Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

"แรมโบ้" ดีใจตรวจหาเชื้อโควิดไม่พบเชื้อ  กักตัวผ่านไปแล้ว 1 อาทิตย์ เมื่อครบ 14 วันผลเป็นปกติ กลับมาทำงานได้เหมือนเดิม

 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วานนี้ (29 เม.น.) ได้ไปตรวจผลหาเชื้อโควิดที่ สถาบันบำราศนราดูร ผลปรากฏว่าเป็นลบ ไม่พบเชื้อโควิดในร่างกาย เนื่องจากตนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต้องกักตัว14 วันตามมาตรการของ ศบค.และสาธารณสุข หลังจากที่พนักงานขับรถ ติดเชื้อโควิดพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล


ทั้งนี้ ตนได้ตรวจหาเชื้อมาก่อนหน้านี้ เป็นระยะๆเพราะต้องทำงานใกล้ชิดกับมวลชน ที่เดินทางมายื่นหนังสือที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ศูนย์บริการประชาชน1111 สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในช่วงก่อนหน้านี้ และเมื่อทราบว่าพนักงานขับรถตนติดเชื้อโควิด ตนจึงได้ไปตรวจผลออกมาไม่พบเชื้อ อีกทั้งได้ฉีดวัคซีนซิโนแวคไปแล้วครบสองเข็ม จึงมั่นใจว่า ภูมิต้านทานแข็งแกร่ง ยิ่งผลตรวจที่สถาบันฯเมื่อวานนี้ออกมาว่าไม่ติดเชื้อ ยิ่งทำให้มั่นใจมากขึ้น

"อย่างไรก็ดี ผมกักตัวมาแล้ว 7 วัน จะครบ 14 วัน ในวันที่ 7 พ.ค.นี้ โดยจะไปตรวจครั้งสุดท้ายเพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า ไม่ติดเชื้อโควิดอย่างแน่นอน และพร้อมจะกลับไปทำงานตามปกติเช่นเดิมต่อไป" นายเสกสกลกล่าว

สภาฯขานรับมาตรการเข้มป้องกันโควิด-19 ห้ามนั่งรับประทานอาหารร่วมกันภายในโรงอาหาร ใส่หน้ากากในรัฐสภา 100%  ลดเจ้าหน้าที่ทำงานเหลือไม่เกิน 30 % ส่วนวุฒิฯให้ขรก.ทำงานที่บ้านทั้งหมด ถึง 31 พ.ค. 

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ปรับเพิ่มมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ภายในรัฐสภา บริเวณโรงอาหาร ภายหลังศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้ออกข้อกำหนด ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 พ.ค.นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด เนื่องจากรัฐสภา ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้มีการนั่งรับประทานอาหารที่ร้าน จึงได้นำโต๊ะและเก้าอี้ออกนอกพื้นที่ ให้เป็นไปตามข้อกำหนด และให้ข้าราชการ นำกลับไปทานส่วนตัวในพื้นที่ของตนเองเท่านั้น เพื่อลดการรวมกลุ่มระหว่างการรับประทานอาหาร


ขณะเดียวกัน ยังคงเข้มงวดต่อบุคคลที่จะเข้ามาภายในอาคารรัฐสภา โดยจะต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิ และสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาที่อยู่ภายในรัฐสภา 100% นอกจากนั้นการใช้ลิฟท์โดยสารขึ้นลง จำกัดครั้งละไม่เกิน 6 คน เป็นต้น

สำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ของสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งงดการประชุมหลายคณะ เพื่อให้ความร่วมมือต่อการลดการแพร่ระบาดโควิด-19 และลดการรวมตัวของคนจำนวนมากเกินกว่า 20 คน ส่วนคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ได้สั่งงดการประชุมทั้งหมดออกไปก่อน

