Sunday, 14 June 2026
Hard News Team

‘ดร.ไชยันต์’ โยนโจทย์ถึง ‘ดันแคน แมคคาร์โก’ กับแนวคิด 'เครือข่ายกษัตริย์' ขอคำอธิบายและการประยุกต์ใช้ หลัง ‘พอล แชมเบอร์’ - นักวิชาการไทย นำไปอ้างอิง

ศาสตราจารย์ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ต่อกรณี งานของ ดร พอล แชมเบอร์ และนักวิชาการไทยท่านอื่นๆที่ชอบใช้กรอบแนวคิดเรื่อง Network Monarchy (เครือข่ายกษัตริย์/NM) ในการวิเคราะห์การเมืองไทย

1. อยากให้ ศาสตราจารย์ Duncan McCargo (เจ้าของ NM). ช่วยอธิบายความหมายและการประยุกต์ใช้ กรอบแนวคิด Network Monarchy (NM)หน่อยครับ (ท่านอาจารย์ดันแคนอ่านภาษาไทยได้)

2 เพราะผมได้ไปอ่านบทความที่เขียนวิพากษ์ NM ของอาจารย์ดันแคนมา พบว่า 
“แม้ว่าแนวคิด ‘เครือข่ายกษัตริย์’ ที่มีอิทธิพลของดันแคน แมคคาร์โกจะถูกอ้างถึงบ่อยครั้งในวรรณกรรมเกี่ยวกับการเมืองไทยในช่วงไม่นานมานี้ 
แต่ก็ยังมีการพัฒนาไม่เพียงพอ”

ด้วยเหตุนี้ แนวคิดนี้จึงถูกตั้งคำถามและท้าทายโดยนักวิชาการหลายคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

ในบทความ Pacific Affairs ของเขาในปี 2021 แมคคาร์โกได้โต้แย้งข้อโต้แย้งของนักวิชาการเหล่านี้หลายคนและปกป้องแนวคิดของเขา 
อย่างไรก็ตาม การปกป้องของเขานั้นไม่น่าเชื่อถือ 

เนื่องจากไม่ได้ขยายความถึงขอบเขต องค์ประกอบ และรูปแบบการดำเนินงานของเครือข่ายกษัตริย์ ทำให้ข้อบกพร่องของแนวคิดดั้งเดิมของเขายังไม่ได้รับการแก้ไข 

ที่สำคัญที่สุด ตอนนี้แมคคาร์โกเน้นย้ำถึงคุณสมบัติ 'ที่คลุมเครือ' ของเครือข่ายกษัตริย์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เขาไม่ได้เน้นในตอนแรก เพื่อรองรับความผิดปกติเชิงประจักษ์ใหม่ๆ และโต้แย้งกับผู้วิจารณ์ของเขา การทำเช่นนี้ทำให้ข้อโต้แย้งของเขาไม่สามารถหักล้างได้ 

บทความนี้ใช้แนวคิดของ Robert Cribb เป็นพื้นฐาน เพื่ออธิบายว่าทำไมแนวคิดเครือข่ายกษัตริย์ซึ่งพัฒนาไม่เพียงพอจึงแพร่หลายไปทั่วในตอนแรก”

(ส่วนหนึ่งจาก Nishizaki, Yoshinori, “ ‘Ambitious’ Network Monarchy as Problematic Euphoric Couplet,” September 2023Pacific Affairs 96(3):553-568.)

ปล.
ท่านอาจารย์ดันแคนเพิ่งมาสัมภาษณ์ผมไม่นานมานี้ ผมเลยถามท่านว่า “อาจารย์คิดว่า อย่างตัวผมนี่ อยู่ใน Network Monarchy ไหมครับ และเพราะอะไร ?”
ท่านตอบครับ
อยากให้ผู้อ่านลองเดาว่า ท่านตอบอย่างไร

เทคนิคบุรีรัมย์ ล้ำสมัย 'เรียนดี มีความสุข' พร้อมน้อมนำเรียนพลังงาน กับคาร์บอนพร้อมทำจริง ลดค่าไฟ 20-100%

เมื่อวานนี้ (10 เม.ย.68) ณ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ นายภูวดล มิ่งขวัญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ มอบหมายให้ นายสมพร โพธิ์กำเนิด รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ต้อนรับ คุณประจักษ์ กิตติรัตน์วิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัทเจริญชัยหม้อแปลง พร้อมคณะ อ.กรอ.อศ 

ได้รับมอบหมายหน้าที่ จากกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 'เรียนดี มีความสุข' นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาให้ลงพื้นที่สำรวจ และติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย ลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าลดพลังงาน ลดคาร์บอน 

โดยวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ พร้อมนำแนวทางสู่การลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้า 20-100% แบบ“ Net Zero สู่ Near Zero by IoT AI “พร้อมนำเทคโนโลยีนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Erdi CMU ในการลดค่าไฟฟ้า ลดคาร์บอน พร้อมการเรียนการสอน สมัยใหม่ ด้านการวิเคราะห์ และ บริหารจัดการพลังงาน แบบ IoT AI Real Time

ขอบคุณข้อมูลเฟสบุ๊ควิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์พร้อมน้อมนำ พร้อมสู่ 
ลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้า 20-100% แบบ 'Net Zero สู่ Near Zero by IoT AI' พร้อมนำเทคโนโลยี นวัตกรรมแห่งชาติ https://www.facebook.com/share/p/1F1S1DwnRQ/?mibextid=wwXIfr

‘ทรัมป์’ ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าและคว่ำบาตร ‘เม็กซิโก’ ปมไม่แบ่งปันน้ำจาก ‘แม่น้ำริโอแกรนด์’ ให้เกษตรกรเท็กซัส

(11 เม.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่าจะใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าและการคว่ำบาตรต่อเม็กซิโก หากรัฐบาลเม็กซิโกยังคงไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องการแบ่งปันน้ำจากแม่น้ำริโอแกรนด์ ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1944

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน ระบุว่า “บรูก โรลลินส์ รัฐมนตรีเกษตรของผม กำลังยืนหยัดเพื่อเกษตรกรเท็กซัส และเราจะเดินหน้าบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ ต่อไป ทั้งการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม และอาจรวมถึงการคว่ำบาตร จนกว่าเม็กซิโกจะเคารพสนธิสัญญา และส่งน้ำที่เป็นของเท็กซัสคืนมา”

ตามสนธิสัญญาปี 1944 เม็กซิโกมีพันธกรณีต้องส่งมอบน้ำจากแม่น้ำริโอแกรนด์ให้แก่สหรัฐฯ ประมาณ 1.75 ล้านเอเคอร์-ฟุต ภายในรอบระยะเวลา 5 ปี โดยผ่านระบบเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่เชื่อมต่อกันระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทเรื่องน้ำระหว่างสองประเทศมีประวัติความตึงเครียดยาวนาน โดยเฉพาะในช่วงปี 2020 ซึ่งความขัดแย้งได้ปะทุจนกลายเป็นความรุนแรง เมื่อเกษตรกรชาวเม็กซิโกจำนวนมากเข้ายึดเขื่อนในพื้นที่ชายแดน เพื่อพยายามปิดกั้นการส่งน้ำไปยังสหรัฐอเมริกา

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นและภัยแล้งที่ยาวนานทำให้ทรัพยากรน้ำขาดแคลน น้ำจากแม่น้ำที่ทั้งสองประเทศใช้ร่วมกันจึงกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างยิ่ง

ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการเขตแดนระหว่างประเทศและน้ำ ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านน้ำระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐฯ ระบุว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020 ถึงเดือนตุลาคม 2024 เม็กซิโกสามารถจัดส่งน้ำได้เพียงประมาณ 400,000 เอเคอร์ฟุต ซึ่งต่ำกว่าระดับที่กำหนดในสนธิสัญญาอย่างมาก โดยยังขาดอยู่อีกกว่า 1.4 ล้านเอเคอร์ฟุต ส่งผลให้หนี้ค้างชำระสะสมต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ด้านผู้นำเม็กซิโก ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ได้ตอบโต้ผ่านโพสต์บนเอ็กซ์ (X) ว่า เม็กซิโกยังคงพยายามปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสนธิสัญญา “เท่าที่ทรัพยากรน้ำจะเอื้ออำนวย” และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงเกษตรของเม็กซิโกเริ่มการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างเร่งด่วน

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากไม่มีทางออกอย่างชัดเจน ความตึงเครียดเรื่องน้ำอาจกลายเป็นประเด็นทางการทูตที่บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพันธมิตรทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะยาว

จีนตอบโต้ศึกการค้า ประกาศลดนำเข้าหนังฮอลลีวูด ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นการลงโทษที่แยบยล เจ็บตัวน้อยแต่ทำให้วอชิงตันต้องคิดหนัก

(11 เม.ย. 68) จีนประกาศแผนลดการนำเข้าภาพยนตร์จากสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในวันนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดจากข้อพิพาททางการค้าระหว่างสองประเทศ ที่ยังคงร้อนแรงและไม่มีวี่แววผ่อนคลาย

