “ใหญ่กว่านครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด” ราว 1.3 เท่า

และในเมื่อ “ตัวเร่งหลักของสงขลา” คือ หาดใหญ่ เวลาน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งใหญ่ มันจึงใกล้เคียงกับภาพประมาณว่า “เมืองเดียวสะดุด = เศรษฐกิจทั้งจังหวัดที่ใหญ่กว่าจังหวัดเพื่อนบ้านทั้งจังหวัด สะดุดตามไปด้วย”

ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้

3. เมืองที่ไม่เคยหลับ: ทำไมหาดใหญ่ถูกเรียกว่า “กรุงเทพของภาคใต้”

คำว่า “กรุงเทพของภาคใต้” ไม่ได้เป็นแค่คำเปรียบเทียบเล่น ๆ แต่เป็นภาพจริงที่เห็นได้จากโครงสร้างเศรษฐกิจของเมืองนี้: เมืองการค้า-ค้าส่ง-ค้าปลีก: ศูนย์การค้า ตลาดกิมหยง ย่านการค้าถนนเสน่หานุสรณ์-ศรีภูวนารถ-ปุณณกันฑ์ ค้าส่งสินค้าไปทั้งภาคใต้ตอนล่าง และต่อไปถึงฝั่งมาเลเซีย

ศูนย์กลางการแพทย์และการศึกษา: โรงพยาบาลใหญ่ทั้งรัฐ-เอกชน มหาวิทยาลัยระดับภูมิภาค โรงเรียนชื่อดัง-โรงเรียนกวดวิชา ดึงกำลังซื้อจากทั้งชายแดนใต้ พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ขึ้นมารักษา/เรียนที่นี่

ชุมทางคมนาคม-การท่องเที่ยวข้ามแดน: จุดเชื่อมรถไฟ รถทัวร์ สนามบินหาดใหญ่ เป็นหลักไมล์สำคัญของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์ที่ขับรถเข้ามาเที่ยวไทย

เวลาเมืองแบบนี้ “ล้มทั้งระบบ” เพราะน้ำท่วม สิ่งที่สะเทือนตามมาไม่ใช่แค่ร้านอาหาร ร้านชาบู หรือห้างหนึ่งห้าง แต่คือการหยุดชะงักของการไหลของคนไข้ การเรียน-การสอบ การขนสินค้า และเงินท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เลือกพักหาดใหญ่เป็น base

4. น้ำท่วมหาดใหญ่ = ความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ความเดือดร้อนชั่วคราว

ถ้ามองในมุมเศรษฐกิจมหภาค น้ำท่วมหาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ข่าวภัยพิบัติประจำฤดูฝน แต่คือ “stress test” ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใน 4 มิติ:

1) ความเปราะบางของเมืองศูนย์กลาง (Hub Vulnerability): เราปล่อยให้เศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่างผูกอยู่กับ “เมืองเดียว” มากเกินไปหรือไม่ เมืองนี้มีระบบป้องกันน้ำท่วม-บริหารความเสี่ยงสมฐานะของมันแล้วจริงหรือยัง

2) ผลกระทบลูกโซ่ข้ามจังหวัด: เมื่อหาดใหญ่สะดุด สินค้าที่จะไปถึง พัทลุง สงขลาอื่น ๆ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ก็สะดุดตาม การไหลของคนไข้ นักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซียที่เข้าเมือง ก็ชะลอตัว

3) ความพร้อมในการ “กลับมาตั้งหลักเร็ว”: เมืองระดับนี้ควรมีแผนฟื้นตัวเร็วแค่ไหน? รัฐ–เอกชน–ท้องถิ่นมีแพ็กเกจช่วยผู้ประกอบการรายย่อย-ค้าปลีก-โลจิสติกส์ เหมือนเวลาเราพูดถึง “ช่วยห้างใหญ่ในกรุงเทพฯ” หรือเปล่า

4) การวางแผนระยะยาวในฐานะเมืองเศรษฐกิจภาคใต้: เมื่อรัฐกำลังวางแผน SEC / IMT-GT / มอเตอร์เวย์หาดใหญ่-สะเดา / แลนด์บริดจ์ ฯลฯ แต่ถ้าตัวเมืองหาดใหญ่เองยัง “จมน้ำง่าย” แบบนี้ ต่อให้โครงสร้างพื้นฐานครบแค่ไหน นักลงทุนก็ถามหาความเสี่ยงก่อนเหมือนกัน

