Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

‘อินเดีย’ กลับมาเปิดเที่ยวบินตรงสู่จีนอีกครั้ง พร้อมให้บริการเส้นทาง ‘โกลกาตา–กว่างโจว’ ช่วยกระชับสัมพันธ์–หนุนเศรษฐกิจสองประเทศ หลังระงับไปกว่า 5 ปี ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 กระหน่ำ

(27 ต.ค. 68) เจ้าหน้าที่ทางการอินเดียเปิดเผยว่าอินเดียกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงสู่แผ่นดินใหญ่ของจีนอีกครั้งเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังระงับไปนานกว่า 5 ปี โดยกลับมาเริ่มให้บริการที่ท่าอากาศยานนานาชาติเนตาชี สุภาษ จันทระ โพส ในเมืองโกลกาตา รัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งมีเที่ยวบินมุ่งหน้าไปยังเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน

ทางท่าอากาศยานฯ รายงานว่าเที่ยวบินดังกล่าวหมายเลข 6อี1703 (6E1703) ให้บริการโดยสายการบินอินดิโก (IndiGo) มีผู้โดยสารเดินทาง 176 คน 

โดยในช่วงก่อนหน้านี้ช่วงเดือนตุลาคม ปีเตอร์ เอลเบอร์ส (Pieter Elbers) ซีอีโอของอินดิโก เปิดเผยว่า การกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงครั้งนี้จะช่วยให้การเดินทางของผู้คน สินค้า และแนวคิดเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เที่ยวบินตรงระหว่างอินเดียกับแผ่นดินใหญ่ของจีนเคยเปิดให้บริการจนถึงช่วงต้นปี 2020 ก่อนจะถูกระงับเนื่องจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

 

‘ฟีฟ่า’ ลดธงชาติไทย และธงทุกสมาพันธ์ ลงครึ่งเสา เพื่อร่วมอาลัยต่อการสวรรคตของ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

(27 ต.ค. 68) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) แจ้งต่อ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ถึงการร่วมแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยการลดธงชาติไทย รวมถึงธงของสหพันธ์ของทุกทวีปลงครึ่งเสา ณ สำนักงานใหญ่ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ณ เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ส่งหนังสือแจ้งต่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และ สมาคมสมาชิกทั้ง 211 ประเทศ ถึงการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ก่อนที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จะร่วมแสดงความอาลัย ต่อเหตุการณ์โศกเศร้าครั้งนี้ ของประเทศไทย และ ของปวงชนชาวไทย ด้วยการลดธงชาติไทย และ ธงของทั้ง 6 สหพันธ์ลงครึ่งเสา 

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ นำโดย “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และ คณะผู้บริหารทั้งหมด ขอขอบคุณ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ด้วยใจจริง ที่นำโดย จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ต่อการแสดงออกถึงความอาลัยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ยังขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘ศ.ดร.อภิรัฐ’ เล่าย้อนอดีต ‘ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ’ ศูนย์แพทย์ที่ช่วยชีวิตคนอีสานนับแสน เผยเบื้องหลังการก่อสร้างเคยชะงักหลายปี แต่สำเร็จได้เพราะ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

(27 ต.ค. 68) ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ศาสตราจารย์อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร” เกี่ยวกับ…ถ้าไม่มีศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันนี้?

เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ประชากรภาคอีสาน มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งคนแก่และเด็ก!

อดีตลูกน้องผมคนหนึ่ง เป็นโรคหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด ที่มีพ่อแม่เป็นเพียงคนสวนของ มข. และไม่มีความสามารถที่จะพาลูกไปรักษาที่ กทม …ซึ่งตอนนั้น ทั้งภาคอีสานก็ไม่มีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจเลย …แต่วันนี้ เขายังมีชีวิตที่สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้เพราะได้รับการผ่าตัดรักษาหัวใจจากศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยค่าใช้จ่ายไม่กี่บาท

