Monday, 15 June 2026
Hard News Team

เกาหลีใต้ประกาศฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีน หวังฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ซบเซา

(20 มี.ค. 68) เกาหลีใต้ประกาศแผนการให้ฟรีวีซ่ากับนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน โดยตั้งเป้าหมายที่จะกระตุ้นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ซบเซาในช่วงที่ผ่านมา หลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ

การตัดสินใจในครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางการลดลงอย่างต่อเนื่องของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปิดประเทศและมาตรการจำกัดการเดินทางจากการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้การท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจหลายประเภทที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก

การให้ฟรีวีซ่าครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่รัฐบาลเกาหลีใต้หวังจะใช้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาที่ประเทศ โดยเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการใช้จ่ายภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า นโยบายนี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีและจะมอบสิทธิประโยชน์นี้ให้กับนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเกาหลีใต้เป็นครั้งแรกในระยะเวลา 3 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า หากนักท่องเที่ยวสามารถแสดงเอกสารการเดินทางที่ชัดเจนและมีจุดมุ่งหมายในการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน

“เราหวังว่า การเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศได้ง่ายขึ้นจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว” เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้กล่าว

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเกาหลีใต้นั้นยังคงเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์ทางการเมืองและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในจีน โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่า การฟื้นตัวอาจต้องใช้เวลาและขึ้นอยู่กับการตอบสนองจากนักท่องเที่ยวจีนที่มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลจีน

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจีนมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่เช่น โซล และปูซาน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวชาวจีนในการเดินทางมาท่องเที่ยวทั้งเพื่อการพักผ่อนและการช็อปปิ้ง

ก.วัฒนธรรม ดัน 'พระปรางค์วัดอรุณฯ' ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ชู สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

(20 มี.ค. 68) นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 1/2568 ที่ประชุมได้พิจารณาในวาระต่างๆ ดังนี้ การนำเสนอพระปรางค์ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อขอบรรจุเข้าสู่บัญชีชั่วคราว (Tentative List) ในชื่อ “พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (Phra Prang of Wat Arun Ratchawararam : The Masterpiece of Krung Rattanakosin)” ซึ่งเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนาประเภทพระปรางค์ที่มีความโดดเด่นที่สุด เป็นอัตลักษณ์หนึ่งเดียวของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย คุณสมบัติที่เลือกนำเสนอตรงตามเกณฑ์มรดกโลกข้อที่ 1 และข้อที่ 2 คือ เป็นผลงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระปรางค์ในศิลปะอยุธยา และพัฒนามาเป็นลักษณะเฉพาะของพระปรางค์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในสมัยรัตนโกสินทร์

“ขั้นตอนการนำเสนอแหล่งมรดกเพื่อขอบรรจุรายชื่อในบัญชีชั่วคราว หลังจากนี้ต้องเสนอให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อนนำเสนอเอกสารไปยังศูนย์มรดกโลกเพื่อให้รับรองบรรจุรายชื่อในบัญชีเบื้องต้น ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ช่วงเดือนมิถุนายน 2568 นี้” รมว.วธ. กล่าว

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้พิจารณากำหนดกรอบเวลาการนำส่งเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ (Nomination Dossier) ของแหล่งมรดกวัฒนธรรมในบัญชีชั่วคราว เนื่องจากการส่งเอกสารฯ (Nomination Dossier) รอบวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นปีสุดท้าย ก่อนปรับเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ที่ต้องมีการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment) ประกอบกับข้อกำหนดที่ให้รัฐภาคีสามารถนำเสนอแหล่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกได้เพียงปีละ 1 แหล่ง และจำกัดจำนวนแหล่งที่บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อพิจารณาการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกปีละไม่เกิน 33 แหล่ง คณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม จึงพิจารณากำหนดกรอบเวลาในการนำส่งเอกสารฯ ของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่จะเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาภายในประเทศอย่างเป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกวัฒนธรรมในบัญชีชั่วคราว 4 แหล่ง ได้แก่ 1. กลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทปลายบัด 2. อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา 3. พระธาตุพนม กลุ่มสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง และ 4. สงขลา และชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา

