Saturday, 6 June 2026
Hard News Team

‘คลัง’ เตรียมดันคนละครึ่งเฟส 3 คาดเริ่มใช้ มิ.ย. นี้ มั่นใจเสริมแรงเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง หลังเฟส 1 - 2 ยอดเงินหมุนในประเทศสะพัดแตะหลักแสนล้าน พลาดเป้าเล็กน้อย

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมทำคนละครึ่ง เฟส 3 คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในช่วงเดือน มิ.ย. นี้ หลังจากที่มาตรการ ‘เราชนะ’ และ ‘ม33 เรารักกัน’ สิ้นสุดลงในวันที่ 31 พ.ค. 64

ล่าสุดอยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการให้มีความเหมาะสม รวมทั้งป้องกันการทุจริต การใช้จ่ายจากมาตรการให้รัดกุมมากขึ้น รวมทั้งพิจารณาออกมาตรการกระตุ้นให้ผู้ที่มีเงินออมนำมาใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย

ทั้งนี้ในเบื้องต้นกระทรวงการคลัง กำหนดเงื่อนไขว่า สำหรับผู้ที่ใช้จ่ายเงินในมาตรการคนละครึ่ง เฟส 2 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 มี.ค.นี้ไม่ทัน วงเงินที่เหลือจะไม่ถูกนำไปรวมกับมาตรการคนละครึ่ง เฟส 3 ได้ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

“ในวันที่ 31 มี.ค.64 เป็นวันสุดท้ายที่ผู้ได้สิทธิจากมาตรการคนละครึ่ง ทั้งเฟส 1 และ 2 กว่า 14.8 ล้านคน จะสามารถใช้จ่าย หลังจากนั้นแม้ว่าจะมีเงินเหลืออยู่ในระบบก็จะไม่สามารถใช้จ่ายได้อีก จึงขอให้ผู้ที่ยังใช้จ่ายไม่หมดใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ ซึ่งจากข้อมูลขณะนี้มีผู้ใช้จ่ายครบวงเงิน 3,500 บาท แล้ว 7 ล้านคน และใช้จ่ายเกินกว่า 3,000 บาทแล้ว 13.47 ล้านคน”

สำหรับมาตรการคนละครึ่งในเฟส 1 - 2 มีการเตรียมงบประมาณร่วม 52,250 ล้านบาท ที่ผ่านมามีการใช้จ่าย โดยประชาชนร่วมจ่ายรวม 101,315 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดไว้เล็กน้อยที่ 1.05 แสนล้านบาท โดยคาดว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจในปี 64 ขยายตัวต่อเนื่องจากปี 63 โดยเฉลี่ย 2 ปี ที่ 0.4%


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

นับเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่ถูกพูดถึงบนโลกโซเชียลอีกครั้ง เมื่อล่าสุด ‘พิมรี่พาย’ ได้เผยคลิปใหม่ที่ลงไปช่วยเหลือชุมชนหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งแห้งแล้งมาก

‘พิมรี่พาย’ แม่ค้าออนไลน์ชื่อดังยังเดินหน้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย โดยล่าสุดเธอได้ลงพื้นที่ภาคอีสานพร้อมทีมงานในเขตชุมชนที่แห้งแล้ง เพื่อไปลงทุนขุดเจาะบาดาล สร้างแหล่งน้ำให้แก่ชุมชน

ทั้งนี้ พิมรี่พาย ได้เข้าไปพูดคุยกับอาจารย์วิชาเกษตรในพื้นที่ ถึงปัญหาของชุมชนแห่งนี้เอาไว้ โดยอาจารย์ท่านดังกล่าว เผยว่า อยากพัฒนาที่ อยากสร้างแหล่งน้ำให้คนในหมู่บ้านได้มาเรียนรู้ทำการเกษตร เนื่องจากใน 1 ปี ชุมชนนี้ จะแล้งประมาณ 6 - 8 เดือน พอหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวทำนาแล้วที่นี่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำให้ลูกหลานคนในหมู่บ้านต่า ดิ้นรนไปทำงานรับจ้างที่อื่น ไป ๆ มา ๆ หมู่บ้านนี้ก็จะเหลือแต่คนแก่ คนชราที่เฝ้าหมู่บ้านอยู่

สำหรับภารกิจหนนี้ พิมรี่พาย ได้หาทีมมาขุดเจาะน้ำบาดาล และสร้างถังเก็บน้ำ รวมถึงระบบโซลาร์เซลล์เพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำกินใช้ ซึ่งทันทีที่ขุดเจาะน้ำบาดาลสำเร็จชาวบ้านต่างปรบมือดีใจจนน้ำตาแห่งความสุขไหลออกมา พร้อมโผเข้ากอดพิมรี่พาย ที่ได้ช่วยให้ชาวบ้านที่นี่มีน้ำกินน้ำใช้และชุ่มฉ่ำกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นอีกภารกิจหลังจากก่อนหน้านี้ได้ไปติดตั้งไฟให้สว่างในเขตคลองเตย