ในสมัย รศ.นพ. นพดล ทองโสภิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ รศ.นพ. เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แพทย์ผ่าตัดหัวใจมือหนึ่งของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ได้มีนโยบายจัดตั้ง ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ ที่จะมีเครื่องมือที่ทันสมัยและรองรับผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ไม่ต้องรอการผ่าตัดที่ใช้เวลาการรอที่ยาวนาน เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของประชาชนชาวอีสาน โดยได้รับพระราชทานนามว่า “ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

ในสมัย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านต่อมา จึงได้เริ่มก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ แต่เกิดปัญหาการตีความทางกฎหมายทางด้านการก่อสร้าง จนเป็นเหตุให้เกิดฟ้องร้อง ส่งผลให้การก่อสร้างชะงักอยู่หลายปี แม้ว่าทั้งฝ่ายผู้รับเหมาและฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยจะพยายามแก้ปัญหา แต่ยิ่งเวลานานขึ้น ก็ส่งผลให้ปัญหาการก่อสร้างมีความซับซ้อนมากขึ้น …แน่นอน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ “ผู้ป่วยโรคหัวใจ” !!! ที่รอการรักษาและผ่าตัดในอาคารและเครื่องมือที่ทันสมัย!!!

ในสมัย รศ.ปริญญา จินดาประเสริฐ อธิการบดีคนต่อมา ที่มี พลตำรวจเอกเภา สารสิน ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนั้น ได้รับพระราชกระแสผ่านข้าราชบริพารของสมเด็จพระนางเจ้าฯ อย่างไม่เป็นทางการ ว่า …พระองค์ทรงรอที่จะมาทำพิธีเปิดศูนย์หัวใจสิริกิติ์…(จำคำที่ถูกต้องไม่ได้) ..แต่เชื่อกันว่า พระองค์ทรงทราบดีว่า มีผู้ป่วยหลายคนที่ต้องเสียชีวิตระหว่างมารอเปิดศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ!!!!
.
สภามหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ขอให้คุณสุนทร อรุณานนท์ชัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วยดำเนินการเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน ซึ่งคุณสุนทร อรุณานนท์ชัย ได้ประสานขอความช่วยเหลือจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ..แน่นอนครับว่า พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ช่วยเหลืออย่างทันที ด้วยการเชิญผู้รับเหมาและผู้บริหารมหาวิทยาลัย มาพูดคุยหาข้อตกลงกันจนสามารถก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนสำเร็จลุล่วง …ทำให้สามารถรักษาและผ่าตัดรักษาผู้ป่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นพสกนิกรของพระองค์ท่านฯ ร่วมแสนคนในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้เขาทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้เป็นที่รักของครอบครัวจำนวนไม่รู้เท่าไหร่

ผมจึงฝากคำถามว่า …หากไม่มีพระราชกระแสของสมเด็จฯ ที่มีความเป็นห่วงสุขภาพของคนอีสาน ในวันนั้น ..การก่อสร้างอาจจะต้องยืดเยื้อไปอีกหลายปี…แล้วจะมีผู้เสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างจำนวนมากมายเท่าใด?

นั่นจึงเป็นเหตุใดว่า ทำไมผมและพสกนิกรชาวไทยส่วนมากจึงรักและอาลัยต่อข่าวการเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่านครับ
 

‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมยกย่องพระราชกรณียกิจ ส่งเสริมมิตรภาพจีน–ไทย ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในนามของรัฐบาลจีนและประชาชนชาวจีน ประธานาธิบดีแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชนชาวไทย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นที่เคารพรักอย่างสูงยิ่งในหมู่ราชวงศ์และประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงส่งเสริมมิตรภาพจีน-ไทยอย่างแข็งขัน และเสด็จฯ เยือนจีนในพระนามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีคุณูปการอันใหญ่หลวงในการส่งเสริมมิตรภาพ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เราจะรำลึกถึงพระองค์ตลอดไป

 

ทำเนียบขาวเผยกรอบ ข้อตกลงการค้า ‘ไทย–สหรัฐ’ ชี้ไทยต้องซื้อเครื่องบิน–เกษตร และพลังงานอเมริกา 2 หมื่นล้านดอลล์

