Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

ทบ.bยกระดับมาตรการป้องโควิดช่วงสงกรานต์ สนับสนุนรบ. ดูแลปชช. 

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ โฆษกกองทัพบก ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในห้วงเดือนที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อแพร่กระจายไปทั่วเป็นจำนวนมากจากกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับหลายกลุ่มคนและสถานที่หลายแห่ง รัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 จึงได้ปรับมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งต้องมีการเดินทางสัญจรของผู้คนเป็นจำนวนมาก พร้อมกับมีการเฉลิมฉลองสังสรรค์ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค

พล.ท.สันติพงศ์ กล่าวอีกว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก จึงได้ปรับมาตรการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยได้กำหนด “มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกำลังพลหน่วยทหารและค่ายทหาร ในช่วงเทศกาลสงกรานต์” ซึ่งเน้นย้ำกำลังพลและหน่วยทหารให้ปฏิบัติตามวินัยทหารต้านโควิด-19 อย่างเคร่งครัด อาทิ การบันทึกไทม์ไลน์สถานที่เดินทาง, หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่แออัด, การแสกนแอปพลิเคชันไทยชนะ / หมอชนะ ในทุกสถานที่ ที่ได้เดินทางไปตลอดห้วงเทศกาลหรือช่วงลาพักกลับภูมิลำเนา จนกระทั่งกลับเข้าทำงานตามปกติ กรณีเป็นผู้ที่พักอาศัยบ้านพักของทางราชการ จะต้องแจ้งข้อมูลการเดินทางให้หัวหน้าที่พักอาศัยทราบ รวมถึงเมื่อกลับจากการเดินทางแล้ว จะต้องตรวจคัดกรองโรคก่อนกลับเข้าพักอาศัย นอกจากนี้ได้เน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อาทิ เว้นระยะห่างทางสังคม, สวมหน้ากากอนามัย, หมั่นล้างมือ และใช้เจลแอลกอฮอล์ 

สำหรับหน่วยทหาร ให้งดจัดกิจกรรมสงกรานต์ เว้นการสรงน้ำพระ และเมื่อเปิดทำการหลังเทศกาล จะต้องตรวจคัดกรองกำลังพลทุกนายก่อนกลับเข้าปฏิบัติงาน โดยกองรักษาการณ์ของทุกหน่วยทหารจะต้องทำหน้าที่เฝ้าระวัง บันทึกข้อมูลการเข้า-ออก พร้อมคัดกรองโรคอย่างเคร่งครัด ในส่วนของการจัดตั้งจุดบริการและอำนวยความสะดวกประชาชนห้วงเทศกาลสงกรานต์ ให้เจ้าหน้าที่ทหารทุกนายปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองอย่างเข้มงวดตลอดการปฏิบัติงาน

“การยกระดับมาตรการช่วงสงกรานต์นี้ เป็นการพิทักษ์กำลังพลและครอบครัวให้ปลอดภัยจากโควิด พร้อมปฏิบัติงานและสนับสนุนรัฐบาลในการอำนวยความสะดวก ดูแลช่วยเหลือ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างเข้มแข็งต่อไป” พล.ท.สันติพงศ์ กล่าว 

ก.แรงงาน มอบรถยนต์ ให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแผ่นดินเสมอ

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ พล...นันทชาติ ศุภมงคล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เยี่ยมชมกิจกรรมในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแผ่นดินเสมอ พร้อมมอบรถยนต์ของสำนักงานประกันสังคม จังหวัดกระบี่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในหน่วยงานของรัฐ ให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแผ่นดินเสมอ ตำบลตลองท่อมเหนือ อำเภอคลองท่อมเหนือ จังหวัดกระบี่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

พล...นันทชาติ กล่าวต่อว่า ขอขอบคุณหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ที่ได้นำเรื่องที่ได้รับมอบหมายไปดำเนินการ ทั้งนี้ ผมอยากให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้

สามารถสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวมและภาคแรงงาน อันเกิดจากการร่วมมือกันปฏิบัติงานในระบบทีมที่ดี และมีประสิทธิภาพของทุกๆ ท่าน ซึ่งผมพร้อมจะสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ และให้ข้อแนะนำต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

เชื่อเถอะว่าในชีวิตของเด็กมัธยมปลายหลาย ๆ คน ถ้าเป็นไปได้ คงอยากมีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศในฐานะของนักเรียนต่างแดนสักครั้ง

