Friday, 5 June 2026
Hard News Team

น้องภูผา อายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.2 โรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง ในอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ถูกรุ่นพี่ชั้น ป.5 และ ม.4 ทำโทษที่เข้าแถวไม่เป็นระเบียบ และถูกสั่งให้วิ่ง แต่น้องภูผาวิ่งไม่ไหวเพราะเจ็บขา รุ่นพี่ทั้ง 2 คน จึงใช้ยาซีม่า จำนวน 6 ขวด ราดตามร่างกาย

เป็นแผลพุพองโดยเฉพาะที่ขาหนีบและอวัยวะเพศ เป็นแผลมากที่สุด ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเขาพนม กว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ซึ่งขณะนั้น ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยยอมรับว่า รุ่นพี่ได้ทำโทษน้องภูผาจริง เพราะไม่รักษาความสะอาด จนเป็นหิด รุ่นพี่จึงใช้สำลีชุบยาซีม่า ทาที่ตัวน้องภูผาด้วยความหวังดี จนเป็นแผลพุพอง

ต่อมา นางจินตนาพร แม่ของน้องภูผา ยืนยันว่า น้องถูกรุ่นพี่ทำร้ายร่างกายอย่างแน่นอน ยอมรับยังคาใจในหลายประเด็นกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะครูที่รู้ว่าน้องเป็นแผลตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม แต่กลับไม่ยอมพาไปส่งโรงพยาบาล พร้อมกับจะดำเนินคดีกับครู และ รุ่นพี่ทั้งสองคนให้ถึงที่สุด

ขณะที่ ผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดเผยว่า ตอนนี้ได้ตั้งกรรมการสอบสวนครูแล้ว ส่วนรุ่นพี่ที่ทำร้ายน้อง ผลสอบเสร็จสิ้นแล้ว เกิดจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทางโรงเรียนได้ว่ากล่าวตักเตือน พร้อมทั้งตัดคะแนนความประพฤติตามระเบียบ และ ทางโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเยียวยาช่วยเหลือเด็ก และครอบครัว

เรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนทั้ง สื่อหลัก และสื่อออนไลน์ ตลอดช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องหลายฝ่าย อาทิ ผู้อำนวยโรงเรียน คณะครู นายอำเภอ สส.พื้นที่ และเจ้าหน้าที่ พมจ. รวมถึงนายจ้างของแม่น้องภูผา ขอให้ยุติไม่แจ้งความเอาผิดกับคนที่เกี่ยวข้อง ไม่เช่นนั้นจะให้ออกจากงาน

ความคืบหน้าวันนี้ ที่โรงพยาบาลเขาพนม ทางแม่ของน้องภูผา ซึ่งยังคงเฝ้าดูอาการป่วยของน้องมาอย่างต่อเนื่อง และมีลูกสาวและลูกชายพี่ๆ ของน้องที่มาคอยช่วยดูแล โดยอาการพบว่าบาดแผลพุพองได้หาย และตกสะเก็ดเกือบทั้งหมดแล้ว ยังมีเพียงเล็กน้อยในร่มผ้า และวันนี้แพทย์ได้อนุญาตให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้

โดยจะออกจากโรงพยาบาลในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งวันนี้ได้มีครูของน้องเดินทางมาดูแลด้วย โดยได้นำหนังสือเรียนมาให้น้องทั้ง 3 คน ได้อ่านเพื่อเตรียมตัวสอบในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการสอบปลายภาค เพื่อไม่ให้การเรียนสะดุด และทางครูก็จะนำข้อสอบไปให้น้องทำที่บ้านต่ออีกด้วย

ขณะที่ แม่ของน้องภูผา บอกว่า อาการของน้องดีขึ้นมากแล้ว และขณะนี้จิตใจตนก็ดีขึ้นตามอาการของน้อง จึงได้ข้อสรุปว่า จะไม่ขอแจ้งความเอาผิดกับโรงเรียนทั้งในส่วนของนักเรียนรุ่นพี่ที่กระทำน้อง ครูที่ดูแล รวมถึงทางโรงเรียน และจะไปหาโรงเรียนใหม่ให้น้องทั้ง 3 คน เป็นโรงเรียน อ.เหนือคลอง เพราะบ้านของตนอยู่นั่น และขณะนี้ตนก็ได้งานใหม่แล้ว ก็เลยไม่หนักใจมากนัก แต่หากจะให้เรียนที่เดิม ก็จะลำบากตนเรื่องการเดินทางที่จะต้องไปมา 2 อำเภอ