(27 ต.ค. 68) ทำเนียบขาวเผยรายละเอียดกรอบความร่วมมือทางการค้าไทย–สหรัฐ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ระบุว่า ทั้งสองประเทศได้บรรลุ “ข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน” เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยไทยเตรียมจัดซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐ รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นดีลการค้าครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี

ข้อตกลงนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดตลาดให้ผู้ส่งออกทั้งสองประเทศเข้าถึงซึ่งกันและกันได้มากขึ้น ไทยจะยกเลิกข้อจำกัดด้านภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐกว่า 99% ขณะที่สหรัฐยังคงอัตราภาษีตอบโต้ตามกรอบเดิม พร้อมทั้งร่วมมือแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การนำเข้ารถยนต์ การรับรองสินค้าเกษตร และการปรับกฎหมายศุลกากรให้โปร่งใส

ด้านสหรัฐและไทยยังตกลงเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานสากล เสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการปลอมแปลงลิขสิทธิ์ รวมถึงเปิดเสรีด้านดิจิทัล ห้ามเก็บภาษีบริการออนไลน์ และอนุญาตให้ข้อมูลถ่ายโอนข้ามพรมแดนได้อย่างเสรี

ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบดีลระหว่างภาคเอกชน โดยไทยจะจัดซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐปีละ 2.6 พันล้านดอลลาร์ พลังงานมูลค่า 5.4 พันล้านดอลลาร์ และเครื่องบินสหรัฐกว่า 80 ลำ รวมมูลค่ากว่า 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะลงนามอย่างเป็นทางการภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

รองจเรตำรวจแห่งชาติรับข้อมูลคนหายจากการถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งสแกมเมอร์ประเทศเพื่อนบ้าน จากมูลนิธิกระจกเงา

สืบเนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามแต่งตั้ง "คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี" ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รอง ผอ.ศปอส.ตร. ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และ
เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้ (27 ตุลาคม 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ  ในฐานะหัวหน้าอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้รับมอบหนังสือจากมูลนิธิกระจกเงา โดย นางสาวกนกวรรณ พูลเพิ่ม รองหัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา และ นางสาวศิริพร ติวสร้อย หัวหน้าเวรรับแจ้งเหตุคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ในเรื่องของข้อมูลคนหายที่พบว่าถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งสแกมเมอร์ที่ประเทศเพื่อนบ้าน

สืบเนื่องจากปัญหาสถานการณ์คนหายที่ถูกล่อลวงสู่อาชญากรรมข้ามชาติ ที่เชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์ บัญชีม้า และการค้ามนุษย์ โดยตลอดปี 2568 มูลนิธิกระจกเงารับแจ้งคนหายที่ถูกพาไปเป็นสแกมเมอร์ยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเปิดบัญชีม้า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งหลอกให้ลงทุน กว่า 119 ราย อายุเฉลี่ย 26 ปี โดยในจำนวนนี้เป็นชาย 73 ราย หญิง 46 ราย รวมทั้งมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีถึง 18 ราย อายุน้อยสุดเพียง 15 ปีและผู้สูงอายุมากสุด 65 ปี  

นางสาวกนกวรรณ พูลเพิ่ม รองหัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้แม้มีการปิดชายแดนกัมพูชาแต่ยังมีการหลั่งไหลไปของคนไทยที่ถูกหลอกชักชวนไปทำงาน เมื่อข้ามแดนไปแล้วถูกกักขังในสถานที่ปิด ยากที่จะหลบหนี หากไม่ยอมทำงานอาจไม่ปลอดภัยหรือถูกส่งไปที่อื่น โดยขณะนี้มีคนหายที่มูลนิธิกระจกเงารับแจ้งเหตุ อีก 25 รายที่ยังไม่ได้กลับประเทศไทย และกำลังรอความช่วยเหลือ โดยในวันนี้ได้ยื่นหนังสือให้ทางคณะอนุกรรมการฯ ได้ทราบข้อเท็จจริงและติดตามกรณีเด็กหญิง 16 ปี ถูกชักชวนให้ทำงานในโลกออนไลน์ แต่ถูกหลอกพาไปทำงานสแกมเมอร์ยังประเทศเพื่อนบ้าน และต้องการให้อนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ช่วยติดตามคนไทยที่ยังติดอยู่ในแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติกลับมายังประเทศไทย และขอให้เร่งทำการประชาสัมพันธ์ให้คนหางานได้รู้เท่าทันประกาศในโลกออนไลน์ ที่มีนายหน้าไปโพสต์รับสมัครงานแต่ท้ายสุดถูกหลอกพาไปทำงานแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยควรบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มนายหน้าหลอกคนซึ่งน่าจะก่อเหตุอยู่ภายในประเทศด้วย