แต่ก็แน่นอนว่าการจะไปตรงจุดนั้นได้ ก็จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายที่มากพอสมควร ซึ่งหลายคนอาจจะเลือกไปโครงการแลกเปลี่ยนตอน ม.ปลาย หรือบางคนก็เลือกตอนจบ ม.ปลาย โดยการสอบชิงทุนก็มี

แต่ทราบหรือไม่ว่า มีอยู่อีกหนึ่งในทุนที่เด็กๆ หลายๆ คนต่างใฝ่ฝันที่จะคว้ามาครอง นั่นก็คือ ‘ทุนคิง’ หรือทุนเล่าเรียนหลวง เพราะไม่ว่าคุณจะไปในมหาวิทยาลัยที่จำเป็นต้องใช้ปัจจัยสูงมากน้อยเพียงใด ทุนนี้สนับสนุนให้แบบครบจบ

...ว่าแต่ ‘ทุนคิง’ หรือ ‘ทุนเล่าเรียนหลวง’ คืออะไร?

ต้องเกริ่นก่อนว่าชื่อเสียงของทุนคิงนั้นเป็นทุนที่ไม่ธรรมดาเอามากๆ เพราะเป็นการแข่งขันชิงทุนที่โหดสุด ๆ บางคนถึงกับแนะนำว่าถ้าอยากได้ทุนนี้ ต้องเริ่มตั้งใจเรียนให้เก่ง ๆ ตั้งแต่ ม.4 แล้วสะสมความรู้ไว้เยอะ ๆ พอถึง ม.6 ก็สมัครสอบได้เลย

สำหรับ ทุนเล่าเรียนหลวง (King’s Scholarship) หรือที่หลายๆ คนเรียกกันติดปากว่า ‘ทุนคิง’ นั้น เป็นทุนให้นักเรียนมัธยมปลายที่ศึกษาในไทยที่จะไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในต่างประเทศ ซึ่งเป็นทุนที่โด่งดังมากที่สุด เพราะเป็น ‘ทุนให้เปล่า’ ที่ทำให้ตัวเด็ก ๆ สามารถเลือกได้เลยว่าจะเรียนอะไร เรียนที่ไหน และไม่ต้องกลับมาใช้ทุนในหน่วยงานรัฐบาล

แต่ก็จะมีข้อผูกมัดเพียงข้อเดียวคือ เมื่อเรียนจบต้องกลับมาทำงานที่ไทย ถ้าหากไม่กลับมาทำงานที่ไทยจะต้องชดใช้เงินทุนคืนทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้นปีหนึ่ง ๆ จะมีแค่ 9 ทุนต่อปีเท่านั้น แบ่งเป็นสายวิทย์-คณิต 5 ทุน / ทุนศิลป์-ภาษา 2 ทุน และทุนศิลป์-คำนวณ 2 ทุน โดยมูลค่าทุน ก็ครอบคลุมค่าเทอมทั้งหมด / ค่าหนังสือและอุปกรณ์การศึกษา (เช่น ค่าคอมพิวเตอร์) / เบี้ยเลี้ยงประจำเดือน / ค่าใช้จ่ายเตรียมตัวก่อนบิน และค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ (เรียกว่าเรียนฟรีกันเลยทีเดียว)

ส่วนคุณสมบัติของทุนคิงก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เพราะเปิดให้โอกาสกับคนที่มีอายุไม่เกิน 20 ปีของวันที่กำหนด ศึกษาอยู่ในชั้นปีสุดท้ายของหลักสูตร ม.ปลาย ได้เกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.50 ไม่เคยสอบตกตอนอยู่ ม.ปลาย และไม่มีพันธะสัญญาทุนอื่น ๆ

ทั้งนี้จากสถิติที่ผ่านมา (เท่าที่หาข้อมูลได้ ปีล่าสุดคือ 2018) นักเรียนทุนคิงส่วนใหญ่เลือกไปเรียนต่อที่อเมริกาถึง 86% ที่เหลือไปเลือกไปเรียนต่อที่อังกฤษ ส่วนคณะที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ก็คือ แพทยศาสตร์, นิติศาสตร์, เศรษฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งนักเรียนทุนคิงส่วนใหญ่ก็มักจะมาจากโรงเรียนเตรียมอุดม