นอกจากนั้นขณะนี้ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯได้ปรับลดจำนวนข้าราชการ ให้มาปฏิบัติที่ในรัฐสภาไม่เกินร้อยละ 30 ส่วนอีกกว่าร้อยละ 70 ได้มีประกาศให้ข้าราชการปฏิบัติงานที่บ้าน เพื่อลดการรวมตัวกัน ส่วนสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ประกาศให้ข้าราชการ ปฏิบัติงานจากที่บ้านทั้งหมด จนถึง 31 พ.ค.นี้

กระหึ่มเทคโนโลยีโอนเงิน! ธนาคารกรุงเทพ ร่วมนำร่อง บริการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านพร้อมเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ไทย-สิงคโปร์ ง่ายสุดใช้แค่เบอร์มือถือที่ผูกพร้อมเพย์/เพย์นาว รับเงินแบบเรียลไทม์ ทั้งโอนทั้งรับ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นางพรนิจ ตุลย์วัฒนจิต ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพ ได้ร่วมเป็นหนึ่งในธนาคารนำร่องให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านพร้อมเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (PromptPay International) ระหว่างไทยและสิงคโปร์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่ต้องการโอนเงิน หรือรับเงินโอนระหว่างไทย-สิงคโปร์ ได้โดยสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยใช้ข้อมูลเพียงเบอร์มือถือที่ผูกไว้กับพร้อมเพย์ (ประเทศไทย) หรือเพย์นาว (สิงคโปร์) สามารถทำรายการได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านโมบายแบงก์กิ้งจากธนาคารกรุงเทพ โดยปลายทางได้รับเงินทันทีเต็มจำนวน นอกจากนี้ ธนาคารกรุงเทพยังได้รับคัดเลือกให้เป็น Settlement Bank (ธนาคารที่รับผิดชอบการชำระดุลสำหรับธุรกรรมระหว่างประเทศ) ในบริการพร้อมเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนลระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์อีกด้วย

“บริการนี้เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สำคัญระหว่างธนาคารกลางของไทยและสิงคโปร์ และธนาคารพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ใช้ข้อมูลน้อยลงเพียงมีเบอร์มือถือที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์/เพย์นาวไว้เท่านั้น เพื่อตอบสนองความต้องการทางการเงินของลูกค้ารายย่อยในยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินให้เพื่อนเพื่อฝากซื้อสินค้า โอนเงินค่าการศึกษา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โอนเงินกลับบ้านให้ครอบครัวสำหรับคนสิงคโปร์ที่ทำงานในไทย หรือคนไทยที่ทำงานในสิงคโปร์ เป็นต้น กลุ่มลูกค้ารายย่อยสามารถทำรายการได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินข้ามประเทศที่ลดลงอย่างมาก”

สำหรับขั้นตอนการใช้โอนเงินไปยังสิงคโปร์ผ่านระบบพร้อมเพย์ ลูกค้าสามารถทำรายการได้ผ่านโมบายแบงก์กิ้งจากธนาคารกรุงเทพ โดยล็อกอินเข้าใช้งานและเลือกเมนู “โอนเงินไปต่างประเทศ” จากนั้นเลือก “พร้อมเพย์อินเตอร์เนชั่นแนล” และทำตามขั้นตอนการโอนเงิน โดยระบุปลายทางเป็นเบอร์มือถือของสิงคโปร์ที่ลงทะเบียนไว้กับ PayNow ลูกค้าสามารถระบุยอดเงินโอนที่ต้องการได้ทั้งสกุลเงินบาท (THB) และสิงคโปร์ดอลลาร์ (SGD) วงเงินทำรายการสูงสุด 1,000 SGD/วัน เมื่อตรวจสอบความถูกต้องและยืนยันรายการด้วยรหัสผ่าน (Mobile PIN) เรียบร้อยแล้ว เงินจะถูกโอนไปยังปลายทางทันที พร้อมกับได้รับ e-slip เป็นหลักฐาน