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวว่า จะนำข้อมูลคนหายที่ได้รับจากมูลนิธิกระจกเงานี้ ไปดำเนินการต่อในการติดตาม ช่วยเหลือ พร้อมขอเตือนคนไทยอย่าตกไปเป็นเหยื่อทำงานให้กับแก๊งสแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หากพบเห็นประกาศรับสมัครงานที่มีการอ้างให้เงินเดือนดี มีที่พักสบาย และมีการนัดหมายในจังหวัดตามแนวชายแดน ขอให้อย่าหลงเชื่ออย่างเด็ดขาด เพื่อมีแนวโน้มสูงว่าจะถูกหลอกไปทำงานแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน และหากใครหลงเชื่อขอให้กลับใจ มาแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจะได้เป็นเบาะแสในการกวาดล้างจับกุมต่อไป

นอกจากนี้ หากมีบุคคลสูญหายและมีข้อมูลบ่งชี้ว่าถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งสแกมเมอร์ประเทศเพื่อนบ้าน ขอให้แจ้งมาได้ที่สายด่วน 191 หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 หรือมูลนิธิกระจกเงา หมายเลขโทรศัพท์ 080-7752673 ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะนำเข้าคณะอนุกรรมการฯ เพื่อขับเคลื่อนการประสานงานกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเร่งรัดช่วยเหลือเหยื่อทั้งหมดกับประเทศไทย

‘พีระพันธุ์’ ลั่น! ถ้าได้เป็นนายกฯ จะยกเลิก MOU 43–44 จี้รัฐบาลจัดการปัญหากัมพูชาให้เด็ดขาด

(27 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า หากตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543–2544 ทันที โดยมองว่ารัฐบาลไทยควรจัดการปัญหานี้อย่างจริงจังและเร่งด่วน เพราะ “ไม่ควรยอมในสิ่งที่อีกฝ่ายทำผิด”

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เข้าหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควบคู่กับการลงประชามติยกเลิก MOU ไทย–กัมพูชา ทั้งสองฉบับ ในวันเลือกตั้งทั่วไป

สำหรับ การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นที่สำนักงานกกต. โดยมีนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. เป็นประธานหารือ ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญทางการเมือง หากรัฐบาลสามารถจัดทำประชามติควบคู่กับการเลือกตั้งได้จริง

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติตีแผ่ 4 พฤติกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบตั้งฐานปฏิบัติการ หากพบขอให้รีบแจ้ง

วันนี้ (27 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมักใช้กลอุบายหลอกลวงประชาชนให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์บางกลุ่มได้แฝงตัวตั้ง “ฐานปฏิบัติการ” ภายในที่พักอาศัย เช่น คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร หรือบ้านเช่า เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ และใช้โทรศัพท์หรือสื่อสังคมออนไลน์ในการหลอกเหยื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะกวาดล้างจับกุมทุกราย ไม่ให้สามารถมาตั้งฐานในไทยได้อย่างเด็ดขาด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอตีแผ่ 4 พฤติกรรมต้องสงสัยของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถช่วยกันสอดส่องและแจ้งเบาะแสได้อย่างทันท่วงที ดังนี้