ที่มา : http://https://www.komchadluek.net/news/ent/462580
https://www.youtube.com/watch?v=JtdyuOZZhzA&t=2s


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

ร้านไวน์ Wine Connection Thailand แจงเหตุพนักงานร้านกร่าง ดึงหน้ากาก - ชี้หน้าใส่คนมาสมัครงาน ล่าสุดให้พ้นสภาพแล้ว

ร้านไวน์ดัง แจงเหตุพนักงานเกรี้ยวกราดใส่คนสมัครงาน ลั่นให้พ้นสภาพ จากกรณี สาวคนหนึ่ง ไปสมัครงานร้านอาหาร แต่ถูกปฏิบัติอย่างหยาบคาย ด้วยการกระชากหน้ากากอนามัยทิ้งกับพื้น และไล่ออกจากร้าน ทำให้ผู้สมัครงานรายดังกล่าว เกิดความโกรธอย่างหนัก และนำโทรศัพท์มือถือ มาถ่ายคลิป เข้าไปถามหาความถูกต้องในการกระทำดังกล่าว เพราะเธอมาสมัครงาน ยังไม่ได้เป็นพนักงาน ที่จะมาทำแบบนี้กับเธอได้ จนผู้จัดการร้านต้องเข้ามาห้าม ซึ่งพบว่า คนที่กระชากหน้ากากก็ได้ตามออกมาและหวิดจะมีเรื่องกันอีกครั้งนั้น

ล่าสุด เพจ Wine Connection Thailand ได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า…

“ขณะนี้ ทางบริษัทไวน์คอนเน็คชั่น ได้ทราบถึงเหตุการณ์และการการะทำของพนักงานแล้ว ซึ่งพนักงานคนดังกล่าวเพิ่งได้ปฏิบัติงานกับบริษัท และได้กระทำการที่ไม่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ทาง บริษัทยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง ทางไวน์คอนเน็คชั่น ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งพฤติกรรมของพนักงานคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวอย่างขององค์กร หรือมาตรฐานการให้บริการที่เรายึดถือตลอดมา พนักงานคนดังกล่าวได้พ้นสภาพการจ้างงานเรียบร้อยแล้ว”

ที่มา: https://www.facebook.com/218489526722/posts/10157926096421723/

https://www.youtube.com/watch?v=ZeqwzA3jybI


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

ทบ. แจ้ง นศ. ติดสอบแจ้งเลื่อนตรวจเลือกทหารปีนี้ได้ที่สัสดีอำเภอ ระหว่าง 21 เม.ย. - 15 พ.ค. 64

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ. หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ตามที่ กองทัพบกกำหนดดำเนินการตรวจเลือกทหารกองประจำการประจำปี2564 ในระหว่างวันที่ 1 ถึง 20 เมษายน 2564 (เว้นวันที่ 6 เมษายน และวันที่ 12 - 15 เมษายน 2564) แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้สถาบันอุดมศึกษาได้มีการปรับเลื่อน การเรียน การสอนและห้วงเวลาการสอบ โดยเฉพาะการจัดทดสอบวิชาสามัญในระบบการคัดเลือกกลางระหว่าง 3 - 4 เมษายน 2564  ส่งผลให้กำหนดวันสอบของนักศึกษาตรงกับห้วงเวลาที่นักศึกษาบางคนจะต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร

พ.อ.หญิงซิริจันทร์ กล่าวอีกว่า กองทัพบกจึงได้อำนวยความสะดวก ให้กับนักศึกษาที่มีเหตุจำเป็นสุดวิสัยที่ไม่สามารถเข้ารับการตรวจเลือกทหารตามข้อจำกัดข้างต้น โดยขอแจ้งให้นักศึกษาที่มีวันสอบตรงกับวันที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารในปีนี้  ให้ไปรายงานตัวและแจ้งเหตุจำเป็นสุดวิสัยต่อสัสดีอำเภอ/เขต ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขต พร้อมแสดงหลักฐาน อาทิ หนังสือรับรองจากสถานศึกษา , กำหนดการสอบ , หมายเรียกเข้ารับราชการทหาร ( สด.35 ) เป็นต้น ตั้งแต่ วันที่ 21 เมษายน - 15 พฤษภาคม 2564 และจะต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารในปีถัดไป

อย่างที่ทราบว่าในปี ค.ศ. 2021 เมียนมาได้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านและสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านอันเป็นผลของความขัดแย้งจากความเชื่อของคนในชาติ ก็คือ การเผาทำลายธุรกิจชาวต่างชาติ โดยเฉพาะธุรกิจของชาวจีน