ทั้งนี้ การโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนลไปยังเบอร์มือถือของสิงคโปร์นั้น เบอร์มือถือดังกล่าวจะต้องลงทะเบียนเพย์นาวกับธนาคารในสิงคโปร์ที่ร่วมรายการ ซึ่งในปัจจุบันมีธนาคารเข้าร่วมโครงการ 3 แห่ง ประกอบด้วย DBS Bank (DBS) Oversea-Chinese Banking Corporation (OCBC) และ United Overseas Bank (UOB)

พิเศษสำหรับรายการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ไปยังสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน-31 กรกฎาคม 2564 จะมีค่าธรรมเนียมเพียง 75 บาท/รายการ (ปกติ 150 บาท/รายการ)

ภายใต้ความร่วมมือในโครงการนี้ ลูกค้าที่มีบัญชีเงินฝากของธนาคารทั้ง 3 แห่งในสิงคโปร์ สามารถโอนเงินมายังประเทศไทยให้กับผู้รับผ่านเบอร์มือถือที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์กับธนาคารกรุงเทพแทนการระบุเลขที่บัญชีธนาคาร ซึ่งผู้รับเงินจะได้รับเงินโอนจากสิงคโปร์ได้แบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน โดยได้รับเงินเต็มจำนวนเป็นสกุลบาท สำหรับผู้ที่ต้องการลงทะเบียนพร้อมเพย์กับธนาคารกรุงเทพ สามารถทำรายการผ่านโมบายแบงก์กิ้งจากธนาคารกรุงเทพ รวมถึงช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้ทันที

“ธนาคารกรุงเทพมีความมุ่งมั่นยกระดับบริการทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าทั้งในประเทศไทย และบริการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำรายการผ่านช่องทางดิจิทัลและอิเล็กอทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า เช่น การเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่ทำหน้าที่เป็น Settlement Bank หรือธนาคารที่รับผิดชอบการชำระดุลสำหรับธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อให้บริการ Cross-Border QR Payment ระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม จนถึงครั้งล่าสุดที่ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในธนาคารนำร่องให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านพร้อมเพย์ดังกล่าว เพื่อตอกย้ำจุดยืนในการเป็น ‘ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค’ ต่อไปอย่างมั่นคงแข็งแกร่ง” นางพรนิจ กล่าว

"กล้าเติมอิ่ม" กรณ์ ลุยช่วยผู้เดือดร้อนจากโควิด แจกข้าวกล่องพี่น้องฝั่งธนฯ พร้อมขยายผลทั่วกรุงเทพฯ 

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า ตามที่พรรคกล้าได้ระดมข้าว 2 ตัน ทำข้าวกล่อง 30,000 ชุดเพื่อแจกโรงพยาบาลสนาม โดยถือเป็นการช่วยคนได้สองต่อ ต่อแรกคือชาวนาที่ จ.มหาสารคาม ที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น และต่อที่สองคือ ข้าวกล้องอินทรีย์จะตกถึงมือผู้ป่วยและคนเดือดร้อน นอกจากนี้ยังได้เปิดศูนย์ #กล้าสู้โควิด ช่วยผู้ป่วยหาเตียงสำเร็จไปแล้วว่า 70 เคส 

โดยเมื่อวันก่อนได้ทำข้าวกล่องแจกพี่น้องชุมชน “ยานนาวา-บางคอแหลม” และวานนี้ (29 เมษายน) ก็ไปแจกที่ที่ “ตลิ่งชัน-ภาษีเจริญ” กับผู้กล้าของเราคือ “หมอแม็พ” กันตพงศ์ ดีชัยยะ และจะกระจายไปทุก ๆ เขตทั่วกรุงเทพฯ 

สำคัญที่สุดขอขอบคุณเชฟอาสา เชฟแอ้ม นรี บุญยเกียรติ ขอบคุณหลายๆ ท่าน ที่ทยอยส่งวัตถุดิบมาให้ รวมไปถึง อาสาสมัครของแต่ละชุมชนนะครับ ในทุกวิกฤตเราจะเห็นความสวยงามแบบนี้ ก็คือความสามัคคีในการช่วยกันลงมือทำของคนไทย

หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า ทุกท่านสามารถมาลุย  “กล้าเติมอิ่ม” กับเราได้  3 วิธี คือ 1. ร้านอาหารใด ต้องการร่วมโครงการกับเรา ช่วยทำอาหารให้เรา เราจะยินดีมาก 2. ใครสนใจ สมทบวัตถุดิบในการทำอาหาร รวมถึงภาชนะรีไซเคิลได้ในการใส่ข้าวกล่อง inbox มาที่เพจ Korn Chatikavanij ได้เลย จะมีทีมงานติดต่อไป 3. สามารถสมทบทุนข้าวจากชาวนา ได้ที่ โครงการ เกษตรเข้มแข็ง >> เลขที่บัญชี 902-7-11390-2 ธนาคารกรุงเทพ ได้เช่นกัน

#คนละไม้คนละมือ #สู้โควิด
#การเมืองสร้างสรรค์ #ปฏิบัตินิยม
#พรรคกล้า #เรามาเพื่อลงมือทำ


 

“คสรท.-สรส.” ยื่น “บิ๊กตู่” รัฐบาล เยียวยาผู้ใช้แรงงาน เดือดร้อนจากโควิด-19 แนะ “เร่งจัดวัคซีน-ลดภาระค่าใช้จ่ายฯ”

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท. )และกลุ่มสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)นำโดย นายสาวิทย์  แก้วหวาน ประธาน คสรท.ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เนื่องในวันกรรมกรสากล 1 พ.ค.ของทุกปี 

นายสาวิทย์ กล่าวว่า ผู้ใช้แรงงานทั่วโลก ได้ออกมาเรียกร้องถึงคุณภาพชีวิตของคนทำงาน ให้มีมาตรฐานมีหลักประกันมากขึ้น แต่ในสภาวะปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของ โควิด- 19 ที่ซ้ำเติมทำให้ผู้ใช้แรงงานลำบากยิ่งขึ้น แม้ปีนี้จำเป็นที่ต้องงดทำกิจกรรม แต่มีข้อเสนอถึงรัฐบาล ให้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและคนทำงานในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 โดยให้เร่งฉีดวัคนให้แก่ประชาชนโดยเร็ว และเปิดโอกาสให้ผู้มีความพร้อมในการนำเข้าและฉีดวัคซีนที่มีมาตรฐานผ่านการรับรองจากรัฐเพื่อฉีดให้แก่คนใกล้ชิดและพนักงานในสถานประกอบการของตนเองเพื่อลดภาระของรัฐ และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต้องครอบคลุมแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในประเทศไทย

ทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชน คนทำงาน ทุกกลุ่มสาขาอาชีพ แรงงานข้ามชาติ เข้าถึงการบริการ การตรวจโรคอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมและเป็นธรรม นอกจากนั้นให้รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่องสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์  ลดค่าเทอม เนื่องจากเรียนผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น โดยการเยียวยาช่วยเหลือต้องเท่าเทียมไม่ เลือกปฏิบัติ รวมถึงต้องควบคุมราคาสินค้าไม่ให้มีราคาแพงและลงโทษกับผู้ที่ฉวยโอกาส บนความทุกข์ยากของประชาชน เป็นต้น จากนั้นตัวแทนผู้ใช้แรงงานเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายสุชาติ  ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ต่อไป 

“ครูกัลยา” ห่วงครู นักเรียน หนุนเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้บุคลากรทางการศึกษา พร้อมให้ผู้บริหารสถานศึกษาในกำกับติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างใกล้ชิด 

