Friday, 30 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

นาโตเริ่มวางแผนภารกิจ 'อาร์กติก เซนทรี' เฝ้าระวังความมั่นคง ท่ามกลางข้อพิพาทกรีนแลนด์

บรัสเซลส์, 4 ก.พ. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (3 ก.พ.) เจ้าหน้าที่องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวของจีนว่าองค์การฯ ได้เริ่มวางแผนด้านการทหารสำหรับภารกิจที่ใช้ชื่อว่า "อาร์กติก เซนทรี" (Arctic Sentry) เพื่อเสริมสร้างการเฝ้าระวังความมั่นคง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรปในประเด็นกรีนแลนด์ที่ยังคงอยู่ ทว่าไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่ยังยืนยันเกี่ยวกับรายงานก่อนหน้านี้ที่อ้างอิงคำกล่าวของมาร์ติน โอ'ดอนเนลล์ โฆษกกองบัญชาการสูงสุดของกองกำลังพันธมิตรยุโรป สังกัดองค์การฯ ซึ่งระบุว่าการวางแผนสำหรับภารกิจอาร์กติก เซนทรีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยจะช่วยเสริมแกร่งสถานะขององค์การฯ ในภูมิภาคยุโรปตอนเหนือและอาร์กติก

พัฒนาการที่ดีขึ้นมากของไทย ก่อนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อข้อมูล–กติกา–การตรวจสอบ “เข้าถึงได้” มากกว่าเดิม

ในวันที่การเมืองไทยยังถูกเล่าด้วยคำว่า “แตกขั้ว” “ดราม่า” และ “ความไม่ไว้วางใจ” มีอีกด้านหนึ่งที่ค่อยๆ โตขึ้นเงียบๆ และน่าจะเป็นความหวังแบบจับต้องได้ของสังคมไทย—คือ “วัฒนธรรมการเลือกตั้ง” ที่เริ่มขยับจากการเชื่อตาม ไปสู่การตรวจสอบเองมากขึ้น

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (พร้อมการทำประชามติในวันเดียวกัน) จึงไม่ใช่แค่วันหย่อนบัตร แต่คือบททดสอบความเป็นผู้ใหญ่ของระบอบ ว่าเราจะบริหารความเห็นต่างด้วยระบบได้แค่ไหน [1]
1) “ข้อมูลอยู่ในมือประชาชน” มากกว่ายุคก่อน
สัญญาณที่ดีขึ้นชัดที่สุด คือภาครัฐเริ่มผลัก “ข้อมูลเลือกตั้ง” ให้คนตรวจสอบเองได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อผู้สมัคร รายชื่อบุคคลที่พรรคเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไปจนถึงข้อมูลหน่วยเลือกตั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุช่องทางตรวจสอบผ่านเว็บไซต์และแอปฯ (เช่น Smart Vote) อย่างเป็นทางการ [2]

ในทางปฏิบัติ นี่คือการลดช่องว่างอำนาจข้อมูล เพราะเมื่อประชาชนเข้าถึงชุดข้อมูลเดียวกันได้มากขึ้น การตัดสินใจย่อมพึ่งพาข้อเท็จจริงมากกว่าคำบอกเล่าหรือกระแสรายวัน
2) กติกาชัดขึ้น และโยงกับความปลอดภัยมากขึ้น
กติกาไม่ได้อยู่ในความคลุมเครือเหมือนเดิม ตัวอย่างที่เห็นชัดคือแนวทางเรื่อง “ป้ายหาเสียง” ที่เน้นความปลอดภัย ไม่บดบังทัศนวิสัย และไม่กีดขวางการจราจร—สื่อสารตรงๆ แบบเป็นเอกสารอ้างอิงได้ [3]

สารสำคัญไม่ใช่แค่มีข้อห้าม แต่คือการทำให้สังคมเริ่มเข้าใจว่า “การเลือกตั้งที่ดี ต้องไม่แลกด้วยความเสี่ยงและความเดือดร้อนของคนส่วนรวม”
3) ความโปร่งใสเริ่มเป็น “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ความรู้สึก”
ความไว้วางใจในผลเลือกตั้งไม่ได้เกิดจากคำว่า “เชื่อเถอะ” แต่มาจาก “ตรวจได้” การมีระบบรายงานผลรวมศูนย์ให้ติดตามคะแนนได้สะดวกขึ้น (เช่น ECT Score) คือทิศทางที่ถูกต้องในเชิงโครงสร้าง เพราะอย่างน้อยทำให้สาธารณะเห็นว่า การรายงานผลถูกออกแบบให้ตามตรวจได้ในระดับระบบ [4]