รมว.วธ. กล่าวว่า นอกจากนี้ ฝ่ายเลขาฯ ได้รายงานต่อที่ประชุมให้รับทราบ 2 เรื่อง ดังนี้ 1.การส่งเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ของแหล่งวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปยังศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส รอบวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ความคืบหน้าปัจจุบันศูนย์มรดกโลกได้ส่งสำเนาเอกสารฯ ดังกล่าวไปยัง สภาการโบราณสถานสากล (ICOMOS) องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งเป็นขั้นตอนกระบวนการตรวจประเมินแหล่งที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยศูนย์มรดกโลกแจ้งให้ประเทศไทยเตรียมความพร้อมสำหรับลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจประเมินศักยภาพและการบริหารจัดการแหล่งและอาจมีการขอข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2569

2.ภารกิจการลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแนะนำกรณีการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาจากโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงสถานีอยุธยา เมื่อเดือนมกราคม 2568 โดยได้ประชุมรับฟังข้อมูลร่วมกับทุกภาคส่วน ซึ่งข้อแนะนำเบื้องต้นของผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ปรับปรุงรูปแบบโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ปรับลดขนาดและความสูงสถานีรถไฟความเร็วสูงและสันรางลง พร้อมทั้งเลื่อนตำแหน่งที่ตั้งอาคารสถานีรถไฟความเร็วสูงให้มีระยะห่างจากสถานีรถไฟอยุธยาที่เป็นโบราณสถานมากขึ้น นอกจากนี้ผลักดันแผนปฏิบัติการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาที่ถูกจัดเป็นแผนระดับ 3 ให้เป็นที่รับรู้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน ซึ่งกรมศิลปากร จะประสานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อนำเสนอต่อ ครม. และกรมศิลปากรยังได้ประชุมหารือกับกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อปรับปรุงผังเมืองรวมพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะพื้นที่ด้านทิศตะวันออกของเกาะเมืองหรืออโยธยา ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงสถานีอยุธยาให้เป็นพื้นที่การอนุรักษ์โบราณสถานและปกป้องรักษาคุณค่าโดดเด่นระดับสากล (OUV) แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

‘กรณ์’ แนะซื้อหนี้ประชาชนขีดเส้นไม่เกิน 1 แสนบาท ชี้ ไม่ควรให้ผู้บริหารหนี้เอกชนมายุ่ง เลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน

‘กรณ์ จาติกวณิช’ แนะแนวทางซื้อหนี้ประชาชน ไม่ควรซื้อหนี้เสียทั้งหมด ขีดเส้นหนี้ไม่เกินแสนบาทต่อคน ควรใช้ AMC ของรัฐที่มีอยู่แล้วคือ SAM ซื้อหนี้จากธนาคาร ราคาตลาด 5-7% ของวงเงินหนี้

(20 มี.ค. 68) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กถึงประเด็นการซื้อหนี้ประชาชน ว่า ซื้อหนี้?

พูดเรื่องช่วยคนติดหนี้ทีไร มักจะมีดราม่าทุกครั้ง การแสดงความเห็นหลากหลายเกิดขึ้นทันที บางครั้งก็เพราะเข้าใจผิดจากการสื่อสารที่ไม่เคลียร์ ผมเองเคยมีปัญหานี้กับเรื่องแบล็กลิสต์เครดิตบูโรมาก่อน ข้อเสนอการซื้อหนี้ครั้งนี้ก็ไม่ต่าง

การช่วยคนที่เป็นหนี้ให้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ เป็นเรื่องที่ผมเห็นดีด้วยอย่างมาก ผมจึงอยากชวนทุกคนให้ช่วยกันคิดและทำความเข้าใจกับสิ่งที่อดีตนายกฯ กำลังเสนอ และหาทางออกที่มีหลักอธิบายได้ ไม่เป็นประชานิยม (เกินไป) และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนให้กับกลุ่มทุนกลุ่มใด

โดยสรุป ผมว่าเรื่องการโยกหนี้จากบัญชีธนาคารไปอยู่ในบัญชีรัฐทำได้ครับ และหากทำถูกวิธีก็เป็นเรื่องที่ควรทำด้วย ส่วนอดีตนายกฯ จะทำแบบที่ผมคิดหรือไม่ผมไม่แน่ใจ ผมขอลองเสนอวิธีของผมแล้วกัน (ไม่ได้คิดเองทั้งหมด แต่คุยกับเพื่อนร่วมคิดหลายคน)

อันดับแรก : 2 อย่างที่ ‘ไม่ควรทำ’
1. ไม่ควรซื้อหนี้เสียทั้งหมด - เพราะต้องใช้เงินเยอะไป และ moral hazard มากเกินไป