วันนี้เอย่าจะมาชำแหละให้ดูว่าใครคือเพื่อนที่แท้จริงที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาและช่วยทำให้คนในเมียนมามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จะเห็นว่าในปี 2020 ที่ผ่านมาการลงทุนของนักลงทุนสิงคโปร์สูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าการลงทุนในเมียนมาสูงถึง 1,859 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยการลงทุนในกลุ่มธุรกิจในฮ่องกงที่สูงถึง 1,422 ล้านเหรียญสหรัฐ และอันดับสาม คือ กลุ่มนักลงทุนในประเทศญี่ปุ่นที่มีมูลค่าการลงทุนจำนวน 768 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในขณะที่อันดับสี่ คือ กลุ่มนักธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีการลงทุนเป็นมูลค่า 553 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยสหราชอาณาจักรที่มีการลงทุนในเมียนมาเป็นมูลค่า 425 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในส่วนของไทยเองในปี 2020 ที่ผ่านมานั้นอยู่ในอันดับที่ 7 มีการลงทุนในเมียนมาเป็นมูลค่า 79 ล้านเหรียญสหรัฐ

ไฮไลท์ คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่คนเมียนมาคาดหวังให้เข้ามากู้วิกฤตของประเทศในครั้งนี้ ซึ่งมีการลงทุนในเมียนมาเพียง 43.5 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น เรียกว่าน้อยกว่าไทยและเวียดนามเสียอีก

หากย้อนมองไปถึงการลงทุนในอดีต 1 ทศวรรษที่ผ่านมาจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามหามิตรที่พร้อมใจจะมาลงทุนในเมียนมาและช่วยเมียนมาในการพัฒนาประเทศก็คือ จีน ญี่ปุ่น , เกาหลี , สหราชอาณาจักร และ เวียดนาม ที่มีการลงทุนมาก่อนปี 2011 และยังลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน

จากข้อมูลการลงทุนของ DICA เป็นเครื่องยืนยันที่ดีว่าคนเมียนมาสามารถลืมตาอ้าปากมีกินมีใช้ได้ทุกวันนี้เพราะประเทศใดเข้ามาลงทุนช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แม้สิงคโปร์และไทยจะเริ่มเข้ามาลงทุนในเมียนมาหลังมีนโยบายการเกิดประเทศของอดีตประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แต่ก็ถือว่ามีการเข้าในลงทุนต่อเนื่องทุกปีเช่นกัน

หากนับว่านักลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงเป็นนักลงทุนจีนเช่นเดียวกันจะเห็นได้ว่าจีนนั้นน่าจะเป็นมหามิตรของเมียนมาทางเศรษฐกิจและมีส่วนช่วยในการผลักดันธุรกิจในเมียนมาให้ดีขึ้น ดังนั้นการกระทำใดๆ ก็ตามของคนเมียนมาต่อธุรกิจของคนจีนภายใต้ร่มธงจีนย่อมหมายถึงการที่ประชาชนเมียนมาลงทุนทุบหม้อข้าวหลักของตนเองหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่คนเมียนมาต้องตัดสินใจเลือกอนาคตของเขาเอง

ที่มา: AYA IRRAWADEE


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

“สุพัฒนพงษ์” โต้! รัฐบาลมีเสถียรภาพไม่มีถังแตก ยันไม่ขึ้นภาษีจาก 7% เป็น 10 % เตรียมดันอุตสาหกรรมใหม่ 4 ประเภท เพิ่มรายได้เข้าประเทศ ตั้งเป้าปี 2573 ไทยเลิกใช้รถน้ำมันใช้รถไฟฟ้าแทน

31 มีนาคม 2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึง กระแสข่าวว่ารัฐบาลกำลังถังแตกจนต้องมีการขึ้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7 % เป็น 10 % ยืนยันว่า ขณะนี้ไม่มีสัญญาณใดๆว่ารัฐบาลถังแตก เพียงแต่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้มีการรายงานเรื่องความเสี่ยงทางการซึ่งเป็นรายงานประจำปี ที่เป็นครบรอบวาระรายงานเพื่อทราบ ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรที่น่าเป็นห่วง ส่วนเรื่องข้อสังเกตุเรื่องความเสี่ยงถือเป็นเรื่องปกติ เหมือนกับรายงานประจำปีของบริษัทมหาชนทั่วไป ที่ปรากฎถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ในเรื่องการใช้เงินในช่วงวิกฤตโควิด-19 และพูดถึงรายได้ในการจัดเก็บภาษีในช่วงที่ผ่านมา 

ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงว่ามีการจัดเก็บรายได้ลดน้อยลง เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2564 จะมีการฟื้นฟู โดยในรายงานมีการประเมินความเสี่ยงที่คิดเป็นตัวเลข 2.47 ถือเป็นระดับความเสี่ยงไม่สูงมาก และในเชื่อว่าในอีก 2 ปี สถานการณ์ความเสี่ยงในเรื่องวิกฤตการเงินการคลังของประเทศไทยจะไม่มีเกิดขึ้น ตนไม่เข้าใจว่ามีความกังวลในเรื่องนี้เกิดขึ้น