5. ทำไมเราควรพูดถึง “น้ำท่วมหาดใหญ่” ในฐานะเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องสงสารคนใต้

เวลาภัยพิบัติเกิดขึ้น เรามักมองในมุม “ความเดือดร้อนประชาชน” เป็นหลัก ซึ่งถูกต้องและจำเป็น แต่สำหรับเมืองระดับหาดใหญ่ 

เราควรยกระดับคำถามขึ้นไปอีกขั้นว่า: แผนน้ำท่วม-ระบายน้ำ-ผังเมืองของหาดใหญ่ “สมฐานะเศรษฐกิจ” หรือยัง เมืองที่แบก GPP ระดับสองแสนกว่าล้านบาทของจังหวัด ควรมีระบบจัดการน้ำที่คิดไกลกว่าระดับ “รอประกาศสีธงเขียว-แดง” แค่ไม่กี่วันก่อนมวลน้ำมา

รัฐบาลกลางมองหาดใหญ่ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ” ของประเทศหรือยัง ถ้าเรากล้าทุ่มเงินแสนล้านกับรถไฟฟ้า-ทางด่วน-แลนด์บริดจ์ การลงทุนป้องกันเมืองเศรษฐกิจภาคใต้จากน้ำท่วมซ้ำซาก ก็ควรอยู่ในระดับ “เมกะโปรเจกต์ด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ” ไม่ใช่แค่โครงการชลประทานปกติ

เมื่อเศรษฐกิจสงขลาใหญ่กว่านครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด น้ำท่วมหาดใหญ่จึงไม่ได้กระทบแค่คนสงขลา การปล่อยให้ศูนย์กลางแบบนี้จมน้ำซ้ำ ๆ คือความเสี่ยงต่อทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจของภาคใต้.

6. บทสรุป: จาก “เมืองหนึ่งที่ท่วม” สู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เราต้องปกป้อง”

หาดใหญ่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เมืองในข่าวน้ำท่วม แต่คือเมืองที่ทำให้จังหวัดสงขลามีเศรษฐกิจใหญ่กว่าจังหวัดใหญ่ ๆ ข้างเคียงอย่างนครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด เป็นศูนย์กลางการค้า-แพทย์-การศึกษา-คมนาคมของทั้งภาคใต้ตอนล่าง และเป็นหน้าตาของไทยในสายตานักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์จำนวนมหาศาลทุกปี

“เมย์ วาสนา” แฉชัด “ดิว อริสรา” ยังไม่ได้เงินเลยแม้แต่สักงวด จับตาผลลัพธ์หลังครบกำหนด 1 ปี ทิ้งท้ายชัด “ผิดเงื่อนไขมีฟ้องใหม่แน่”

(27 พ.ย. 68) มหากาพย์หนี้สินระหว่าง 'เมย์ วาสนา' กับ 'ดิว อริสรา' ยังคงไม่จบ หลังผู้ว่าจ้าง 'เมย์' เปิดใจครั้งแรกว่า ยังไม่ได้รับเงินชำระหนี้แม้แต่สักงวดเดียว แม้ทั้งสองฝ่ายจะเคยตกลงเคลียร์และเซ็นสัญญาผ่อนชำระเงินจำนวน 62 ล้านบาทไว้ พร้อมระบุว่าจะผ่อนภายใน 1 ปี

'เมย์' เผยผ่านสื่อว่า หลังเซ็นสัญญาและคืนทรัพย์สินตามที่ตกลงกันแล้ว ไม่ได้พบหรือติดต่อกับ 'ดิว' โดยตรง ทุกอย่างดำเนินผ่านทนายความและเอกสารสัญญา และย้ำว่า "เท่าที่เช็กตอนนี้ ยังไม่ได้นะ ยังไม่ได้รับสักงวดเลย" โดยสัญญานี้เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย หากไม่ชำระครบภายใน 1 ปี ฝ่ายเจ้าหนี้จะนำสัญญามาใช้เดินเกมคดีได้

ตั้งแต่ต้นเรื่อง เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่าง 'เมย์' ที่ทำธุรกิจซื้อขายของแบรนด์เนม กับ 'ดิว' คนในวงการแฟชั่นที่ยืมใช้ของหรูและไม่คืนจนตกเป็นหนี้สินรวมกว่า 62 ล้านบาท ต่อมาได้มีการเจรจาและคืนทรัพย์สินบางส่วน พร้อมถอนฟ้องคดีอาญาสำหรับทรัพย์สินที่คืนแล้ว