1. มีกลุ่มชาวต่างชาติพักอาศัยอยู่ร่วมกันโดยไม่ปรากฏอาชีพชัดเจน -  มักมาเป็นกลุ่ม 3–6 คน เช่าที่พักระยะสั้น และไม่สุงสิงกับคนในชุมชน และมีพฤติกรรมเข้า–ออกไม่เป็นเวลา ซึ่งอาจเป็นการรวมกลุ่มทำงานภายในห้องเพื่อปฏิบัติการหลอกลวงทางโทรศัพท์

2. มีเสียงพูดโทรศัพท์ภาษาต่างประเทศตลอดเวลา – มักได้ยินเสียงสนทนาภาษาต่างประเทศดังออกมาจากห้องเกือบตลอดทั้งวัน โดยมีลักษณะเหมือนการอ่านสคริปต์ซ้ำ ๆ ในการโทรหลอกเหยื่อ

3. ปิดม่านตลอดเวลา ไม่เปิดไฟในตอนกลางวัน แต่เปิดไฟตลอดทั้งคืน - เพราะมักทำงานในช่วงกลางคืนตามเวลาประเทศต้นทางของเหยื่อ และปิดม่านเพื่อป้องกันไม่ให้คนภายนอกมองเห็นการทำงานภายในห้อง

4. มีอุปกรณ์สายไฟหรือเครื่องมือสื่อสารจำนวนมาก - บางห้องมีปลั๊กพ่วงหรือสายไฟพาดหลายเส้น มีคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือเราเตอร์หลายเครื่อง และมักมีคนมาซ่อมหรือขนของเข้าออกบ่อยครั้ง

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ขอให้อย่านิ่งนอนใจ เพราะอาจเป็น “ฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้บ้านคุณ โดยสามารถแจ้งเบาะแสพฤติกรรมต้องสงสัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจสอบได้ทันที ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
 

ตร.แดนน้ำหอม จับ 2 ผู้ต้องหา ปล้นเพชรในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ฝรั่งเศส ขณะหนีขึ้นเครื่องไปแอลจีเรียและมาลี มูลค่าความเสียหายทะลุ 3,700 ล้าน

(27 ต.ค. 68) ตำรวจฝรั่งเศสจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย จากคดีปล้นอัญมณีครั้งใหญ่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส หลังทั้งคู่พยายามหลบหนีออกนอกประเทศ โดยรายแรกถูกจับที่สนามบินชาร์ล เดอ โกล ขณะเตรียมขึ้นเครื่องไปแอลจีเรีย ส่วนอีกรายถูกควบคุมตัวก่อนเดินทางไปมาลีในแอฟริกาตะวันตก เจ้าหน้าที่ระบุว่าทั้งคู่เป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอฟริกันจากย่านแซ็ง-แซ็ง-เดอนี และเคยมีประวัติคดีลักทรัพย์มาก่อน

การจับกุมเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบดีเอ็นเอจากหมวกกันน็อกที่ถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ ตรงกับหนึ่งในผู้ต้องสงสัย ทำให้ตำรวจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและออกหมายจับได้ทันก่อนหลบหนี โดยทั้งสองเชื่อว่ามีส่วนร่วมโดยตรงกับเหตุปล้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ซึ่งคนร้ายบุกเข้าไปในห้องแสดง “Apollo Gallery” ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และขโมยเครื่องเพชรพลอยรวม 8 ชิ้น รวมถึงมงกุฎที่ประดับเพชรและอัญมณีกว่า 1,000 เม็ด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการตามล่าผู้ร่วมก่อเหตุอีก 2 ราย และตรวจสอบว่ามี “คนใน” ของพิพิธภัณฑ์มีส่วนช่วยเหลือหรือไม่ โดยอัญมณีที่ถูกขโมยไปนั้นมีมูลค่ารวมราว 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,700 ล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเครื่องประดับของ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoléon Bonaparte) จักรพรรดิองค์แรกของฝรั่งเศส