ด้าน ครู บอกว่า ทาง ผอ.เป็นห่วงนักเรียนอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้มาช่วยดูแลเรื่องการเรียนของเด็กที่ต้องต่อเนื่อง โดยจะดูแลจนกว่าจะสอบเสร็จ และหากทางแม่ต้องการให้เรียนที่โรงเรียนเดิม ทางโรงเรียนก็พร้อมที่จะดูแลอย่างเต็มที่ ส่วนหากจะย้ายโรงเรียนนั้นก็จะเดินเรื่องให้

ที่มา: https://www.thainewsonline.co/news/809181



สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

ชินวรณ์ ฝากการบ้าน รมว.ศธ.คนใหม่ 5 ข้อ ขอให้ทำทันที

30 มีนาคม 2564 นายชินวรณ์ บุญญเกียรติ ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แสดงความยินดีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง พร้อมทั้งชื่นชมการประกาศ 12 นโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และ 7 มาตรการเร่งด่วน ที่นับได้ว่าเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีและตรงกับสถานการณ์และสภาพปัจจุบันปัญหาการศึกษาของประเทศในขณะนี้

"ขอเป็นกำลังใจและให้กล้าตัดสินใจเดินหน้าอย่างจริงจัง การศึกษาไม่มีเวลาให้ใครมาลองผิดลองถูกอีกต่อไป และขอให้ระวังกับดักของข้าราชการระดับสูง (ยกยอ ปอปั้น หาผลประโยชน์) เหมือนรัฐมนตรีหลายท่านที่ผ่านมา" นายชินวรณ์กล่าว 

พร้อมกับระบุเพิ่มเติมว่า นอกจาก 12 นโยบาย 7 มาตรการเร่งด่วนแล้ว ตนในฐานะเป็นอดีต รมว ศธ. เป็นสส. และเป็นรองประธานกรรมการขับเคลื่อน พรบ.การศึกษาแห่งชาติภาคประชาชน ขอเสนอให้ทำทันที 5 ประการ  

1.) เร่งรัดให้ ครม. เสนอ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กฤษฏีกาและตัวแทนครูร่วมกันพิจารณา

2.) เรียกขวัญกำลังใจครู นักเรียน กลับมาโดยการเดินหน้าทำงานหนักและชูธง 12+7+5 ทันที 

3.) สั่งสอบสวนกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน สก.สค. และย้ายเลขาธิการและคณะไปประจำ สร. เพื่อความยุติธรรมทันที

4.) สั่งสอบสวนกระบวนการหาผลประโยชน์จากการสั่งซื้อหนังสือเรียนไม่ครบ และหาผลประโยชน์จากการใช้งบเหลือจ่ายงบ 63 และงบปี 64 หลายพันล้านของ สพฐ.  และย้ายเลขาธิการและคณะเพื่อความยุติธรรมทันที 

5.) สั่งสอบสวนกรณีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่มีข่าวการซื้อขายตำแหน่งโดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา (ไร่ขิง) 

"ผมเชื่อมั่นในความตั้งใจของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ เพื่ออนาคตลูกหลานของเราเดินหน้าเถอะครับ" นายชินวรณ์กล่าวในที่สุด

รมว.แรงงาน แจงยอดปล่อยกู้กลุ่มรับงานไปทำที่บ้าน ปีงบ 64 คงเหลือพร้อมให้กู้ 3.7 ล้าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยผลการดำเนินงานกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 หลังปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% นาน 12 งวด ย้ำยังมีวงเงินให้กู้ สำหรับผู้เข้าเงื่อนไขที่กรมการจัดหางานกำหนด

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สภาพคล่องในการใช้จ่ายรวมทั้งการดำเนินการของผู้รับงานไปทำที่บ้าน กระทรวงแรงงานจึงพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินของกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน อยู่ในอัตราร้อยละ 0 ต่อปี ในงวดที่ 1 -12  ภายใต้กรอบวงเงิน 7,000,000 บาท 

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของแรงงานนอกระบบผู้กู้ยืมเงินกองทุนฯ ตามที่นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เน้นย้ำเสมอในเรื่องการดูแลแรงงานนอกระบบให้สามารถอยู่ได้ มีโอกาสเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในการประกอบอาชีพ สามารถขึ้นทะเบียน มีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นองค์กร ได้รับการส่งเสริมคุ้มครอง และพัฒนาสู่คุณภาพชีวิตที่ดี ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

“สำหรับผลการดำเนินงานกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 29 มีนาคม 2564) ปล่อยกู้แล้วทั้งสิ้น จำนวน 20 กลุ่ม เป็นเงิน 3,210,000 บาท โดยยังมีวงเงินคงเหลือสำหรับผู้รับงานไปทำที่บ้านที่ต้องการกู้ยืมเงินกองทุนฯ อีก 3,790,000 บาท ซึ่งผู้รับงานไปทำที่บ้านที่ต้องการเงินทุน และเข้าเกณฑ์เงื่อนไขของกรมการจัดหางาน สามารถยื่นคำขอกู้เงินได้ที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 สำนักงานจัดหางานจังหวัด ในท้องที่ที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้จดทะเบียนไว้กับกรมการจัดหางาน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าว

ด้านนายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า สำหรับการกู้ยืมเงินกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน ที่คิดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม ร้อยละ 0 ต่อปี ในงวดที่ 1- 12 โดยไม่ปลอดเงินต้น และในงวดที่ 13 เป็นต้นไปจนสิ้นสุดสัญญา คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ภายในกรอบวงเงิน 7,000,000 บาทนั้น มีเป้าหมายเพื่อให้แรงงานนอกระบบที่เป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนถูกกฎหมาย อัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเริ่มให้ยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นมา จนถึง 31 สิงหาคม 2564 โดยต้องทำสัญญากู้ยืมให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2564 

“คุณสมบัติผู้กู้จะต้องเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านที่จดทะเบียนไว้กับกรมการจัดหางาน มีผลการดำเนินการและมีรายได้จากการรับงานไปทำที่บ้าน หรือมีหลักฐานการรับงานไปทำที่บ้านจากผู้จ้างงาน ซึ่งมีทั้งประเภทบุคคลและกลุ่มบุคคล โดยประเภทบุคคลต้องมีทรัพย์สินหรือเงินทุนไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ส่วนประเภทกลุ่มบุคคลจะต้องมีผู้นำกลุ่มและสมาชิกกลุ่มกู้ร่วมกันไม่น้อยกว่า 5 คน  มีทรัพย์สินหรือเงินทุนในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มรวมกันไม่น้อยกว่า 10,000 บาท รายบุคคลกู้ได้ไม่เกิน 50,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนภายใน 2 ปี และรายกลุ่มบุคคลไม่เกิน 300,000 บาท 

ระยะเวลาชำระคืนภายใน 5 ปี โดยตั้งแต่ปี 2548 – ปัจจุบัน  มีผู้รับงานไปทำที่บ้านที่จดทะเบียนกับกรมการจัดหางาน จำนวน 1,034 ราย/กลุ่ม สมาชิกจำนวน 5,993 คน และมีผู้กู้เงินจากกองทุนฯแล้ว จำนวน 509 ราย/กลุ่ม (29 ราย/480 กลุ่ม) เป็นเงิน 52,016,000 บาท” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

"แรมโบ้" ซัด "จตุพร" นัดเคลื่อนไหว ระวัง!ถูกผสมโรง

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊กไลฟ์ พีส ทอล์ค ชวนประชาชนร่วมระดมความเห็นจัดขบวนความคิด ในวันที่ 4 เมษายน ไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า นายจตุพร ต้องทบทวนการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย เป็นการซ้ำเติมประเทศในขณะที่กำลังประสบปัญหากับการระบาดโควิด-19 

นายเสกสกล กล่าวว่า ส่วนประเด็นทางการเมืองการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าไปตามกระบวนการขั้นตอนของรัฐสภาอยู่แล้ว นายจตุพรคงจะเป็นจะตายถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้ดั่งใจ คงเดือดร้อนกว่าการแพร่เชื้อไวรัสโควิดหรืออย่างไร คนตายทั้งประเทศเพราะพิษโควิดไม่เป็นไร ขอให้รัฐธรรมนูญสมดังใจนายจตุพรเอาเช่นนั้นหรือ คิดแค่นี้ก็เห็นแก่ตัวไม่สงสารชีวิตพี่น้องประชาชน 