2. ไม่ควรเอาผู้บริหารหนี้เอกชนมาเกี่ยวข้อง - เพราะจะมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนมาเกี่ยวข้องกับการใช้เงินรัฐ

คราวนี้สิ่งที่ควรทำ
1. หนี้เสียในระบบบูโรตอนนี้มี ทั้งหมด 1.22 ล้านล้านบาท เป็นของลูกหนี้ 9.5 ล้านบัญชี รวม 5.4 ล้านคน - อย่างที่บอก เราไม่ควรซื้อหนี้ทั้งหมดนี้

2. รัฐควรขีดเส้นการช่วยเหลือที่ลูกหนี้ที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน ซึ่งจะครอบคลุม 3.5 ล้านคน หรือ 65% ของลูกหนี้เสียทั้งหมด!

3. ตามนี้ วงเงินหนี้เสียรวมที่รัฐจะดูแลจะเหลือเพียงประมาณ 120,000 ล้านบาท หรือ 10% ของหนี้เสียโดยรวม 

4. พูดง่ายๆ คือเราช่วยคนเล็กคนน้อยเท่านั้น ขาใหญ่มีวิธีอื่นที่ช่วยได้ เดี๋ยวค่อยว่ากัน

5. แหล่งที่มาของเงินคือ เราสามารถใช้เงินเหลือจาก FIDF ได้ เพราะรัฐได้มีมาตรการลดภาระการจ่ายเข้ากองทุนโดยธนาคารพานิชย์ไปแล้วครึ่งหนึ่ง เท่ากับปีละ 70,000 ล้าน 

6. รัฐควรใช้ AMC ของรัฐที่มีอยู่แล้วคือ SAM (กำกับดูแลโดยแบงก์ชาติ) ซื้อหนี้ส่วนนี้ออกมาจากธนาคารพานิชย์ ราคาตามราคาตลาดปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5-7% ของวงเงินหนี้

7. ส่วนนี้จะเป็นกำไรของธนาคารพาณิชย์ เพราะทุกธนาคารได้สำรองหนี้เสียไว้เต็ม 100% แล้วตามเงื่อนไขแบงก์ชาติ

8. หาก SAM ซื้อหนี้ตามราคานี้ วงเงินที่ต้องใช้จริงคือไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท

9. จากนั้น SAM ควรตั้งเงื่อนไขให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในราคาตีซัก 10-15% ของหนี้เดิม แลกกับการเคลียร์ประวัติในเครดิตบูโร - ลูกหนี้จะเหมือนได้เกิดใหม่ทันที กำไร (หากมี) ปันส่วนกลับไปให้ธนาคารพาณิชย์บางส่วนได้

10. ทั้งหมดนี้ต้องมีแบงก์ชาติเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อความเชื่อมั่น และเพราะมีการใช้หน่วยงานในสังกัด

ด้วยวิธีนี้ รัฐไม่ได้ใช้เงินภาษี (จริงๆ ก็คือใช้เงินของธนาคารพาณิชย์ที่จ่ายให้ FIDF นั่นแหละ) และจำนวนลูกหนี้ที่ติดบูโรในกลุ่มที่เปราะบางที่สุดได้ประโยชน์ถึง 3 ล้านกว่าคน

ข้อเสียคืออะไร?
1. ประเด็น moral hazard - การช่วยทุกกรณีมี moral hazard แต่กรณีนี้ผมได้เสนอให้ช่วยลูกหนี้รายเล็กที่สุดเท่านั้น 

2. ความเสี่ยงต่อกองทุนฟื้นฟู - อันนี้ขึ้นอยู่กับราคาที่ซื้อหนี้มาจากธนาคารพาณิชย์ แต่หากซื้อที่ไม่เกิน 5-7% ผมว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับที่รับได้ 

3. ลูกหนี้อาจจะยังไม่พ้นบ่วงหนี้ เพราะหากเป็นหนี้เสียกับธนาคารพาณิชย์อยู่ ผมมั่นใจว่าคงจะมีหนี้นอกระบบอยู่ด้วยอีกไม่มากก็น้อย

จเรตำรวจแห่งชาติแถลงปฏิบัติการจับกุมหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่น และช่วยเหลือเหยื่ออย่างปลอดภัย