เมื่อวันศุกร์ที่ 30 เมษายน 2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ห่วงครู บุคลากรทางการศึกษา สนับสนุนให้เร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างทั่วถึง พร้อมให้ผู้บริหารสถานศึกษาในกำกับติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพื้นที่พร้อมรองรับโรงพยาบาลสนามกรณีเชื้อไวรัสโควิด-19 ขยายวงกว้าง เตียงไม่พอ

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า คุณหญิงกัลยา เห็นถึงความสำคัญของครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จึงได้มีนโยบายเร่งด่วนตั้งแต่รักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้แถลงถึงโครงการที่จะต้องเร่งรัดและทำให้เกิดเป็นรูปธรรม หนึ่งในนั้นคือการเร่งผลักดันข้อเสนอกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 สำหรับครู และบุคลากรทางการศึกษา และได้มีการเสนอประเด็นนี้เป็นกรณีเร่งด่วนในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานในเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของวิชาชีพครู ที่เป็นผู้ที่เสียสละในการทำงานใกล้ชิดกับเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง และคนในชุมชน

ทั้งนี้ คุณหญิงกัลยาจึงขอสนับสนุนแนวทางของ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเป็นรูปธรรม ให้แก่ครู และบุคลากรทางการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน โดยให้ความสำคัญกับครูและบุคลากรที่อยู่ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่สีแดงและมีความเสี่ยงสูงก่อน ซึ่งจะสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องครูทั่วประเทศให้มีกำลังใจในการสอนนักเรียนอย่างเต็มความสามารถ

“การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ส่งผลกระทบกับทุกฝ่าย คุณหญิงกัลยาห่วงประชาชน โดยเฉพาะครูและนักเรียนเป็นอย่างมาก เพราะครูถือเป็นอาชีพที่เสียสละ จึงนำเรื่องการเร่งจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการทันที ในขณะที่รักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และได้นำเรื่องดังกล่าวไปหารือใน ครม. ซึ่งคุณหญิงกัลยารู้สึกยินดีและพร้อมสนับสนุนท่านรัฐมนตรีว่าการฯ อย่างเต็มที่จะผลักดันให้เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยเร็ว” นางดรุณวรรณ กล่าว

ทั้งนี้คุณหญิงกัลยา ยังแสดงความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชนทุกคน และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐเองและเอกชนที่มีส่วนสนับสนุนในการช่วยเหลือและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคสวิด-19 โดยที่ผ่านมาคุณหญิงกัลยาได้ให้ผู้บริหารสถานศึกษาในกำกับติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมพื้นที่โรงเรียนในสังกัดเพื่อเป็นโรงพยาบาลสนามกรณีเชื้อไวรัสโควิด-19 ขยายวงกว้างขึ้นร่วมด้วย 

Soft Power ไทย ... อะไรดี ??? | LOCK LENS GURU EP.5

LOCK LENS GURU / EP.5 วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน

???? GURU : อ.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์

อาจารย์ประจำสาขานวัตกรรมการสื่อสาร วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

▶️ หัวข้อ : Soft Power ไทย ... อะไรดี ???

อ่านคอลัมน์เพิ่มเติม : https://thestatestimes.com/post/2021032103

???? ดำเนินรายการโดย เจ THE STATES TIMES

.

.

ผอ.สถาบันวัคซีนฯ ชี้!! ซิโนแวคป้องกันอาการรุนแรงได้ 100% เตือน!! กลุ่มวิจารณ์วัคซีน ไม่ควรยึดข้อมูลเดียวมาตัดสิน

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยข้อมูลประสิทธิผลวัคซีนชิโคแวคต่อไวรัสโควิด-19 ในประเทศบราซิล พบว่าสามารถป้องกันอาการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงได้ 50.4% อาการรุนแรงปานกลางได้ 83.7% และป้องกันอาการรุนแรงได้ 100% ซึ่งวัคซีนซิโนแวคเป็นวัคซีนตัวเดียวที่ได้รับการทดสอบในกลุ่มบุลากรทางการแพทย์

ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งเป็นวัคซีนหลักของประเทศไทย จำนวน 61 ล้านโดส จะส่งมอบเดือนมิ.ย. มีข้อมูลตีพิมพ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลว่ามีผลต่อไวรัสสายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 ป้องกันอาการป่วยได้ 70% ส่วนไวรัสอื่น ๆ ที่ยังไม่มีการกลายพันธุ์นั้นการป้องกันอยู่ที่ 85% ดังนั้นวัคซีนทั้ง 2 ตัวมีผลในการป้องกันอาการป่วยได้

นพ.นคร กล่าวอีกว่า การพิจารณาเรื่องวัคซีนนั้น ข้อสำคัญคือ ไม่สามารถจะมาเปรียบเทียบเฉพาะตัวเลข เพื่อบ่งชี้ถึงประสิทธิผลของวัคซีนเพียงลำพังเท่านั้น ต้องใช้ข้อมูลอื่นประกอบด้วยเช่น ผลการศึกษาระยะ 3 ที่แสดงผลของวัคซีนได้ทำในกลุ่มประชากรใด หากเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อจำนวนมากจากพื้นที่ ที่มีการติดเชื้อสูงและพบเชื้อได้บ่อย จะไปเอาตัวเลขเปอร์เซ็นต์มาเปรียบเทียบกับวัคซีนบางตัวที่ใช้ในกลุ่มประชากรจากชุมชนทั่วไปไม่ได้ ต้องเอาทุกอย่างมาประกอบกัน

“ผู้ที่ออกวิพากษ์วิจารณ์ประสิทธิผลของวัคซีนตัวนี้ ขอให้ใช้ข้อมูลความจริงทางด้านวิชาการตรงนี้ให้ครบถ้วน และพิจารณาเปรียบเทียบหลาย ๆ ส่วนกับวัคซีนตัวอื่น ที่มีการตีพิมพ์ผลงานของวัคซีนออกมาแล้ว ซึ่งจะเห็นความต่าง ความเหมือน หรือความใช้การได้ของวัคซีน ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าวัคซีนซิโนแวคที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีประสิทธิผลพอสมควรและมีประสิทธิผลมากในการป้องกันอาการรุนแรง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจ และต้องฉีดให้ครอบคลุมอย่างมากและรวดเร็ว เราติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช้ความเชื่อหรืออคติแต่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในประเทศ และ ขององค์การอนามัยโลก”


ที่มา: https://www.facebook.com/101696788465808/posts/215848057050680/?sfnsn=mo

‘ศุภชัย ใจสมุทร’ โดดป้อง ‘เสี่ยหนู’ เปรียบดังยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางหมู่บ้านกระสุนตก ฝาก ‘บิ๊กตู่’ มองให้ดี ในสงครามโควิด ใครเป็นขุนศึกร่วมรบ - รับหอกดาบแทน ถ้าไม่ใช่ ‘อนุทิน’!

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

นาทีนี้ “ชายเดียว” ที่ยืน “โดดเดี่ยว” ในหมู่บ้านกระสุนตก คงหนีไม่พ้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ที่โดนจัดหนัก จัดเต็ม ถูกจับเป็น “แพะ” บูชายัญ จากสถานการณ์โควิด-19 ทันทีที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อดีดขึ้นไปถึงพันจนทะลุสองพันกว่า บาปทุกอย่างก็ตกอยู่ที่ “เสี่ยหนู” ทั้ง ๆ ที่เมื่อมีการระบาดในสถานบันเทิงรอบนี้ กระทรวงหมอ ก็เสนอมาตรการป้องกัน และคาดการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อ ว่าหากไม่มีการจัดการใด ๆ หลังสงกรานต์จะเกิดอะไรขึ้นเอาไว้แล้ว