โฆษกของ China Film Administration (CFA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมการอนุมัติฉายภาพยนตร์ในประเทศจีน กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ “ปรับสมดุลทางการตลาด” และ “สะท้อนความนิยมของผู้ชมชาวจีน” โดยชี้ว่าการที่สหรัฐฯ เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากจีน รวมถึงภาพยนตร์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสนใจของผู้บริโภคในจีน

“เราจะยังคงสนับสนุนภาพยนตร์ที่มีคุณภาพจากทั่วโลก และเปิดรับเนื้อหาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดภาพยนตร์จีน ซึ่งกำลังเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็ว” โฆษก CFA กล่าว

คริส เฟนตัน ผู้เขียนหนังสือ Feeding the Dragon: Inside the Trillion Dollar Dilemma Facing Hollywood, the NBA, and American Business กล่าวว่า การลดจำนวนภาพยนตร์จากสหรัฐฯ ถือเป็น “วิธีที่โดดเด่นอย่างยิ่งในการแสดงออกถึงการตอบโต้ โดยแทบจะไม่มีผลเสียใดๆ ต่อจีนเลย”

“การลงโทษฮอลลีวูดอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความแข็งแกร่งของปักกิ่ง ซึ่งวอชิงตันจะต้องสังเกตเห็นอย่างแน่นอน” เฟนตันกล่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แทบไม่ได้ออกมาปกป้องฮอลลีวูด โดยตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่ของจีนว่า “ผมคิดว่าผมเคยได้ยินเรื่องที่แย่กว่านี้”

แม้จะมีข้อจำกัดใหม่ แต่แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมบันเทิงระบุว่า ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์บางเรื่องที่มีฐานแฟนคลับในจีนยังสามารถเข้าฉายได้ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง 'Thunderbolts' ของ Marvel Studios ที่จะเข้าฉายในจีน วันที่ 30 เมษายน 2568

บริษัท IMAX ซึ่งมีธุรกิจทั้งในจีนและต่างประเทศ ระบุว่า ข้อจำกัดดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยกล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราคาดว่าปีนี้จะเป็นปีที่แข็งแกร่งสำหรับ IMAX ในจีน โดยไตรมาสแรกของปีนี้ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์”

เซธ เชเฟอร์ นักวิเคราะห์จาก S&P Global Market Intelligence Kagan ให้ข้อมูลว่า แม้จะมีข้อจำกัด แต่ในปัจจุบัน ภาพยนตร์จากต่างประเทศที่ได้เข้าฉายในจีนมีเพียงราว 25% เท่านั้น และเปอร์เซ็นต์นี้ยังคงลดลงเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศจีนเอง

“แม้จะได้เข้าฉายในจีน รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศจากจีนก็มีสัดส่วนน้อยกว่า 10% ของรายได้รวมทั่วโลก” เขากล่าว พร้อมยกตัวอย่างภาพยนตร์ 'Captain America: Brave New World' ซึ่งออกฉายในเดือนกุมภาพันธ์ และทำรายได้ในจีนเพียง 14.4 ล้านดอลลาร์ จากยอดรวมทั่วโลกที่ 413 ล้านดอลลาร์

ในอดีต ภาพยนตร์อย่าง 'ไททานิค' และ 'อวตาร' ประสบความสำเร็จมหาศาลในจีน ทำให้ดาราอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และผู้กำกับอย่าง เจมส์ คาเมรอน เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนภาพยนตร์จีนทุกวัย

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2020 ภาพยนตร์ที่ผลิตโดยจีนเองสามารถครองสัดส่วนตลาดถึง 80% ของรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศประจำปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณ 60% ในปีก่อนหน้า

ในรายชื่อภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของจีน มีเพียงเรื่องเดียวจากต่างประเทศที่ติดอยู่ใน 20 อันดับแรก นั่นคือ 'Avengers: Endgame' ที่ทำรายได้กว่า 4.25 พันล้านหยวน หรือราว 579.8 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ภาพยนตร์ที่เหลือล้วนเป็นผลงานจากจีน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้จะเป็นมาตรการเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลก ที่กำลังมุ่งสู่การกระจายตัวมากขึ้น และลดการพึ่งพา 'อุตสาหกรรมภาพยนตร์สหรัฐ' ลงอย่างต่อเนื่อง