สำหรับเด็กอัจฉริยะที่สามารถคว้าทุนคิงในปีนี้นั้น เป็นเด็กสาวคนเก่งที่ชื่อ ‘น้องพลอย - พิชามญชุ์ อัศวผดุงสิทธิ์’ โดยเธอเรียนจบมัธยมปลายโรงเรียนเตรียมอุดม โครงการพัฒนาความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ (Gifted Math) เกรดเฉลี่ย 4.00 พร้อมพ่วงเหรียญทอง เคมีโอลิมปิกระดับนานาชาติ (International Chemistry Olympiad : 51th IchO)

โดยปัจจุบันเธอได้กลายเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง (สายวิทย์) ประจำปี 2563 โดยได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) นอกจากนี้ยังได้รับการตอบรับจากอีกแห่ง คือ Harvard University ซึ่งในปีนี้ได้ถูกจัดอันดับโดย QS World University Rankings 2021 ให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกอีกด้วย

ล่าสุดจากเฟซบุ๊ก Jom Jaroenta ซึ่งเป็นคุณแม่ของ น้องพลอย ได้โพสต์ว่า…

#HarvardUniversityClassOf2025

สิ้นสุดการรอคอย ข่าวดีและลุ้นนนนที่สุดในปีนี้ของการสมัครเรียนมหาวิทยาลัยระดับโลก

#SoProundOfYou พี่พลอย...ลูกสาวของแม่

Harvard announced it admitted 1,968 applicants to the Class of 2025.

A total of 57,435 applications were received, resulting in an overall admit rate of 3.4 percent.

ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเด็กไทยสายมหัศจรรย์ที่เก่งกาจ จนสามารถง้างประตูรั้วสุดยอดมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง Harvard และ MIT ได้พร้อม ๆ กัน ซึ่งตอนนี้เท่าที่ทราบ ดูเหมือนน้องจะเลือกลงหมุดกับ MIT เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีสาขาที่สนใจได้แก่ 1.Biochemical Engineering และ 2. Data Science โดยจะเลือกอีกทีตอนปี 2 ส่วนภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในด้านการศึกษา ทาง ‘ทุนคิง’ ก็ช่วยจัดการให้ทั้งหมด

เตรียมต้อนรับอนาคตคนเก่งของชาติในเร็ววันได้เลย!!

ปรบมือ!!

ติดตามบทสัมภาษณ์เต็มๆ ของเด็กไทยคนเก่ง ‘น้องพลอย - พิชามญชุ์ อัศวผดุงสิทธิ์’ ได้ใน

Click on Clear >> https://fb.watch/4IXae4roCf/


อ้างอิง: https://www.facebook.com/100006977258422/posts/2857884234454124/

https://www.hotcourses.in.th/study-abroad-info/applying-to-university/everything-you-need-to-know-about-king%27s-scholarship/

เป็นข่าวเป็นคราวดังอยู่ในช่วงอาทิตย์นี้ สำหรับกลุ่มคนพม่าระดับไฮโซที่พยายามจะหาทางลี้ภัยออกจากเมียนมา โดยเอย่าเคยบอกแล้วว่าเป้าหมายที่คนเมียนมาต้องการไปมี 2 ประเทศหลัก ๆ คือ ประเทศสิงคโปร์ และ ‘ไทย’

สาเหตุหลักนอกจากความสะดวกสบายแล้ว อีกสาเหตุหนึ่ง คือ ชีวิตความเป็นอยู่ อาหารการกินของสิงคโปร์และไทย ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยของคนเมียนมามาช้านานแล้ว

ดังนั้นในวันที่โควิด-19 ครองโลกและทหารครองเมือง วิธีการที่จะเดินทางออกจากประเทศได้นั้น มีแค่เพียงไม่กีวิธี

ทว่า ในส่วนของวิธีการที่สามารถนำครอบครัวทั้งหมดไปตั้งรกรากได้อย่างสบาย ในประเทศไทยก็ต้องใช้เอกสิทธิ์ที่เรียกว่า ‘Thailand Elite Card’ ซึ่งวันนี้ เอย่า อยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักว่า Thailand Elite Card มีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