ด้าน รัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศส โลรองต์ นูนเญซ (Laurent Nuñez) กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ผู้สืบสวนที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้สำเร็จ พร้อมย้ำว่าการสอบสวนจะดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพื่อจับตัวผู้หลบหนีและติดตามของกลางกลับคืน โดยระบุว่า “เราจะไม่หยุดจนกว่าจะได้ทุกอย่างกลับมา — ทั้งผู้ร้ายและมรดกทางประวัติศาสตร์ของชาติ”

ตำรวจอำพรางเป็นช่างปูน! บุกจับแก๊งโคเคนนานา ผิวสีอมยา–กลืนหนีไม่รอด ยึดมือถือ 11 เครื่องโยงขบวนการข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งเปิดปฏิบัติการสุดระห่ำ “ทลายเงามืดนานา (Take Down Black-Shadow Nana)” ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. ผนึกกำลัง ตำรวจนครบาล (บช.น.) และ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) สนธิกำลังกว่า 40 นาย บุกย่านสุขุมวิท ซอย 11 ปิดล้อม “แก๊งชายผิวสี” ชาวไนจีเรีย ลอบขายยาเสพติดให้นักท่องเที่ยว

ปฏิบัติการครั้งนี้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำทีมคุมกำลังชุดสืบสวนแต่งอำพรางเป็น “ช่างปูน” ขึ้นรถสองแถวตีเนียนเข้าไปในพื้นที่ ก่อนเห็นกับตา—กลุ่มชายผิวสีคายของกลางจากปาก ส่งยาให้ลูกค้าชาวต่างชาติ จึงสั่งปฏิบัติการตะครุบตัวทันที!

โดยให้เสียงสัญญาณ “เอาเลย!” ดังขึ้น ชุดสืบสวนกว่า 20 นายกระโจนล้อมจับกลางฟุตบาทสุขุมวิท 11 ทำให้กลุ่มคนร้ายแตกกระเจิง บางรายพยายามกลืนยาโคเคนลงท้องหนีหลักฐาน แต่ไม่รอดถูกจับกุมรวบได้ทั้งแก๊ง 9 ราย เป็นชาวไนจีเรีย 8 คน และคนไทย 1 คน พร้อมของกลางโคเคน 2 ถุง น้ำหนักรวม 4 กรัม และมือถือ 11 เครื่อง พบข้อมูลซื้อขายยาเสพติดจำนวนมาก

เบื้องหลังการปฏิบัติการ เริ่มจาก ผบ.ตร. สั่งให้ตำรวจปราบปรามยาเสพติดนครบาล ร่วมกับ บช.ปส. ทำการสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวในเมืองกรุง หลังพบโพสต์เตือนภัยในคอมมูนิตี้ “ThailandTourism” บน Reddit มีนักท่องเที่ยวต่างชาติร้องเรียนว่ากลุ่มชายผิวสีในย่านนานา–อโศก ขายยาเสพติด หลอกลวง และล้วงกระเป๋า ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยอย่างหนัก

”รองจ๋อ“ เรียกทีมประชุมวางแผนก่อนแบ่งทีมงานหาข่าว จากการสืบสวนพบว่าแก๊งนี้ใช้วิธีลักลอบนำยาเข้าประเทศโดย “กลืนห่อโคเคนในท้อง” แล้วมาถ่ายออกภายหลังเพื่อจำหน่ายในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยใช้เทคนิคพันเทปดำซุกในปาก หากเจอตำรวจจะกลืนทันทีเพื่อทำลายหลักฐาน

พล.ต.ต.ธีรเดช เปิดเผยว่า ขบวนการนี้เป็นเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ ใช้ยุทธวิธีต่อต้านการจับกุมขั้นสูง แต่ตำรวจไทยใช้การอำพรางแนบเนียนจนสามารถปิดเกมได้สำเร็จ พร้อมเร่งขยายผลถึงต้นทางนำเข้า และผู้ร่วมขบวนการในประเทศอื่น

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งลุยปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในทุกพื้นที่กรุงเทพฯ ย้ำคืนความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่มุ่ง “สร้างภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทยปลอดภัย ไร้ยาเสพติด
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top