(20 มี.ค. 68) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติการจับกุมหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่น และช่วยเหลือเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่น 2 คน คือ โดยมี นายนาโอโตะ วาตานาเบะ เลขานุการเอก และผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ , พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พล.ต.ต.ณัฐพงษ์ สัตยานุรักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผู้กำกับการ (สอบสวน) หัวหน้ากลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมแถลง ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กรณีแรก สืบเนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ประสานข้อมูลมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทย ขอให้จับกุมผู้ต้องสงสัยชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของประเทศญี่ปุ่น คดีทำร้ายร่างกาย , ฉ้อโกง , ลักทรัพย์ และ พ.ร.บ.ควบคุมองค์กรอาชญากรรมญี่ปุ่น และขอให้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว ส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลบุคคลต่างด้าวสัญชาติญี่ปุ่นรายดังกล่าว พบว่า นายยามากูชิ ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของประเทศญี่ปุ่น อันเป็นพฤติการณ์ที่สมควรถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จึงได้ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 จากการสืบสวนทราบว่า นายยามากูชิ เช่าที่พักอาศัยอยู่ที่ย่านสาธร กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจึงเดินทางไปตรวจสอบและพบ นายยามากูชิ อยู่บริเวณด้านหน้าหมู่บ้านดังกล่าว จึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว จากนั้นได้ควบคุมตัวไปยัง กก.3 บก.สส.สตม. (สวนพลู) เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และประสานทางการญี่ปุ่นรับตัวกลับไปดำเนินคดีในประเทศญี่ปุ่นต่อไป

จากการสอบสวนพบว่า นายยามากูชิ เป็นอดีตแก๊งยากูซ่าในญี่ปุ่น และเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา และเวียดนาม ที่หลอกลวงชาวญี่ปุ่น พบว่ามีการเดินทางเข้าออกประเทศไทยบ่อยครั้ง เช่าที่พักราคาสูงย่านสาธร ราคากว่า 180,000 บาทต่อเดือน และจากการสืบสวนขยายผลพบว่า นายยามากูชิ มีการจัดตั้งบริษัท ชื่อว่า “ลาสซามูไร เจแปน” ตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการซื้อขายงานศิลปะราคาสูง ที่ใช้ภาษาอังกฤษทำให้สามารถซื้อขายได้ทั่วโลก น่าเชื่อว่าเป็นการใช้การซื้อขายงานศิลปะเพื่อเป็นการฟอกเงิน 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขออนุมัติหมายค้นเพื่อตรวจค้นบ้านเช่าของนายยามากูชิ ย่านสาธร จากการตรวจค้นพบชาวญี่ปุ่น 4 คน ซึ่งพบว่าเคยต้องโทษหลายคดีที่ประเทศญี่ปุ่น จากการสืบสวนสอบสวนขยยายผล น่าเชื่อว่ามีการเกี่ยวช้องกับการตั้งบริษัท ลาสซามูไร เจแปน และพบทรัพย์สินในวอลเล็ตกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สืบสวนขยายผลต่อไป 

กรณีที่ 2 จากการประสานจากทางการญี่ปุ่นให้ช่วยติดตามจับกุม นายมิยาชิตะ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับตามคดีลักทรัพย์ ที่ญี่ปุ่นต้องการตัว ซึ่งจากมาตรการของรัฐบาลไทยนำไปสู่การกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ทางชนกลุ่มน้อยได้จับกุมนายมิยาชิตะ ไว้ได้ และได้ส่งตัวกลับมา เบื้องต้น นายมิยาชิตะ รับสารภาพว่าได้ข้ามไปทำงานเป็นฝ่ายการเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทั้งนี้ ทางไทยดำเนินคดีข้อหา พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และประสานทางการญี่ปุ่นรับตัวกลับไปดำเนินคดีต่อไป

กรณีที่ 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเหลือเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่น จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายยาจิ อายุ 22 ปี และ นายอิชิกาว่า อายุ 47 ปี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยได้รับการประสานจากทางการประเทศญี่ปุ่นขอรับการช่วยเหลือ จากการตรวจสอบพบว่าหนึ่งในเคยต้องโทษคดีลักทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่น ทั้งสองคนเดินทางผ่านไปประเทศเพื่อนบ้านทางเส้นทางธรรมชาติ พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับคดีเยาวชนชาวญี่ปุ่นอายุ 16 ปี ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยเคยช่วยเหลือก่อนหน้านี้ และจากการสอบถามทราบว่าในสถานที่ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว พบชาวญี่ปุ่นทำงานอยู่ประมาณ 10 คน โดยสองรายล่าสุดที่ได้รับการช่วยเหลือเป็นหนึ่งในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งตำรวจได้มีการประสานทางการญี่ปุ่นให้รับตัวเยาวชนทั้งสองคนกลับประเทศ และทางการญี่ปุ่นสืบสวนขยายผลต่อไป 