นายเสกสกล กล่าวว่า ที่ผ่านมานายกฯได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนกับประเทศชาติไปบ้างแล้ว มีการแก้ไขปัญหา และพัฒนาประเทศอย่างไร ไม่ใช่แต่กลัวว่านายกฯ จะสืบทอดอำนาจต่อหรือไม่ ยืนยันว่านายกฯ ให้การสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตลอดมา ปล่อยให้สมาชิกรัฐสภาว่ากันเองแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็ปล่อยให้เป็นอิสระ นายจตุพรอย่ากินไม่ได้ถ่ายไม่ออก ไม่ได้อะไรสมดังใจก็ใส่ความแต่นายกฯ 

นายเสกสกล กล่าวว่า ขอเตือนนายจตุพรอีกครั้ง อาจจะมีกลุ่มที่เคลื่อนไหวล้มสถาบันอยู่ในขณะนี้นำเรื่องสถาบันมาผสมโรงกับการเคลื่อนไหวนายจตุพรด้วย และอาจถูกหลอก ถูกใช้เป็นเครื่องมือแบบไม่รู้ตัว  เหมือนเหตุการณ์ในอดีตที่นายจตุพร พาคนเสื้อแดงมาตายไปกี่คน ยังไม่สงสารดวงวิญญาณคนเหล่านั้นหรือ ควรหยุดเคลื่อนไหวได้แล้ว หัดรู้จักเอาบทเรียนมาปรับทัศนคติ ให้รู้จักรับผิดชอบชั่วดี ให้กับชีวิตตนเองบ้างเถิด

"ธนาธร" รุดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาไลฟ์เฟซบุ๊กวิจารณ์การจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ยัน ไม่กังวลถูกหมายเรียก ม.112

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เข้าพบ พ.ต.ท.อธิป ดอนนันชัย รองผกก. สน.นางเลิ้ง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหามาตรา 112 ที่ นายอภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ กรณีไลฟ์เฟซบุ๊กบรรยายหัวข้อ”วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย” ซึ่งมีเนื้อหาวิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลที่มีความล่าช้า และตั้งข้อสังเกตถึงการถ่ายโอนเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนจากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้ามายังบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์

โดยนายธนาธร กล่าวว่า ได้รับหมายเรียกจากการวิจารณ์กลยุทธ์การบริหารจัดซื้อจัดหาวัคซีนโควิด-19 แต่ตนไม่มีความกังวล และยังยืนยันว่า หากกลับไปฟังการอภิปรายจะไม่มีข้อความใดที่ละเมิดข้อหานี้เลย ส่วนกรณีกระทรวงเศรษฐกิจเพื่อดิจิทัลและสังคม (ดีอีเอส) ได้ขออนุญาตศาลให้ถอดเฟซบุ๊กไลฟ์นั้น ศาลชั้นต้นตัดสินให้คงคลิปไว้ได้ ส่วนการแจ้งข้อหาวันนี้ ก็อยู่ที่ตำรวจว่าจะพิจารณาอย่างไร เพราะตนมีเจตนาดีต่อสังคม ซึ่งสิ่งที่พูดไว้เมื่อ 2 เดือนก่อนเป็นจริงแล้วในตอนนี้ หากพึ่งบริษัทใดบริษัทหนึ่งมากเกินไป ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อสังคม

นายธนาธร กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์เกี่ยวกับวัคซีนตอนนี้แบ่งเป็นเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจัดหา และเรื่องการฉีด ตอนนี้เรามีวัคซีนค้างสต็อกกว่า 1 ล้านโดสที่ยังไม่ฉีด โดยฉีดไปเพียง 1.5 แสนเข็มตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. ถึงตอนนี้ ตกวันละ 5,000 โดส แสดงว่าไม่มีประสิทธิภาพในการฉีด หากจะหมด 1 ล้านโดส ต้องใช้เวลา 200 วัน จึงจะหมดสต็อก หากไม่ทวงถามไม่ตรวจสอบประชาชนคงไม่ทราบ เหตุใดไม่รีบฉีดในเมื่อมีวัคซีนในมือ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการทั้งหมดมีปัญหา

เมื่อถามว่าคาดคิดหรือไม่ว่าจะต้องมารับทราบข้อกล่าวหาในมาตรา 112 นายธนาธร กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ดึงสถาบันมาปกปิดความผิดของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า การถูกหมายเรียกในวันนี้จึงไม่เหนือความคาดหมาย ไม่มีหลักฐานอะไรต้องนำมาชี้แจง เพราะตนบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีประเด็นอะไรที่ก้าวล่วง