แม้สถานการณ์ดูเหมือนจะมีทางออก แต่ 'เมย์' เลือกที่จะมูฟออนและโฟกัสธุรกิจตัวเอง ขณะที่ยังรอดูผลการชำระเงินตามสัญญาเพื่อการตัดสินใจในเกมกฎหมายต่อไป ท่าทีนี้แสดงถึงความเข้าใจต่อสถานการณ์ของ 'ดิว' และมุมมองที่ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องของระบบสัญญาและกฎหมาย

ขณะเดียวกัน มีข่าวลือเกี่ยวกับการจ้าง 'ดิว' ไลฟ์ขายของครั้งละ 5 แสนบาท ซึ่ง 'เมย์' ได้ปฏิเสธและชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกับเธอ และมองว่าทั้งสองควรแยกเดินทางทำงานของตัวเองต่อไป เรื่องนี้ยังสะท้อนการตั้งคำถามในสังคมเรื่องเส้นแบ่งระหว่างมิตรภาพ ธุรกิจ และความน่าเชื่อถือในยุคโซเชียล ขณะที่หลายฝ่ายจับตาว่าเมื่อครบ 1 ปี การชำระหนี้จะเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ หรือจะกลับเข้าสู่สนามกฎหมายอีกครั้ง

เผยโฉมเลย์เอาต์ครั้งแรก สนามแข่งรถ F1 กลางกรุงเทพฯ ระยะทางรวม 5.732 กม. รอบจตุจักร กกท. พร้อมเปิดแบบสอบถาม ฟังเสียง ปชช.ก่อนเดินหน้าโปรเจกต์

(27 พ.ย. 68) เฟซบุ๊กกองประชาสัมพันธ์ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โพสต์เชิญชวนประชาชนร่วมตอบแบบสอบถาม “การจัดการแข่งขันรถยนต์ Formula One (F1) ในประเทศไทย” พร้อมเผยรายละเอียดโครงการ Formula One (F1) Thailand Grand Prix 2028 และเลย์เอาต์สนามแข่ง (Track Layout) ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก โดยเสนอใช้พื้นที่ย่านจตุจักรจัดแข่งในรูปแบบสนามถนนเมือง (สตรีตเซอร์กิต)

ตามข้อมูลในแบบสอบถาม ระบุว่าเส้นทางแข่งมีความยาวรวม 5.732 กิโลเมตร วิ่งตามเข็มนาฬิกา ครอบคลุม 8 พื้นที่หลัก ได้แก่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีขนส่งหมอชิตเดิม ตลาดนัดจตุจักร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนจตุจักร สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) พื้นที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบ้านพักรถไฟของการรถไฟฯ โดยโครงการตั้งเป้าจัดแข่งต่อเนื่อง 5 ปี ช่วง พ.ศ. 2571-2575 ปีละ 3 วัน ระหว่างวันศุกร์-อาทิตย์ ในเดือนมีนาคมหรือกันยายน

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางจัดกีฬาและอีเวนต์ระดับโลก สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และพัฒนาศักยภาพบุคลากรกีฬายานยนต์ควบคู่ไปกับนวัตกรรม แต่ก็ยอมรับว่ามีผลกระทบตามมา ทั้งการปิดการจราจรบางส่วนในช่วงก่อสร้างและเตรียมงาน การปิดใช้พื้นที่บางส่วนของสวนสาธารณะ 3 แห่ง การปรับจุดรอรถและเส้นทางเดินรถขนส่งสาธารณะ รวมถึงความไม่สะดวกของผู้ค้า-นักท่องเที่ยวตลาดนัดจตุจักร แม้ในวันแข่งจะยังเปิดตลาดตามปกติเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

กกท.ย้ำว่า การจัด F1 ต้องใช้พื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง จึงจำเป็นต้องสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั้งในมิติ “ความต้องการ” และ “ผลกระทบ” เพื่อนำไปใช้ศึกษาความเป็นไปได้ วางมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนให้เหมาะสม พร้อมเปิดลิงก์แบบสอบถามให้ประชาชนร่วมแสดงความเห็นต่อโปรเจกต์ F1 ไทยแลนด์ก่อนขยับสู่ขั้นตอนต่อไป 