Thailand Elite Card หนึ่งในโครงการที่ดำเนินการขึ้นเพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามา ทั้งเพื่อท่องเที่ยวและทำธุรกิจในประเทศไทย โดยการจ่ายเงินหลักล้าน เพื่อซื้อแพ็กเกจแลกกับ ‘สิทธิประโยชน์’ ที่จะได้รับเมื่อเดินทางหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทย

ที่มาของ Thailand Elite Card เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 เป็นโครงการของรัฐบาลในยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ดำเนินการภายใต้บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้ถือหุ้นเพียงหนึ่งเดียวของบริษัทฯ

ในโครงการนี้รัฐบาลจะขายบัตร ให้กับชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไทย โดยเฉพาะบุคคลที่ร่ำรวย ทั้งที่เข้ามาแบบนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักลงทุน รวมถึงเข้ามาท่องเที่ยว พักผ่อนระยะยาวในประเทศไทย ในราคาตั้งแต่ราว 500,000 บาท ไปจนถึง 2,000,000 บาท โดยสิทธิประโยชน์ที่จะได้ตามมา คือ สารพัดความ ‘วีไอพี’ เช่น สิทธิพิเศษสำหรับการเข้าเมือง การบริการที่สนามบิน สถานที่พักผ่อนต่าง ๆ สนามกอล์ฟ สปา โรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร โรงพยาบาล ฯลฯ

อย่างไรซะ คนเมียนมากับบัตร Thailand Elite Card ค่อนข้างคู่ขนาน เพราะคนเมียนมาน้อยคนที่ต้องการจะเป็นเจ้าของ เนื่องด้วยความที่เมียนมากับไทยเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง จึงแทบจะไม่มีความจำเป็นต้องมาเสียเงินเพื่อซื้อบัตร เพียงเพื่อเอาสิทธิ์พิเศษแต่อย่างใด แถมหลายคนยังมีเพื่อนที่เป็นคนไทยที่สามารถช่วยเหลือพึ่งพากันได้ ยิ่งไปกว่านั้นคนเมียนมาส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้เงินกันอย่างสุรุ่ยสุร่ายอีกด้วย

แต่ในภาวะการณ์เช่นนี้ มันไม่ใช่การที่จะมาเที่ยวเหมือนอย่างในอดีต แต่เป็นการมาแบบ ‘ลี้ภัย’ ดังนั้น Elite Card จึงเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกของเศรษฐีเมียนมาที่สนใจจะเดินทางมาอยู่ในประเทศไทยแบบ Long Stay

ฉะนั้นจากนี้ทางรัฐบาลคงต้องชั่งใจให้ดีว่า Elite Card จะกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างปัญหาระหว่างประเทศหรือไม่ หรือจะสนใจแค่เม็ดเงินที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ได้มองถึงเรื่องของผู้ลี้ภัยที่จะเข้ามาสร้างปัญหาหรือใช้ไทยเป็นสถานที่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมาหรือไม่

งานนี้ เอย่า ว่าคงต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทางรัฐบาลไทยแล้วล่ะ!!


ที่มา: AYA IRRAWADEE

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลห่วงใยประชาชน และต้องการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นช่วงวันหยุดยาว

ทางคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และภาคอุตสาหกรรมประกันภัย จึงพัฒนากรมธรรม์ “ประกันภัยกลุ่ม 10 บาท สงกรานต์อุ่นใจ นิวนอร์มอล ซุปเปอร์พลัส” (ไมโครอินชัวรันส์) โดยเงื่อนไขการรับประกันภัย คือผู้ทำประกันภัยต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ - 70 ปีบริบูรณ์ ถึงวันที่ทำประกันภัย ระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน และผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นผู้ถือกรมธรรม์ โดยเริ่มจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. - 31พ.ค. 2564 ประชาชนที่สนใจซื้อกรมธรรม์ประกันภัย 10 บาท สามารถร่วมกลุ่มกัน 10 คน และซื้อได้โดยตรงกับบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 23 แห่ง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่สายด่วน คปภ. 1186 หรือเพิ่มเพื่อนทางไลน์ @oicconnect

น.ส.รัชดา กล่าวว่า สำหรับกรมธรรม์ดังกล่าว มีความคุ้มครองที่ 1 กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมการ ถูกฆาตกรรม ลอบทำร้ายร่างกาย และอุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จะได้รับความคุ้มครอง 1 แสนบาท