นายธนาธร กล่าวอีกว่า วันนี้มีการใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน กี่ครั้งแล้วที่มีผู้มาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล กรณีการสลายชุมนุมหมู่บ้านทะลุฟ้า ที่มีความสงบสันติและมีข้อเรียกร้องชัดเจน ต้องเรียกร้องรัฐบาลว่าหากต้องการให้สังคมอยู่อย่างสงบสุข ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เสมอภาค

ด้าน พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบ.ช.น. กล่าวว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่นายอภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งความร้องทุกข์กับ สน.นางเลิ้ง ว่านายธนาธรกระทำความผิดโดยได้วิพากย์วิจารณ์เรื่องวัคซีนในเฟซบุ๊ก ซึ่งพนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานที่เชื่อว่านายธนาธรได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และมาตรา 112 ซึ่งวันนี้เมื่อรับทราบข้อกล่าวหาเสร็จก็ไม่ได้ควบคุมตัว และจะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก เล่าถึงบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี หลัง ‘รุ้ง-ไมค์’ ได้ร้องออกมาด้วยความคับแค้นใจกับกระบวนการยุติธรรม จนตัวเองต้องอดร้องด้วยไม่ได้ว่า...

นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก เล่าถึงบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี หลัง ‘รุ้ง-ไมค์’ ได้ร้องออกมาด้วยความคับแค้นใจกับกระบวนการยุติธรรม จนตัวเองต้องอดร้องด้วยไม่ได้ว่า...

สมยศ พฤกษาเกษมสุข แถลงว่า การไม่ให้ประกันตัวเป็นอุปสรรคในการต่อสู้คดี และไม่เป็นธรรม เพราะท้ายที่สุดแล้วต่อให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ระหว่างต่อสู้คดีตนเองก็คงต้องติดคุก

ไปแบบนี้เรื่อย ๆ ขอให้ศาลมอบโทษประหารชีวิตให้เพื่อยุติปัญหา เขาพร้อมพลีชีพสังเวยความไม่ยุติธรรม

ด้าน ไมค์ ภานุพงศ์ ร้องไห้น้ำตาไหล เพราะมันคับแค้นจุกแน่นอยู่ในอก ถึงความไม่ยุติธรรม

ไมค์ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ชนิดที่แม่ของเขาเองก็ยังแปลกใจ

“มันไม่เป็นธรรมกับเราเลยนะพี่ ไมค์ไม่ได้กลัว จะติดก็ติดไป แต่อยากได้เพียงความยุติธรรมแค่สิทธิในการประกันตัวเรายังไม่ได้ เราจะได้ความยุติธรรมจริง ๆ หรอพี่”

ขณะที่ เพนกวิน เข้ามาในห้องพิจารณา ร่างกายซูบผอมลงไปเยอะ อิดโดยเต็มที ใบหน้าซีดขาว แขนข้างซ้ายของเขามีสายระโรงระรางเต็มไปหมด ใช่ มันคือสายน้ำเกลือ แขนของเขาถูกเจาะเพื่อใส่น้ำเกลือลงไป เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะพูดจาสื่อสาร เพราะอดอาหารประท้วงทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกันตัวมาแล้วกว่า 14 วัน

รุ้ง ปนัสยา กล่าวแถลงด้วยน้ำตา สรุปความได้ว่า หนูเป็นเพียงแค่นักศึกษา อายุแค่ 22 ปี

หนูฝันถึงสังคมและอนาคตที่ดีกว่า การที่หนูออกมาใช้สิทธิเสรีภาพเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหนูผิดอะไร หนูกับเพื่อนอีกหลายคนไม่ได้ประกันตัว พวกเราถูกบังคับไม่ให้มีโอกาสนั้น

หนูกลัวค่ะ หนูกลัวว่าเพื่อนหนูจะเป็นอะไรไป หนูบอกเพนกวินว่า หนูกลัวมันตาย แต่เพนกวินตอบว่า ถ้าจะตายก็ให้ตายไป หนูคิดมาตลอดว่า “เราสู้เพื่ออยู่ ไม่ได้สู้เพื่อตาย แต่ถ้าจะมีใครตาย ก็ขอให้ตายเพื่อคนที่ยังอยู่”

และวันนี้หากไม่ได้รับสิทธิประกันตัวอีก จะขอประกาศอดอาหารด้วย โดยจะเริ่มจากการรับประทานวันละมื้อ และลดลงเหลือรับประทานแค่น้ำ นม และสารอาหาร

“ขอให้การตายของเราเป็นสายธารนำความหวังสู่สังคม”

ผมนั่งเงียบฟังเสียงรุ้งแถลง...