27 พฤศจิกายน ทุกปี ถือเป็น "วันสาธารณสุขแห่งชาติ" รำลึกรัชกาลที่ 6 ทรงก่อตั้ง "กรมสาธารณสุข" เพื่อรวมงานด้านอนามัย สุขาภิบาล การดูแลสุขภาพประชาชนไว้ในองค์กรเดียวกัน

วันที่ 27 พฤศจิกายนของทุกปี คือ "วันสาธารณสุขแห่งชาติ" วันที่สำคัญของระบบสุขภาพไทยที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2461 เมื่อรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อ "กรมประชาภิบาล" เป็น "กรมสาธารณสุข" เพื่อรวมงานด้านอนามัย สุขาภิบาล และการดูแลสุขภาพประชาชนไว้ในองค์กรเดียวกัน

วันสาธารณสุขแห่งชาติสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐในการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างจริงจัง จนกรมสาธารณสุขถูกยกฐานะเป็น "กระทรวงสาธารณสุข" ในปี พ.ศ. 2485 ที่ดูแลทุกมิติสุขภาพคนไทยทั้งป้องกันโรค รักษา และฟื้นฟู

วันแห่งนี้ยังระลึกถึงพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะรัชกาลที่ 5 และ 6 รวมถึงข้าราชการ แพทย์ พยาบาล และ อสม. ด่านหน้าที่เสียสละดูแลชุมชนแต่ละวัน พร้อมตั้งคำถามเรื่องความเท่าเทียมของบริการ สภาพบุคลากร และการใช้จ่ายงบประมาณ

โลโก้คทา-งู-ปีกของกระทรวงสาธารณสุขแทนอำนาจรัฐ ปัญญาทางการแพทย์ และความคล่องตัว ทว่ามีคำถามว่าสิ่งเหล่านี้ยังเป็นจริงในระบบปัจจุบันหรือไม่

จากคำพูดที่ว่า!! ประเทศไทยไม่ต้องมี ‘กัน จอมพลัง’ ก็ได้ แต่วันที่หาดใหญ่จมน้ำ เขายังลุยต่อ พิสูจน์คุณค่าด้วยการช่วยชีวิตจริง ไม่ใช่ด้วยดราม่า ทิ้งคำด่าไว้ข้างหลัง แล้วลงน้ำไปช่วยคนก่อนใคร

(26 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์รวมความสุข ให้กำลังใจ โพสต์ข้อความว่า…ในวันที่เขาถูกบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้”

เดือนที่ผ่านมา…เขาคือคนที่ถูกโจมตีอย่างหนัก ถูกพูดอย่างร้ายแรงว่าประเทศไทย “ไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” คำพูดที่บาดลึก และเหมือนพยายามลบค่าความดีที่เขาทำมาตลอดหลายปี

แต่วันนี้…วันที่หาดใหญ่จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 4 วัน วันที่ผู้คนหลายพันชีวิตติดอยู่ในบ้านตัวเอง วันที่อาหารขาดแคลน ยาไม่พอ คนล้มป่วยกันเป็นแถว วันที่หลายคนรู้สึก “ไม่มีใครจะพึ่งได้”

กลับเป็นวันที่ชื่อของ กัน จอมพลัง ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว พร้อมเสื้อชูชีพและเรือช่วยเหลือแทนคำด่าทอที่เคยเจอ เขาเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด “ลงพื้นที่ และเข้าหาคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเสมอ”

และในบ้านเก่าหลังหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมเขาพบ เด็กผู้หญิงอายุเพียง 7 ขวบ ติดอยู่ในบ้านตามลำพังหลายคืน เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีอาหารพอ ไม่มีใครให้กอด ไม่มีใครปลอบ มีเพียงน้ำท่วม… และความกลัวที่กัดกินหัวใจทุกนาที

วินาทีที่เด็กเห็นเขา มันเกินกว่าคำว่า “ดีใจ” เธอร้องไห้ออกมาสุดเสียง ร้องเหมือนแบกความกลัวไว้หลายคืน ร้องเหมือนเห็น “ผู้ใหญ่คนแรกที่เข้ามาหาเธอ” หลังจากติดอยู่คนเดียว ร้องเหมือนเสียงที่บอกว่า “หนูรอดแล้ว มีคนมาช่วยหนูแล้ว”

และก็เป็น กัน จอมพลัง คนเดิมที่อุ้มเด็กขึ้นจากน้ำอย่างระมัดระวัง เหมือนจะบอกเธอว่า “หนูไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วนะ”