ทว่า เหตุผลทาง “เศรษฐกิจ” นำ “สุขภาพ” ดังนั้น ในเวลาที่คนทั่วไปกำลังพักผ่อนช่วงวันหยุดยาว ทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ภายใต้การนำของ “หมอหนู” จึงต้องทำงานที่ “หนัก” อยู่แล้ว ให้ “หนักขึ้นไปอีก” เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น วัคซีนก็ยังต้องหา วางแผนการฉีด เตรียมสถานพยาบาลรองรับผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อ จนเมื่อเกิดภาวะ “ฝีแตก” ผู้ติดเชื้อสูงสุดเกือบเหยียบ 3 พัน มีผู้ป่วยที่ยังไม่ได้เตียง มีผู้เสียชีวิต คนบางกลุ่มก็ชี้ว่า เป็นความผิดของ “อนุทิน” ระดมทำแคมเปญลงชื่อขับไล่พ้นจาก “เก้าอี้” เพื่อระบายอารมณ์ และหวังผลทางการเมือง

ปัญหาการจัดส่งผู้ป่วย การจัดหาเตียง “มีจริง” ตัว “เสี่ยหนู” ก็ยอมรับ และแก้ไขด้วยการตั้งศูนย์แรกรับ ส่งต่อผู้ป่วย แบบไม่ปริปากถึงเรื่องราวเชิงลึกใด ๆ แม้เห็นกันชัด ๆ อยู่แล้วว่า “ปัญหานี้” เกิดขึ้นเพียงพื้นที่ กทม. ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจเต็มของสธ. ถามว่า 76 จังหวัด ที่มีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทำไมไม่มีปัญหาแบบนี้ คำตอบจึงอยู่ในคำถาม ที่ผ่านมาสิ่งที่ “เสี่ยหนู” ทำ คงไม่ได้ดีที่สุด ถูกใจทุกคนที่สุด แต่การทำงานที่ผนึกกับทีม สธ. จนทำให้ไทยประคับประคองสถานการณ์สู้กับโควิด -19 มาได้จนถึงวันนี้

การจัดหาวัคซีนซิโนแวค ด้วยคอนเน็คชั่นส่วนตัว เต็มใจควักกระเป๋า ถ้าจะทำให้จัดส่งเร็วขึ้น การวางแผนจัดหาวัคซีน ที่ไทยไม่เข้าร่วมโคแวค ซึ่งวันนี้ชัดเจนแล้วว่าโคแวค ไม่สามารถจัดหาวัคซีนให้ได้ตามที่ตกลงไว้ แต่ไทยมีสยามไบโอไซแอนท์ ที่ผลิตวัคซีนได้ภายในประเทศของเราเอง ยาฟาวิพิราเวียร์ที่มีอยู่ในสต็อก คน ๆ นี้ ไม่มี “เครดิต” เลยหรือ

ส่วนการที่ “นายกลุงตู่” ใช้วิธีพิเศษ รวบอำนาจจากหลายกระทรวง และตั้งคณะกรรมการ 4 คณะ เพื่อมาทำเรื่อง โควิด-19 ก็ไม่ใช่เครื่องหมายที่จะมาตีตราว่า “เสี่ยหนู” กับ กระทรวงหมอจัดการไม่ได้ เพราะถ้ามองให้ดี ๆ จะเห็น “ชัดในชัด” ว่าไม่มีอะไร “ใหม่” ทั้งการหาวัคซีน การฉีดวัคซีน ทุกอย่างเป็นไปตามที่ สธ. วางแผนไว้ทั้งสิ้น สิ่งที่ “นายก” ทำคือการบริหารอารมณ์ ความรู้สึกของภาคเอกชน ให้คนมีความคิดเห็นได้มีพื้นที่แสดงออก มีส่วนร่วมในการทำงาน