ก้มหน้าก้มตาไม่ได้หันมองใคร...

น้ำตามันไหลออกมาแบบกลั้นไม่อยู่...

นับเป็นครั้งที่สองที่ผมมีน้ำตาในห้องพิจารณา…

ที่มา: https://www.nationtv.tv/main/content/378819670


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

แกนนำม็อบส่งจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องกองกำลังชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ร่วมลุกขึ้นสู้ต่อต้านกองทัพ หลังกองกำลังด้านความมั่นคงของพม่าสังหารพลเรือนไม่หยุด หวังเบรกการประท้วงรัฐประหาร

จนถึงตอนนี้ มีรายงานข่าวว่ากองกำลังด้านความมั่นคงของพม่า ได้สังหารพลเรือนที่ออกมาประท้วงไปแล้วร่วม 510 ศพ ในช่วงระยะเพียงแค่เกือบ 2 เดือน เพื่อหยุดการประท้วงต่อต้านรัฐประหารในช่วงที่ผ่าน ถึงกระนั้นประชาชนหลายพันคน ก็ยังออกสู่ท้องถนนอีกครั้งในวันจันทร์ (29 มี.ค.) ส่งผลผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุด 

จากข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองพม่า (AAPP) เผยว่า มีพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มอีก 14 ราย ในวันจันทร์ (29 มี.ค.) พร้อมกับอัปเดตตัวเลขของวันที่ผ่าน ๆ มา โดยปรับเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ (27 มี.ค.) ซึ่งเป็นวันนองเลือดที่สุดนับตั้งแต่รัฐประหาร เป็น 141 ราย

ทั้งนี้ เหตุการณ์อาจจะส่อบานปลาย หลังจากหนึ่งในกลุ่มหลักที่อยู่เบื้องหลังการประท้วง และคณะกรรมการนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศแห่งชาติพันธุ์ (General Strike Committee of nationalities หรือ GSCN) ได้เรียกร้องในจดหมายเปิดผนึกบนเฟซบุ๊ก ร้องขอกองกำลังชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ ช่วยผู้คนที่กำลังยืนหยัดต่อสู้กับการกดขี่ที่ไม่ยุติธรรมของกองทัพ

“มันจำเป็นที่องค์การติดอาวุธชาติพันธุ์ต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องประชาชน” ทางกลุ่มระบุและเผยต่อว่า... 

“กองทัพพม่าอ้างความชอบธรรมการกุมอำนาจไว้นานหลายทศวรรษว่า อ้างว่าพวกเขาเป็นสถาบันเดียวที่มีศักยภาพสงวนไว้ซึ่งความสามัคคีของชาติ ส่วนการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์นั้น และพวกเขาอ้างว่าศึกเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ที่พรรคของนางอองซาน ซูจี คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย มีการโกงอย่างกว้างขวาง ทั้ง ๆ ที่คำกล่าวหาดังกล่าวนั้น ทางคณะกรรมการเลือกตั้งได้ปฏิเสธ” 

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว มีกระแสการต่อต้านจากทั่วโลกมากมาย เช่น ฟากทำเนียบขาวที่ออกมาประณามการเข่นฆ่าพลเรือนและการใช้กำลังถึงตายว่าเป็นเรื่อง ‘น่ารังเกียจ’ ของกองทัพพม่า ขณะที่ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ เรียกร้องเหล่านายพลพม่า หยุดฆ่าและปราบปรามผู้ประท้วง
.
อย่างไรก็ตาม เสียงประณามจากต่างชาติและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตกดูท่าจะล้มเหลวในการชักจูงการตัดสินใจของเหล่านายพลพม่า

ทั้งนี้ในส่วนของจีนและอินเดีย ได้ปฏิเสธการประณามรัฐประหาร ส่วนรัสเซียเน้นย้ำความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพม่า ด้วยการส่ง อเล็กซานเดอร์ โฟมิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ไปร่วมพิธีสวนสนาม และให้คำสัญญากระชับความสัมพันธ์ทางทหาร โดยเครมลินอ้างว่ารัสเซียมีความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับพม่ามายาวนาน แต่พวกเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเหตุการณ์ที่น่าเศร้าต่าง ๆ ในพม่า 

