Friday, 6 November 2026
Hard News Team

ยุ่นรับเคราะห์ต้นปี แผ่นดินไหว 7.6 คร่าชีวิต 460 ราย วันถัดมาเครื่องบินชนกลางฮาเนดะ

ปี 2567 เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 1 มกราคม เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.6 ที่คาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิคาวะ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นฝั่งตะวันตก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นต้องออกประกาศเตือนสึนามิในหลายจังหวัด อาทิ อิชิคาวะ ยามางาตะ นีงาตะ โทยามะ ฟุกุอิ และเฮียวโงะ ก่อนที่จะยกเลิกในภายหลัง 

แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวส่งผลให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกกว่า 8,500 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 460 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 1,300 คน โครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.9 แสนล้านบาท  

เพียงวันถัดมา วันที่ 2 มกราคม เหตุการณ์โศกนาฏกรรมอีกครั้งเขย่าขวัญคนทั่วโลก เมื่อเครื่องบินโดยสารสายการบิน Japan Airlines เฉี่ยวชนกับเครื่องบินของหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่น ขณะลงจอดที่สนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ส่งผลให้เครื่องบินโดยสารเกิดเพลิงไหม้  

ผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่องบิน Japan Airlines รวม 379 คนสามารถอพยพออกจากเครื่องได้ในเวลาเพียง 18 นาที แม้มีผู้บาดเจ็บ 15 รายที่ต้องเข้ารับการรักษา แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ฝั่งเครื่องบินของหน่วยยามฝั่ง ซึ่งมีลูกเรือ 6 คนบนเครื่อง กลับต้องสูญเสียชีวิตถึง 5 ราย รอดชีวิตมาได้เพียงคนเดียว  

เหตุการณ์ทั้งสองสร้างความโศกเศร้าและความสูญเสียครั้งใหญ่ในช่วงต้นปี 2567 ทำให้ทั่วโลกจับตามองถึงมาตรการป้องกันภัยพิบัติและอุบัติเหตุทางอากาศของญี่ปุ่นในอนาคต

ผบ.ตร.สั่งกำชับตำรวจคุมเข้มอุบัติเหตุรถโดยสารขนาดใหญ่ รถตู้ รถกระบะบรรทุก ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ตรวจความพร้อมก่อนออกเดินทาง และบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลักจริงจัง พร้อมฝากถึงผู้มีหน้าที่ในการขับรถให้มีจิตสำนึกร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุ 

วันนี้ (31 ธ.ค 67) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้ตำรวจพื้นที่ดูแลอำนวยความสะดวก ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ กรณีอุบัติเหตุรถทัวร์นักท่องเที่ยวปรับอากาศ ชนท้ายรถบรรทุกพ่วง จนเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวต่างชาติบาดเจ็บ 17 คน เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา บริเวณถนนสายเอเชีย 41 กม.ที่ 31 ขาล่องใต้ หมู่ 3 ต.สวี อ.สวี จ.ชุมพร 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถโดยสารขนาดใหญ่ รถตู้โดยสาร และรถกระบะบรรทุก ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยบูรณาการหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการตรวจรถโดยสารขนาดใหญ่ รถตู้โดยสาร และรถกระบะบรรทุก กำชับตำรวจต้นทางต้องตรวจสอบการได้รับอนุญาต ตรวจสอบสภาพรถ ตรวจสอบใบอนุญาตผู้ขับรถ และให้ประสานกรมการขนส่งทางบกร่วมดำเนินการด้วย และให้มีภาพการปฏิบัติปรากฏพร้อมรายงานก่อนที่รถจะออกเดินทางด้วย รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นใน 10 ข้อหาหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่มีพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้ ในการบังคับใช้กฎหมายให้ดำเนินการด้วยความสุภาพ สื่อสารให้ผู้ประกอบการและคนขับรถรับทราบถึงความห่วงใยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการป้องกันอุบัติเหตุ 
    
นอกจากนี้ โฆษก ตร. กล่าวว่า ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำและกำชับตำรวจให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและเข้มข้น ให้เห็นผลปฏิบัติเป็นรูปธรรม ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุลดลงให้ได้ พร้อมฝากถึงผู้มีหน้าที่ในการขับรถยนต์สาธารณะทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ต้องมีจิตสำนึกในการระมัดระวัง ทั้งการตรวจสอบยานพาหนะ สภาพร่างกาย ความพร้อมในเรื่องเส้นทางต่างๆ เพื่อร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนคนเดินทางและนักท่องเที่ยว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติส่งสารอวยพรปีใหม่ 2568 ส่งความปรารถนาดีถึงข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่งสารอวยพรข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมถึงพี่น้องประชาชน เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2568 ระบุว่า

“ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 ผมขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังเพื่อนข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมถึงพี่น้องประชาชนด้วยความจริงใจ 

ห้วงปีที่ผ่านมา รูปแบบของอาชญากรรมต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการกระทำความผิด ประชาชนได้รับผลกระทบมากขึ้น การทำงานของตำรวจจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับรูปแบบการทำงาน ตลอดจนเข้าถึงประชาชนและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน ให้เหมาะสมกับสภาวะการณ์

ในปีใหม่ 2568 นี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ปกป้อง เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและงานสถานีตำรวจ ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกนายได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำหน้าที่ของตน ร่วมกันวางรากฐานที่มั่นคงให้แก่องค์กร ดำรงไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และร่วมกันสร้างรอยยิ้มแห่งความสุขให้แก่เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และประชาชนในสังคมไทย

ในวาระศุภมงคลนี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล อีกทั้งเดชะพระบารมีพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพรให้ข้าราชการตำรวจ ครอบครัว และพี่น้องประชาชน จงประสบแต่ความสุขความเจริญ อุดมด้วยจตุรพิธพรชัย มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ สัมฤทธิผลในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำ “5 ไม่ ปีใหม่“ ส่งท้ายปีเก่า จะได้ไม่เศร้า ในช่วงสิ้นปี

(31 ธ.ค. 67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยต่อประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายครอบครัวออกเดินทางท่องเที่ยวและเฉลิมฉลอง 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำ “5 ไม่ ปีใหม่” ส่งท้ายปีเก่า เพื่อให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังการกระทำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับบุคคลอื่น และอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย รวมไปถึงระวังภัยจากมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสก่อเหตุในช่วงเทศกาล ดังนี้

1. “ไม่เมาแล้วขับ” ไม่ขับรถขณะเมาสุรา รวมไปถึงการดื่มสุรามากจนเกินไปจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือนำไปสู่การทะเลาะวิวาท

2. ”ไม่ยิง“ ไม่ยิงปืนขึ้นฟ้า เพราะอาจทำให้กระสุนปืนตกลงถูกผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต

3. “ไม่ลอย” ไม่ลอยโคมในพื้นที่หวงห้าม หรือใกล้กับสนามบิน โดยให้ลอยโคมในจุดที่กำหนดเท่านั้น

4. “ไม่เชื่อ” ไม่หลงเชื่อมิจฉาชีพ ที่หลอกลวงด้วยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หลอกให้โอนเงินมาตรวจสอบ หลอกขายสินค้าราคาถูก หลอกให้กดลิงก์ด้วยวิธีการต่างๆ หรือการชักชวนเล่นพนันออนไลน์ 

5. “ไม่ลืม” ไม่ลืมล็อคบ้าน ล็อครถ และระมัดระวังทรัพย์สินมีค่าของตนขณะท่องเที่ยวช่วงเทศกาล

หากท่านตกอยู่ในอันตราย หรือพบเห็นเหตุด่วนเหตุร้าย สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือ โทรแจ้งตำรวจที่สายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ย้อน 12 เหตุการณ์ คนไทย-สังคมโลก ผ่านสารพัดเรื่องราวตลอดทั้งปี 2567

ปี 2567 นับเป็นปีที่สังคมไทยเผชิญกับเหตุการณ์สำคัญหลากหลายด้าน ตั้งแต่การเมืองร้อนแรง ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ คดีฉ้อโกงระดับประเทศ ไปจนถึงเรื่องราวที่สร้างรอยยิ้มและความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ตลอดทั้งปีจะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง 

ตำนานวันปีใหม่ไทย เปลี่ยนผ่านจาก 1 เมษา สู่ 1 มกรา | THE STATES TIMES Story EP.160

รู้หรือไม่? ประเทศไทยเคยเริ่มต้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน! 
จากบทเพลง 'เถลิงศก' สู่ 'พรปีใหม่' เพลงพระราชนิพนธ์ที่คนไทยร้องรับพรกันในวันปีใหม่ทุกปี 🎶
มาร่วมย้อนรอยตำนานการเปลี่ยนแปลงวันปีใหม่ไทย ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และน้ำพระทัยของพระมหากษัตริย์ไทย 💛