ความคุ้มครองที่ 2 กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากการถูกฆาตกรรม ลอบทำร้ายร่างกาย และอุบัติเหตุขณะขับขี่ หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จะได้รับความคุ้มครอง 5 หมื่นบาท

ความคุ้มครองที่ 3 ค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพกรณีเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย (ยกเว้นกรณีเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยภายใน 14 วันแรก นับจากวันเริ่มต้นระยะเวลาประกันภัย) รวมถึงกรณีเสียชีวิตจากผลกระทบการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยคุ้มครองตั้งแต่วันแรกที่ทำประกันภัยและมีการฉีดวัคซีนหลังทำประกันภัย จะได้รับความคุ้มครอง 5,000 บาท

ความคุ้มครองที่ 4 ค่าชดเชยรายวันระหว่างการเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน เนื่องจากอุบัติเหตุ รวมถึงได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันละ 300 บาท ไม่เกิน 20 วัน จะได้รับความคุ้มครองไม่เกิน 6,000 บาท ความคุ้มครองที่ 5 กรณีติดเชื้อโควิด-19 จะได้รับคุ้มครอง 3,000 บาท

“สถิติในช่วงสงกรานต์ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างเข้มข้น จำนวนประชาชนเดินทางน้อยกว่าปี 2562 แต่มีสถิติอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง 1,307 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 1,260 ราย และเสียชีวิต 167ราย และรัฐบาลตั้งเป้าลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2564 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ซึ้งการทำประกันภัยกลุ่ม 10 บาท สงกรานต์อุ่นใจ นิวนอร์มอล ซุปเปอร์พลัส” ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบการประกันภัยได้ง่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบการประกันภัยโดยรวม”

เข้าใจอยู่ว่าใคร ๆ ก็กลัวถูกด่า แต่นาทีนี้ใครปิดไทม์ไลน์ เท่ากับมีความผิด และใครปกปิดหลักฐาน เช่น ลบภาพสถานที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ตนเองได้ไป ก็คงไม่ดีนัก​ ฉะนั้นเปิดตัวกันตรง ๆ สังคมน่าจะได้ประโยชน์ อย่าได้กลัว!!

ล่าสุด เพจ 'ตามติดชีวิตแม่บ้านแขก' ได้โพสต์เฟซบุ๊ก อวยดาราคนจริง 'พลอย เฌอมาลย์' หลังไม่ลบรูปสถานที่เสี่ยงที่ตนไปร่วมงานว่า...

ไม่รู้จะคุณมัม พลอย เฌอมาลย์ เป็นดาราคนเดียวที่ไม่ลบรูปที่มีข่าวดารา คนดังไปงานปาร์ตี้มาที่ภาคใต้รึเปล่า แต่นี่คือหนึ่งในคนที่เออ ไปมาจริง ไม่หนี ไม่ลบรูป และพร้อมแสดงความรับผิดชอบจริง

โดยที่เจ้าตัวแจ้งในไอจีว่ากักตัวแล้ว และยกเลิกทริปพร้อมงานทั้งหมดในเดือนเมษายน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และจะมาแจ้งผลการตรวจต่อไป

ส่วนตัวประทับใจนะ ไม่ลบแล้วทำนิ่ง เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิด พอเกิดแล้วก็รีบแก้ไขและแจ้งไทม์ไลน์และเอกสารทั้งหมดจริง ๆ

ใครดีก็อวยยศ ที่ลบแล้วเงียบอันนั้นไม่น่ารักแต่อย่างใดนะ ไม่ใช่แค่ดารา แต่ประชาชนทั่วไปก็ด้วย ถ้าเราไปงานที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้ติดเชื้อและมีการไปที่อื่นอีกไหมหลังจากนั้น การแจ้งไทม์ไลน์อย่างไม่ปกปิดอย่างดี

มันช่วยลดเรื่องการระบาดไปได้เยอะเลยนะคะ

ขอบคุณคุณมัมค่ะ


ที่มา: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=301049538046233&id=100044235679015

แอสตร้าเซนเนก้า แจงข้อมูลผลข้างเคียงจากวัคซีนโควิดอีกด้าน ระบุ 'ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน-เกล็ดเลือดต่ำ’ เกิดยากมาก หลังองค์การยายุโรป มีความเห็นเชื่อมโยงกับวัคซีน แต่เกิดได้ยาก ขณะที่ภาพรวมมีประโยชน์มากกว่าผลข้างเคียง