ที่มา: https://mgronline.com/around/detail/9640000030136


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

ตัวแทนกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) แจ้งความเอาผิด ม.112 ‘มายด์ ภัสราวลี’ ปราศรัยม็อบแยกราชประสงค์ ด้านรอง ผกก.(สอบสวน) สน.ลุมพินี เรียกรับทราบข้อกล่าวหา 8 เม.ย.นี้

นายจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว ตัวแทนกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) แจ้งความกับ ร.ต.ท.เมธาธาร สุขม่วง รอง สว.(สอบสวน) สน.ลุมพินี ให้เอาผิด น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ แกนนำกลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย จากการปราศรัยจาบจ้วงสถาบันที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 โดยนำหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอ คำถอดเทปการปราศรัยมามอบให้กับพนักงานสอบสวน

นายจักรพงศ์ กล่าวว่า ผู้ที่ปราศรัยในวันดังกล่าว มีนายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ และ น.ส.เบนจา อะปัญ แต่ในวันนี้จะเน้นเอาผิด น.ส.ภัสราวลี หรือมายด์ ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจากมีการพูดปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันที่ทำร้ายจิตใจคนไทยที่จงรักภักดีต่อสถาบันทั้งประเทศ จึงเป็นตัวแทนผู้ที่รักสถาบัน ทำหน้าที่รวบรวมหลักฐานภาพและคลิปวิดีโอมาถอดถ้อยคำปราศรัยในวันดังกล่าวมาประกอบการแจ้งความในวันนี้ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อไปว่า การกระทำดังกล่าวนั้นสมควรแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบหลักฐานของตำรวจว่าจะมีผู้ใดกระทำผิดเข้าข่ายข้อหานี้อีกหรือไม่

ด้าน พ.ต.ท.สมัคร ปัญญาวงศ์ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ลุมพินี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีประชาชนมาแจ้งความให้ดำเนินคดีในความผิดตาม ม.112 ไว้แล้ว ซึ่งที่ประชุมชุดสืบสวนสอบสวน ได้พิจารณาประกอบกับข้อหาอื่นๆ ที่เตรียมแจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุมโรค ไว้ก่อนหน้านี้ จึงรวมสำนวนและออกหมายเรียกแกนนำผู้ชุมนุมกับแนวร่วมมารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 8 เม.ย.นี้


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

“อนุทิน" รับกังวลเทศกาลสาดสีเชียงใหม่ หวั่นแพร่ระบาดโควิด-19 ลั่น!ใครอนุญาตต้องรับผิดชอบ

วันที่ 30 มีนาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีเทศกาลสี HOLE Festival เฉลิมฉลองแบบอินเดียที่ไนท์บาซาร์ จ.เชียงใหม่ว่า ตนก็เป็นกังวล ต้องรีบหารืออธิบดีกรมควบคุมโรค และปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า เป็นการอนุญาตจัดงานแบบนี้อยู่บนพื้นฐานอะไร เพราะการติดเชื้อโควิด-19 ไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่ได้สาดน้ำแต่มาสาดสีจะไม่ติดเชื้อ แต่ที่ติดเพราะเป็นการรวมตัวของผู้คน มีการกระจายละอองฝอยลมหายใจกัน ซึ่งต้องเช็คดูก่อน เพราะตนเพิ่งทราบเมื่อเช้านี้ ส่วนที่บางคนบอกว่าสาดสี ไม่ได้สาดน้ำ ความจริงแล้วมันก็เหมือนกัน มันไม่ได้เกี่ยวว่าสาดอะไร มันเกี่ยวกับการเข้ามารวมกลุ่มกันมากกว่า ซึ่งตนก็ถามไปว่าใส่หน้ากากอนามัยกันหรือเปล่า ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ได้ใส่ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็มีโอกาสยุ่ง

เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะทำให้เป็นบรรทัดฐานขยายไปทั่วประเทศหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องเช็คดูก่อนว่าเขามีมาตรการป้องกันอย่างไร แต่เรื่องการอนุมัติ อนุญาตอะไรต่าง ๆ ก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ในแต่ละจังหวัดก็เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้อนุมัติโดยรัฐบาล ดังนั้น ผู้ว่าฯต้องประเมินสถานการณ์ และว่ากันเป็นกรณี ๆ ไป แต่ที่จ.เชียงใหม่ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ร้านวอร์ม อัพ คาเฟ่ ฉะนั้นก็ต้องระวัง เพราะเชื้อมันยังอยู่ เมื่อถามว่า แบบนี้ต้องกำชับผู้ว่าฯเรื่องการจัดงานหรือไม่ คงไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ไปกำชับผู้ว่าฯ ตนมีอำนาจในการกำชับปลัดกระทรวงสาธาณณสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค และสาธารณสุขจังหวัด ซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อ โดยมีผู้ว่าฯเป็นประธาน ซึ่งขั้นตอนตนก็จะไปตามขั้นตอนของตนก่อน เรื่องนี้เป็นอำนาจอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ใครอนุญาตไปก็ต้องรับผิดชอบ