‘เอกนัฏ’ ลั่น ไม่ว่าผลสอบตึกถล่มจะออกมาอย่างไร แต่เหล็กของซิน เคอ หยวน ถือว่าสอบตก พร้อมปรับแผนส่งทีมสุดซอย ร่วมเจ้าหน้าที่ DSI เข้าตรวจสอบเก็บข้อมูลบริษัทฯแล้ว

(11 เม.ย. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอปรับแผน ให้ชุดสุดซอยนำหมายศาลเข้าค้นบริษัท ซิน เคอ หยวน (SKY) พร้อม DSI และตำรวจสอบสวนกลาง

“สำหรับผม ไม่ว่าผลสอบสาเหตุของตึกถล่มโดยคณะกรรมการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร ผลทดสอบของเหล็ก SKY หรือ ซิน เคอ หยวน ถือว่าสอบตกไปแล้ว”

1. ตัวอย่างเหล็กใหม่ที่เก็บจากโรงงานที่ถูกปิดช่วงธันวาคม(จนถึงวันนี้) สอบตกไปสองรอบ และไม่อนุญาตให้ทดสอบใหม่อีกเป็นรอบที่สาม

2. ตัวอย่างที่ผมได้นำทีมไปเก็บจากบริเวณตึกถล่ม ท่ามกลางสื่อฯ ซึ่งในวันนั้น ผมไม่รู้ด้วยซํ้าว่าจะเจอเหล็กยี่ห้ออะไร ตัดเหล็กด้วยอุปกรณ์จากเหล็กท่อนยาวที่ประเมินว่าไม่ได้รับผลกระทบจากการถล่ม (ได้ถ่ายคลิปเก็บไว้ด้วย) ปรากฏว่าเหล็กข้ออ้อยของ SKY สอบตกไปสองรายการ ในขณะที่เหล็กของยี่ห้ออื่นผ่าน

สอบตกก็คือตก แม้ผลสอบสาเหตุตึกถล่มจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ผลทดสอบของเหล็ก SKY ก็ไม่ผ่านอยู่ดี 

แต่หากทางเจ้าพนักงานจะประสานเจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมไปร่วมเก็บหลักฐานเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ ก็ยินดีให้ความร่วมมือครับ

อย่างไรก็ตาม จะต้องเร่งสืบค้นข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะเหล็กที่ถูกนำออกสู่ตลาดไปก่อนหน้าที่โรงงานจะถูกปิดในช่วงธันวาคมที่ผ่านมา ให้ปรากฏต่อสาธารณะโดยเร็วที่สุด ระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายต่อไป

ซึ่งก่อนหน้า ทีมสุดซอยได้เข้าไปที่บริษัท SKY เพื่อตรวจสอบโรงงาน และได้ขอข้อมูลเกี่ยวกับเหล็กที่ถูกจำหน่ายออกไป 

แต่กลับพบความผิดปกติเกี่ยวกับกาก 'ฝุ่นแดง' ที่ปรากฏอยู่ในปริมาณมาก ราว ๆ 40,000-50,000 ตัน เกินปริมาณที่เคยได้แจ้งไว้ในระบบไปหลายเท่า จึงได้มีคำสั่งให้ทางบริษัทชี้แจง

แต่จนถึงวันนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทเกี่ยวกับการจำหน่ายเหล็กกลับไม่เป็นประโยชน์ ส่วนเรื่องฝุ่นแดง ก็ไม่ได้รับคำชี้แจงภายในระยะเวลาที่กำหนด

ผมจึงให้ชุดสุดซอยปรับภารกิจในวันนี้ จากเดิมจะไปร่วมเก็บหลักฐานที่บริเวณตึกถล่ม 

แต่เปลี่ยนให้นำหมายศาล ไปเข้าค้นบริษัท SKY พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง และ DSI เพื่อนำคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด มาสืบค้นหาข้อมูลให้ได้

ซึ่งในขณะนี้ ทีมงานได้อยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการแล้วครับ

สมุทรปราการ-แพรกษาใหม่ ร่วมต้อนรับ 'แพทองธาร ชินวัตร' นายกรัฐมนตรี ประธานเผายาเสพติด กว่า 27 ตัน 

เมื่อวานนี้ (10 เม.ย.68) ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ภายใต้การอำนวยความสะดวก โดย นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ร่วมให้การต้อนรับ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางมาด้วยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ลงจอดที่หน้าลานอาคารศูนย์งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแพรกษาใหม่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง สมุทรปราการ 

ที่จะเดินทางไปเป็นประธานการแถลงผลการดำเนินงานตามปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ผนึกกำลัง 51 อำเภอชายแดน ในห้วง 2 เดือนแรก (1 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2568) 

โดยเป็นประธานการเผาทำลายยาเสพติดของกลางของสำนักงาน ป.ป.ส. ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 2) โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกฝ่ายการเมือง พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวิชัย ไชยมงคล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  

พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรงรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลเอก ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. นายศิริสุข ยืนหาญ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นายบุญช่วย หอมยามเย็น รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง พล.ต.ฉกาจ ขันตี รอง ผอ.ศปป.2 กอ.รมน. 