สื่อเผยรถยนต์ราคาถูกสหรัฐฯ ส่อวิกฤต คนอเมริกันต้องซื้อรถแพงขึ้นเพราะกำแพงภาษี

(30 ธ.ค. 67) เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่าการหาซื้อรถยนต์ราคาเอื้อมถึงในสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องท้าทายของชาวอเมริกันจำนวนมากที่มีงบประมาณจำกัด เนื่องจากการจัดเก็บภาษีนำเข้ายานยนต์ที่ผลิตในเม็กซิโกในอัตราใหม่อาจเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้เลวร้ายกว่าเดิม

เอ็ดมันด์ส (Edmunds) เว็บไซต์ซื้อขายรถยนต์ วิเคราะห์ว่าเกือบหนึ่งในสามของยานยนต์ทั้งหมดที่มีราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.02 ล้านบาท) และจำหน่ายในสหรัฐฯ นั้นผลิตในเม็กซิโก เช่น นิสสัน เซนตรา (Nissan Sentra) ฟอร์ด เมเวอริกค์ (Ford Maverick) และรถยนต์ยอดนิยมรุ่นอื่นๆ

ทั้งนี้ เม็กซิโกถือเป็นผู้ผลิตยานยนต์ราคาเอื้อมถึงได้ที่จำหน่ายในสหรัฐฯ ราวหนึ่งในห้าเมื่อสิบปีที่แล้ว

รายงานเสริมว่าเม็กซิโกเป็นจุดหมายที่บรรดาผู้ผลิตยานยนต์นึกถึง หากต้องการควบคุมต้นทุนการผลิตยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นเล็กที่จำหน่ายในราคาต่ำกว่าและทำกำไรน้อยกว่ารถยนต์รุ่นใหญ่กว่าอย่างรถบรรทุกและรถเอสยูวี (SUV) ขนาดใหญ่

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ข้างต้นด้วยการกำหนดจัดเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาราวร้อยละ 25 ซึ่งอาจหมายถึงการล้มเลิกข้อตกลงการค้าเสรีที่เขาเคยเจรจาตอนดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก

เหล่านักวิเคราะห์และตัวแทนจำหน่ายยานยนต์มองว่าต้นทุนที่เกี่ยวพันกับการจัดเก็บภาษีนำเข้าอัตราใหม่จะถูกโยนสู่ผู้บริโภคในระยะเวลาอันใกล้และส่งผลกระทบต่อรถยนต์ราคาเอื้อมถึงได้และรถยนต์เอสยูวีอย่างหนักที่สุด ขณะรถยนต์ราคาต่ำบางรุ่นและชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในเม็กซิโกและแคนาดายังจะถูกคิดภาษีนำเข้าใหม่ ซึ่งกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนของผู้ผลิตและผู้บริโภค

‘เอกนัฏ’ สั่งการ รง. ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หยุดกิจการทันที หลังชั้นลอยโรงงานกำลังต่อเติมถล่มทับคนงานเสียชีวิต

(30 ธ.ค. 67) ‘เอกนัฏ’ สั่งการหยุดกิจการทันที หลังชั้นลอยโรงงานถล่ม ในสวนอุตสาหกรรม 304 ปราจีนบุรี พร้อมเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้เกิดเหตุแผ่นคอนกรีตชั้นลอยอาคารของโรงงานบริษัท ไทยยานากาวา จำกัด ประกอบกิจการทำชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรม 304 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ถล่มลงมาทับคนงาน เบื้องต้นเสียชีวิต 5 ราย เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันนี้ (30 ธันวาคม 2567) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และจะดูแลเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บให้ดีที่สุด

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์) ได้สั่งการโดยด่วนให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (นายณัฐพล รังสิตพล) ส่งทีมเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) ลงพื้นที่และสั่งการโดยด่วนให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานและระงับการใช้อาคารที่เกิดเหตุทันที ตามมาตรา 39 ของ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 พร้อมทั้งสั่งการให้ปรับปรุงแก้ไขอาคารให้มีความมั่นคงแข็งแรง โดยต้องทำการตรวจสอบและได้รับการรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม จึงจะอนุญาตให้กลับมาใช้อาคารต่อไปได้