รมว.วัฒนธรรม ยอมรับ ไม่สบายใจ กรณีเทศกาลสาดสีเชียงใหม่ ไม่สวมแมส ไม่เว้นระยะ หวั่นเกิดคลัสเตอร์ใหม่ ฝากทุกจังหวัดเข้มมาตรการ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวถึงเทศกาลสาดสี HOLI Festival เฉลิมฉลองแบบอินเดียที่ไนท์บาซาร์ จ.เชียงใหม่ที่ผ่านมา โดยไม่มีการเว้นระยะห่าง จนมีความกังวลว่าจะเป็นคลัสเตอร์ใหม่ว่า เป็นเทศกาลของอินเดีย เป็นการเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูร้อน และในทุกปีชาวอินเดียทั่วโลกจะมีการจัดเทศกาลนี้ ตามความเชื่อถือเป็นการขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องสุขภาพ

ซึ่งก่อนหน้าจะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็มีการขออนุญาตจัดกิจกรรมในชุมชนชาวอินเดียหลายจังหวัด เช่น พัทยา จ.ชลบุรี หรือที่จ.เชียงใหม่ที่เกิดกรณี โดยในเทศกาลจะมีการสาดแป้งฝุ่นสีสันต่างๆ แต่จากภาพที่ออกมาทำให้ทุกคนมีความกังวลใจ เพราะไม่ได้มีการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ไม่มีการเว้นระยะห่าง

ในส่วนนี้ศบค.เอง เห็นถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เป็นกรณีตัวอย่างก่อนที่จะถึงเทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม ส่วนความเป็นห่วงว่าจะมีผู้ติดเชื้อหรือเกิดคัตเตอร์ใหม่นั้น ก็ต้องติดตาม แต่ตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ กรณีเทศกาลสาดสีที่เกิดขึ้นเป็นการจัดโดยภาคเอกชน แต่ไม่ได้มีการขออนุญาตมาถึงกระทรวงวัฒนธรรม และตนได้มาเห็นตอนเมื่อปรากฏภาพแล้ว และเมื่อเห็นตนไม่สบายใจกับภาพที่เกิดขึ้น เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้เกิดปัญหาอะไรขึ้นมา แต่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดขึ้นต่อไป

จึงฝากทุกจังหวัดในช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้เป็นต้นไป จะมีกิจกรรมก่อนสงกรานต์ค่อนข้างมาก จึงขอฝากทุกชุมชน ทุกๆพิธีการที่จะมีการจัดกิจกรรมในช่วงหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญหรือขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลากหลายรูปแบบ ขอให้เน้นมาตรการป้องกันของกระทรวงสาธารณสุข ขอให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะเข้าไปดูแลด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นนี้จะนำมาหารือในที่ประชุมศบค.หรือไม่ นายอิทธิพล กล่าวว่า ศบค. ได้เคยมอบหมายคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาเป็นกรณี ฉะนั้นกิจกรรมที่คล้ายกับเทศกาลสาดสี แต่ละจังหวัดต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ส่วนข้อปฏิบัติต่าง ๆ กระทรวงวัฒนธรรมได้ออกเป็นภาพการ์ตูน รวมถึงได้ออกประกาศของกระทรวงวัฒนธรรม เป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับสงกรานต์ เน้นย้ำว่าสงกรานต์ปีนี้ไม่สาดน้ำ ไม่ประแป้ง แต่ยังจัดได้ตามประเพณี รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ สรงน้ำพระ

เมื่อถามว่า กรณีที่เกิดขึ้นยังไม่ถือว่ามีความผิดใช่หรือไม่ นายอิทธิพล กล่าวว่า กรณีนี้เป็นความเสี่ยง แต่ต้องไปดูในประกาศของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดของแต่ละจังหวัด ว่ามีการกำหนดเหมือนกับกทม.หรือไม่ ว่าหากจัดตั้งแต่ 300 คนขึ้นไปต้องขออนุญาต จึงต้องไปดู


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top