และหัวหน้าส่วนราชการจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมพิธีเผาทำลายยาเสพติด จำนวนกว่า 27 ตัน ณ บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ 

‘รัฐบาลสหรัฐฯ’ ไล่นักเรียนต่างชาติพ้นแคมปัส เพิกถอนวีซ่า 300 คน โดยไม่มีคำเตือน ‘UCLA’ กระเทือนหนัก

(11 เม.ย. 68) ฮูลิโอ แฟรงค์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอส แอนเจลิส (UCLA) แถลงผ่านเว็บไซต์ทางการของมหาวิทยาลัยถึงกรณีที่รัฐบาลทรัมป์ได้มีคำสั่งเพิกถอนวีซ่านักเรียนต่างชาติ (student visas) มากกว่า 300 รายทั่วประเทศ โดยมีนักศึกษาของยูซีแอลเอที่ได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 10 คน และเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการแจ้งเตือนหรือชี้แจงล่วงหน้าจากรัฐบาลกลาง

อธิการบดีแฟรงค์ ระบุว่า นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 6 คน ที่ยังคงศึกษาอยู่ในปัจจุบัน และอีกประมาณ 6 คนที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาและอยู่ในช่วงฝึกงานภายใต้โปรแกรม OPT (Optional Practical Training) ซึ่งอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติทำงานต่อได้อีก 1-2 ปี หลังจบการศึกษา

มหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ ซึ่งมีนักศึกษาจากเอเชียมากกว่า 26% ระบุว่าการยกเลิกวีซ่าเกิดขึ้นผ่านระบบ SEVIS (Student and Exchange Visitor Information System) ภายใต้การดูแลของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และจากโปรแกรม SEVP (Student and Exchange Visitor Program) ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลของทางสถาบัน พบว่ามีการยุติสถานภาพ (terminated) ของนักศึกษาปัจจุบันและอดีตนักศึกษาอย่างน้อย 12 คน

แม้จะไม่มีการระบุเหตุผลที่ชัดเจน แต่โดยปกติแล้วการยกเลิกวีซ่านักเรียนจะเกี่ยวข้องกับการละเมิดข้อกำหนดตามโปรแกรมวีซ่า เช่น การเรียนไม่ครบชั่วโมง การหยุดเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการทำงานโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ตัวเลขของผู้ได้รับผลกระทบยังคงไม่แน่นอนและอาจมีการเปลี่ยนแปลง

ในแถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า “จนถึงขณะนี้ ยูซีแอลเอยังไม่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางได้ปฏิบัติการใด ๆ ภายในแคมปัส และยังไม่ได้รับคำชี้แจงใด ๆ จากรัฐบาลเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้”

อย่างไรก็ตาม ในเว็บไซต์ของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) มีข้อความระบุชัดว่า “หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับการปลอมแปลงวีซ่านักเรียน หรือนักเรียนต่างชาติที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย กรุณารายงานได้ที่นี่” ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการในครั้งนี้

ด้าน มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า กระทรวงของเขาได้เพิกถอนวีซ่ามากกว่า 300 ฉบับ โดยส่วนใหญ่เป็นวีซ่านักเรียน ภายใต้การกำกับดูแลของเขา

หนึ่งในคดีที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงแรก คือกรณีของนักศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย รวมถึงกรณีการจับกุม มะห์มูด คาลิล ภายหลังเข้าร่วมการประท้วงสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของนักเรียนต่างชาติในการเผชิญการเนรเทศ โดยมีการเพิกถอนวีซ่าอันเกิดจากความผิดเล็กน้อยในอดีต หรือในบางกรณีอาจไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนเลย ตามคำกล่าวของทนายความด้านการย้ายถิ่นฐาน

สำหรับ การบังคับใช้กฎหมายกับนักศึกษาต่างชาติในสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของอเมริกา มีขึ้นท่ามกลางการปราบปรามผู้อพยพครั้งใหญ่ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการใช้อำนาจในเชิงรุกในการตะเพิดผู้อพยพบางราย และดำเนินการเนรเทศโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการไต่สวน