จากการตรวจสอบ พบว่า บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานช่วงเทศกาลปีใหม่ และได้ว่าจ้างผู้รับเหมาเข้ามาทำการเคลื่อนย้ายชั้นลอยที่เป็นโครงสร้างส่วนประกอบเหล็กและแผ่นคอนกรีต ในอาคารแผนก Die Cast ขณะปฏิบัติงานเกิดเหตุแผ่นคอนกรีตพื้นชั้นลอยหล่นลงทับคนงานเสียชีวิต จำนวน 5 ราย โดยสาเหตุเบื้องต้นเกิดจากขั้นตอนการใช้แม่แรงไฮดรอลิกในการยกเสาเหล็กโครงสร้างเพื่อติดล้อในการเคลื่อนย้าย ทำให้เกิดการบิดตัวของโครงสร้าง โดยแผ่นพื้นคอนกรีตที่อยู่ด้านบนเกิดการเคลื่อนตัวและหล่นลงมาด้านล่าง

“รัฐมนตรีฯ เอกนัฏ ได้เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในสวนอุตสาหกรรม ต้องเข้มงวด ทั้งการกำกับโรงงานตามระเบียบและระบบสาธารณูปโภคภายใน ให้สอดรับกับนโยบายการปฏิรูปอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งทางรัฐมนตรีฯ ได้เตรียมส่งทีมตรวจการสุดซอยลงพื้นที่เข้าตรวจสอบต่อไป“ นายพงศ์พล กล่าวทิ้งท้าย

เกาหลีใต้เล็งออกกระตุ้นท่องเที่ยว งดค่าขอวีซ่า 6 ประเทศ รวมกัมพูชาด้วยหวังดึงเขมรเที่ยว

(30 ธ.ค. 67) รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว โดยกำลังพิจารณาอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจีนแบบกรุ๊ปทัวร์สามารถเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า เฉพาะผู้ที่เดินทางมาทางเรือ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองและการแพร่ระบาดของโควิด-19  

รายงานระบุว่า ในการประชุมเชิงกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่กรุงโซล เมื่อ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและวิสาหกิจเอกชนกว่า 60 คนเข้าร่วม รัฐบาลยังได้ประกาศแผนแก้ไขกฎหมายเพื่ออนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้สามารถพักในโฮมสเตย์ในเมือง ซึ่งก่อนหน้านี้สงวนไว้สำหรับชาวต่างชาติเท่านั้น  

นายฮัน ด็อกซู อดีตรักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่า จะเร่งนำร่องโครงการสำหรับนักท่องเที่ยวจีนแบบกรุ๊ปทัวร์ทันที เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวขาเข้าอย่างรวดเร็วและยั่งยืน  

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมมีมาตรฐานขยายระยะเวลาการยกเว้นการลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ Korea Electronic Travel Authorization (K-ETA) ไปจนถึงเดือนธันวาคมปีหน้า และยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์จาก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และอินเดีย ก็จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกวีซ่า ไปจนจบปีหน้าเช่นกัน แต่ไร้ความชัดเจนในมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า K-ETA สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย

จากข้อมูลของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) ระบุว่า ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนเกาหลีใต้ถึง 13.74 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2019 แต่ถือว่า ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 20 ล้านคนที่รัฐบาลตั้งไว้ โดยมาตรการข้างต้นมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเติบโตของการท่องเที่ยวและเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดยรัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณและจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น "Korea Grand Sale" ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า และ "Beyond K-Festa" ในเดือนมิถุนายน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก  

ก่อนหน้านี้  เกาหลีใต้ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทย แต่ในปีที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการติดตม.เกาหลีจากหลายประการ จนเกิดกระแส #แบนเกาหลี บนโซเชียลมีเดียช่วงหนึ่ง  

กระแสดังกล่าวส่งผลให้ช่วงกรกฎาคมที่ผ่านมา องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปยังเกาหลีใต้ลดลงถึง 19.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เหลือเพียง 20,150 คน นอกจากนี้ จำนวนสะสมของนักท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 ลดลง 19.1% เหลือ 168,328 คน ส่งผลให้ประเทศไทยที่เคยติดอันดับ 3 ของชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ส่งนักท่องเที่ยวไปเกาหลีใต้ในเดือนเมษายน และอันดับ 5 ในเดือนพฤษภาคม มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top