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติและประเทศญี่ปุ่นจะร่วมมืออย่างต่อเนื่องในการจับกุมและปราบปรามอาชญากรที่กระทำความผิดลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และขบวนการค้ามนุษย์

ส่งออกชิปเกาหลีใต้ไปจีนร่วง 31.8% หลังสหรัฐคุมเข้มกฎส่งออกเทคโนโลยี

(20 มี.ค. 68) สื่อต่างประเทศรายงานว่า การส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ไปยังจีน ลดลง 31.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) ในเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดขึ้นต่อจีน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก

สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า การชะลอตัวการส่งออกของไปจีนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดยอดส่งออกชิปของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ เพิ่มมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน ซึ่งทำให้ซัพพลายเชนชิปต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้น

โดยสาเหตุหลักของการลดลงนี้มาจาก มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ที่กำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออกชิปที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน ส่งผลให้ บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ เช่น Samsung Electronics และ SK Hynix ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการค้า

ซึ่งจีนถือเป็น ตลาดนำเข้าชิปที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ การลดลงของยอดส่งออกจึงสะท้อนถึง ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังจีนอย่างมาก

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า หากมาตรการของสหรัฐฯ ยังคงเข้มงวดขึ้น เกาหลีใต้อาจต้อง เร่งกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่น เพื่อลดการพึ่งพาจีน ในขณะที่จีนเองก็กำลัง พัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตนเอง เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

ขณะที่ รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณา แนวทางนโยบายเพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยอาจมีมาตรการสนับสนุนการลงทุนในประเทศ หรือส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรที่ไม่ได้รับผลกระทบจากกฎควบคุมของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ สถานการณ์ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อซัพพลายเชนโลก และมีแนวโน้มจะกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีในระยะยาว

‘เพจข่าวชายแดนใต้’ ชี้ โชคดีที่พรรคส้มไม่เป็นรัฐบาล เหตุหวั่นใจ 3 จว.ชายแดนใต้อาจกลายเป็น ‘รัฐอิสระ’

(20 มี.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก KNIGHTS BORDER โพสต์ข้อความว่า ถ้าวันนั้นส้มได้เป็นรัฐบาล เราอาจจะมี #รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยชื่อ รอมมาฏอน ปันจอร์ และ #รัฐมนตรีต่างประเทศชื่อ กัณวีร์ สืบแสง ... ตอนนั้นผมก็ลุ้นนะให้ตั้งให้สำเร็จเพราะไม่ได้ดูมาถึงเรื่อง 3 จว.ใต้ เชียร์พิธา อย่างเดียว 

ยอมรับตรงนี้ว่าเลือกส้มทั้งบ้านในวันนั้น พิธามาแถวบ้านหรือใกล้เคียง ขนกันไปทั้งบ้าน เพราะชื่นชม ชื่นชอบในตัวทิม ... และตอนนั้นก็ยังไม่เห็นนโยบายหาเสียงของพรรคเป็นธรรม โฟกัสชื่นชอบพิธาคนเดียว ผมเป็น 1 เสียงที่ทำให้ส้มยึดภูเก็ตทั้งเกาะ 

แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สส.ทั้ง 3 คน ทำงานดี ประชาชนเข้าถึง เป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้านได้ ถึงแม้จะชอบโพสต์ลงเฟซบุ๊กเยอะไปหน่อย...

จริงๆ ไม่อยากจะพูดถึงพรรคการเมือง แต่แอบเสียดายว่าส้ม บางครั้งคัดคนเข้ามาในพรรคน่าจะดีกว่านี้  ... ถามว่า รอมมาฎอน ปันจอร์ จะได้เป็น สส.สมัยหน้าอีกหรือไม่ ตอบตรงนี้เลยว่าได้แน่ๆ เพราะส้มเขาต้องการคะแนนคนในพื้นที่จากนายคนนี้ และแกนนำพรรคก็ชื่นชอบรอมมาฏอน ปันจอร์ และก็คงได้ลำดับปาร์ตี้ลิสต์ลำดับต้นๆเหมือนเดิม