เจฟฟ์ โจเซฟ ประธานสมาคมทนายความด้านการย้ายถิ่นฐานอเมริกัน กล่าวว่า “เครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่ในกฎหมายเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานล้วนเคยถูกใช้มาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้มันถูกใช้ในลักษณะที่สร้างความตื่นตระหนกและความโกลาหลในหมู่ประชาชน และสุดท้ายคนเหล่านั้นจะต้องออกจากประเทศไปโดยปริยาย”

อธิการบดีฮูลิโอ แฟรงค์ กล่าวปิดท้ายด้วยความห่วงใยว่า “เราต้องการให้นักศึกษานานาชาติของเรารู้ว่า คุณไม่ได้เผชิญสิ่งเหล่านี้เพียงลำพัง คุณเป็นส่วนหนึ่งของยูซีแอลเอ และเป็นส่วนสำคัญของชุมชนของเรา”

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568

เมื่อวันที่ (9 เม.ย.68) นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ เป็นประธานปล่อยแถวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2568 โดยมีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ หน่วยงานด้านความมั่นคงที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ตลอดจนสายการบินและผู้ประกอบการ เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมรับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบิน ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 

ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 11 ถึง 17 เมษายน 2568 มีการเพิ่มเที่ยวบินจำนวน 20 เที่ยวบิน ทั้งหมดเป็นเส้นทางการบินภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้มีเที่ยวบินเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 จากช่วงเวลาปกติ และคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว 20,000 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาปกติประมาณร้อยละ 14 ทั้งนี้ปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงใหม่มีเที่ยวบินเฉลี่ยวันละ 177 เที่ยวบิน ผู้โดยสารเฉลี่ยวันละประมาณ 22,000 คน ให้บริการเส้นทางภายในประเทศ 11 เส้นทาง และเส้นทางระหว่างประเทศ 19 เส้นทาง      

ทั้งนี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านความปลอดภัย การรักษาความสงบเรียบร้อย และการให้บริการผู้โดยสารอย่างเต็มกำลัง พร้อมจัดกิจกรรมต้อนรับผู้โดยสาร เพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นมิตรและความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย โดยในส่วนของการรักษาความปลอดภัยได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพิ่มความถี่ในการตระเวนตรวจบริเวณโดยรอบท่าอากาศยานทั้งในเขตการบินและพื้นที่สาธารณะ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจพื้นที่ด้วยกล้องวงจรปิด และสุ่มตรวจรถยนต์บริเวณทางเข้าก่อนเข้าถึงหน้าอาคารผู้โดยสาร โดยได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกคน ปฏิบัติงานด้วยความสุภาพ และปฏิบัติตามขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด 

และยังมีระบบ Traffic Monitoring System จำนวน 16 จุด ที่จะช่วยจัดการด้านการจราจรและเพิ่มความคล่องตัวในการจอดรถเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น สำหรับการอำนวยความสะดวกได้จัดเจ้าหน้าที่ Airport Help ช่วยดูแลแถวคอย และแนะนำให้ผู้โดยสารใช้บริการระบบเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติ (CUSS : Common Use Self Service) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ ลดระยะเวลาการรอคอยแถว 

นอกจากนี้ยังได้เพิ่มจุดบริการชาร์จแบตเตอรี่มือถือ ครอบคลุมพื้นที่พักคอยทั้งหมด อีกทั้งยังมีพื้นที่จอดรถยนต์และการบริการขนส่งสาธารณะ ทชม.มีบริการอาคารจอดรถ 10 ชั้น รวมกับพื้นที่ลานจอดรถยนต์กลางแจ้ง มีศักยภาพในการรองรับการจอดรถยนต์ได้ประมาณ 2,300 คัน และยังเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการด้วยการจัดพื้นที่จอดรถโดยไม่มีค่าใช้จ่ายบริเวณลานช้างข้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 12 เมษายน 2568 จนถึงเวลา 24.00 น.ของวันที่ 16 เมษายน 2568 เพื่อเป็นของขวัญในเทศกาลปีใหม่ไทยด้วย  

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีประชาชนเดินทางมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ประกอบกับ ทชม.ตั้งอยู่ในเส้นทางเชื่อมต่อกับถนนรอบคูเมือง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีประชาชนเดินทางมาเล่นน้ำสงกรานต์เป็นจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อการจราจรโดยรอบสนามบิน 