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวถึงการปรับขึ้นการจัดเก็บภาษีเป็น 10 % ว่า ยืนยันว่าในระยะเวลา 2 ปี เรื่องขึ้นภาษีในเร็ว ๆ นี้ยังไม่มี ไม่ได้มีการพูด ไม่มีข้อเสนอแนะใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่สิ่งที่ ที่ประชุม ครม. เป็นห่วงคือจำนวนประชาชนที่มีอยู่ในระบบภาษียังมีจำนวนน้อย อยากให้กระทวงการคลังไปศึกษาโครงสร้างระบบภาษีให้ประชาชนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้นและรู้ว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ ช่วยเหลือประเทศ และเงินเหล่านั้นกลับมาทำประโยชน์อย่างไร ซึ่งตนก็ยังแปลกใจที่มีข่าวเรื่องขึ้นภาษีและรัฐบาลถังแตกออกมาซึ่งไม่มีสัญญาณใด ๆ ทั้งสิ้น 

ขณะเดียวกัน นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวถึง ในการหาเงินเข้าประเทศไทยจะต้องมีการปรับตัว อุตสากรรมใหม่ 4 ประเภทที่จะเป็นโอกาสเชิญชวนนักลงทุนมาลงทุนในประเทศ และจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากการรับนักท่องเที่ยว ได้แก่

1.) อุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะทำให้จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้น โดยจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าแทนรถน้ำมัน โดยตั้งเป้าในปี 2573 - 2578 ตั้งเป้าประเทศจะเลิกใช้รถประเภทน้ำมันโดยจะใช้รถไฟฟ้าแทน

2.) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่จะปรับเปลี่ยนเป็นอิเล็กทรอนิกส์อัฉริยะ

3.) เมดิคอลฮับ ที่ไทยเก่งในเรื่องการรักษาพยาบาลแต่ยังไม่สามารถผลิตยาได้ จึงต้องทำให้เป็นศูนย์กลาง

4.) อุตสาหกรรมดิจิตอล ที่ไทยเพิ่งเริ่มโดยจะต้องเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุน

"รมว.ท่องเที่ยวฯ" ร่วมงานเปิดอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา และศูนย์ฝึกกีฬาบอคเซียแห่งชาติ ณ สนามกีฬาหัวหมาก กกท.

วันที่​ 31​ มีนาคม​ 2564​ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ กกท. เป็นประธานเปิดอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา​ นางสาว​ดารณี​ ลิขิต​ว​ร​ศักดิ์​ รอง​ปลัด​กระทรวง​การ​ท่องเที่ยว​และ​กีฬา​ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท.​ คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล คณะกรรมการโอลิมปิกสากล คณะกรรมการ กกท.​ ผู้บริหาร กกท. ผู้บริหารสมาคมกีฬา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จากมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา คณะนักกีฬาทีมชาติไทย และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ อาคารศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย 

ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ก่อตั้งโดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ พัฒนานักกีฬาไทยให้มีการฝึกซ้อม และแข่งขันกีฬาอย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา นอกจากนี้ยังส่งเสริมสุขภาพ สมรรถภาพของนักกีฬา และการส่งเสริมสุขภาพพลานามัยของประชาชนอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันศูนย์วิทย์ฯ ได้มีการปรับปรุงอาคารทั้งภายในและภายนอก พร้อมทั้งจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์การกีฬาให้มีความทันสมัย เพื่อยกระดับการบริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาของประเทศ และรองรับการเก็บตัวฝึกซ้อมของนักกีฬาเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมแข่งขันในรายการต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ 

โดยภายในศูนย์ฯ มีห้องสำหรับพัฒนาศักยภาพของนักกีฬา ประกอบด้วย

1.) ห้องฝึกสมรรถภาพทางกาย

2.) ห้องปฏิบัติการสรีระวิทยา

3.) ห้องฟื้นฟูสมรรถภาพ

4.) ห้องฝึกปรับภาวะแวดล้อมอากาศบนที่สูง

5.) ห้องปฏิบัติการชีวกลศาสตร์

6.) ห้องปฏิบัติการจิตวิทยาการกีฬา

7.) คลินิกโภชนาการกีฬา

8.) ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีกีฬา นอกจากยังมีศูนย์บริการทางการแพทย์กีฬาอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ศูนย์วิทย์ฯ พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว

สามารถติดตามข่าวสารข้อมูลเพิ่มเติมของศูนย์วิทยาศาตร์การกีฬาได้ที่ https://www.facebook.com/SportsScienceSAT 