แน่นอน ระบบไม่ทำให้ทุกข้อกังขาหายไปทันที แต่การยอมรับร่วมจะเกิดง่ายขึ้น เมื่อคนรู้สึกว่าเกมนี้มีกลไกตรวจสอบจริง ไม่ใช่การเล่าเรื่องฝ่ายเดียว
4) เลือกตั้ง + ประชามติวันเดียวกัน: บทเรียน “จัดการความซับซ้อน” ของประเทศ
รอบนี้ไม่ใช่แค่เลือกผู้แทน แต่มีคำถามใหญ่เรื่องทิศทางรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจเชิงโครงสร้างของประเทศถูกนำมาวางไว้บนคูหาในวันเดียวกับการเลือกตั้ง [1]

ความสำคัญอยู่ตรงนี้: เมื่อสังคมเอาความเห็นต่างมาวางบนคูหา แทนการเอาไปวางบนท้องถนน มันคือพัฒนาการของประเทศ—อย่างน้อยคือการยอมรับว่า ความขัดแย้งใหญ่ต้องถูกตัดสินด้วยกระบวนการ
5) “ไม้บรรทัดมาตรฐานสากล” ช่วยยกระดับความคาดหวังของสังคม
องค์กรติดตามการเลือกตั้งอย่าง ANFREL วิเคราะห์การเลือกตั้งไทยปี 2026 ในกรอบความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของสาธารณะ พร้อมชี้ตัวชี้วัดตั้งแต่ความเท่าเทียมในการแข่งขัน การเข้าถึงการลงคะแนน ไปจนถึงผลที่ตรวจสอบได้ [5]

มจธ. ขยายผลโครงการโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 ผนึก 8 มหาวิทยาลัย ร่วมพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัย รวม 9 แห่ง เปิดตัวโครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการฯ ระยะที่ 1 (เมษายน 2567 – มีนาคม 2568) ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพคนพิการให้เข้าสู่การทำงานจริงและมีรายได้ คิดเป็นร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับตลาดแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จดังกล่าว นำไปสู่การดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายผลในระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่าง กระทรวง พม. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างเป็นระบบ

ในระยะที่ 2 โครงการได้ขยายเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมจาก 300 คน เป็น 370 คนต่อปี และเพิ่มจำนวนหลักสูตรจาก 6 หลักสูตร เป็น 12 หลักสูตร เน้นทั้งการทำงานในสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ โดยมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายเข้าร่วมดำเนินโครงการ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

อินฟอร์มา ประกาศปักธง ProPak Asia 2026 สู่ อิมแพ็คฯ พร้อมเพิ่มพื้นที่อีก 20% ยกระดับสู่อีเวนต์สำคัญของภูมิภาค

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 กล่าวในงาน ProPak Asia Night ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อปักธงให้การจัดงาน ProPak Asia เป็นเวทีอุตสาหกรรมแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจรของภูมิภาคเอเชีย ในสถานที่จัดงานใหม่ และช่วยผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตไทยสู่เวทีโลก พร้อมระดมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิภาครัฐ องค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม เจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจและอนาคตอุตสาหกรรมอาหาร 2026 ว่า อุตสาหกรรมอาหารโลกวันนี้กำลังมุ่งสู่ 3 เทรนด์ใหญ่ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ไม่ใช่แค่มีกิน แต่ต้องมีประโยชน์ ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง (Functional Food) และ โภชนาการที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) จะมีความต้องการมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปที่แม่นยำสูง การผลิตด้วยระบบอัตโนมัติอัจฉริยะขั้นสูง (Hyper-Automation) จะเป็นสิ่งที่เข้ามาเร็วขึ้น 

ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งไทยและภูมิภาคอาเซียนเข้าถึงความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสัมผัสกับเทคโนโลยีการผลิตจากทั่วโลก ทำให้การจัดงาน ProPak Asia 2026 นี้ จะมีความเปลี่ยนแปลง แตกต่าง และตอกย้ำถึงการเป็นงานสำคัญของภูมิภาคมากขึ้น พร้อมเชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจ และ ห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ (Total Value Chain) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ต้นน้ำในการจัดเตรียมและการจัดการวัตถุดิบ กลางน้ำกระบวนการผลิตและแปรรูป และปลายน้ำ การจัดการคลังสินค้าและจัดส่งสินค้า นอกจากนั้นยังได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคมีโอกาสในการเชื่อมต่อ สร้างพันธมิตร และเจรจาธุรกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อตอกย้ำในการเป็นการจัดงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาคอย่างแท้จริง

งานฯ ในปีนี้จึงมีความสำคัญและขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิต ทำให้จำเป็นต้องย้ายจากสถานที่จัดงานเดิมสู่สถานที่จัดงานใหม่ คือ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเพิ่มพื้นที่การจัดงานจากเดิม 55,000 ตารางเมตร เป็น 65,000 ตารางเมตร หรือ เพิ่มขึ้นประมาณ 20% เพื่อรองรับเทคโนโลยีเครื่องจักรขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก และไลน์การผลิตแบบครบวงจรจากบริษัทชั้นนำของโลกที่จะมาร่วมจัดแสดง พร้อมเวทีในการนำเสนอถึงเทคโนโลยี IOT, AI และ Big Data ที่จะนำมาจัดแสดงแบบ Live Working Line ที่สมบูรณ์ที่สุดในเอเชีย ซึ่งพื้นที่ใหม่จะช่วยให้การขนย้ายเครื่องจักรสะดวกขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันขึ้น รองรับผู้จัดแสดงงานและเข้าชมงานจากทั่วโลกได้มากขึ้น 

นอกจากการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเครื่องจักรและโซลูชั่นแล้ว ภายในงาน ProPak Asia 2026 ยังมีการประชุมและสัมมนาสำคัญระดับภูมิภาค (Regional Conferences) โดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คน จากหลากหลายสาขา ทั้งบรรจุภัณฑ์  อาหาร  เครื่องดื่ม   ยา  เครื่องสำอางผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล การทดสอบในห้องปฏิบัติการ การบริหารจัดเก็บคลังสินค้าและโลจิสติกส์ การสัมมนา Global Packaging Forum 2026, Executive Talk: Asian Agri-Food Sector ที่เจาะลึกข้อมูลครอบคลุมภาคเกษตร-อาหาร พร้อมรับมือความท้าทายในปัจจุบัน และสำรวจโอกาสในอนาคต และ Beverage Executive Talk สำหรับผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เพื่อแบ่งปันมุมมองและหารือเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของธุรกิจ ทำให้คาดว่าในปีนี้จะมีผู้ร่วมจัดแสดงงานสูงถึง 2,500 แบรนด์  จาก 45 ประเทศ และมีผู้เข้าเยี่ยมชมงานกว่า 80,000 คน ถือเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการไทยที่พลาดไม่ได้ในการเข้าเยี่ยมชมงานใหญ่ระดับภูมิภาคที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

‘ดร.เจษฎ์’ เผย พรรคประชาชนสร้างภาพ “รักชาติรักเเผ่นดิน หวังโกยคะแนน โค้งสุดท้าย” ชี้ ชัด จุดยืน แก้รัฐธรรมนูญ มีวาระซ่อนเร้น

[สงขลา-หาดใหญ่] 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (เบอร์ 35) กล่าวถึงบทบาทของพรรคการเมืองและทิศทางการเมืองในช่วงหาเสียง โดยย้ำว่าการทำงานของพรรครักชาติไม่ใช่เพื่อมากอบโกยคะแนนเสียงจากประชาชนเพื่อให้มี สส. มากขึ้น หรือเพื่อผลักดันให้ตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนคนไทย เป็นราษฎร และเป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมระบุว่าเมื่อเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกันก็ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจน

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนพยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอภาพว่ากลุ่มคนที่รักเจ้า รักแผ่นดิน และต้องการเชิดชูสถาบันหลักของบ้านเมือง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อคะแนนเสียง โดยมองว่าหากไม่ได้ต้องการคะแนน ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลือง หรือสื่อสารในประเด็นดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคะแนนเสียงที่ได้จากการสื่อสารเรื่องสถาบันฯ จะถูกนำไปใช้สนับสนุนแนวทางใดต่อไป เช่น การแก้มาตรา 112 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุด้วยว่า หากเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถพูดคุยกันได้ว่าจะปรับเรื่องใด แต่หากเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งไปแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 เรื่องของพระราชอำนาจก็จะแก้ไข โดยมีการระดมสรรพกำลังจากหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งกลุ่มนักวิชาการที่มักวิจารณ์แต่ด้านลบของสถาบันฯ รวมถึงกลุ่ม NGO ที่ออกมาเรียกร้องให้เห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่ได้อธิบายให้ชัดว่าสถาบันหลักของบ้านเมืองจะอยู่ตรงไหน

ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการมุ่งกอบโกยคะแนนประชาชน โดยใช้การหลอกลวงทุกอย่าง เพื่ออยากจะเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ก่อนจะออกลาย หางงอก ออกมาในภายหลังว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ซ่อนไว้คืออะไร

“วันนี้พยายามหลบ พยายามซ่อน แต่มันซ่อนไม่มิดหรอกครับ เพราะการกระทำทุกอย่าง แม้กระทั่งยืนเคารพธงชาติ ผมอยู่ในเหตุการณ์ครับ พวกเราทุกคนก็ยืนตามปกติ เอามือไปซ่อนไว้ข้างหลังทำไม” ดร.เจษฎ์กล่าว

‘กลุ่มธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม’ ปลุกคนไทยโหวตไม่เห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ ลั่น "อย่าเปิดบ้านรับโจร-เซ็นเช็คเปล่า" ให้ใคร หวั่นเปิดช่องนิรโทษกรรม – เซาะกร่อนบ่อนทำลาย

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 "กลุ่มธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม" ออกแถลงการณ์ เรื่อง  ไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยระบุว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังเป็นวันออกเสียงประชามติ "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560"  ก่อให้เกิดคำถามว่าประชาชนชาวไทยควรจะออกเสียงประชามติในครั้งนี้ อย่างไร เนื่องจากยังไม่รู้ ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับเดิมไม่ดีอย่างไร ร่างใหม่จะเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงอะไร ประชาชนได้ประโยชน์อะไร สามารถแก้เป็นรายมาตราได้แต่ทำไมต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ  

กลุ่มธรรศาสตร์พิทักษ์ธรรม มีความเห็นต่อประชามตินี้ว่า เป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงหลักการของประเทศ ล้มล้างกติกาการตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริต เปิดทางให้มีการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความเป็นชาติ สถาบัน ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี การทำประชามติเกิดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มลัทธิการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างชาติที่ต้องการครอบงำประเทศไทยให้เป็นเสมือนอาณานิคมใหม่ เพื่อจะได้แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากร และสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีแรงหนุนจากนักการเมืองที่จะได้ประโยชน์ส่วนตนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ กลุ่มฯ จึงขอแสดงจุดยืนต่อการทำประชามติครั้งนี้ ดังต่อไปนี้

“ ไม่เปิดบ้านรับโจร ” คำถามประชามติครั้งนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อลัทธิการเมืองที่เอื้อประโยชน์ต่อต่างชาติที่ให้ทุนสนับสนุนกลุ่มการเมืองเพื่อครอบงำประเทศไทย เปิดทางให้มีการบ่อนทำลายชาติ ล้มล้างสถาบันหลัก เพื่อจัดตั้งโครงสร้างประเทศใหม่ กลุ่มที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้แต่โฆษณาต่อประชาชนว่ารัฐธรรมนูญเดิมไม่ดี ไม่เป็นประชาธิปไตย ควรมีฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน ล้วนเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ลวงให้คนคล้อยตาม เสมือนขบวนการสแกมเมอร์ที่หลอกให้หลงเชื่อเพื่อปล้นสมบัติของเหยื่อไป เป็นเพียงวาทะกรรมที่สร้างขึ้นตามหลักจิตวิทยาสังคมที่ประเทศมหาอำนาจใช้แทรกซึมและล้างสมองให้คล้อยตาม ดังมีตัวอย่างให้เห็นมากมายในหลายประเทศที่กลุ่มลัทธิเหล่านี้อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองและนักการเมืองจนนำประเทศไปสู่การล่มสลาย เป้าหมายหลักคือจัดกติกาประเทศใหม่ เพื่อปูทางสู่การครอบงำผ่านพรรคการเมืองที่คอยรับใช้