จึงขอแนะนำให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางมายังท่าอากาศยานเชียงใหม่ล่วงหน้ามากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการพลาดเที่ยวบิน และขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามมาตรการจำกัดของเหลว เจล และสเปรย์ที่จะนำขึ้นเครื่องบินอย่างเคร่งครัด เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการผ่านขั้นตอนการตรวจค้น

JSP ผนึก CDIP ผลักดันอุตสาหกรรมระดับจังหวัดสู่เทรนด์ยั่งยืน หลังพบธุรกิจสีเขียวโตแรง!! เป็นรองแค่อุตสาหกรรมเทคฯเท่านั้น

JSP ผนึก CDIP จับมือภาคอุตสาหกรรมระดับจังหวัดเปิดโครงการ OPOAI – C Next Steps ถ่ายทอดความรู้และนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการเพื่อยกระดับสู่ธุรกิจสีเขียว ที่เป็นเทรนด์การเติบโตสูงของโลก เป็นรองเพียงธุรกิจเทคโนโลยี

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) ผู้ให้บริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ผู้นำในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Own Brand และการรับจ้างผลิต (OEM) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคนและสัตว์ ยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร และเครื่องสำอาง เปิดเผยว่าบริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CDIP ซึ่งเป็นผู้วิจัยและพัฒนาในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับ JSP ล่าสุด CDIP ภายใต้การนำของ นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ร่วมมือภาคอุตสาหกรรมระดับจังหวัดและระดับชุมชน ในการร่วมกันวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้เกิดการเพิ่มมูลค่าด้วยการสร้างธุรกิจนวัตกรรมสีเขียว ด้วยการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบเหลือใช้จากโรงงานระดับท้องถิ่นเป็นสินค้าเพื่อลดปริมาณการทิ้ง หรือ“ขยะเป็นศูนย์ (zero  waste)” ในกระบวนการผลิตของแต่ละโรงงาน

ล่าสุด JSP และ CDIP ได้นำร่องในการจับมือกับอุตสาหกรรม จ. อุตรดิตถ์ ในโครงการ กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมสู่ธุรกิจตลาดสมัยใหม่ (OPOAI – C Next Steps) โดยโครงการนี้จะเริ่มจากการจัดอบรมเพื่อปูพื้นความรู้ สู่การพัฒนากลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการเกษตร กลุ่มสหกรณ์การเกษตร ผู้ประกอบการเกษตรแปรรูป ที่มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมของสมาชิก จนสามารถจัดทำร่างต้นแบบผลิตภัณฑ์ (Draft Prototype) อย่างน้อยกลุ่มละ 1 ผลิตภัณฑ์ พร้อมแผนธุรกิจ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร หลังการฝึกอบรมคณะกรรมการจะพิจารณาคัดเลือกกลุ่มที่ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร ให้มีความมั่นคงด้านอาชีพและมั่นคง ด้านรายได้อย่างยั่งยืนต่อไป

โดย JSP ได้โชว์เคสโครงการตัวอย่าง zero waste ด้วยการนำกากเจลาตินเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีมากถึง 50 ตันต่อปี ที่เกิดจากความร่วมมือกับบริษัท CDIP ซึ่งเป็นทีมวิจัยและพัฒนา ที่ตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย  จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ EM สารเพิ่มประสิทธิภาพพืช ภายใต้แบรนด์ 'ID.KASET' ซึ่งสามารถเปลี่ยน waste ให้เป็นผลิตภัณฑ์น้ำยา EM ที่มีมูลค่าสูงและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร ช่วยปรับสมดุลดินและน้ำ ช่วยให้พืชเจริญเติบโต ช่วยเกษตรกรลดการใช้สารเคมี รวมถึงสามารถกำจัดกากเจลาตินเหลือทิ้ง ให้เป็นประโยชน์ได้ถึง 450 กิโลกรัมต่อเดือน หรือคิดเป็น 12% ของเจลาตินเหลือทิ้งทั้งหมด

โดยก่อนหน้านี้ JSP ได้ร่วมมือกับ อบต.ศรีบัวบาน จ. ลำพูน เพื่อทำการทดสอบการฝังกลบให้เป็นอาหารของพืช ปรากฏว่าสามารถทำได้และปลอดภัย ช่วยลดต้นทุนค่ากำจัด 50,000 บาท แต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้ ทำให้เกิดความคิดริเริ่มในการเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งจากโรงงาน การร่วมมือกับ CDIP ครั้งนี้จึงเป็นความก้าวหน้าอีกขั้น ซึ่งทาง JSP และ CDIP จะไม่เพียงแต่นำผลิตภัณฑ์ ID.KASET ออกจำหน่าย ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำลายสิ่งแวดล้อมไปสู่พันธมิตรที่ดีกับภาคเกษตรกร