แต่อยากจะฝากบอกว่า ถ้าอยากรู้ว่า รอมมาฏอน มีดีพอที่คนจะให้คะแนน ลองส่งลง แบบสส.เขตดู ว่าจะได้หรือไม่...กล้าลองไหม ว่าเขามีฐานเสียงตามที่ได้ไปคุยไว้กับพรรคจริงหรือเปล่า ถ้ากล้าส่ง ผมก็กล้าแทงสวนเลยว่าสอบตก..ส่วน กัณวีร์ สืบแสง ก็ได้เป็น สส.อีกสมัยเช่นกัน เมื่อถึงวาระเลือกตั้ง เขาคิดแล้วว่ากระแสตัวกับนโยบายเริ่มโดนต่อต้าน ก็จะย้ายไปเข้าพรรคส้ม นั่งปาร์ตี้ลิสต์ลำดับต้นๆ เลขตัวเดียวเช่นกัน

มาถึงวันนี้รู้สึกดีใจที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่งั้น 3 จว.ใต้ เสร็จได้เป็นเขตปกครองพิเศษหรืออาจจะไปถึงเขตปกครองตนเองโดยยังขึ้นตรงกับรัฐไทยแค่ทางกฎหมาย แต่ทางปฏิบัติคือรัฐอิสระ ถอนหายใจยาวๆ

ส่งหมู่เรือฝึก Blue Strike 2025 สู่เมืองจ้านเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน

(19 มี.ค.68) พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นประธานในพิธีส่งหมู่เรือฝึก Blue Strike 2025 โดยมี น.อ.บุญเกิด มูลละกัน  ผบ.หน่วยฝึกนาวิกโยธิน ร่วมให้การต้อนรับ ณ เรือหลวงอ่างทอง ท่าเรือแหลมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

กองทัพเรือ ได้อนุมัติจัดกำลังเดินทางไปเข้าร่วมการฝึกผสม Blue Strike 2025 ณ เมืองจ้านเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 18 มีนาคม - 10 เมษายน 2567 ประกอบด้วย เรือหลวงอ่างทอง กำลังพลนาวิกโยธิน และนักเรียนนายเรือชั้นใหม่ 

โดยการฝึกในครั้งนี้ เป็นการฝึกผสม ในกรอบทวิภาคี ระหว่างฝ่ายไทย และฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง กองทัพเรือไทย - กองทัพเรือจีน ที่มุ่งเน้นการฝึกการปฏิบัติการผสมระดับยุทธวิธีทางเรือ และ นาวิกโยธิน

วิบากกรรมของ ‘โรดรีโก ดูแตร์เต’ เผชิญหมายจับ ICC อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่ชาติตะวันตกไม่ชอบ

(20 มี.ค. 68) เมื่อไม่นานมานี้ ฟิลิปปินส์กลับกลายเป็นข่าวดังทั่วโลก เมื่อ โรดรีโก ดูแตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ช่วงปี ค.ศ.2016–2022 ถูกจับกุมตามหมายจับของ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของผู้นำที่มีความขัดแย้งอย่างมากกับชาติตะวันตก

หมายจับนี้ออกโดยศาลอาญาระหว่างประเทศในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2025 และจับกุม ดูแตร์เต เมื่อเขากลับมาจากฮ่องกงในวันที่ 11 มีนาคม 2025 โดยข้อกล่าวหาที่ ICC ยื่นฟ้องนั้นเกี่ยวข้องกับการ ฆาตกรรม, ทรมาน และข่มขืน ที่เกิดขึ้นระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2011 ถึง 16 มีนาคม 2019 ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ ICC แต่หมายจับถูกส่งผ่าน INTERPOL ทำให้เขากลายเป็นผู้นำฟิลิปปินส์คนแรกที่ต้องขึ้นศาลระหว่างประเทศ

ช่วงที่ ดูแตร์เต ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ริเริ่มนโยบายที่ทำให้เกิดการ ปราบปรามยาเสพติด อย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน โดยที่รัฐบาลฟิลิปปินส์อ้างว่าเป็นการจัดการกับ ผู้ค้ายาเสพติด แต่ในทางกลับกัน หลายประเทศในตะวันตกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งทำให้เขาต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลก

ถึงแม้จะถูกวิจารณ์หนักจากนานาชาติ แต่ คะแนนความนิยมในประเทศ ของเขาก็ยังคงสูง โดยเฉพาะในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ และจากการสนับสนุนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ซึ่งทำให้เขาดำรงตำแหน่งได้อย่างมั่นคง

แม้ว่า มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของฟิลิปปินส์ เคยประกาศว่า ฟิลิปปินส์จะไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวน ICC แต่รัฐบาลภายใต้การนำของ มาร์กอส จูเนียร์ ได้เปลี่ยนแปลงจุดยืนและตัดสินใจให้ความร่วมมือในการดำเนินคดีต่อดูแตร์เต