“ ไม่โอนจ่ายเช็คเปล่า ” คำถามประชามติครั้งนี้เป็นการมอบอำนาจให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร นักการเมืองที่มีคดีทุจริตก็คงผลักดันให้มีการแก้ไขบทกำหนดโทษ นิรโทษกรรมผู้ที่หนีคดีไปต่างประเทศ ข้อกำหนดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จะหายไป บรรดาลัทธิเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ก็คงผลักดันให้มีการแก้ไขในหมวด 1 และ 2  เพื่อเปิดบ้านรับโจรได้อย่างสะดวก องค์การอิสระต่างๆ ที่คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐและนักการเมือง รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก็คงจะถูกเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาเพื่อนำพรรคพวกมาสมคบคิดกัน ลดทอนบทบาทลง แม้จะมีการกำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็เชื่อได้ว่าคงมีกระบวนการที่จะคอยชี้นำการร่าง แม้จะมีการทำประชามติรอบสองและรอบสาม แต่ก็เป็นเพียงจุดขายตามหลักการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะผู้ออกเสียงส่วนหนึ่งจะคล้อยตามวาทะกรรมล้างสมองที่จะตามมาสารพัด และจะนำไปสู่ความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง จึงเสมือนการออกเช็คเปล่าให้เค้าเหล่านั้นไปเติมจำนวนเงินเอง

ถามภาษีนี้เพื่อใคร….กับประกาศราชกิจจาฯให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้

วันนี้เอย่าสายแทบไหม้เมื่อมีคนโทรมาถามว่ารู้เรื่องราชกิจจาประกาศว่าให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้ หรือยัง  ฟังเผินๆเอย่าก็บอกว่าไม่มีอะไรนี่  ทุกวันนี้เด็กต่างด้าวที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ก็เรียนในโรงเรียนรัฐได้อยู่แล้ว  แต่ประเด็นคือ ประกาศนี้เป็นการระบุว่า การเล่าเรียนนี้เป็นการเล่าเรียนฟรีในส่วนของค่าเล่าเรียน โดยเด็กเหล่าจะนี้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 15 ปี โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน

พอมาย้อนดูประวัติว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากไหนก็จะพบว่า เรื่องประกาศ “ราชกิจจานุเบกษา” ให้สถานศึกษารับเด็กต่างด้าว-ไร้ทะเบียนราษฎร์-ไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนได้ นั้น มีรากฐานมาจาก มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทย ที่ยืนยันสิทธิทางการศึกษาให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสเข้าศึกษา ไม่ว่ามีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม โดยมติครม. ดังกล่าวมีมาตั้งแต่ ปี 2548 โดยเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นผลจากมติของ “คณะรัฐมนตรี” ซึ่งมักประกอบไปด้วยหลายพรรคที่เป็นรัฐบาลในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่มี ส.ส. จากพรรคต่าง ๆ เป็นแกนนำ (เช่น พรรคเพื่อไทยในอดีต) และมีการผลักดันเรื่อง “การศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All)” ให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และมีการอ้างเจตนารมณ์นี้ในบริบทด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก

ต่อมามีพรรคการเมืองที่เข้ามาสนับสนุนเพิ่มก็คือ พรรคก้าวไกล โดยมี ส.ส. พรรคร่วมกันเสนอให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” เพื่อติดตามปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์/ไม่มีสัญชาติไทย สะท้อนแนวคิดให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยไม่ได้ดูที่สถานะเอกสารของเด็กอย่างเคร่งครัด ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือ พรรคไทยสร้างไทย ที่มีนโยบายในภาพรวมเกี่ยวกับการพัฒนาโอกาสด้านการศึกษา แต่ยังไม่มีการเน้นหรือเสนอเป็นกิจกรรมเฉพาะด้านเรื่องสิทธิเด็กไร้เอกสารแบบที่พรรคก้าวไกลเสนอในสภา