จากนั้น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดอาคารศูนย์ฝึกกีฬาบอคเซียแห่งชาติ ภายในสนามกีฬาหัวหมาก กกท. โดยการก่อตั้งศูนย์ฝึกกีฬาบอคเซียแห่งชาติ เพื่อการพัฒนากีฬาคนพิการในประเทศไทยไปสู่ความเป็นเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาสำหรับผู้พิการ ทางสมอง ให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ ด้วยอุปกรณ์สำหรับการฝึกซ้อมและแข่งขัน ที่มีความทันสมัย ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักกีฬาคนพิการ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือประสบความสำเร็จในการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์

“จุรินทร์” จัดทัพลุยจีน เน้นไห่หนานเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจ หลังจีนฟื้นตัวจากโควิด "สั่งงาน" พาณิชย์ จับมือ สมาคมการค้าไทย - ไห่หนาน เดินหน้า เศรษฐกิจมีแนวโน้มสดใสต่อเนื่อง

31 มีนาคม 2564 กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสมาคมการค้าไทย-ไห่หนาน จัดกิจกรรมการบุกตลาดจีน “พาณิชย์บุกตลาดจีน เชื่อมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย - ไห่หนาน)” ภายใต้โครงการผลักดันการค้าระหว่างประเทศพันธมิตร (Strategic Partnership) ในตลาดจีน โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อเร่งผลักดันการส่งออกไปตลาดจีน เน้นธุรกิจอาหารและบริการ หลังเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มสดใส ฟื้นตัวจากโควิด หวังใช้ มินิเอฟทีเอ (Mini - FTA) เชื่อมจีนรายมณฑล 

งานนี้มีนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน นายนที เมฆรุ่งโรจน์ นายกสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย นายวรพจน์ เพียรอภิธรรม นายกสมาคมการค้าไทยไหหลำและคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมทีห้องสัมมนา 4 (Auditorium) สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ถนนรัชดาภิเษก)พร้อมสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประจำประเทศจีนและพาณิชย์จังหวัดเป้าหมายเข้าร่วม ผ่านระบบออนไลน์

นายจุรินทร์ เปิดงานและกล่าวปาฐกถา หัวข้อ “นโยบายการค้าสู่ตลาดจีน ในยุค New Normal” ในงานกิจกรรมการบุกตลาดจีนฯ “พาณิชย์บุกตลาดจีน เช่ือมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย - ไห่หนาน) หลังจากนั้นนายจุรินทร์ กล่าวว่าสำหรับมินิเอฟทีเอระหว่างไทยกับมณฑลไห่หนานหรือไหหลำของจีน มีการดำเนินการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายละเอียดระหว่างไทยกับจีน ฝ่ายไทยนั้นเสร็จสิ้นแล้วรอฝ่ายจีนซึ่งต้องมีกระบวนการตรวจสอบรายละเอียดในระดับประเทศและระดับมณฑลคาดว่าปลายเดือนเมษายนนี้ จะมีการลงนามได้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ทางการค้าหรือประเทศที่เรามีมินิเอฟทีเอเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกคาดว่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับไหหลำมากขึ้น 

ปีที่ผ่านมามีมูลค่าการค้าไทยส่งออกไปไหหลำประมาณ 7,000 ล้านบาท เชื่อว่าตัวเลขจะมากขึ้นเพราะไหหลำจะได้รับการพัฒนาเป็นฟรีพอร์ต เป็นฮ่องกง 2 ถือเป็นโอกาสดีที่สุดและเรามองเห็นตั้งแต่ท่านสีจิ้นผิง ประกาศนโยบายแล้ว เราถึงเข้าไปทำมินิเอฟทีเอด้วยกัน และได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนทั้งสมาคมการค้าไทยไหหลำก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมูลค่าการค้าปีที่แล้วระหว่างไทยกับจีน บวก 4.4% คาดว่าปี 64 จะมากกว่านั้นเพราะเศรษฐกิจจีนถือว่าฟื้นตัวเร็วที่สุดในโลกและไทยมีความสำคัญทางการค้าที่ดีกับจีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 8 แล้ว

" นอกจากไทย - ไห่หนานแล้วจะยังมีมินิเอฟทีเอ ไทยกับรัฐเตลังกานาของอินเดีย รัฐนี้เป็นรัฐที่จะมีการพัฒนาไปเป็นเมืองเฟอร์นิเจอร์ มีเฟอร์นิเจอร์ปาร์ค เกิดขึ้นที่ไฮเดอราบัด เป็นโอกาสทองของการส่งออกไม้ยางไทยที่จะนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือส่งออกไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป และจะทำกับเมืองไทฟูของญี่ปุ่นที่เป็นเมืองอัญมณี หวังว่าจะช่วยให้การส่งอัญมณีเครื่องประดับของไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น และเมืองคย็องกีของเกาหลี ซึ่งมีกลุ่มชาวเอเชียอยู่จำนวนมากหวังว่าจะช่วยเพิ่มตัวเลขการส่งออกอาหารด้วย เชื่อว่าปีนี้น่าจะจบได้ทั้งหมด ผมคิดว่าเอฟทีเอในภาพรวมอย่างเดียวไม่พอ เราต้องลงลึกในระดับมณฑลในระดับรัฐต่อรัฐ โดยเฉพาะในประเทศที่มีรัฐขนาดใหญ่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.5 - 4% และมีความเป็นได้เป็นไปได้ที่จะถึงเป้าหรือเกินเป้าถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วและวัคซีนกระจายไปได้เร็วทั้งโลกในภาพรวม" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