ทั้งนี้ การนำกากของเหลือใช้มาวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรเป็นตัวอย่างที่ดีในการยกมาให้กลุ่มอุตสาหกรรมชุมชนเรียนรู้เนื่องจากได้ประโยชน์ 2 ด้าน คือ ได้ลดปริมาณขยะเป็นศูนย์ และ ได้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเกษตรกรต่อยอดสินค้าที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น อีกทั้งการที่เกษตรกรสามารถยกระดับสินค้าเป็นสินค้าออร์แกนิกจะช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ลูกค้าระดับบน 

โดยข้อมูลจากตลาดหุ้นลอนดอนระบุว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านเศรษฐกิจสีเขียวเป็นอุตสาหกรรมที่มีผลงานดีเป็นอันดับ 2 รองจากธุรกิจด้านเทคโนโลยี มีมูลค่าการตลาดเกือบ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการเติบโตสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การใส่ใจด้านความยั่งยืนที่จะให้ความสำคัญกับการอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ว่าสินค้าแต่ละประเภทที่จะซื้อนั้นผลิตมาจากกระบวนการของธุรกิจสีเขียวหรือไม่ หากอุตสาหกรรมระดับชุมชนของไทยสามารถยกระดับไปสู่ธุรกิจสีเขียวได้ก็จะส่งผลให้เพิ่มมูลค่าไปสู่กลุ่มลูกค้าระดับบนที่พร้อมจะยอมจ่ายให้กับส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

‘ดร.กอบศักดิ์’ ชี้ ‘ทรัมป์’ ขึ้นภาษีนำเข้าจีนแตะ 145% ไม่ใช่ 125% ส่งผลจีนต้องหาตลาดใหม่ แนะไทยเตรียมรับมือสินค้าจีนทะลัก

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงการปรับเพิ่มอัตราภาษีระหว่างสหรัฐ อเมริกา กับ จีน ว่า...
145% ไม่ใช่ 125% !!! แต่ไม่ใช่ของใหม่

การเพิ่มอัตรา Tariffs ใส่จีนเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก แค่เขียนสั้นๆ ใน Executive Orders เช่น ในวันที่ 8 เมษายน  "ที่เคยเขียนไว้ว่า 34% ให้เอาออก และใส่คำว่า 84% เข้าไปแทน"

ในวันที่ 9 เมษายน อีกครั้ง "ที่เคยเขียนไว้ว่า 84% ให้เอาออก และใส่คำว่า 125% เข้าไปแทน" แค่นี้ก็จบ

หมายความว่า จีนต้องจ่ายภาษีนำเข้า ก่อน Reciprocal Tariffs 10 +10 = 20% สำหรับกรณี Fentanyl 

แต่เมื่อรวม Reciprocal Tariffs ที่ท่านประธานาธิบดีประกาศล่าสุด
10 + 10 + 125 = 145% !!!!

จึงไม่ใช่แค่ 125% ตามที่หลายคน (รวมถึงผมด้วย) เข้าใจกัน ภาษีที่สูงลิ่วนี้ ทำให้บริษัทต่างๆ ของสหรัฐเริ่มยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจากจีน เช่น Amazon แจ้ง Suppliers ไปว่า ขอยกเลิก เพราะสู้ภาษีนำเข้าไม่ไหว 
พร้อมหันไปหาประเทศอื่นๆ 

แลกกันคนละหมัด สหรัฐวุ่นวายเพราะตลาดทุนที่ปั่นป่วน โดยเฉพาะตลาด Bonds จีนกำลังจะวุ่นวายเพราะ โรงงานต่างๆ ไม่มีคำสั่งซื้อจากสหรัฐ

และถ้าเทียบกัน 
สหรัฐส่งออกมาที่จีนเพียง 143.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ.
ส่วนจีนส่งออกมาที่สหรัฐ 438.9 พันล้านดอลลาร์ สรอ.
หรือประมาณ 1 ต่อ 3 

หมายความว่าต่อไปจีนต้องหาตลาดใหม่ให้สินค้าตนเอง ประมาณเดือนละ 37 พันล้านดอลลาร์ สรอ. มากกว่าที่ไทยส่งออกไปทั้งโลกในแต่ละเดือนที่ 27 พันล้านดอลลาร์ สรอ.

ส่วนหนึ่งของสินค้าที่ถูกยกเลิกคงส่งมาบุกที่เมืองไทย 
เราคงต้องเตรียมการรับมือดีดีครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top