แค่อยากฝากถึง “บิ๊กตู่” ว่าในการศึกโควิด-19 ตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้ใครคือขุนศึกร่วมรบ ก็เห็นมีแต่ “รองนายกหนูเพียงหนึ่งเดียว” ที่เป็น “หนังหน้าไฟ” ออกมา “ไฟท์” กับทุกเหตุการณ์ ฟาดกับฝ่ายตรงข้าม รับหอกรับดาบให้ลุงอย่างไม่เกรงสิ่งใด คำตอบชัดคือ “เสี่ยหนู” เวลานี้รัฐบาลควรเป็นหนึ่งเดียว อย่าให้ผู้ไม่หวังดีที่คอยเป่าขนหาแผล คิดว่าเจอรอยแยก แล้วปั่นให้ปริแตก “คนที่มีใจจริง” ไม่ใช่คนที่ออกฉาก แล้วมีแต่คำพูดที่สวยหรู แต่คือคนไม่ฆ่าน้อง ที่ทำงานใต้บังคับบัญชา ไม่ฟ้องนาย ที่เป็นผู้นำทีม ไม่ขายเพื่อน ที่ต้องทำงานร่วมกัน

#คนภูมิใจไทย

#พรรคภูมิใจไทย

เปิด 5 มาตรการ ศบค.ยกระดับ 6 จังหวัดสีแดงเข้ม งดเดินทางออกนอกพื้นที่ ห้ามกินในร้าน ตรึงเวลา 14 วัน ยันไม่ใช่เคอร์ฟิว

เปิด 5 มาตรการ ศบค.ยกระดับ 6 จังหวัดสีแดงเข้ม งดเดินทางออกนอกพื้นที่ ห้ามกินในร้าน ตรึงเวลา 14 วัน ยันไม่ใช่เคอร์ฟิว ให้มีผลตั้งแต่เวลา 00.00 น. วันที่ 1 พ.ค. พ.ศ.2564

วันที่ 29 เม.ย. 64 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. แถลงผลการประชุมศปก.ศบค.ถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดว่า โดยที่ประชุมพิจารณายกระดับการดูแลจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงโควิด-19 ด้วยการยกระดับ 6 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ประกอบด้วย กทม. ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานีและสมุทรปราการ

โดยมาตรการสำคัญสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ใน 6 จังหวัดคือ

1.) ให้พื้นที่กทม. ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานีและสมุทรปราการ เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

2.) ห้ามการจัดกิจกรรม ซึ่งมีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 20 คน

3.) มาตรการควบคุมสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด กำหนดยกระดับมาตรการควบคุมบูรณาการขึ้นเพิ่มเติม สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

(3.1) ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มให้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในลักษณะของการนำกลับไปบริโภคที่อื่นได้เท่านั้น โดยงดบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม สุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน และเปิดบริการได้ถึง 21.00 น.

(3.2) สนามกีฬา สถานที่ออกกำลังกาย ยิม ฟิตเนสให้ปิดบริการ ยกเว้นสถานที่ใช้เป็นเอกเทศตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ส่วนสนามกีฬาหรือสถานที่ออกกำลังกายกลางแจ่ง เปิดให้บริการได้ไม่เกิน 21.00 น. และสามารถจัดแข่งขันโดยไม่มีผู้ชม

(3.3) ห้าง ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือสถานประกอบการอื่นที่คล้ายกัน ให้เปิดได้ตามปกติ จนถึง 21.00 น.ยกเว้นส่วนตู้เกม เครื่องเล่น ร้านเกม และสวนสนุกที่งดบริการ

(4.) ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เกต ตลาดนัดกลางคืน ตลาดโต้รุ่ง ถนนคนเดิน ให้เปิดปกติ แต่ไม่เกิน 21.00 น. ส่วนร้านเปิด 24 ช.ม. ให้เปิดเวลา 04.00 น.

(5.) การงดการเดินทางอออกนอกพื้นที่ ให้ประชาชนอยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด งดการเดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่มีเหตุจำเป็น

โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 00.00 น. วันที่ 1 พ.ค. พ.ศ.2564 ซึ่งยืนยันไม่ได้เป็นการประกาศใช้เคอร์ฟิว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top