​รายงานข่าว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุด้วยว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งรัดการสร้างความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเจรจารายมณฑล/รัฐ/เมือง กับประเทศพันธมิตรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่มีแผนความร่วมมือด้านการค้าระหว่างกัน รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าเพื่อขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร (Joint Economic and Trade Committee : JETCO) ​จีนในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอด 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 (ค.ศ. 2013)  ประกอบกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมของจีนที่จะเสริมสร้างศักยภาพให้แต่ละมณฑลมีความแข็งแกร่ง โดยใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของแต่ละมณฑล โดยเฉพาะในเชิงภูมิศาสตร์

​ไห่หนาน เป็นมณฑลที่เล็กที่สุด ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area : GBA) และเชื่อมโยงมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงภูมิภาคตามเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ปัจจุบัน ไห่หนานได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปักกิ่งในการพัฒนาให้ก้าวสู่เขตการค้าเสรีระดับโลกในปี 2593 ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นระหว่างไทยกับมณฑลไห่หนานจะเป็นโอกาสในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

ด้วยศักยภาพและความสำคัญของมณฑลไห่หนาน การเร่งสร้างความร่วมมือทางการค้าในเวทีระดับมณฑลระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับมณฑลไห่หนานจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของรัฐในการส่งเสริมโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในการดำเนินธุรกิจกับจีนผ่านมณฑลไห่หนาน ควบคู่กับการใช้ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในเชิงชาติพันธุ์ของภาคเอกชน สำหรับโอกาสของสินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดไห่หนาน ได้แก่ สินค้าเกษตร / เกษตรแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางพารา อาหารสำเร็จรูป ของใช้ตกแต่งบ้าน สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ตลอดจนธุรกิจบริการด้านการเงิน เป็นต้น

การค้าระหว่างไทย – จีน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.21 ของการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยปี 2563 ไทย – จีนมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท (79,606 ล้านเหรียญสหรัฐ) ไทยส่งออกไปยังจีนมูลค่า 9.2 แสนล้านบาท (29,530 ล้านเหรียญสหรัฐ) สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ และเคมีภัณฑ์ ในขณะที่ไทยนำเข้าจากจีนมีมูลค่ามากถึง 1.5 ล้านล้านบาท (49,852 ล้านเหรียญสหรัฐ) สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

ไทยพบผู้ติดเชื้อ 42 ราย กังวลปรากฎการณ์ติดเชื้อในครอบครัว ศบค.กระจายวัคซีน อสม. บุคลากรด่านหน้าแนวชายแดน จับตา ศบค. เล็ก ชง บิ๊กตู่ ขอไฟเขียว ลดวันกักตัว คนเข้าประเทศไทย แบ่งสามกลุ่ม 7วัน - 10วัน - 14วัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวัน ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 42 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 24 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 19 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 5 ราย นอกจากนี้ เป็นผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ 18 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เดินทางมาจากเซาท์ซูดาน 2 ราย ซึ่งกำลังตรวจสอบว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาหรือไม่ ทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสม 28,868 ราย หายป่วยสะสม 27,426 ราย อยู่ระหว่างรักษา 1,343 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดสะสมคงที่ 94 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มีผู้ติดเชื้อสะสม 128,796,905 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 2,815,896 ราย

พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก ได้มีการหารือกันถึงการติดเชื้อที่ จ.สมุทรปราการ โดยผู้ติดเชื้อรายแรกเป็นหญิงอายุ 28 ปี ตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 22 มี.ค. จากสอบสวนโรคพบว่า มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 5 ราย และ 1 ใน 5 ราย ติดเชื้อโดยเป็นหญิงอายุ 25 ปี  ซึ่งผู้ติดเชื้อรายที่สองได้ไปสัมผัสคนรอบตัวและคนในครอบครัว ทำให้มีผู้ติดเชื้อต่อเนื่อง โดยมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 6 ราย นอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อรายแรกยังแพร่เชื้อไปติดสามีและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเพื่อนร่วมงานยังได้แพร่เชื้อไปยังน้องสาวและลูกชายอายุ 1 ปี 7 เดือน รวมถึงพี่เลี้ยงเด็ก ปรากฎการณ์การนำเชื้อไปแพร่คนใกล้ตัวและครอบครัวลักษณะนี้เริ่มเห็นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่ศูนย์กักบางเขนที่ก่อนหน้านี้พบผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน 