การจับกุม ดูแตร์เต ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ทางการเมืองฟิลิปปินส์ เพราะเขาได้กลายเป็นผู้นำคนแรกจากเอเชียที่ถูก ศาลอาญาระหว่างประเทศ ฟ้อง โดยต้องถูกพิจารณาคดีในวันที่ 23 กันยายน 2025 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญของการยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการสร้างความยุติธรรมในระดับสากล

พร้อททั้งส่งผลให้สะท้อนถึง การเผชิญหน้าระหว่างการเมืองภายในประเทศ และความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ก็ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ICC มีอำนาจในการดำเนินคดีแม้แต่กับผู้นำประเทศใหญ่ในเอเชีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออำนาจและอิทธิพลของผู้นำในอนาคต

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่เคยถูกขับไล่จากตำแหน่งและถูกกล่าวหาว่าทุจริตอย่างมโหฬาร จนมีทรัพย์สินมหาศาลกว่า 5,000-10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ 36 ปีต่อมา ลูกชายของเขา มาร์กอส จูเนียร์ กลับได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ขณะที่ ดูแตร์เต ก็ต้องเผชิญกับวิบากกรรมที่เกิดจากนโยบายของเขาเอง

อนาคตของ โรดรีโก ดูแตร์เต ดูเหมือนจะมีหลายคำถามที่ยังไม่สามารถตอบได้ ในขณะที่เขาเผชิญกับการพิจารณาคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ และประเทศฟิลิปปินส์กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ

ทรัมป์ขู่อิหร่าน หยุดหนุนฮูตี ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

(20 มี.ค. 68) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งคำเตือนถึงอิหร่าน ยุติการส่งอาวุธให้กลุ่มฮูตีโดยทันที รวมถึงกลุ่มติดอาวุธในเยเมน ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง 

“การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อกลุ่มฮูตีจะเลวร้ายลงอีก และพวกเขาจะถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social

คำเตือนของทรัมป์มีขึ้นหลังจากกลุ่มฮูตีเปิดฉากโจมตีเรือสินค้าและเรือรบที่ผ่านทะเลแดงอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ต่ออิสราเอลจากสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเส้นทางการค้าโลก

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ออกคำสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อฐานที่มั่นของฮูตีในเยเมน เพื่อตอบโต้การโจมตีเรือสินค้า และย้ำว่า ปฏิบัติการดังกล่าวจะดำเนินต่อไปจนกว่าฮูตีจะยุติการโจมตีในทะเลแดง

ทรัมป์ยังเน้นย้ำว่า อิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการสนับสนุนกลุ่มฮูตี และเตือนว่าหากมีการโจมตีใดๆ เกิดขึ้นในอนาคตจากกลุ่มติดอาวุธดังกล่าว อิหร่านจะต้องเผชิญกับผลกระทบอย่างรุนแรง

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการควบคุมสถานการณ์ในทะเลแดง และส่งสัญญาณชัดเจนว่า จะไม่มีการลดละความพยายามในการทำลายศักยภาพของกลุ่มฮูตี หากพวกเขายังคงคุกคามเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ยังคงเป็นประเด็นร้อนบนเวทีโลก โดยหลายฝ่ายจับตาดูว่าคำเตือนของทรัมป์จะส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่

‘วริษฐ์ ลิ้มทองกุล’ แชร์ประสบการณ์ทำข่าวต่างแดน ชี้ ทุกประเทศมีกฎเกณฑ์อย่าคิดว่าเป็นสื่อแล้วจะทำอะไรก็ได้

(20 มี.ค. 68) นายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล ผู้สื่อข่าวอาวุโส เครือผู้จัดการ โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการทำข่าวในประเทศจีน ว่า

ผมกับภรรยา คือ คุณดวงพร ลิ้มทองกุล น่าจะเป็นนักข่าวไทยเพียงไม่กี่คน ที่เคยเป็นนักข่าวชาวไทย จากสำนักข่าวของประเทศไทยที่เคยประจำอยู่ระยะยาวที่ประเทศจีน ผมกับภรรยาอยู่ที่กรุงปักกิ่งในช่วงปี ค.ศ.2002-2008 โดยช่วง 4 ปีแรกเรียนหนังสือไปด้วยและทำงานข่าวไปด้วย ส่วนในช่วง 2 ปีหลัง โดยเครือผู้จัดการมีสำนักงานอย่างเป็นทางการตั้งอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ส่วนผมกับภรรยาก็มีสถานะเป็นนักข่าวประจำกรุงปักกิ่งอย่างเต็มตัว คือ มีวีซ่า J-1 (记者) 