บางครั้ง…คำว่าคุณค่าของคน ไม่ได้วัดจากเสียงดราม่าบนโลกออนไลน์ แต่วัดจากวินาทีที่มนุษย์คนหนึ่งยื่นมือไปช่วย “ชีวิตจริง” อีกชีวิตหนึ่งในวันที่โลกทั้งใบไม่เหลือใครให้พึ่ง

วันนี้ หาดใหญ่หลั่งน้ำตา…แต่ไม่ใช่เพราะน้ำท่วมอย่างเดียว เพราะยังมีคนแบบเขา ที่ยืนลุยน้ำเพื่อช่วยชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่งให้ปลอดภัย

และอาจถึงเวลาแล้ว ที่สังคมจะหันกลับมาถามตัวเองว่า เพราะอะไรเราถึงเคยบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” ?

ศาลให้ประกันตัว อดีตนางเอก ‘ปู มัณฑนา’ วงเงิน 3 แสนบาท คดีฉ้อโกงหลอกลงทุน คอลลาเจน 1.1 ล้าน

(26 พ.ย. 68) ศาลอุทธรณ์อนุญาตปล่อยชั่วคราว "ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ" อดีตนางเอกชื่อดัง หลังโดนพิพากษาคดีฉ้อโกงร่วมลงทุนธุรกิจคอลลาเจนจนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ทว่าเธอต้องวาง "ประกันอิสรภาพ" ด้วยกรมธรรม์วงเงิน 300,000 บาท แทนเงินสดเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล

คดีนี้เกิดจากผู้เสียหายซึ่งเชื่อมั่นในชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของปู ลงทุนเงินกว่า 1.1 ล้านบาท ตามข้อเสนอที่รับประกันผลตอบแทน แต่ธุรกิจคอลลาเจนนั้นไม่มีตัวตนจริงและเงินไม่คืนตามสัญญา ศาลชั้นต้นจึงตัดสินว่าปูมีความผิดฐานฉ้อโกงและสั่งจำคุกทันที

"ประกันอิสรภาพ" ที่ใช้โดยปู เป็นกรมธรรม์ประกันวงเงิน 3 แสนบาท ที่หากจำเลยไม่มาศาลตามนัด, หลบหนี หรือกระทำผิดเงื่อนไข ศาลสามารถเพิกถอนประกันและสั่งปรับตามวงเงินดังกล่าวได้ทันที ทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตนอกเรือนจำตอนนี้ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเข้มงวด

แม้คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ แต่สถานะของเธอคือจำเลยที่ถูกตัดสินแล้ว ความไม่ประพฤติตามเงื่อนไขแค่ครั้งเดียวอาจทำให้ต้องกลับเข้าคุกพร้อมสูญเงินประกันเป็นค่าปรับ ภาพรวมนี้สะท้อนความซับซ้อนของคดีการเงินและภาพลักษณ์ ที่ปู มัณฑนากำลังเผชิญ

กรณีของเธอยังเป็นบทเรียนสำคัญต่อสังคมเรื่องการระวังการลงทุนที่เกี่ยวกับชื่อเสียงคนดัง การรักษาคำพูดและความโปร่งใสของบุคคลสาธารณะ รวมถึงการใช้ "ประกันอิสรภาพ" เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิทธิและการคุ้มครองสังคมในกระบวนการยุติธรรม
 

‘ดร.ธรณ์’ ชี้ใช้ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ แบกน้ำหนักได้เยอะ สู้ลมแรง ส่งสิ่งจำเป็น ‘ยา-นมเด็ก–พาวเวอร์แบงค์’ เข้าสู่พื้นที่เรือเข้าไม่ถึงได้ 

(26 พ.ย. 68) ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ โพสต์ภาพ พร้อมข้อความว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ นี่คือตัวอย่างโดรนที่ใช้ส่งของได้ ผมเพิ่งไปดูมาที่ PTTEP เป็นโดรน 8 ใบพัดที่แบกน้ำหนักได้เยอะ สู้ลมแรงได้ เพราะใช้ส่งของระหว่างแท่นผลิตปิโตรเลี่ยมในอ่าวไทยอยู่แล้ว

เมืองไทยยังมีโดรนเกษตรอีกมากมายที่บรรทุกน้ำหนักได้ หากเราระดมโดรนเข้าใช้ แม้บางช่วงอาจมีฝนตก แต่เมื่อสภาพอากาศเป็นใจ เราสามารถส่งสิ่งที่จำเป็นเข้าไปได้ เช่น ยา นมสำหรับเด็ก หรือแม้กระทั่งพาวเวอร์แบงค์เพื่อการติดต่อสื่อสาร ฯลฯ