เบื้องต้นมีตำรวจติดเชื้อ 3 นาย และบุคลากรของศูนย์ ที่มีทั้งแผนกครัวที่ต้องปรุงอาหาร บริการอาหารให้กับผู้ถูกกัก ผู้ทำความสะอาด แม่บ้าน คนครัว ศบค.ชุดเล็กมีความเป็นห่วง จึงทบทวนแผนกระจายวัคซีน โดยจะกระจายวัคซีนไปให้บุคลากรที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ด้วย รวมถึงสม. บุคลากรด่านหน้าอย่างในพื้นที่ที่มีผู้อพยพข้ามแดนเข้าในขณะนี้ เจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่จำเป็นและควบคุมการระบาดในจังหวัด จากเดิมมีการกระจายครอบคลุม 22 จังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง จังหวัดเศรษฐกิจ จังหวัดท่องเที่ยว จังหวัดแนวชายแดน จึงจะกระจายครอบคลุมไป 52 จังหวัด มีทั้งจังหวัดขนาดเล็ก จังหวัดขนาดใหญ่ จังหวัดขนาดใหญ่พิเศษด้วย นอกจากนี้ วัคซีนล็อตใหญ่จะกระจายให้ครบ 77 จังหวัดในเดือน มิถุนายน

พญ.อภิสมัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังได้มีการประชุมศบค. ชุดเล็ก เพื่อหาข้อสรุปก่อนขออนุมัติจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะผอ.ศบค. และเมื่อได้รับความเห็นชอบจะมีการประกาศใช้ในวันที่ 1 เมษายน ในมาตรการผ่อนคลายการกักตัวสำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ปัจจุบันผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยต้องกักตัว 14 วัน จากนี้จะมีการกับตัวแยกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน 

ได้แก่ กลุ่มที่หนึ่งจะมีการกักตัวเพียง 7 วัน หากเป็นชาวต่างชาติจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 14 วันก่อนการเดินทางแล้ว กลุ่มที่สองรับการกักตัว 10 วัน ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนมาแล้วแต่ยังไม่ถึง 14 วันก่อนการเดินทาง หรือได้รับวัคซีนยังไม่ครบ 2 โดส กลุ่มที่สาม เป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีรายงานสายพันธุ์กลายพันธุ์ ซึ่งเป็นรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มนี้จะต้องมีการกักตัวอย่างน้อย 14 วัน เช่น สายพันธุ์ แอฟริกัน บราซิล อังกฤษ หรือในอนาคตอาจมีสายพันธุ์ที่เพิ่มเติมซึ่งต้องติดตามการเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งสามกลุ่มนี้จะมีการนับเวลาของวันเริ่มที่เที่ยงคืนถึง 6 โมงเย็น นั่นหมายความว่าหากเดินทางมาถึงประเทศไทยตอน 6 โมงเย็นก็นับวันเดินทางที่เดินทางถึงเป็นวันที่หนึ่งในการเข้าสู่สถานกักกัน แต่ถ้าเดินทางถึงประเทศไทย 1 ทุ่ม ก็นับวันที่หนึ่งของการกักตัวเป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากที่มาถึงประเทศไทย 