สำหรับ J-1 เป็นวีซ่าผู้สื่อข่าวระยะยาว ต้องต่ออายุทุกปี ส่วน J-2 นั้นคือ วีซ่าผู้สื่อข่าวระยะสั้น คือไปทำงานไม่กี่วันก็กลับ ซึ่งส่วนใหญ่ทางการจีนจะอนุญาตให้อยู่ในประเทศจีนได้เท่าจำนวนวันที่ขอเช่น ทำข่าว 4 วัน ก็อยู่ได้ 4 วัน, ขอทำข่าว 7 วันก็ได้ 7 วันจริงๆ ไม่สามารถแถม ทำธุระ เยี่ยมเพื่อน หรือ เที่ยวต่อได้ เพราะวีซ่าจะระบุวันไปวันกลับของคุณแบบเป๊ะๆ 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวผมเองไม่ได้เคยแค่อยู่และประจำที่ประเทศจีนเท่านั้น แต่เคยเดินทางไปทำข่าวทั่วประเทศจีน รวมถึงในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งยังเคยเป็น Fellowship ในโครงการ NSK-CAJ ของสมาคมหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น, ได้ร่วมโปรแกรม IVLP จากสถานทูตสหรัฐฯ ไปเป็น Fellowship เรื่อง Media Literacy and Countering Disinformation ที่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับพี่ ๆ น้อง ๆ สื่อไทยหลายคน 

เผอิญตอนนี้ มีคณะของคุณภูมิธรรม เวชยชัย กับคุณทวี สอดส่องไปภารกิจเยี่ยม 40 อุยกูร์ที่จีน มีนักข่าวไทยโดนห้ามโน่นห้ามนี่ ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ บางคนบอกว่า "จีน" ก็คือเผด็จการไม่ต่างจาก "เกาหลีเหนือ" ตัวผมเองก็ต้องชี้แจงอย่างนี้ว่า นักข่าวบางคน หรือ ผู้เสพสื่อบางคนก็อย่ามโนมากเกินไป การที่คุณได้ไปทำข่าวเมืองนอก ไม่ใช่ว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะการที่เข้าไปในพื้นที่ค่อนข้างอ่อนไหว รายงานข่าวในประเด็นที่กำลังเป็น Hot Issue ระดับโลก

สังคมต่าง ๆ ประเทศต่าง ๆ เขาก็มีกฎเกณฑ์ในการทำข่าวของเขา จีนก็มี , ญี่ปุ่นก็มี, สิงคโปร์ก็มี, ไต้หวันก็มี, สหรัฐอเมริกาก็มี, อังกฤษก็มี ไม่ใช่ว่าคุณจะเดินดุ่ม ๆ ไปถ่ายรูปคนโน้นคนนี้ได้ตามในชอบ ในหลาย ๆ ประเทศมีกฎหมายเสียด้วยซ้ำว่าห้ามถ่ายรูปเด็ก-เยาวชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง ตอนผมไปทำข่าวที่อังกฤษ นักข่าวจะสัมภาษณ์ใครต้องมี Consent หรือ เอกสารยินยอม จากบุคคลนั้น ๆ ให้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ได้ผ่านสื่อใดบ้าง โดยต้องเซ็นเอกสารกันเป็นกิจจะลักษณะ ... ซึ่งทุกคนที่เคยไปทำข่าวต่างประเทศอย่างนี้ ปกติก็จะเข้าใจข้อจำกัดในเรื่องเหล่านี้ดี

นักข่าวไทยบางคนเวลาอยู่บ้าน อาจจะได้รับอภิสิทธิ์ หรือ มี "บัตรเบ่ง" จนเคยตัวนึกว่าจะทำอะไรก็ได้ แต่เมื่อคุณอยู่นอกบ้านจริง ๆ คุณมีสถานะเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศเสียด้วยซ้ำ อย่าทำให้ใครดูถูกสื่อไทย ดูถูกคนไทยเลยว่า เอาแต่ใจ ไร้มารยาท และไม่เคารพประเทศที่คุณไปเยือน

คนที่เสียไม่ใช่คุณภูมิธรรม หัวหน้าคณะ คุณทวี หรือ กระทรวงต่างประเทศไทย หรือ สื่อต้นสังกัดของคุณหรอกครับ "คนไทย" เสียกันทั้งประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top