 ‘ไทยก้าวใหม่’ เดินหน้าเจาะฐานเสียงคนรุ่นใหม่ ลุยพื้นที่หน้า ม.อุบลราชธานี ‘ดร.ศักย์’ นำทีมเปิดตัวผู้สมัครเขต 2 ชูนโยบายเด็ด “ปลดหนี้ กยศ. - เรียนฟรีถึงปริญญาเอก” 

(อุบลราชธานี) — เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย นายไตรรัตน์ มิ่งเมือง ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ นำทัพลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายธัชชัย คมขำ ผู้สมัคร สส. พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 2 เบอร์ 10 โดยได้ลงพื้นที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของนักศึกษาและวัยรุ่นในพื้นที่

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก ทีมงานพรรคไทยก้าวใหม่ได้เดินพบปะพูดคุยกับกลุ่มนักศึกษาและพ่อค้าแม่ค้าบริเวณหน้ามหาวิทยาลัย เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายหลักของพรรคที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านการศึกษาและหนี้สินของคนรุ่นใหม่

ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี กล่าวเน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญที่พรรคตั้งใจผลักดันเพื่ออนาคตของเยาวชนไทย คือ “นโยบายปลดหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)” โดยระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่ต้องการให้เด็กจบใหม่เริ่มต้นชีวิตการทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน เพื่อให้ “ชีวิตดีไม่ติดลบ” สามารถนำรายได้ไปสร้างเนื้อสร้างตัวและหมุนเวียนเศรษฐกิจได้จริง

‘บิ๊กกุ้ง’ ตอบชัด! ทหารมีไว้ปกป้องคนไทย รวมถึงคนถาม “มีทหารไว้ทำไม?” ไม่งั้นเขมรอาจบุกถึงโคราช

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมกับสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เขตพิษณุโลก และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติ “นักรบผู้กล้าทหารผ่านศึก” เพื่อสดุดีทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติ ทั้ง 42 นาย ในสมรภูมิชายแดนไทย - กัมพูชา เนื่องในวันทหารผ่านศึก ที่เวทีกลาง สวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ จ.พิษณุโลกโดยมีหน่วยงานราชการ สมาคม ชมรม สื่อมวลชน นักศึกษาประชาชนม อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และอดีตทหารร่วมกิจกรรมสดุดีวีรกรรมทหารกล้า

บรรยากาศในงานมีการนำรูปวีรชนนายทหารกล้า จำนวน 42 นาย มาตั้งเอาไว้ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้วางดอกไม้ไว้อาลัยให้กับทหารกล้าทุกนาย เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพในความเป็นวีระบุรุษ ที่ยอมสละชีวิตและเลือดเนื้อปกป้องอธิปไตยชาติไทยเอาไว้ ส่วนบนเวทีมีการแสดงร้องเพลงปลุกใจของวงดนตรี หมวดดุริยางค์ มณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมกับวงดนตรีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคเหนือ มีการแสดงโขน ของโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยนเรศวร และการแสดงขับร้องประสานเสียง โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม

และมีการ Video conference กับ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่2 (แม่ทัพกุ้ง)ผ่านจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่บนเวที พร้อมได้พูดคุยกับผู้ที่มาร่วมในบริเวณดังกล่าว

โอกาสนี้แม่ทัพกุ้ง -พล.อ.บุญสิน ได้เล่าเรื่องราว ช่วงที่ยังคงดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการทำงานชายแดนว่า อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ดูแลทหารและครอบครัวทหารด้วย

แผนล้อมกรอบอิหร่านสะดุด! ‘ธีระชัย’ ชี้เป้าจุดอ่อนกองทัพสหรัฐฯ ขาดฐานเติมน้ำมัน-เสี่ยงเจอจรวดจีน ซ้ำมีข่าวลือจีนขนอาวุธหนุนอิหร่าน 16 เที่ยวบิน พร้อมซ้อมรบรัสเซียข่มขวัญ

(3 ก.พ. 69) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Thirachai Phuvanatnaranubala’ ว่า เดาใจทรัมป์