รายงานความคืบหน้าหลังการแถลงข่าวจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) และหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของยุโรป (EMA) เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า

เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) และหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของยุโรป (EMA) ได้ประเมินถึงการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่พบได้ยากมากในประชาชนกว่า 34 ล้านคน ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าใน สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป

ทั้งสองหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ขอให้แอสตร้าเซนเนก้าปรับเปลี่ยนข้อความบนฉลากวัคซีนที่ใช้ในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป โดยไม่มีการระบุถึงปัจจัยเสี่ยงใด ๆ อาทิ อายุ เพศหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ซึ่งพบได้ยากมากนี้ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานทั้งสองมีความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ว่ามีความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้กับวัคซีนและขอให้ระบุว่าเป็นผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ยากมาก

โดยภาพรวมแล้วทั้ง MHRA และ EMA ได้ยืนยันอีกครั้งว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า สามารถช่วยป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคโควิด-19 ในทุกระดับความรุนแรงได้และประโยชน์เหล่านี้นั้น ยังคงมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์

แอสตร้าเซนเนก้าได้ร่วมมืออย่างแข็งขันกับหน่วยงานต่างๆที่ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านยาเพื่อดำเนินการเพิ่มเติมข้อมูลเหล่านี้ในเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ พร้อมกันนี้กำลังศึกษาและทำความเข้าใจการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ในผู้ป่วยแต่ละราย การระบาดวิทยา รวมถึงกลไกที่น่าจะเป็นไปได้ เพื่อจะอธิบายภาวะที่เกิดขึ้นได้ยากมากนี้

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังกล่าวในวันนี้ว่า จากข้อมูลปัจจุบันนั้น ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการเกิดภาวะนี้มีความเป็นไปได้แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ และระบุว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเฉพาะทางเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการฉีดวัคซีนและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เป็นไปได้

องค์การอนามัยโลก ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า อาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้พบได้ยากมากและมีรายงานการเกิดภาวะนี้ในตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ทั่วโลกเกือบ 200 ล้านคน

ยืนยันอีกรอบ คลิปเสียงหมอศิริราช แนะนำกินยาเขียว เพื่อรักษาโควิด-19 เป็นของปลอม ย้ำชัดไม่ใช่เสียง ‘คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช’ ซ้ำร้าย ‘ยาเขียว’ ไม่มีสรรพคุณรักษาโควิด-19

ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อความในประเด็นเรื่อง คลิปเสียงหมอศิริราช แนะนำกินยาเขียว เพื่อรักษาโควิด-19 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

กรณีการส่งต่อคลิปเสียงโดยระบุว่าเป็นเสียงของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่กล่าวถึงการรักษาโควิด-19 โดยให้รับประทานยาเขียวเพื่อทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย เมื่อร่างกายเกิดความร้อนก็จะมีการขับเหงื่อและปัสสาวะออกมาซึ่งเชื้อไวรัส จะออกมาด้วยกับเหงื่อและน้ำปัสสาวะ อุจจาระนั้น ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ชี้แจงว่า เสียงดังกล่าวไม่ใช่เสียงของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

และข่าวนี้เป็นข่าวเก่าที่เคยมีการส่งต่อแล้ว ซึ่งการใช้ยาเขียวในการรักษาโรคเป็นองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์แผนไทยที่ใช้กระทุ้งไข้ หัด อีสุกอีใส อีกทั้งยาเขียวยี่ห้อดังกล่าวไม่มีการบอกสูตรยาที่แน่นอน และยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ดังนั้น จึงยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าสามารถใช้รักษาโรค โควิด-19 ได้

โดยยาเขียวเป็นตำรับยาไทย ตามองค์ความรู้ของแพทย์แผนไทย หรือหมอพื้นบ้าน ที่มีการใช้กันมานานหลายทศวรรษ และเป็นตำรับที่ยังมีการผลิตขายทั่วไปตราบจนปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปในสมัยก่อนจะรู้จักวิธีการใช้ยาเขียวเป็นอย่างดี กล่าวคือ มักใช้ยาเขียวในเด็กที่เป็นไข้ออกผื่น เช่น หัด อีสุกอีใส เพื่อกระทุ้งให้พิษไข้ออกมา เป็นผื่นเพิ่มขึ้น และหายได้เร็ว ซึ่งยาเขียวจัดเป็นยาเย็น ทำให้ตำรับยาเขียวส่วนใหญ่มีสรรพคุณ ดับความร้อนของเลือดที่เป็นพิษ ซึ่งพิษในที่นี้หมายถึงของเสียหรือความร้อนที่อยู่ภายในร่างกายเท่านั้น