อย่างน้อยก็เป็นการช่วยอีกทาง เพราะในบางพื้นที่น้ำเชี่ยวเรือเข้าไม่ได้ อีกทั้งเรายังต้องใช้เรือเพื่อช่วยอพยพผู้คน เรือที่มีจำกัดอาจไม่พอแบ่งไปขนของแจก

เสนอไอเดียนี้ในโหนกระแส ได้รับการตอบรับอย่างเร็ว จนล่าสุดทราบว่าหน่วยงานรัฐอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้ว (ก่อนหน้านั้นบินไม่ได้เพราะติดกฎห้ามบิน)

ทราบว่านายกสมาคมโดรนกำลังระดมความช่วยเหลือ ยังมีโดรนจากอีกหลายองค์กรที่พอนำไปช่วยได้ ใครมีก็ลองประสานกับสมาคมโดรนนะครับ

โดรนขนาดเล็กอาจช่วยในการชี้เป้านำทางเรือให้เข้าไปช่วย สำรวจเส้นทาง หรือแม้กระทั่งติดลำโพงใช้ประกาศแจ้งสถานการณ์และความช่วยเหลือให้คนที่ติดอยู่ทราบ

ยังมีโดรนกันน้ำ/ลงน้ำได้ที่ทราบว่าบางหน่วยงานมีใช้ พวกนั้นใช้ขนของเล็กๆ เช่น ถุงกันเปียกใส่ยาไว้ข้างใน

หรือแม้กระทั่งโดรนติดกล้องอินฟราเรดจับความร้อน ใช้ตามหาผู้ประสบภัยบนหลังคาในเวลาค่ำคืนเพื่อชี้เป้าและส่งความช่วยเหลือเข้าไป

เทคโนโลยีจะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อใช้ช่วยชีวิตคนในยามลำบากที่สุด

มีอุปสรรคมากมาย แต่เพื่อช่วยพี่น้องที่ติดน้ำอยู่ในความสิ้นหวัง เราต้องไม่ยอมแพ้ ต้องหาทุกทาง แม้จะได้ทีละนิดละน้อย เราก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุดครับ

Art Jitthep Trader เปิดมุมมองใหม่ ชวนนักลงทุนเตรียมตัว “ก้าวทันปี 2569” กับคอร์สวิเคราะห์เศรษฐกิจ พร้อมแผนการลงทุนส่งท้ายปี 2568

(26 พ.ย. 68) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ (Art Jitthep Trader) นักวิเคราะห์และ Fulltime Trader ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปีในตลาดหุ้นไทย ทองคำ และ TFEX เปิดคอร์สเรียนออนไลน์ฟรีส่งท้ายปี 2568 เพื่อมอบมุมมองเชิงลึกด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เตรียมความพร้อมให้นักลงทุนก้าวเข้าสู่ปี 2569 ซึ่งถูกจับตามองว่าอาจเป็นปีแห่งโอกาสครั้งใหญ่ในหลายสินทรัพย์

คอร์สนี้จัดขึ้นในรูปแบบ Live Webinar เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมแนวทางการวิเคราะห์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพอร์ตของตนเอง ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านการลงทุนที่นักลงทุนกำลังรอคอยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

ประเด็นสำคัญที่ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้

คอร์สนี้ออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนมือใหม่และมืออาชีพ โดยครอบคลุมหัวข้อสำคัญของปี 2569 ได้แก่:
•เทรนด์เศรษฐกิจโลกปี 2569 อธิบายแบบเข้าใจง่าย เห็นภาพชัด
•วิเคราะห์หุ้นไทย: แนวโน้มฟื้นตัวและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาส
•ทองคำ: จะยังเป็นสินทรัพย์เด่น หรือถึงเวลาพักฐาน
•มุมมองเชิงลึกของ Set50 และตลาด TFEX ปีหน้า
•ปัจจัย “Game Changer” ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด
•บทสรุป 3 สินทรัพย์เด่นที่ควรจับตาในปี 2569

Art Jitthep Trader ขึ้นชื่อเรื่องการสอนที่ “เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง” พร้อมการถ่ายทอดมุมมองจากประสบการณ์ตรงในตลาด ทำให้เนื้อหาทั้งหมดมีความทันเหตุการณ์และนำไปใช้ได้ทันที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top