นอกจากนี้ มีการทบทวนเรื่องการตรวจค้นหาเชื้อ ต่างชาติก่อนที่จะเดินทางเขาจะต้องมีการตรวจหาเชื้อ โควิด-19 และยืนยันไม่มีรายงานการติดเชื้อ คือเป็นลบ จึงสามารถเดินทางเข้าประเทศ กลุ่มนี้เราจะตรวจผลโควิด-19 ของเขาครั้งที่หนึ่งในวันที่ 5 - 6 แต่สำหรับกรณีคนไทยที่เดินทางกลับบ้าน ซึ่งคนไทยไม่ได้มีการตรวจโควิด-19 ก่อนเดินทาง ดังนั้น จะมีการตรวจหาโควิดแบบสวอป ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางถึงประเทศไทย และมีการตรวจอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 5 - 6 นี่คือกลุ่มกักตัว 7 วัน ส่วนกลุ่มที่มีการกักตัว 10 วันจะมีการตรวจโควิดสองครั้ง ครั้งแรกคือวันที่ 3 - 5 ครั้งที่สองคือวันที่ 9 - 10 กลุ่มสุดท้ายที่มีการกักตัว 14 วัน จะมีการตรวจหาโควิดโดยวิธีการสวอปสามครั้ง ครั้งที่หนึ่งคือวันที่เดินทางถึงประเทศไทยในวันแรก ครั้งที่สองในวันที่ 6 - 7 ครั้งที่สามคือวันที่ 12 - 13 และทุกกลุ่มยังมีกำหนดด้วยว่าจะต้องอนุญาตให้มีระบบติดตามตัวจนครบ 14 วันถึงแม้ว่าจะออกจากสถานกักกันไปแล้ว นี่คือ ข้อสรุปในเบื้องต้นที่จะรายงานต่อนายกรัฐมนตรีในวันเดียวกันนี้ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนติดตามผลการอนุมัติในวันเดียวกันนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามถึงรายชื่อจังหวัดที่จะได้รับวัคซีน ทั่วประเทศมีการบริหารจัดการอย่างไร พญ.อภิสมัย กล่าวว่า ขอเรียนทุกๆคนว่าทุกพื้นที่ทุกจังหวัด ไม่ได้ตกสำรวจศบค. ให้ความสำคัญกับทุกพื้นที่ แต่ด้วยในช่วงแรกปริมาณวัคซีนมีจำกัด ดังนั้น จึงมุ่งเน้นไปยังพื้นที่เสี่ยง ศบค. รับฟังข้อมูลจากทุกพื้นที่ พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง ก็จำเป็นต้องระดมวัคซีนเข้าไปช่วยดูแลพื้นที่ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปพื้นที่อื่น ขอให้ติดตามรายงานการกระจายวัคซีนโดยกระทรวงสาธารณสุขจะชี้แจงในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ รวมไปถึงการติดตามข้อมูลจากทางเพจสาธารณสุขจังหวัด ไม่ว่าข้อมูลพื้นที่จังหวัดใดบ้าง พื้นที่ไหนบ้าง ต่างก็มีความจำเป็น เพราะนอกจากจะเป็นพื้นที่เสี่ยงแล้ว ศบค. ยังพิจารณาพื้นที่จังหวัดทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าแนวชายแดน พื้นที่ไหนบุคคลใดจะได้รับวัคซีนก่อนหลังขอให้ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานฯ กระชับความร่วมมือด้านสาธารณสุข และการค้า การลงทุน

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี (H.E. Mr. Issa Abdullah Jaber Al-Alawi) เอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับและยินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความใกล้ชิด ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 40 ปี เมื่อปี 2563 พร้อมเชื่อมั่นว่าเอกอัครราชทูตฯ จะสามารถสืบสานและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตลอดจนผลักดันให้เกิดความร่วมมือในสาขาที่ไทยกับโอมานมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ด้านยางพารา ด้านอาหารฮาลาล ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และด้านสาธารณสุข โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังยินดีที่ทราบว่า เอกอัครราชทูตฯ มีประสบการณ์การทำงานด้านสาธารณสุขจึงหวังว่าจะเป็นโอกาสแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางด้านสาธารณสุขให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น 

ด้านเอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานฯ กล่าวว่า ยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ดำรงตำแหน่งในประเทศไทย พร้อมยืนยันที่จะสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ไทยและโอมานมีร่วมกันในทุกมิติ ทั้งนี้ ไทยและโอมานเป็นมิตรประเทศที่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายมีพลวัต และครอบคลุมในทุกด้าน ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ หวังว่าไทยและโอมานจะใช้ประโยชน์จากความตกลงที่มีร่วมกันนำไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตกลงทางด้านสาธารณสุข ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์ โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวทางการปฏิบัติร่วมกันในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

ทั้งสองฝ่าย หารือถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างเห็นพ้องว่า ไทยและโอมานต่างเป็นพันธมิตรด้านการค้าและการลงทุนที่สำคัญของกันและกัน จึงควรใช้ความสัมพันธ์อันดีนี้ ผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเพิ่มมูลค่าการค้า และการลงทุนระหว่างกัน โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทำเลที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยและโอมาน ซึ่งมีชายฝั่งติดกับอ่าวอาหรับและมหาสมุทรอินเดีย เป็นช่องทางให้ทั้งสองประเทศสามารถเข้าถึงตลาดที่กว้างมากขึ้น ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้โอมานเข้ามาลงทุนในสาขาต่าง ๆ ที่มีความสนใจ ทั้งทางด้านเกษตรกรรมประมง 

รวมถึงการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ด้านเอกอัครราชทูตฯ ยินดีส่งเสริมให้นักลงทุนโอมานเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นเช่นกัน พร้อมกันนี้ได้หารือเรื่องการจัดตั้งตลาดที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ของไทยในโอมาน เนื่องจากชาวโอมานจำนวนมากชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของไทย และจะเป็นช่องทางเพิ่มมูลค่าทางการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายให้มากยิ่งขึ้น สำหรับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ไทยเป็นเป้าหมายที่สำคัญของชาวโอมานในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไทยกำลังพิจารณาปรับลดจำนวนวันในการกักตัวจากเดิม 14 วัน เหลือ 10 วัน และผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศสำหรับบุคคลที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว จึงพร้อมสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวชาวโอมานเดินทางกลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอีกครั้ง ด้านเอกอัครราชทูตฯ ยินดีกระชับความร่ววมือทางด้านการท่องเที่ยวกับไทยเพิ่มมากขึ้นในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top