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ หากต้องการรับรู้ข่าวสารเพิ่มเติม จากข่าวประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.si.mahidol.ac.th หรือโทร. 02 4197646 ต่อ 50

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : เสียงดังกล่าวไม่ใช่เสียงของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช ที่ถูกแชร์ซ้ำเมื่อมีการระบาดของโควิด-19 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ดังนั้น จึงยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าการกินยาเขียว สามารถใช้รักษาโรค โควิด-19 ได้

หน่วยงานที่ตรวจสอบ : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ด่วน..!!!! ผู้อำนวยการ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ออกประกาศแจ้งให้วปอ.รุ่น 63 ตรวจหาเชื้อ - กักตัว 14 วัน หลังพบนักศึกษาติดโควิด ขณะที่ในรุ่นมี ทหาร-ตำรวจ-นักธุรกิจ-ราชการ ร่วมเรียนอื้อ

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.พล.ท.วิโรจน์ เกิดแสง ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ได้ออกประกาศวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 63 ในกรณีสถานการณ์ไม่ปกติ อันเนื่องมาจากภาวการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19

โดยระบุว่า ได้รับรายงานว่ามีนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 63 จำนวน 1 คน ติดเชื้อ และ มีนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 63 จำนวน 2 คน ขอกักตัวเนื่องจากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ประกอบกับมีข้าราชการ 1 คน ตรวจพบการติดเชื้อโควิด 19 เมื่อวันที่ 7 เมษายน จึงได้ขอยกเลิกการเดินทางไปดูกิจการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 26 - 30 เมษายน และเลื่อนการจัดสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 3 ระว่าง 20 - 22 เมษายน ไปก่อน และยกเลิกกิจกรรมการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ตังแต่ 8 เมษายน เป็นต้นไปถึง 30 เมษายน และขอให้นักศึกษา รุ่น 63 และข้าราชการ เข้ารับการตรวจ ตั้งแต่ 8 - 9 เมษายน และกักตัว 14 วัน ณ ที่พัก พร้อมรายงานในระบบทุกวัน

ทั้งนี้ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 63 มีผู้เข้ารับการศึกษา จำนวน 285 คน ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร 94 นาย ข้าราชการตำรวจ 9 นาย ข้าราชการพลเรือน 77 คน พนักงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรอิสระ 15 คน ภาคเอกชน 15 คน นักธุรกิจและบุคคลทั่วไป 68 คน นักศึกษาจากมิตรประเทศจำนวน 7 นาย จาก 7 ประเทศได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐเกาหลี สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน และ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ภาค คือ ภาคปฐมนิเทศ และภาคการศึกษาหลัก

คลังเปิดยอดใช้ “เราชนะ” เงินหมุนลงเศรษฐกิจเกือบแตะ 2 แสนล้าน

กระทรวงการคลังรายงานความคืบหน้าของโครงการเราชนะ ล่าสุดวันที่ 8 เมษายน 2564 โดยจำนวนผู้ใช้สิทธิผ่านโครงการ 32.8 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 192,930 ล้านบาท โดยประเภทที่คนใช้สิทธิมากที่สุดคือ ร้านค้าทั่วไปและอื่น ๆ รวมกันถึง 77,729 ล้านบาท รองลงมาคือ ร้านธงฟ้า ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านโอทอป ร้านค้าบริการ และการขนส่งสาธารณะ ซึ่งล่าสุดมีผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการรายย่อยสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1.3 ล้านกิจการ

ทั้งนี้เมื่อแยกเป็นกลุ่ม พบว่า ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 กุมพาภันธ์ 2564 เป็นต้นมา จำนวน 72,167 ล้านบาท, ประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ http://www.เราชนะ .com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการฯ แล้ว จำนวน 16.8 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา จำนวน 108,818 ล้านบาท 

ส่วนสุดท้าย คือ ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 2.3 ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2564 เป็นต้นมา จำนวน 11,945 ล้านบาท 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top