ทรัมป์ 2.0 พบว่า นโยบายต่างประเทศ อิสระจากรัฐสภา มากกว่านโยบายในประเทศ  ในการเคลื่อนกองเรือบรรทุกเครื่องบินครั้งนี้ น่าสงสัยว่า เขาฝากความหวังไว้กับมอสสาด หน่วยราชการลับอิสราเอล 

มอสสาด ติดตามสัญญาณมือถือของผู้นำฮามาส กำจัดได้เป็นรายตัว
มอสสาด แทรกซึม supply chain ฝังระเบิดไว้ในเพจเจอร์ แล้วจุดชนวน ทำลายกลุ่มฮิสบอเลาะห์
มอสสาด สอดแนม ภายในฐานทัพอิหร่าน จนสังหารแขกที่ไปพัก
มอสสาด ติดสินบนคนใกล้ชิดนายทหารอิหร่าน และนักนิวเคลียร์ ยิงจรวดได้เข้าเป้าแต่ละบ้าน
มอสสาด ทำให้เห็นว่า ระบบปลอดภัยของอิหร่าน มีรูพรุน ยิ่งกว่าเนยแข็งสวิส

แต่อาจมีปัจจัย ที่ทำให้ทรัมป์ลังเล?
รูป 1 มีข่าวว่า จีนให้ข้อมูลดาวเทียม ที่แสดงฐานทัพสหรัฐ ภาพคมชัดละเอียด 
รูป 2-3 ข่าว 20 ม.ค. กองทัพจีนส่งเครื่องบินขนอุปกรณ์ให้อิหร่าน 16 เที่ยวบิน ภายในเวลาเพียง 56 ชั่วโมง
เครื่องบินปิดสัญญาณบอกตำแหน่ง เมื่อบินเข้าตะวันออกกลาง
สำนักข่าวตะวันตกไม่ได้ยืนยันข่าวนี้ 

รูป 4 น่าสงสัยว่า จีนส่งจรวดพิฆาตเรือบรรทุกเครื่องบิน Dong Feng 21D หรือไม่?
ลำพังเทคโนโลยีอิหร่าน โอกาสที่จะยิงถูกเรือบรรทุกเครื่องบินมีน้อย
แต่เทคโนโลยีของจีนล้ำหน้า

ระยะยิงเริ่มตั้งแต่ 500 กม สูงสุด 2,150 กม และสามารถเปลี่ยนวิถีหลบหลีกจรวดสกัดได้
รูป 5-6 จีนแสดงจรวดนี้ในพิธีสวนสนามหลายครั้ง และรถฐานยิงก็มีขนาดเล็ก แอบหลบได้ง่าย 
รูป 7 จรวดวิถีโค้ง ออกไปนอกชั้นบรรยากาศ มีเจ็ต 4 ด้านเพื่อปรับทิศทาง ก่อนจะวนกลับเข้าชั้นบรรยากาศ
รูป 8-9 มีระบบ radar guidance จับเป้าหมาย ก่อนจะแยกตัว จนเหลือหัวจรวดขนาดเล็กนิดเดียว
รูป 10 ปัญหาของสหรัฐอีกประการหนึ่ง คือจะใช้จุดใดเป็นฐาน สำหรับขนน้ำมันขึ้นฟ้า

การโจมตี กรุงเตหะราน ซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศอิหร่าน
สำหรับทางเข้าหมายเลข 1 ผ่านอาเซอไบจัน และหมายเลข 2 จาก เรือบรรทุกเครื่องบินที่ลอยลำอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น 

สหรัฐจะไม่สามารถใช้ฐานทัพในจอร์แดน เป็นแหล่งเติมน้ำมันได้ เพราะอิหร่านจะถือว่าจอร์แดนเป็นผู้ร่วมรบ จึงน่าจะต้องใช้ฐานทัพของอังกฤษ ในเกาะไซปรัส เป็นแหล่งปล่อยเครื่องบิน และขนน้ำมัน

แต่ครั้งที่แล้ว ซึ่งทรัมป์ ใช้เครื่องบินล่องหนบินมาจากสหรัฐ ก็น่าจะใช้ทางเข้าหมายเลข 1 หรือหมายเลข 2 ดังนั้น ถ้าจะเกิดการโจมตี โดยใช้ทางเข้าเดิม อิหร่านก็คงจะคอยเฝ้าระวังอยู่แล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top